ฤดูกาลหมุนเวียนเข้าสู่เริ่มต้นสารทฤดู ฮั่วหนานอันใช้ชีวิตจมอยู่กับตำราเพื่อเตรียมสอบเป็นขุนนางตามที่บุตรสาวทั้งสองร้องขอ
โรงงานอาหารทะเลแห้งขยับขยายใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อน และมีการสร้างโรงเรือนเพิ่มขึ้นอีก ฮั่วหนานอันรับคนงานเพิ่มเข้ามาอีกยี่สิบกว่าคน เพื่อผลิตฮ่อยจ๊อและเต้าหู้ส่งขายให้กับภัตตาคารฟู่หยวน ร้านขายอาหารทะเลแห้งที่ตั้งอยู่ในอำเภอจางหลินและตำบลฉางชาน
ตำราที่ฮั่วหนานอันเคยหยิบจับในตอนเช้าตรู่ของทุกวัน ถูกวางลง เนื่องจากเช้าวันนี้เขาถูกบุตรสาวร้องขอให้ขึ้นเขามาเก็บสมุนไพรเป็นเพื่อน เพราะอาจารย์ของบุตรสาวเกิดวิงเวียนศีรษะ จำต้องพักผ่อนอยู่ที่บ้าน
แต่ไม่รู้ว่ามาเก็บสมุนไพรวิเศษอันใด ฮั่วหนานอันถึงต้องมาปีนผนังถ้ำตามที่บุตรสาวร้องขอ
“ท่านพ่อ ระวังด้วยนะเจ้าคะ” ฮั่วหมิงจูยืนอยู่ด้านล่าง คอยยกมือป้องปากตะโกนบอกให้บิดาระมัดระวังอันตราย
“ขาพ่อของเจ้าสั่นจนฉี่จะราดอยู่แล้ว” ความสูงทำให้ฮั่วหนานอันขาสั่น เหงื่อไคลไหลอาบไปทั่วทั้งร่างกาย
“ท่านพ่ออย่าฉี่ราดขานะเจ้าคะ หากท่านฉี่ราดข้า ข้าจะบอกท่านแม่ ขยับไปด้านขวาเจ้าค่ะ รังนกสีเลือดอยู่ตรงนั้น”
“เจ้าเด็กอกตัญญู ห่วงรังนกพวกนี้มากกว่าชีวิตของพ่อตนเองเสียอีก” ตัดพ้อบุตรสาวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
โถงของถ้ำบริเวณที่สองพ่อลูกอยู่ หากเป็นตอนกลางวันจะมีแสงสว่างพาดผ่านเข้าพอให้มองเห็นทุกอย่างสลัวๆ แต่ตอนนี้คือช่วงเช้าตรู่ พวกตนจึงต้องใช้คบเพลิงหลายอันจุดให้สว่าง
ยามเช้าเจ้าของรังออกไปหาอาหาร จึงเปิดโอกาสให้หัวขโมยสองพ่อลูกมาเก็บรังของพวกมัน
ฮั่วหนานอันใช้กริชเล่มบางแซะเอารังนกสีเลือดออกจากผนังถ้ำ รังนกภายในถ้ำสีเหลืองทองอร่าม มีเพียงไม่กี่รังที่เป็นสีเลือด รังนกอันแล้วอันเล่าถูกยัดใส่ถุงผ้าที่สะพายข้างขึ้นมาด้วย
“ท่านพ่อจับเชือกให้แน่นๆ นะเจ้าคะ อย่าเผลอปล่อยมือเชียว”
ฮั่วหมิงจูคอยบอกให้บิดาระวังตลอดเวลา แม้ว่าจะมีกายละเอียดของเถียนเถียนคอยช่วยเหยียบกรงเล็บที่เกาะอยู่กับรูผนังถ้ำให้แน่น นางก็ยังไม่วางใจในอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
กรงเล็บสำหรับเกาะเกี่ยว ฮั่วหมิงจูได้มันมาจากท่านอาเฉิน นางแอบร้องขอท่านอาเฉินอย่างลับๆ เพื่อมาใช้ในการนี้โดยเฉพาะ
วันนี้ท่านอาจารย์ป่วยจึงสบโอกาสให้นางเข้ามาเก็บรังนกในถ้ำ โดยไม่มีคนห้ามปราม สาเหตุของการเข้ามาเก็บรังนกในถ้ำ ย่อมมีเหตุผลของมันอยู่แล้ว
ฮั่วหนานอันเก็บรังนกจนเต็มกระเป๋าสะพายข้าง ถึงได้โรยตัวลงมาจากผนังถ้ำ เพียงเท้าแตะพื้นขาเกือบอ่อนยวบ
“เจ้าพอใจหรือยัง” ชี้ไปยังกระเป๋าที่เปิดอ้าเพราะมันเต็มไปด้วยรังนกสีเหลืองทองมีรังนกสีเลือดปะปนมาเล็กน้อย
“พอใจแล้วเจ้าค่ะ พวกเรารีบกลับออกไปกันเถอะ”
ฮั่วหนานอันเก็บอุปกรณ์ที่เตรียมมาด้วย แล้วพาดมันกับไหล่ หันไปดับคบเพลิงบางส่วน แล้วซ่อนมันเอาไว้ในถ้ำ จากนั้นก็ถือคบเพลิงมือหนึ่ง อีกมืออุ้มบุตรสาวเดินไปยังทางออกของถ้ำ
“ท่านพ่อยอดเยี่ยมที่สุดเลยเจ้าค่ะ”
“หึ”
ฮั่วหนานอันแค่นเสียงให้กับบุตรสาวที่ปากหวานราวกับมีน้ำผึ้งเคลือบ อยู่ตลอดเวลา ขนาดถ้ำที่ซับซ้อนขนาดนี้ นางยังรู้ว่ามีรังนกซ่อนอยู่ แล้วเจ้ารังนกพวกนี้ ต้องทำความสะอาดวิธีใด ถึงจะสามารถนำมารับประทานได้
สองพ่อลูกออกมาจากถ้ำได้สำเร็จ ฮั่วหนานอันเคลื่อนย้ายก้อนหินปิดทางเข้าถ้ำให้คงสภาพเดิม สะพายกระเป๋าที่เต็มไปด้วยรังนก หยิบอุปกรณ์ที่ใช้ในการปีนป่ายขึ้นพาดบ่าอีกครั้ง ซ่อนคบเพลิงที่ดับแล้วเอาไว้หน้าปากถ้ำ พาบุตรสาวมุดออกจากพุ่มไม้รก
“มาเร็วเข้า” ย่อตัวลงเพื่ออุ้มบุตรสาวกลับบ้าน
“ข้าเดินเองได้เจ้าค่ะ”
เห็นบิดามีข้าวของพะรุงพะรัง ฮั่วหมิงจูเกิดความสงสาร ปกตินางเดินขึ้นเขามาเก็บสมุนไพรกับท่านอาจารย์อยู่บ่อยครั้ง ร่างกายของนางจึงแข็งแรงขึ้นมาก จนตอนนี้สามารถจับตะหลิวทำอาหารได้สบายมาก แต่ว่าเป็นตะหลิวขนาดเล็กที่ทำขึ้นมาเพื่อนางโดยเฉพาะ
ฮั่วหนานอันพึงพอใจกับร่างกายของบุตรสาวที่แข็งแรงขึ้นกว่าแต่ก่อน ดูเหมือนว่านางจะสูงขึ้นด้วยเล็กน้อย ต่อให้เติบใหญ่ขึ้นแต่ในสายตาเขานางเป็นบุตรสาวที่ตัวเล็กจนน่ากังวลใจ
“ท่านหมอเทวดาบอกว่าเจ้าเรียนรู้การแพทย์ได้เร็วมาก อาทิตย์นี้ท่านหมอบอกว่าจะสอนเจ้าฝังเข็มแล้ว เจ้ากังวลหรือไม่”
ฮั่วหนานอันจูงมือบุตรสาวเดินลงจากเขา พร้อมกับถามเรื่องการเรียนรู้ด้านการแพทย์ของนาง
“ไม่กังวลเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ถ่ายทอดความรู้ด้านการฝังเข็มให้ข้าอย่างละเอียด ท่านพ่อช่วยเป็นคนป่วยให้ข้าทดลองฝังเข็มได้หรือไม่”
ฮั่วหนานอันปากกระตุก มองมือเล็กๆ ที่คิดจะฝังเข็มให้ตน “กระดูกเจ้ายังไม่แข็งแรงดี พ่อว่าเจ้าเลื่อนไปอีกหน่อยน่าจะดีกว่า”
“ไม่ได้เจ้าค่ะ ข้าอยากเชี่ยวชาญการฝังเข็มเต็มทีแล้ว”
“เจ้าอายุยังไม่ถึงแปดขวบดี จะรีบเร่งตนเองไปไย สมองน้อยๆ ของเจ้าจดจำมากไปจะทำให้ปวดหัวเอาได้ หรือว่าเจ้าอยากเป็นหมอหลวง”
“ข้าไม่ต้องการเป็นหมอหลวงเจ้าค่ะ เพียงแค่อยากมีความรู้ด้านการแพทย์เพื่อรักษาคนในสกุล หลังจากจบสงครามกับพวกซยงหนู ท่านลุงรองได้รับบาดเจ็บหนักจนต้องส่งกลับมารักษาตัวอยู่ในเมืองหลวง ขนาดท่านหมอถังยังไม่สามารถรักษาท่านลุงรองให้หายขาดได้”
(ซยงหนู คือ ชนเผ่าเร่ร่อนที่อยู่ทางตอนเหนือของดินแดนอารยธรรมจีน)
หมอถังที่ฮั่วเจินจูกล่าวถึง คือ ผู้ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ท่านหมอถังอยู่ข้างกายท่านปู่ของนางมาหลายปี คอยช่วยรักษาทหารในกองทัพจนทุกคนนับหน้าถือตา
ฮั่วหนานอันชะงักเท้า บุตรสาวที่ยังเล็กกลับนึกถึงคนในสกุลมากกว่าตนที่เป็นบิดาเสียอีก ในใจของฮั่วหนานอันรู้สึกเจ็บปวด บุตรสาวของตนควรมีความสุขตามวัยมากกว่าจะมากังวลกับเรื่องหนักอึ้งพวกนี้
“ท่านพ่อ!” ดึงแขนบิดาที่ยืนเงียบให้รู้สึกตัว
ฮั่วหนานอันรู้สึกตัว เห็นสายตาสดใสของบุตรสาวจึงส่งยิ้มให้
“เถียนเถียนมันเชื่อฟังเจ้ามากนะ”
มองกระต่ายน้อยที่ซุกตัวอยู่ในกระเป๋าเสื้อบริเวณหน้าท้องของบุตรสาว กระต่ายตัวนี้กินอาหารและน้ำตาลโคตรเก่ง ขนาดตัวยังคงเล็กเท่าฝ่ามือเหมือนเดิม ไม่เติบใหญ่ขึ้นเลยสักนิด หรือว่าเถียนเถียนกับบุตรสาวจะมีวาสนาต่อกัน ถึงได้มาอยู่ด้วยกัน
“มันเชื่องมากเจ้าค่ะ” ยื่นมือไปลูบขนกระต่ายที่ซุกอยู่ในกระเป๋าบริเวณหน้าท้องของนาง
สองพ่อลูกจูงมือกันเดินกลับบ้าน พอกลับมาถึงบ้านทุกคนก็ต้องมามุงดูสิ่งที่ทั้งสองนำกลับมาด้วย
“เจ้าบอกว่าจะไปเก็บสมุนไพร แล้วสิ่งที่ได้กลับมาคือ?” หวังซื่อไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน
“รังนกเจ้าค่ะ”
“รังนก?” รังนกที่นางเคยเห็นไม่ใช่แบบนี้มิใช่หรือ
“รังนกนางแอ่นเจ้าค่ะ รังนกที่ท่านแม่เห็นอยู่ในตอนนี้ถูกสร้างมาจากน้ำลายของพวกมัน มิใช่สร้างมาจากเศษไม้เศษหญ้าแห้งเหมือนรังนกทั่วไปเจ้าค่ะ”
“น้ำลายของนก! แล้วเจ้านำมันกลับมาทำไมกัน”
“กินเจ้าค่ะ”
“กิน!”
หวังซื่อกับฮั่วเจินจูกล่าวประโยคเดียวกันขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ทั้งสองถอยห่างออกจากรังที่สร้างขึ้นมาจากน้ำลายของนก