Dead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย

    ตอนทีี่ 35 - แข่งขัน

    ตอนที่ 35 – แข่งขัน

     

                วันต่อมา พันธกรก็เดินไปบ้านพสุเพื่อจะไปเยี่ยมเขาเสียหน่อย เขาเดินเข้าไปในเขตหมู่บ้าน มีแต่คนมองเขามากมาย คงเพราะว่าเขาเป็นหนึ่งในเด็กทหารม.ปลายที่ออกรบพร้อมกับพวกผู้ใหญ่ในอาณาเขตด้วย เขาตัดสินใจไม่สนใจสายตาคนมองและตรงไปยังบ้านของพสุ แล้วก็เห็นแม่ของพสุกำลังตั้งร้านขายขนมไทยเหมือนเคย เขาเข้าไปสวัสดีทักทายแม่ของพสุ และนั่นก็ทำให้เกิดเรื่อง

                “ออกไปนะ!!” แม่ของพสุตวาดใส่เขาดังลั่น ทำเอาทั้งพันธกรและคนแถวนั้นหันมามองอย่างแปลกใจ ทำไมแม่ของพสุต้องไล่เขาออกไปด้วยล่ะ? เขาทำอะไรผิดอย่างนั้นหรือ?

                “บอกให้ออกไปไง!” แม่ของพสุตะคอกใส่พันธกร แล้วก็เอาถาดเปล่าๆ เขวี้ยงใส่เขา พันธกรจำเป็นต้องบอกให้แม่ของพสุใจเย็นๆ แล้วถามว่าเรื่องนี่มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมต้องมาโมโหเขาด้วย?

                “ยังมีหน้ามาถามเหรอว่าเรื่องอะไร?” แม่ของพสุมองพันธกรด้วยสายตาโกรธจัด “แกทำให้ลูกชายฉันต้องออกไปเสี่ยงข้างนอกด้วย ตอนที่พวกเอไอมันบุกเข้ามา แล้วยังจะมาถามอีกเหรอว่าเรื่องอะไร?”

                “ผม...” พันธกรจะพูดบางอย่าง แต่พสุเปิดประตูบ้านออกมาก่อน พร้อมกับร้องห้ามแม่ของตนเองที่กำลังโกรธจัด เขาแก้ตัวให้พันธกร

                “ไม่ใช่ไอ้พันหรอก แม่ ผมเอง ผมเป็นคนอาสาเอง ไอ้พันไม่ได้ขอร้องผม เพราะฉะนั้น มันไม่ผิด” พสุแก้ตัวให้พันธกร ทำเอาแม่ของพสุหันขวับมาหาลูกชายของตนทันที

                “ยังจะปกป้องมันอีกเหรอ? มันเป็นคนที่ทำให้ลูกไปเสี่ยงตายนะ” แม่ของพสุกล่าวเสียงดังจนคนแถวนั้นหันมามองกันเต็มไปหมด ฝ่ายพสุก็ส่ายหน้าออกมาก่อนจะชวนพันธกรเข้าไปในบ้านเลย

                “นี่ อย่าเอามันเข้าบ้านนะ!!” แม่ของพสุร้องเสียงดัง “ดิน! ได้ยินไหม?”

                พสุพาพันธกรเข้ามาในห้องรับแขกก่อนจะถอนหายใจเฮือก แล้วเขาก็รีบบอกพันธกร “ขอโทษแทนแม่ด้วยนะ เขาคิดว่านายเป็นคนชักชวนฉันให้เข้าร่วมในสงครามด้วยน่ะ”

                “ไม่เป็นไรหรอก ก็มันจริงๆ นี่” พันธกรว่าพลางก้มลงมองพื้นบ้าน พสุก็ส่ายหน้าออกมา

                “ฉันอาสาเอง จำไม่ได้เหรอ? ฉันบอกเองว่าฉันจะเป็นทหารและปกป้องอาณาเขตนี้ด้วยตัวเอง เพราะงั้น นายไมได้ผิดอะไร เดี๋ยวฉันจะไปพูดกับแม่” พสุว่ายาวและทำท่าจะเดินออกไปนอกบ้าน แต่ถูกพันธกรรั้งตัวไว้ก่อน

                “ทำไมวะ?” พสุหันมาถาม พันธกรจึงตอบออกไป

                “รอให้แม่นายใจเย็นๆ กว่านี้ก่อนดีกว่า พูดไปตอนนี้ก็ทะเลาะกันไปเปล่าๆ” พันธกรบอก “นะ ให้แม่นายใจเย็นลงสักนิดหนึ่งค่อยพูดก็ยังไม่สาย”

                “แต่ฉันยอมไม่ได้ที่แม่ทำกับนายแบบนั้น” พสุว่าออกมา “แต่ก็ได้ รอให้แม่อารมณ์เย็นลงแล้วค่อยพูดก็ได้”

                “นี่! ออกไปเลยนะ” แม่ของพสุเปิดประตูเข้ามาในบ้าน มาตรงบริเวณห้องรับแขก “ออกไปแล้วอย่ากลับมาที่นี่อีกเด็ดขาด แล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือนละกัน”

                “แม่” พสุว่าออกมา “ผมอาสาไปรบเอง ไอ้พันไม่ได้ผิดอะไรเลย มันยังบอกให้ผมหลบอยู่ในบ้านด้วยซ้ำ เป็นเพราะผมเอง ผมเองที่อาสาอยากจะช่วยเหลืออาณาเขต”

                ทันใดนั้น แม่ของพสุก็เอามือตบหน้าลูกชายเข้าหนึ่งฉาดจนพสุหน้าหัน พันธกรเห็นแล้วก็ตกใจเป็นอย่างมาก พสุเอามือกุมแก้มข้างที่โดนแม่ตบ ก่อนจะจูงมือพันธกรให้เดินออกจากบ้านไปทันที

                “ดิน! จะไปไหนน่ะ?” แม่ของเขาร้องเรียกเขา แต่เขาก็ไม่หันกลับมาแล้ว พสุเดินออกห่างจากบ้านมาพร้อมกับพันธกรที่กำลังกังวลว่าแม่ของพสุจะโกรธแค่ไหนที่พสุทำแบบนี้?

                “เฮ้ย นายกลับไปหาแม่ ไม่ดีกว่าเหรอ?” พันธกรว่าออกมา ทำเอาพสุหัวเสีย หันมาว่าใส่เขา

                “แม่ที่ไม่เข้าใจอะไร กลับไปก็ไม่มีประโยชน์” พสุพูดออกมาอย่างอารมณ์ไม่ดี แล้วเขาก็นั่งพักตรงโต๊ะม้าหินอ่อนแถวนั้น พันธกรก็เดินมาพักด้วย

                “แล้วจะทำไงต่อไป?” พันธกรถามพสุ “ฉันว่านายอย่าผิดใจกับแม่เลยดีกว่า ล้มเลิกเสียเถอะ ไอ้เรื่องที่จะมาช่วยพวกเราน่ะ พอได้แล้ว ไม่อยากให้แม่นายเป็นห่วงไปมากกว่านี้”

                “นายเห็นฉันเป็นตัวถ่วงเหรอ? ถึงได้พูดแบบนั้น?” พสุกล่าวขึ้นมาอย่างไม่พอใจ ทำเอาพันธกรต้องรีบบอกออกมา

                “ไม่ใช่ ฉันไม่เคยเห็นนายเป็นตัวถ่วงเลย แต่เพื่อแม่นาย ฉันว่านายอยู่กับบ้านดีกว่า อย่าออกมาเสี่ยงอันตรายเลย” พันธกรพูดอย่างขอร้อง แต่ฝ่ายพสุไม่ยอมท่าเดียว เขาบอกออกมา

                “ฉันจะเป็นทหารแบบพ่อ ฉันจะปกป้องอาณาเขตนี้ด้วยชีวิต” พสุยังคงยืนกรานแบบนั้น ทำเอาพันธกรถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย พสุที่เห็นพันธกรถอนหายใจออกมาแบบนั้น เขาก็พูด

                “น่า อย่าเพิ่งถอนหายใจ รับรองฉันไม่เป็นไรหรอก” พสุพูดขึ้นมาพลางเอามือโอบหลังพันธกรเอาไว้ “แล้วก็ขอโทษด้วยที่เมื่อกี้พูดจาใส่นายไม่ดีไปหน่อย”

                “หือ?” พันธกรออกจะสงสัย “พูดไปตอนไหน?”

                พสุส่ายหน้าให้กับพันธกรที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วเขาก็ลุกขึ้นพลางชักชวนพันธกรไปเดินตลาด “ไปตลาดกันไหม? ไปหาของกินอร่อยๆ กันดีกว่า แล้วลืมเรื่องพวกนี้ไปซะ”

                วรรณสากำลังตรวจสอบยาที่เธอเพิ่งไปซื้อมาเมื่อวาน เธอออกจะโล่งใจเพราะยาก็เหลือจำนวนค่อนข้างมากอยู่ ในขณะที่กำลังตรวจสอบยาอยู่นั้น ทวินนาก็เดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเรียบ

                “น้องสา” ทวินนาเรียกชื่อเธอ ทำเอาวรรณสาสะดุ้งและหันขวับมาอย่างตกใจ

                “แหม พี่นา มาไม่ให้สุ้มให้เสียงกันเลย” วรรณสาบอกพลางเอามือกุมอก “ตกใจหมด”

                “กำลังอะไรอยู่เหรอ?” ทวินนาถามเสียงเรียบ เป็นเสียงที่ฟังดูแล้วไม่ค่อยดีเท่าไหร่ วรรณสาจับได้ทันทีเลย แต่เธอก็ตอบออกมา

                “กำลังตรวจยาค่ะ ว่ามีเหลือเยอะหรือเปล่า?”

                “พี่จะบอกตรงๆ ล่ะนะ” ทวินนาเดินเข้ามาหาวรรณสาแล้วก็หยุดห่างจากเธอไปประมาณหนึ่งเมตร “ว่าพี่ก็ชอบน้องพันเหมือนกัน”

                วรรณสาถึงกับเงยหน้าขึ้นมามองทวินนาทันทีที่เธอพูดออกมาตรงมากๆ แล้วความตกใจก็เริ่มคลายหายลงไปกลายเป็นปกติ วรรณสาเลยบอกกับทวินนา

                “ก็ไปบอกเขาสิคะ ว่าพี่ชอบเขา” วรรณสาบอก “มาบอกหนูทำไม?”

                “ใครจะกล้าบอก?” ทวินนาว่าออกมา แล้วก็พูดในสิ่งที่วรรณสาไม่คาดคิดออกมา “น้องสาไม่รู้ตัวเหรอว่าน้องพันชอบน้องสาเหมือนกัน”

                วรรณสาจ้องหน้าทวินนาเขม็ง เธอไม่ได้คาดคิดว่าจะได้ยินเรื่องแบบนี้ออกมา ตลอดเวลา เธอไม่เชื่อเลยว่าพันธกรจะชอบเธอ เธอคิดว่าเขาเห็นเธอเป็นเพียงเพื่อนสนิทเท่านั้น แต่วันนี้ ทวินนากลับมาพูดแบบนี้ นั่นทำให้เธอประหลาดใจ

                “ไม่หรอกค่ะ” วรรณสายังบอก “เป็นไปไม่ได้ พันเห็นสาเป็นแค่เพื่อนธรรมดาๆ เท่านั้น”

                “มันจะไม่ธรรมดาน่ะสิ” ทวินนาพูดออกมา แล้วก็กล่าวคำท้าทายออกมา “แต่พี่ไม่ยอมหรอก ที่จะยกน้องพันให้กับน้องสา เราสองคนมาแข่งกันไหม? ว่าใครจะพิชิตใจน้องพันได้ก่อนกัน?”

                วรรณสาส่ายหน้า “หนูไม่แข่งอะไรทั้งนั้นแหละค่ะ” วรรณสาตอบตามจริง “ถ้าพี่ชอบเขา ก็บอกเขาไปเลยตรงๆ เหมือนที่บอกสานี่แหละ รับรองเขาจะ....”

                วรรณสาไม่กล้าพูดออกไปว่าพันธกรคงจะตอบว่า ‘ไม่’ เธอเองก็กลัวคำตอบนี้เหมือนกัน แล้วจู่ๆ วรรณสาก็คิดว่าตัวเองทนไม่ไหวแล้ว จึงเก็บกระเป๋ายาและขอตัวทวินนาเดินออกไปนอกห้อง ฝ่ายทวินนาก็มองตามหลังวรรณสาไป ด้วยสายตาไม่ประสงค์ดี

                วรรณสาเดินลงบันไดมาชั้นล่าง ก็เห็นณปภากำลังเตรียมอาหารมื้อเที่ยงอยู่ เธอเลยเข้าไปช่วยด้วย “ให้หนูช่วยหั่นผักไหมคะ? หนูทำได้นะ”

                “อ้อ ทำได้เลยจ้ะ ตามสบาย” ณปภาอนุญาตให้เธอทำ วรรณสาจึงหยิบมีดขึ้นมาแล้วลงมือหั่นกะหล่ำปลี ของที่จะใช้สำหรับการกินอาหารตอนเที่ยง แล้วจู่ๆ ณปภาก็ถามถึงเรื่องพันธกรอีกแล้ว วรรณสาแอบถอนหายใจ ก่อนจะเล่าเรื่องของทวินนาให้ฟัง ว่าเธอมาบอกอะไรกับวรรณสาบ้าง?

                “จริงเหรอ?” ณปภาถึงกับตกใจที่ได้ยินแบบนั้น “แบบนี้น้องสาต้องรีบทำคะแนนแล้วนะ เดี๋ยวจะโดนชิงตัดหน้าไปก่อน”

                “ช่างมันเถอะค่ะ” วรรณสาบอกออกมาอย่างเหนื่อยใจ “พี่นาเธอจะชอบพัน ก็ให้เธอบอกพันไปละกัน หนูไม่เกี่ยว”

                “อ๋อ” ณปภาพอจะดูอะไรออกแล้ว “น้องสามั่นใจใช่ไหมว่าน้องพันต้องตอบปฏิเสธน้องนาแน่นอน เลยไม่ได้กังวลอะไรแบบนี้?”

                นั่นมันก็ส่วนหนึ่งเหมือนกัน วรรณสาเองก็คิดแหละว่าพันธกรไม่น่าจะชอบทวินนา แต่เธอสงสัยคำพูดของทวินนาที่ว่าพันธกรชอบเธอ มันจะเป็นไปได้จริงๆ หรือ? ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ไม่เห็นมีวี่แววอะไรเลย

                “สาก็กังวลนิดหน่อยค่ะ” วรรณสาตอบออกมาตามจริง เธอกังวลเล็กน้อย “แต่พันกับพี่นาไม่ค่อยสนิทกัน เพราะงั้นสาคิดว่า....พันไม่น่าจะตอบตกลง”

                “อืม น้าเอาใจช่วยน้องสานะ” ณปภากล่าวพร้อมกับใส่กะทิลงไปในหม้อแกงเขียวหวาน กลิ่นมันหอมมากจนวรรณสาต้องถามว่านั่นมันแกงอะไร?

                “เรียกว่าแกงเขียวหวานนะ อร่อยนะ” ณปภาว่าขึ้นพลางหันไปมองดูนาฬิกา “เดี๋ยวก็จะเที่ยงละ ไปตามพวกเพื่อนๆ ของน้องมากินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวอาหารปล่อยไว้จะเย็นเสียก่อน”

                “ค่ะ” วรรณสารับคำ แต่ก่อนที่เธอจะขึ้นไปบนชั้นสอง พันธกรกับพสุก็เดินเข้ามาพอดี วรรณสาได้ยินเสียงฝีเท้าเลยหันหลังกลับไปมอง ก็เจอพันธกรกับพสุ

                “อ้าว? พัน” วรรณสาเห็นเขาก็ทักขึ้น และหันไปมองพสุด้วย ณปภาเห็นดังนั้น เธอก็ยิ้มออกมา และวรรณสาก็เดินออกมาบริเวณนอกบ้านของณปภากับชานนท์

                “สวัสดีค่ะ ชื่อพสุใช่ไหม?” วรรณสาทักทายพสุ “เราเคยเจอกันมาแล้วนี่”

                “เรียกดินเฉยๆ ก็ได้ครับ” พสุเกาศีรษะด้วยความเขินอาย แล้วเขาก็ได้กลิ่นอาหารลอยหอมหวนมาจากในบ้าน เขาเอามือกุมท้องของตัวเอง แล้วจู่ๆ ท้องตัวเองก็ร้องออกมา ทำเอาเขายิ้มออกมาอย่างอายๆ

                “มากินข้าวด้วยกันสิ” พันธกรชักชวนพสุ ก่อนจะเดินไปถามณปภา “น้าภา ให้เพื่อนผมเข้ามากินข้าวด้วยได้ไหมครับ?”

                “อ๋อ ได้สิจ๊ะ” ณปภากล่าวอย่างใจดี แล้วก็มองไปทางพสุ เธอรู้จักเขา “อ้าว? ดินใช่ไหม? ทำไมไม่กลับไปกินข้าวที่บ้านล่ะ? มีอะไรหรือเปล่า?”

                พันธกรจะเอ่ยออกมาแล้ว แต่พสุขัดขึ้นได้ก่อน “ไม่มีอะไรหรอกครับ แม่ผมมัวแต่ยุ่งเรื่องขายขนมจนไม่มีเวลาทำอาหารให้ ขอกินข้าวบ้านน้าภาได้ไหมครับ?”

                “ได้จ้า” ณปภาบอกพลางอมยิ้ม แล้วก็ยกชามอาหารมาเสิร์ฟ ฝ่ายวรรณสาที่ไปเรียกพวกทรัพย์สินกับกมลก็ลงมาพร้อมกัน ทรัพย์สินได้กลิ่นอาหาร เขาก็ถึงกับท้องร้องทันที

                “หอมดีจัง” ทรัพย์สินหันมาว่ากับปราชญา “มื้อเที่ยงจะเป็นอะไรน้า?”

                แล้วกลุ่มเด็กทหารม.ปลายทุกคนก็มานั่งกินข้าวกันที่โต๊ะอาหาร ยกเว้นอัมพรคนเดียวที่ไม่ยอมลงมา พันธกรที่สังเกตเห็นดังนั้น เขาก็ถามว่าทำไมอัมพรไม่ลงมาทานข้าวด้วย? ไม่หิวหรืออย่างไร?

                “โอ๊ย อย่าไปสนใจขยะเลย” กมลว่าออกมาพลางจับขาของตัวเองที่โดนสะเก็ดระเบิดจนเป็นแผลหลายจุด “เดี๋ยวมันหิวมันก็ลงมาเองแหละ”

                พันธกรถอนหายใจออกมาก่อนจะตักข้าวเข้าปาก เขาลองตักแกงเขียวหวานด้วยช้อนกลางดู ก่อนจะหยอดใส่ข้าว แล้วก็กินเข้าไป ปรากฏว่ารสชาติมันอร่อยมาก เขาถึงกับหันไปชมณปภา

                “คุณน้าภา นี่คือแกงอะไรน่ะครับ?” พันธกรถามณปภา “อร่อยมากเลย ผมเกิดมาไม่เคยกินมาก่อนเลย”

                “เรียกว่า แกงเขียวหวานจ้ะ” ณปภาว่ากลับมา “ถ้าอร่อยก็กินให้หมดนะ อย่าให้เหลือ”

                “ไม่เหลืออยู่แล้วครับ” วาสุกรีบอกขึ้นพลางยิ้มให้ณปภา แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ “เออ น้องพัน ที่ว่าในตลาดมีร้านขายแว่นน่ะ พี่จะไปซื้อแว่นสำรองสักอันดู เผื่อแว่นที่ใส่อยู่นี่จะแตกขึ้นมาตอนสู้รบ”

                “แล้วพี่มีเงินเหรอครับ?” พันธกรถาม วาสุกรีเลยโบ้ยไปทางวรรณสา วรรณสาเลยตอบออกมาว่า

                “สาพอมีเงินเก็บจากคุณน้าอยู่น่ะ” เธอบอก “เงินทอนจากค่ายาที่โรงพยาบาลน่ะ มันน่าจะพอซื้อแว่นสายตาใส่สักอันนะ”

                “อ๋อ” พันธกรเลยหมดความสงสัย แล้วเขาก็บอก “งั้นเดี๋ยวพันไปส่งพี่วาที่ร้านให้แล้วกัน”

                แล้วมื้อเที่ยงก็ผ่านไป วรรณสาอยู่ช่วยณปภาล้างจานเหมือนเดิม ขณะที่ทวินนามองวรรณสาอย่างชั่งใจ ทำไมเธอดูเหมือนจะไม่หึงหวงพันธกรเลย? ในเมื่อทวินนาบอกออกไปถึงขนาดนั้นแล้ว? หรือจะมั่นใจว่าอย่างไรพันธกรก็ไม่สนใจเธอ?

                “เออ ช่างเหอะ” ทวินนาเลยตัดบทตัวเองไปเลย ก่อนจะขึ้นไปบนบันไดชั้นสองเพื่อเข้าไปในห้องนอน ตอนนั้นเอง วาสุกรีก็เดินออกไปพร้อมกับพันธกรและพสุ เพื่อจะไปร้านตัดแว่น

                ในตลาด มีร้านขายแว่นอยู่จริงๆ ด้วย วาสุกรีสอบถามราคา แล้วก็ขอให้คนขายทำแว่นสายตาให้เขาอันหนึ่ง พอได้แว่นอีกอันมาแล้ว เขาก็เอาเก็บเข้ากระเป๋าใส่แว่น ก่อนจะสอดใส่ลงในกางเกงยีนส์

                “เออ แค่นี้ก็หมดห่วงละ” วาสุกรีบอกออกมาพลางขยับแว่นของเขา “จะได้มีแว่นสำรอง เผื่อเกิดเรื่องขึ้นมา จะได้เอาไว้ใช้ทัน”

                “พี่ชื่ออะไรน่ะครับ?” พสุถามขึ้นมาแล้วเขาก็รีบขอโทษ “ขอโทษด้วยที่ผมเพิ่งมาถามตอนนี้ คือว่า...”

                “ไม่ต้องขอโทษก็ได้” วาสุกรีว่าอย่างสบายๆ “พี่ชื่อวาสุกรี เรียกว่าพี่วาก็ได้ เป็นรุ่นพี่น้องพันชั้นหนึ่ง พี่อยู่มัธยมศึกษาปีที่ห้า”

                “อ๋อ หรือครับ?” พสุเลยยกมือไหว้วาสุกรี ทำเอาอีกฝ่ายต้องรีบรับไหว้ แล้วก็บอกออกมา

                “ไม่ต้องไหว้ก็ได้ พี่ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์” 

                “ก็พี่เป็นรุ่นพี่ผม ผมก็ต้องไหว้สิ” พสุยังบอกออกมา “พี่ได้แว่นแล้ว จะเดินดูอะไรอีกไหมครับ? ผมพอมีเงินอยู่ ยังไม่อยากกลับบ้าน ไปหาอะไรกินกันดีไหม?”

                วาสุกรีก็เห็นดีด้วย ทั้งสามหนุ่มจึงเดินลึกเข้าไปในตลาดและมองหาร้านอาหารที่ขายข้างทาง ขณะเดียวกัน ภัทรก็อยู่ที่โรงเรียน และกำลังเล่นฟุตบอลอยู่กับพี่เบิ้มอยู่ เขาจัดการยิงประตูจนเอาชนะพี่เบิ้มไปได้ในที่สุด

                “โห เก่งจริงๆ” พี่เบิ้ม รุ่นพี่ม.หกของภัทรกล่าวขึ้นพลางปรบมือ “นี่เป็นครั้งแรกนะเนี่ยที่พี่แพ้”

                “ไม่หรอกครับ” ภัทรยังถ่อมตน แล้วก็แบมือออกมา “ตามสัญญานะครับ คนละยี่สิบบาท”

                ทีมของพี่เบิ้มเลยจำเป็นต้องจ่ายเงินค่าพนันแพ้ชนะให้กับภัทร พวกทีมของภัทรได้เงินมาก็ดีใจ และบอกกันว่าจะให้ไปเลี้ยงอาหารที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือกันดีกว่า ภัทรก็เห็นดีด้วย เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนจะเดินออกจากโรงเรียนไปพร้อมกับกลุ่มพี่เบิ้ม

                “น้องภัทรเองก็เป็นหนึ่งในทหารใช่ไหม?” จู่ๆ พี่เบิ้มก็ถามขึ้นมา ทำเอาภัทรหันมามองเขา แล้วก็พยักหน้า

                “เจ๋งเป็นบ้าเลย” พี่เบิ้มพูดชื่นชมเขาออกมา “ฮ้า! พี่ก็อยากเป็นแบบน้องบ้างจัง ได้ปกป้องดูแลอาณาเขตของตัวเองบ้างก็ดีเหมือนกัน”

                “อย่าเลยครับ มันอันตราย” ภัทรว่าออกมา ทำเอาพี่เบิ้มหัวเราะออกมาดังลั่น ภัทรออกจะงุนงงว่าอีกฝ่ายหัวเราะเขาเรื่องอะไร?

                “น้องเป็นแค่เด็กม.สี่ยังสู้ได้เลย แล้วคนอย่างพี่เหรอจะสู้ไม่ได้” พี่เบิ้มกล่าวออกมา “นี่ ให้พี่เข้าร่วมสนามรบด้วยสิ ขอร้องล่ะนะ”

                “ใช่ พวกเราก็อยากเข้าร่วมสนามรบเหมือนกัน” ฝ่ายเพื่อนๆ ของพี่เบิ้มก็บอกออกมาเหมือนกัน “จะเท่ขนาดไหนนะ ถ้าได้ทำงานเป็นทหาร? ออกรบเพื่อช่วยเหลืออาณาเขตตัวเองจากพวกเอไอ”

                ภัทรไม่อยากเลย ไม่อยากให้กลุ่มพี่เบิ้มออกไปเสี่ยงด้วย แต่ดูท่าจะขัดใจพี่เบิ้มไม่ได้ เขาเลยเปลี่ยนเรื่องคุยเป็นเรื่องอื่นไปก่อน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่เบิ้มจะลืมๆ เรื่องนี้ไปเสีย

                พันธกร วาสุกรีและพสุกลับมาที่บ้านของชานนท์อีกครั้ง พันธกรพาพสุเข้าไปในห้องของทรัพย์สิน ที่กำลังประชุมกันเรื่องแผนการตอบโต้อยู่ พสุเห็นพวกทรัพย์สินก็ทักทายอย่างเป็นมิตร

                “สวัสดีครับ ผมชื่อพสุ เป็นเพื่อนกับไอ้พันน่ะ” เขาบอกออกมา ทรัพย์สินเองที่เคยเจอพสุแล้วก็ทักทายกลับ พสุถามว่าทุกคนกำลังทำอะไรกันอยู่? เขาเห็นกระดาษวางอยู่บนพื้น แล้วก็มีรอยขีดฆ่าเต็มไปหมด

                “อ๋อ” ปราชญาว่าขึ้นมา “เรากำลังวางแผนโจมตีกลับน่ะ เผื่อมันบุกเข้ามาอีก”

                “จริงหรือครับ?” พสุดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ เขาลงมานั่งด้วยอย่างเป็นกันเอง พร้อมกับกล่าว “ให้ผมเข้าร่วมแผนด้วยสิ ท่าทางน่าสนุก แล้วแผนของพวกพี่คืออะไรครับ?”

                “สนุกเหรอน้อง?” ปราชญาถามพสุ “มันอันตรายมากเลยนะ ไม่ใช่สนุกเลย แล้วน้องจะเข้าร่วมรบด้วยเหรอ?”

                “แหม พี่ ผมก็พอมีฝีมือเหมือนกันนะ ผมยิงธนูได้” พสุบอกออกมา “ไอ้พันมันสอนให้ผมยิงธนูเป็น เพราะงั้น ผมไม่เป็นตัวถ่วงในสนามรบหรอก”

                “งั้นเหรอ?” ปราชญาว่าแล้วก็ถอนหายใจ “เออ ก็ได้ แต่น้องอาสาสมัครเข้ามาเองนะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาละก็...”

                “ผมไม่ว่าพวกพี่หรอกครับ ผมอาสาเอง” พสุบอกออกมา “ผมไม่โทษใครทั้งนั้น ให้ผมเข้าร่วมสมรภูมิรบครั้งต่อไปด้วยเถอะครับ”

                ปราชญามองเข้าไปในนัยน์ตาของพสุ เขาดูมีความตั้งใจจริงเหลือเกิน ปราชญาก็เลยตัดสินใจให้พสุเข้าร่วมในแผนการครั้งนี้ด้วย พสุออกจะดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยอาณาเขตของตัวเอง เขาดูจะตื่นเต้นมากในขณะที่ปราชญาเล่าแผนของพวกเขาให้ฟัง

                เวลาบ่ายสองโมง หลังจากนัดแนะกันเรียบร้อยแล้ว พสุก็เดินออกมาจากบ้านของณปภาและชานนท์พร้อมกับพันธกร พันธกรถามเขาว่าจะกลับบ้านเลยหรือเปล่า? และนั่นทำให้พสุต้องถอนหายใจออกมา

                “ไม่อยากกลับเลย” พสุว่าขึ้นมา “คืนนี้ให้ฉันนอนค้างที่บ้านนี้คืนหนึ่งได้ไหมล่ะ?”

                พันธกรออกจะตกใจที่พสุว่าแบบนั้น แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เขาบอกออกมา “ได้น่ะมันได้อยู่แล้ว แต่ไม่กลัวแม่จะเป็นห่วงเอาเหรอ? ท่าทางแม่นายเป็นห่วงนายมากนะ ถ้านายหายไป”

                “ไม่เอาอ่ะ ฉันไม่อยากกลับบ้าน” พสุขอร้องพันธกรเหมือนเด็กขอร้องผู้ใหญ่ “นะ ให้ฉันพักบ้านนี้คืนหนึ่ง แล้วฉันสัญญาเลยว่าพรุ่งนี้จะรีบกลับบ้านทันที”

                “เออ ก็ได้ ไม่มีปัญหา น้าภาคงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง?” พันธกรพูดขึ้นมา ทำเอาพสุยิ้มแฉ่งอย่างยินดี พสุเลยเดินกลับเข้าบ้านไปตามเดิม พันธกรมองเพื่อนใหม่ของตัวเองที่กระตือรือร้นอยากจะช่วยอาณาเขตของตัวเอง เขาก็ส่ายหน้าออกมา

                “เฮ้อ ไอ้ดินเอ๊ย” เขาส่ายหน้าแล้วก็หัวเราะออกมา ก่อนจะเดินขึ้นตามไปด้วย ในตอนนั้นเอง เขาก็สวนกับอัมพรที่จะลงมาข้างล่างพอดี พันธกรตัดสินใจไม่สนใจอัมพร และเดินเลี่ยงไปทันที แต่อัมพรกลับพูดขึ้นมา

                “ขอโทษนะที่ไปว่าน้อง ความจริง เป็นความผิดพี่เองแหละที่ดันขึ้นไปบนเวทีเอง” อัมพรบอกออกมา ทำเอาพันธกรต้องหยุดและฟังเธอ

                “ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรพี่นี่ครับ” พันธกรบอกกับอัมพร ฝ่ายอัมพรก็ถอนหายใจออกมา

                “พี่....บอกตรงๆ นะ ว่าไม่อยากเข้าร่วมศึกอะไรด้วยเลย” อัมพรพูดออกมาตามตรง “แต่พวกเราก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว พี่คิดว่า...พี่ก็อาจมีส่วนต้องช่วยบ้าง”

                พันธกรมองไปที่อัมพร ดูเหมือนเธอจะคิดสำนึกผิดขึ้นมาแล้ว เขาเลยกล่าวออกมา

                “ถ้าพี่พรอยากจะไปช่วยพวกเรา พวกเราก็ยินดีต้อนรับ” พันธกรกล่าวออกมา แต่อัมพรส่ายหน้าออกมาพร้อมกับบอก

                “ยัยมลน่ะสิ จะไม่ยอมให้พี่ร่วมสนามรบด้วย” เธอบอกออกมา ทำเอาพันธกรต้องพูด

                “ถ้าพี่เข้ามาร่วมด้วย แผนก็จะประสบความสำเร็จทันที” พันธกรบอกออกมา “เพราะงั้น พี่มาเข้าร่วมด้วยก็ดีเหมือนกัน อย่าประชดตัวเองเลย พี่มลเขาก็คงไม่ได้ผูกใจเจ็บพี่มากมายนักหรอก”

                “เจ็บสิ” อัมพรว่าเสียงเบา ซึ่งดูไม่เหมือนตัวเธอเลย “ก็พี่เล่นปาระเบิดไปทางมัน โดยมองไม่เห็นมัน ป่านนี้มันก็คงยังโกรธพี่อยู่มั้ง?”

                ว่าแล้ว อัมพรก็เดินลงไปด้านล่าง ปล่อยให้พันธกรยืนอยู่คนเดียวตรงบันไดทางขึ้นชั้นสอง เขาถอนหายใจออกมา ก่อนจะตามพสุขึ้นไปยังห้องของพวกทรัพย์สิน 

    คล้ายกับเรื่องDead Area: ล่าข้ามเขตอันตราย ที่คุณอ่าน