ตอนที่ 108 วิธีจับกุ้ง
เฮมดัลบอกว่าที่น่าจับตามีแค่ 4คนที่เป็นนักสลักเอก แต่พวกนี้ก็เป็นนักสลักเอกเหมือนกัน แถมมาจากไหนก็ไม่รู้ นักผจญภัยกับโจรสลัดร่วมมือกันอีก ปลอมตัวแหง ๆ นิทานวิเคราะห์
เขาไม่ติดใจเรื่องที่ตนโดนลอบโจมตี ในที่แห่งนี้การที่ไม่มีใครมาโจมตีเลยสิถึงจะเรียกว่าแปลก
โดนจ้างวานมาให้ฆ่าฉันสินะ จากทางฝั่งองค์ชายจันทรกานต์? นี่ฉันปลอมตัวห่วยขนาดนั้นเลย? หรือว่าเป็นพวกเมื่อคืน นิทานคิด
เขาค่อนข้างเอนเอียงไปทางโจรสลัดปริศนาเมื่อคืนมากกว่า องค์ชายจันทรกานต์ย่อมคาดได้ว่าเขาต้องได้รับการปกป้องจากองค์หญิงไพลิน เพียงนักสลักเอกสองคนย่อมไม่เพียงพอจะฆ่าเขาได้โดยง่าย
ในที่นี้ที่คนแก่งแย่งกันล่ากุ้งสะท้อนแสง นักสลักเอกสามารถเรียกได้ว่าแข็งแกร่งเป็นอันดับต้น ๆ แล้ว แต่นักสลักเอกสองคนนี้กลับรุมโจมตีเขาพร้อมกัน โอกาสมีไม่มากนักที่จะเป็นเรื่องบังเอิญ
แปลว่าหลังจากนี้น่าจะมีอีก อาจจะเก่งกว่านี้ก็ได้ นิทานกังวล แม้เขาจะพึ่งจัดการนักสลักเอกสองคนไปได้โดยง่ายทั้งที่เขาพึ่งเป็นผู้เรียนรู้ก็ไม่ได้ทำให้เขาหลงลำพองแม้แต่น้อย หากเป็นนักสลักโท เขาร่วมมือกับคีตายังสมควรพอเอาชนะได้ แต่อริยะนี่เรียกได้ว่าไม่มีหวัง
แต่พวกมันลงมือเร็วเป็นบ้าเลยแฮะ จากแผนที่พื้นที่ส่วนนี้ยังไม่นับว่าเป็นชายขอบนอกของป่าชายเลนด้วยซ้ำ นิทานบ่น หลังจากชั่งน้ำหนักเรื่องความเสี่ยงแล้วเขาตัดสินใจมุ่งหน้าต่อ เขาคิดว่าอันตรายระดับนี้ตัวเขายังพอรับมือได้
จากจุดที่รถม้าหยุดมาจนถึงปัจจุบัน นิทานเดินเข้ามาในเขตป่ากว่าสองชั่วโมงแล้ว หลังจากครั้งนั้นก็ไม่มีการลอบโจมตีใด ๆ อีก นิทานคิดว่าเขาน่าจะพ้นอาณาเขตดักโจมตีพวกอ่อนแอแล้ว หลังจากนี้สมควรเป็นสนามแก่งแย่งกุ้งสะท้อนแสงกันอย่างเต็มตัว
หลังออกมาจากแนวป่าชายเลน เขาก็เห็นแสงสะท้อนในสายน้ำและป่าชายเลนที่ใหญ่ยิ่งกว่าอยู่ทางด้านหน้า ติดกันคือมหาสมุทรที่ทอดตัวออกไปยาวไกลสุดสายตา
ป่าชายเลนเบื้องหน้าเขาเวลานี้ทั้งปริมาณความหนาแน่นของต้นไม้ ความสูงใหญ่ของต้นไม้และขนาดป่า ทำให้ป่าชายเลนที่เขาผ่านมาก่อนหน้านี้ดูราวกับสวนหย่อมไปในทันที
แสงสะท้อนวิบวับตามแนวกระแสน้ำรอบป่า ยิ่งเวลานี้ใกล้เย็นแล้ว แสงอาทิตย์สะท้อนกับผิวน้ำเผยให้เห็นต้นตอของแสงวิบวับที่พื้นน้ำ
เม็ดเล็ก ๆ ทรงกลมขนาดประมาณหัวแม่มือหลายแสนหลายล้านฟองต่างกระจายอยู่ตามแนวป่าอย่างยิ่งใหญ่ มองไปที่ใดก็สามารถพบเห็นได้ หลายส่วนไหลกลับลงสู่มหาสมุทร หลายส่วนติดคาอยู่กับรากไม้ของต้นไม้สูงใหญ่
เม็ดเล็ก ๆ สะท้อนแสงเหล่านี้คือไข่ของกุ้งสะท้อนแสงอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยปริมาณที่มากมายขนาดนี้ทำให้นิทานถึงกับสงสัยว่าทางการจะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มีผู้ใดลอบขโมยไป หากขณะเดียวกันนั้นเองนิทานก็สัมผัสได้ถึงพลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งไหลผ่านตัวของเขาไป
มันแทรกซึมเข้าไปในร่างของเขาอย่างชัดเจน ควานหาทุกส่วนอย่างไม่สนใจความเป็นส่วนตัวแม้แต่น้อย ถึงกับห่อหุ้มกระเป๋าบรรจุวังทั้งของเขาและคีตาราวกับกำลังตรวจสอบสิ่งของภายใน เพียงชั่วครู่เดียวก็ไหลผ่านไป เหมือนว่าพลังจิตวิญญาณสายนี้จะไม่เจอสิ่งที่มันตามหา
ตรวจงี้เองสินะ นิทานขนลุกซู่ พลังจิตวิญญาณระดับเมื่อครู่สมควรเป็นอริยะเป็นอย่างน้อย ไม่ก็เป็นสมบัติวิเศษระดับอริยะแน่นอน
เขาข้ามผ่านพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างป่าชายเลนอันเล็กที่เขาเดินตัดมากับป่าชายเลนของแท้ขนาดใหญ่ทางเบื้องหน้า พยายามย่างก้าวโดยระวังไข่ปริมาณมหาศาล เขาไม่รู้ว่าไข่พวกนี้แตกง่ายหรือไม่ เขาไม่อยากโดนจับเพราะความประมาทไปเผลอทำไข่เหล่านี้เสียหาย
เขาชำเลืองมองสำรวจไข่ของกุ้งสะท้อนแสงปริมาณมหาศาลบนพื้น ไข่ของพวกมันสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเย็นเกิดเป็นภาพอันแสนสวยงาม ราวกับมุก 7สีหลายหมื่นหลายแสนเม็ดที่ปูอยู่ใต้พื้นน้ำแทนเม็ดทราย
นิทานลองจ้องเข้าไปใกล้ ๆ แล้วก็เห็นสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ขยับอยู่ข้างในนั้น
น่าขนลุกชะมัด นิทานส่ายหน้า
เขาแหวกฝ่ากิ่งก้านสาขาของต้นโกงกางและรากของมันที่สูงขึ้นมาจากพื้นน้ำด้านล่าง ด้วยขนาดของต้นไม้ที่สูงเกือบ 10เมตร รากของต้นไม้ที่โผล่ขึ้นมาจึงสูงถึงระดับอกของเขา
นิทานสัมผัสได้ถึงรัศมีพลังอันแข็งแกร่งมากมายภายในป่าแห่งนี้ หากคำว่าแข็งแกร่งนั้นก็เพียงระดับผู้เรียนรู้เท่านั้น ไม่ได้สูงไปกว่าที่เขาเจอมาก่อนหน้านี้แต่อย่างใด ยิ่งเทียบกับนักสลักเอกสองคนที่ลอบโจมตีเขาก่อนหน้านี้ด้วยแล้ว
ถ้าตามหลักแล้ว อันตรายที่สุดก็คือนักสลักเอก 4คนที่เฮมดัลพูดถึงสินะ นิทานคิดระหว่างที่ไต่ไปตามกิ่งสูงของต้นไม้
ด้วยพื้นน้ำและดินโคลนที่ยากต่อการเดินแบบนี้ เขาไม่มีความจำเป็นต้องเดินตามพื้นแม้แต่น้อย เขาปีนเก่งมาตลอด การไต่ไปตามต้นไม้จึงสะดวกกว่าเยอะ
หลายกิโลเมตรที่ผ่านพ้นมา นิทานพบร่องรอยของสัตว์อสูรต่าง ๆ และมนุษย์มากมาย มีครั้งหนึ่งที่เขาพบเผ่าซือบาสบินผ่านไปด้วย เขาอาศัยพลังจางหายเพื่อลอบสังเกตทิศทางเล็กน้อยแล้วจึงมุ่งตามไป ระหว่างทางเขาต้องหลบสัตว์อสูรแปลกตามากมายที่เขาไม่เคยเห็นอย่างจ้าละหวั่น กระโดดขึ้นต้นไม้บ้าง มุดน้ำหลบบ้าง คีตาที่คล่องแคล่วเช่นกันเวลานี้ก็มอมแมมไปทั่วตัว
แม้เนื้อตัวจะเปื้อนดินโคลน หากเขาก็นึกถึงความรู้สึกเก่า ๆ ที่เขามักหลบสัตว์อสูรที่ไม่มีความจำเป็นต้องสู้สมัยเป็นหน่วยลาดตระเวน เขาชอบกลับมาที่หน่วยลาดตระเวนด้วยเนื้อตัวมอมแมมกับคีตาจนโดนป้าเพ็ญที่รักความสะอาดบ่นบ่อย ๆ
แต่สัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้เพียบเลยแฮะ มีระดับนักสลักด้วย ถึงว่าสิทำไมถึงเป็นภารกิจระดับบุษราคัม นิทานคิด
เขายังคงลอบติดตามเผ่าซือบาสที่บินบนฟากฟ้าจากไกล ๆ เช่นเคย แม้คำแห่งพลังอาณาเขตจะไม่ได้ด้อยกว่ากันเรื่องการสำรวจ เขาเพียงคิดง่าย ๆ ว่าพวกที่บินได้น่าจะเห็นทิศทางกับแหล่งที่อยู่ของกุ้งสะท้อนแสงได้ดีกว่าเขาก็เท่านั้น
หลังจากติดตามไประยะหนึ่ง รางวัลจากการตัดสินใจของเขาก็มาถึง
วังน้ำวนขนาดหลายเมตรปรากฏขึ้นหลังต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นแอ่งน้ำขนาดกลางที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายใต้ใบไม้และกิ่งก้านอันหนาทึบ หากไม่ได้พลังอาณาเขต เข้าช่วยนิทานคงไม่สามารถพบที่นี่ได้โดยง่าย
เขาฉีกยิ้มกว้างเมื่อภายในวังวนนั้นมีกุ้งตัวขนาดเท่าแขนเกิน 1เมตรมาประมาณหนึ่ง เปลือกแวววาวสีเทาราวกับกระจก สะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ที่ลอดผ่านซอกไม้
เจอแล้ว! นิทานเฮในใจ
เขาเข้าไปใกล้พลางปกปิดร่องรอยของตน แม้กุ้งสะท้อนแสงจะเป็นสัตว์อสูรชนิดหนึ่ง แต่พลังของมันไม่ได้สูงอะไรแม้แต่น้อย แรกเกิดธรรมดา ๆ ที่มีอาวุธก็สามารถป้องกันตัวได้ไม่ยาก หากความยากเกิดจากเปลือกสะท้อนแสงที่แข็งแกร่งของมันต่างหาก
กุ้งสะท้อนแสงไม่ใช่สัตว์ดุร้าย หากช่วงนี้เป็นช่วงวางไข่ของมัน นิทานไม่ต้องการเสี่ยงทำให้พวกมันเตลิดหายไปหรือเข้ามาสู้กับเขาจนอาจมีบางตัวที่ตายไป ภารกิจระบุไว้ชัดเจนว่าส่งแบบเป็น ๆ จะได้รับรางวัลเยอะกว่า
ปัญหาหลักในการจับมันยังคงเป็นเปลือกสะท้อนแสงที่แข็งแกร่งนั่น วิธีที่คนส่วนมากเลือกใช้คือการโจมตีโดยตรงโดยไม่สนชีวิตของกุ้งสะท้อนแสงเหล่านี้ แม้เปลือกจะแข็งแกร่ง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันทนต่อการโจมตีประเภทแรงกระแทก ความร้อน ความเย็น และอื่น ๆ
ข้อเสียที่ตามมาก็คือเนื้อของกุ้งสะท้อนแสงเหล่านี้จะเละเมื่อใช้วิธีนี้ในการจับ ยิ่งใช้แรงกระแทกเพื่อฆ่ามันเนื้อก็จะยิ่งยุ่ยจนเสียรสชาติ แม้สรรพคุณจะยังคงอยู่และขายได้ในราคาสูงแต่ย่อมไม่สูงเท่าสภาพสมบูรณ์ที่สรรพคุณครบถ้วนและรสชาติดีที่สุด
วิธีที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญมักใช้จึงเป็นการใช้สมบัติที่แหลมคมมากพอ ตัดผ่านเปลือกอันแข็งแกร่งในทีเดียว รักษารสชาติเอาไว้ แต่แน่นอนว่าสมบัติระดับนั้นไม่ได้หาได้ง่าย ๆ ยิ่งเป็นสมบัติประเภทจับกุมยิ่งหายากยิ่งกว่า
ระหว่างทางมานี้เขาถึงกับพบเจอโจรสลัดกลุ่มหนึ่งที่ใช้แหธรรมดา ๆ จับกุ้งสะท้อนแสงแบบเป็น ๆ ได้ถึง 2ตัว จากที่ลอบฟังสมควรเกิดจากคำแห่งพลังของโจรสลัดคนหนึ่งในกลุ่มที่มีความสามารถจับกุม เขามีความคิดที่จะเข้าไปแย่งเช่นกันแต่เพียงไม่นานโจรสลัดกลุ่มนั้นก็โดนนักผจญภัยอีกกลุ่มเข้าจู่โจม ความวุ่นวายนั้นทำให้เขาเลือกถอนตัวโดยไม่ต้องคิด
เอาล่ะ ตรงระหว่างตาทั้งสอง ซัดไปแรง ๆ เดียวก็สลบเอง นิทานพึมพำเพื่อเตือนความจำของตนเอง เฮมดัลบอกข้อมูลนี้มาเพิ่มให้แก่เขา เขาคิดว่าคุ้มค่าที่จะลองดู
นิทานลอบอาศัยจังหวะที่กุ้งสะท้อนแสงตัวหนึ่งว่ายขึ้นมาจากวังวน ไต่ขึ้นมาบนรากของต้นไม้ที่ห่างออกมา เขาเข้าไปใกล้ด้วยพลังจางหาย เร่งพลังของตนให้สูงขึ้นจากการยืมพลังกายของคีตา แล้วจึงสาวหมัดซัดเข้าใส่หว่างคิ้วของมันสุดแรง
จังหวะที่โจมตี นิทานเร่งพลังของตนเสริมไปที่คำแห่งพลังจางหายเป็นพิเศษ ทำให้พื้นที่รอบ ๆ ตัวเขาจางหายไปในระยะเวลาสั้น ๆ กุ้งสะท้อนแสงตัวอื่นจึงไม่อาจรับรู้ได้เลยแม้แต่น้อย
โครม!
ร่างของกุ้งสะท้อนแสงผู้โชคร้ายตัวนั้นกระเด็นไปกระแทกกับรากไม้ทางด้านหลัง หักโครมลง แล้วจึงนอนแน่นิ่งไป ไม่ขยับเขยื้อนอีกเลย
ง่ายกว่าที่คิดแฮะ นิทานยิ้มกรุ้มกริ่ม เขาเดินเข้าไปสำรวจดูร่างไร้สติของกุ้งสะท้อนแสง คีตาที่ตื่นเต้นพลันดมฟุดฟิด ๆ แต่หางของมันกลับตกลู่ลง หูพับกลับ ส่งเสียงหงิงออกมาอย่างผิดหวัง
“หงิง..”
ตายแล้วอะ..
ตายได้ไง? ฉันก็ทำตามที่เฮมดัลบอกนี่ หรือฉันชกผิดจุดเหรอ นิทานขมวดคิ้วตอบคีตาผ่านทางห้วงจิต
“หงิง…”
เนื้อเละหมดเลย นิทานแรงเยอะไปอะ
ได้ยินดังนั้นนิทานก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ เขาลองนึกถึงระดับพลังกายของตนเมื่อครู่คร่าว ๆ
เราเพิ่มน้ำหนัก แล้วก็ยืมพลังกายมาจากคีตาแค่ครึ่งเดียว ไม่ได้ใช้ไล่ตามด้วยซ้ำ เยอะไปเหรอ? นิทานเอียงคออย่างสงสัย
ไหนว่าเปลือกแข็งนักหนาไง พลังที่เราชกไปน่าจะแค่พอ ๆ กับสัตว์อสูรระดับนักสลักเอกกึ่งโทเองนะ เขาบ่นพึมพำอย่างเซ็ง ๆ
แต่ก็หมายความว่าคีตาร่างกายพื้นฐานแข็งแกร่งขึ้นเยอะจากโลหิตสรรพชีวิต ขนาดไม่ได้ใช้พลัง ไล่ตาม พลังกายยังพอฟัดกับนักสลักเอกไหว พอฉันเสริมน้ำหนักเลยเกือบเท่านักสลักโท งี้ถ้าใช้ไล่ตามก็น่าจะพอสูสีกับนักสลักโทอยู่นะ เขาวิเคราะห์ขณะที่หยิบซากร่างของกุ้งสะท้อนแสงผู้โชคร้ายตัวนั้นมาสำรวจ
ส่วนหัวของกุ้งสะท้อนแสงตัวนี้เละเทะโดยสมบูรณ์ เห็นได้ชัดว่าเขาใช้แรงมากเกินไป แต่ดูจากเปลือกรอบ ๆ ที่ยังคงสภาพดีอยู่แล้ว นิทานคิดว่าส่วนหนึ่งที่มันตายทันทีเป็นเพราะเขารวมแรงไว้ที่จุดเดียวตรงนั้นเสียมากกว่า แรงกระแทกเลยสูงเกินไป เปลือกจึงยุบผิดรูปเช่นนี้
นิทานคราวนี้ปรับระดับพลังลง เขายืมพลังกายคีตาน้อยลงกว่าเดิม เพิ่มน้ำหนักเพียงไม่มาก แล้วจึงชกไปที่กุ้งสะท้อนแสงผู้โชคร้ายอีกตัว ทั้งหมดยังคงเงียบเชียบไม่สร้างความตระหนกให้กุ้งสะท้อนแสงตัวอื่นแต่อย่างใด พลังจางหายที่ได้รับการเสริมพลังนั้นเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการลอบโจมตี
โครม!
ร่างของมันกระเด็นไปกระแทกกับรากไม้อีกครั้ง คราวนี้รากไม้ไม่พังลง ร่างของกุ้งสะท้อนแสงสั่นเทาอย่างเจ็บปวด ตาที่ห้อยต่องแต่งของมันอ่อนแรงลงราวกับกำลังจะสลบไป
คราวนี้น่าจะได้แล้วนะ นิทานคิด
ขณะนั้นเองที่ตาของกุ้งสะท้อนแสงตัวนั้นพลันสว่างวาบขึ้น เปลือกทั่วตัวของมันเปล่งประกาย มันอ้าปากคล้ายจะส่งเสียงร้องแจ้งเตือนสมาชิกฝูงหากคีตากลับประสาทไวที่สุด เพียงเปลือกของมันส่องแสงน้อย ๆ ร่างของคีตาก็ไปปรากฏที่เบื้องหน้ามัน อุ้งเท้าเพิ่มน้ำหนักย่ำลงไปตรงจุดเดิมที่อ่อนล้า เหยียบหัวของกุ้งสะท้อนแสงจนยุบลงไป เสียชีวิต
“โฮ่ง!”
เบาไป!
มีจะส่งสัญญาณบอกเพื่อนด้วย ดีนะปิดแสงไว้ทัน นิทานเป่าปากอย่างโล่งอก เขาอุตส่าห์เจอบ่อกุ้งเช่นนี้ทั้งที หากปล่อยให้หนีไปหรือมีคนมาแย่งคงน่าเสียดายแย่
กะแรงยากชะมัด เอาใหม่ มีตั้งหลายตัว เดียวก็ถูกเองสักตัวแหละ! นิทานให้กำลังใจตัวเอง ซุ่มรอเหยื่อรายต่อไปที่จะเดินหลุดฝูงออกมาอย่างเงียบเชียบ
“โฮ่ง!”
แรงไป!
โอ๊ย! เบาไปอีกแล้ว
เอ้า ไอ้ตัวนี้ทำไมเกราะหนากว่าตัวอื่นละ!
“โฮ่ง!”
แรงไป! นิทานเบามือหน่อย!
หลังจากการลองผิดลองถูกและเสียงบ่นพึมพำของนิทานและคีตากว่าสิบตัว ในที่สุดเขาก็จับกุ้งสะท้อนแสงเป็น ๆ ที่สลบเหมือดตัวหนึ่งเข้ากระเป๋าบรรจุวังได้สำเร็จ
นิทานมองซากกุ้งกว่าสิบตัวและกุ้งที่สลบเหมือดหนึ่งตัวด้วยรอยยิ้มภูมิใจ เขาตั้งใจจะจัดการที่เหลือให้สลบให้หมดจะได้นำตัวที่ยังไม่ตายส่งภารกิจ ส่วนตัวที่ตายแล้วเขาค่อยแบ่งกันกินกับคีตา ดูว่าพอจะช่วยเรื่องเรียนรู้คำได้บ้างมั้ย
หากเขาพึ่งมารู้ตัวว่ากุ้งในบ่อนั้นหมดเกลี้ยงเรียบร้อยแล้ว กว่าเขาจะลองมือจนได้แรงที่ถูกต้อง เขาก็ผลาญกุ้งในบ่อไปเกลี้ยง
เอาน่า อย่างน้อยก็ได้ตัวหนึ่ง นิทานปลอบใจตนเอง ก่อนมุ่งหน้าเข้าป่าหาเหยื่อต่อไป