หลังจากเฟิ่งหยูออกมาจากหอคัมภีร์เขารีบเขารีบกลับห้องและเข้าไปยังเจดีย์ฟ้าสวรรค์เขาฝึกฝนหลอมกลั่นกายราชันย์เซียนอย่างหนักหวังว่ากายของเขาจะกลายเป็นกายเซียนโดยเร็ว
เฟิ่งหยูฝึกฝนอย่างหนักและใช้ความอดทนอดกลั้นเป็นอย่างมากเขาใช้เวลาไปหลายปีในเจดีย์ฟ้าสวรรค์แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุขั้นที่หนึ่งของกายเซียนโบราณได้
กายเซียนโบราณมีอยู่ด้วยกันห้าขั้นขั้นแรกคือการหลอมกลั่นแขนทั้งสองข้าง ขั้นที่สองเป็นการหลอมกลั่นขาทั้งสองข้างขั้นที่สามหลอมกลั่นส่วนศีรษะหากหลอมกลั่นถึงขั้นนี้ได้จะทำให้เกิดปัญญาและความจำที่เหนือกว่าคนทั่วไปหลายร้อยเท่าขั้นที่สี่หลอมอวัยวะภายใน และขั้นสุดท้ายเป็นการหลอมกลั่นทั้งหมดทั่วทั้งร่างกายให้เป็นหนึ่งเดียวกันกับธรรมชาติ
“มิน่าหละถึงมีคนฝึกฝนการหลอมกลั่นกายกันน้อยมาก เพราะต้องใช้ทั้งทรัพยากร ใช้ทั้งความอดทนในหนึ่งล้านคนไม่สิ สิบล้านคนหรือร้อยล้านคนถึงจะมีคนฝึกหลอมกลั่นกายกันสักสิบคนและยังไม่เคยมีใครที่สามารถฝึกฝนกายของตนให้กลายเป็นเซียนได้ดังเช่นในอดีต”เฟิ่งหยูพึมพำ
“ผู้คนในอดีตต้องฝึกฝนกันมากเท่าไหร่กันถึงจะหลอมกลั่นให้กายของตนกลายเป็นเซียนได้”
“เฮ้อ ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่ารีบไปใช่ว่าจะสำเร็จวันนี้เสียหน่อย” เมื่อคิดได้เฟิ่งหยูจึงพักผ่อนก่อนที่จะฝึกฝนคัมภีร์”หงส์เพลิงสยายปีก”และ คัมภีร์ฝึกลมปราณครึ่งเล่มที่ได้รับมาจากหอคัมภีร์อาณาจักรเมฆาหวนจนคล่องแคล่ว
ในส่วนของ “คัมภีร์หงส์เพลิงสยายปีก” เฟิ่งหยูฝึกฝนจนถึงขั้นที่หนึ่งจนสามารถใช้จนชำนาญได้แล้วโดยคัมภีร์หงส์เพลิงสยายปีกนั้นแบ่งออกเป็นสี่ขั้นด้วยกันนั่นก็คือ ขั้นแรกหงส์เพลิงถล่มปฐพีเป็นท่าของฝ่ามือที่รวบรวมเปลวเพลิงและปลดปล่อยออกมาในครั้งเดียวจุดเดียวทำให้พลังทำลายล้างสูงใช้กับการต่อสู้ที่มีศัตรูไม่มากนัก
ขั้นที่สองเป็นหงส์เพลิงเบิกนภาเป็นการปลดปล่อยพลังเปลวเพลิงครอบคลุมในอาณาเขตที่กว้างเหมาะสำหรับการจู่โจมศัตรูจำนวนมากขั้นที่สามหงส์เพลิงทะยานฟ้าเป็นการดึงพลังฟ้าดินเข้ามารวมกับเปลวเพลิงทำให้เกิดเพลิงที่มีความร้อนสูงสามารถทำลายล้างเป็นวงกว้างและรุนแรงกว่า
ส่วนขั้นที่สี่หงส์เพลิงสยายปีก เป็นการดึงพลังฟ้าดิน พลังปราณและพลังของเปลวเพลิงหลอมรวมกันจนเป็นหนึ่งเดียว จนกลายเป็นร่างเงาของหงส์เพลิงสามารถจู่โจมระยะไกลพลังทำลายล้างสูง แต่ก็ใช้ออกด้วยปริมาณพลังปราณเป็นจำนวนมากเช่นกัน
เฟิ่งหยูสามารถฝึกฝน”หงส์เพลิงสยายปีก”จนถึงระดับที่สองได้ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนถึงแม้ยังฝึกฝนได้ไม่ชำนาญเท่าที่ควร แต่เขาก็สามารถใช้มันโจมตีในวงแคบๆ ได้แล้ว อีก
อีกทั้งเฟิ่งหยูยังดัดแปลงหงส์เพลิงหงส์เพลิงสยบปฐพี หงส์เพลิงสยายปีกระดับหนึ่งให้มันหลอมรวมเป็นกลุ่มพลังเปลวเพลิงที่อัดแน่นที่ปลายนิ้วของเฟิ่งหยู โดยเขาใช้พลังปราณเพียงเล็กน้อยหลอมรวมกับเปลวเพลิงฟ้าสวรรค์แล้วทำการอัดบีบให้พลังมีขนาดอยู่เล็กที่ปลายนิ้ว
หากเฟิ่งหยูยิงออกไปเป็นจะเห็นเพียงลำแสงเล็ก ๆ ไม่มีการระเบิด แต่ว่ารวดเร็วเป็นอย่างมาก หากนำไปใช้เป็นเครื่องมือสังหารนับว่าเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่งเฟิ่งหยูตั่งชื่อว่า “ดัชนีเพลิงฟ้า”
เฟิ่งหยูออกจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์หวังเพื่อออกหาประสบการณ์ในการสู้รบจริง ๆ ซึ่งนั่นจึงจะทำให้เขาสามารถสำเร็จหงส์ฟ้าสยายปีกได้รวดเร็วขึ้น
“ถึงตอนนี้ข้าควรทำอะไรดี ควรจะไปติดตั้งค่ายกลมิติให้อาณาจักรอื่นๆก่อนดีนะ”
“ไม่ดีกว่าข้าควรหาประสบการณ์การต่อสู้ก่อนหรือว่าข้าควรจะไปสำรวจแผนที่ที่ผู้อาวุโสซูฮุ่ยหลิงให้มาก่อนที่จะไปอาณาจักรอื่นๆ ดีกว่าหากข้าไปอาณาจักรอื่นกว่าจะกลับมาก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะได้กลับมาเป็นแน่”
เฟิ่งหยูหยิบแผนที่ออกมาดู เขาไตร่ตรองอยู่หลายรอบข้าควรจะเริ่มจากจุดไหนนี่ ตามแผนที่ที่เขียนไว้นี่จุดที่ระบุไว้น่าจะเป็นป่าอสูรแดนใต้
“ลองไปดูหน่อยแล้วกัน”
เฟิ่งหยูอำลาองค์กษัตริย์เพื่อออกเดินทางพร้อมกับไปบอกกล่าวหนิงเอ๋อและองค์ชายเหวินเทียนเฟิ่งหยูออกเดินทางในเช้าตรู่ของอีกวันหนึ่ง เขาเดินทางเพียงลำพัง
“รอบนี้ข้าต้องหาประสบการณ์ให้มากขึ้น อันตรายภายหน้ามากมายอย่างยิ่งคนแข็งแกร่งยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ หากข้ามัวแต่หยุดอยู่ที่เดิมแบบนี้คงเสียท่าศัตรูสักวัน”เฟิ่งหยูครุ่นคิดระหว่างทาง
เฟิ่งหยูเดินทางมาถึงป่าอสูรแดนใต้ในอีกสามวันต่อมา
“จี๊ด จี๊ด” เสียงเจ้าถิ่นตัวเล็ก ๆ พากรันร้องจี๊ดจ้าดเมื่อมีอาคันตุกะที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาเยือนถึงถิ่นของพวกมันพากันวิ่งพล่านไปตามทางเดินกลิ่นอายอับชื้นเหม็นหืนตลบอบอวนไปตามช่องทางเดินที่และและแคบลงเรื่อย ๆ บ่งชัดว่าไม่ใช่สถานที่สำหรับคนเดิน
เฟิ่งหยูหาที่พักในถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งเขาเข้าไปตรวจสอบดูแล้วไม่มีอันตรายใดๆ เขากลับไปฝึกฝนในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เหมือนดังเช่นทุกคืนจวบจนรุ่งเช้าของอีกวันหนึ่ง
สายลมเย็นโชยพัดทุ่งหญ้าให้พลิ้วไหวไปตามทางเดินขณะที่แสงอาทิตย์กำลังส่องผ่านใบไม้เข้ามาเป็นระยะ ๆเฟิ่งหยูเดินทางตามแผนที่ที่เขาได้รับมาเขาเดินทางมาสองชั่วยามกว่าหนทางที่เดินยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ
ตอนี้ข้างหน้าของเฟิ่งหยูกกลับเป็นกองทัพสัตว์อสูรจำนวนมากมายยืนขวางหน้าเฟิ่งหยูสัตว์อสูรพวกนี้ต่างมีระดับสูงแทบทุกตัวจำนวนกว่าสองร้อยตัวเห็นจะได้กองทัพที่มีนางพยาแมงมุมแม่ม่ายดำสัตว์อสูรระดับเจ็ดเป็นผู้นำแมงมุมแม่ม่ายดำในร่างของมนุษย์ยืนตระหง่านอยู่เหนือโขดหิน
“การสู้กับสตรีไม่ใช่วิสัยของลูกผู้ชาย แต่ดูท่าวันนี้จะเลี่ยงยาก”เฟิ่งหยูคิดในใจ แต่อย่างน้อยขอให้มีดาบในมือ ให้ยังมีทางสู้ก็ต้องย่อมมีทางรอด
เสียงวิ่งเข้ามาของแมงมุมแม่ม่ายดำนับร้อยดังสนั่นไปทั่วผืนป่าเฟิ่งหยูกระชับดาบราชันย์แน่นพร้อมต่อสู้ทุกเวลา
“เจ้ามนุษย์ตัวน้อย เจ้าอาจหาญกล้ามาเหยียบถึงถิ่นสัตว์อสูร คงไม่อยากมีชีวิตแล้วใช่ไหม”เสียงพูดดังออกมาจากอสูรแม่ม่ายดำระดับเจ็ดที่ยืนอยู่บนโขดหิน
“ข้าเพียงแค่ออกมาหาประสบการณ์ ไม่ได้คิดมายุ่งกับพวกเจ้าเหตุใดพวกเจ้าถึงได้ยกโขยงกันมาแบบนี้”
“เจ้าหนูแต่ก่อนมนุษย์และสัตว์อสูรก็ไม่ได้เป็นมิตรกันอยู่แล้วพวกเจ้าเข้ามาในถิ่นของพวกเราก็เพราะต้องการสิ่งของมีค่ากันทั้งนั้นสังหารพวกเราไปก็มากมาย แล้วเจ้าเองก็คงมาด้วยเหตุผลเดียวกันกับคนเหล่านั้นสิ่งของมีค่าก็คือชีวิตของพวกข้าพวกเจ้าเหล่ามนุษย์ฆ่าแกงพวกเราหวังเพื่อเอาแก่นจิตอสูรของพวกเราไปมิใช่หรือ?”
“หากเป็นคนอื่นนั้นข้าไม่ทราบ แต่สำหรับข้านั้นไม่ใช่สัตว์อสูรที่เป็นเพื่อนกับมนุษย์ก็ยังมีให้เห็นอยู่มิใช่หรือ?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า สัตว์อสูรที่เป็นเพื่อนกับมนุษย์อย่างนั้นหรือ เจ้าคิดไปเองหรือเปล่าเป็นพวกเจ้าไม่ใช่หรือที่บังคับให้พวกเราสัตว์อสูรยอมไปเป็นทาสของพวกเจ้า”
“เอาหละ ไม่ต้องพูดมากดีกว่า คงจะคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว เจ้าจะเอายังไงก็ว่ามาจะสู้หรือว่าจะเจรจาข้าไม่อยากเสียเวลา”เฟิ่งหยูเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับคิดหาทางหนีทีไล่
หากคุยไม่สำเร็จเขาก็ต้องหนีให้ได้ เพราะการรบกับสัตว์อสูรระดับห้าและระดับหกจำนวนมากมายเช่นนี้เฟิ่งหยูไม่สามารถต่อกรกับพวกมันได้นานนัก
“อย่างเจ้าจะเอาอะไรมาต่อรองกับพวกข้าได้เจ้าเพียงคนเดียวคิดว่ายิ่งใหญ่มาจากไหนอย่างนั้นหรือ?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้ามนุษย์ตัวจ้อยมาเป็นอาหารของพวกข้าเสียเถอะ”
เฟิ่งหยูกระชับดาบราชันแน่น ลมปราณเริ่มแผ่กระจายออกมาพร้อมกับปลดปล่อยเปลวเพลิงฟ้าสวรรค์ออกมาอย่างต่อเนื่อง
“ในเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่องก็เข้ามาข้าจะทำให้พวกเจ้าต้องเสียใจที่เป็นศัตรูกับข้า” เฟิ่งหยูตะโกนด้วยเสียงอันดังลั่น
“ช่างไม่เจียมตัวเสียจริงเจ้าหนู จับมันมาเป็นอาหารของพวกเรา”แมงมุมแม่ม่ายดำออกคำสั่ง
“หงส์เพลิงเบิกนภา”
ตู้มมมม
รอบ ๆ บริเวณ 25 วา (หนึ่งวาเท่ากับสองเมตร)รอบตัวเฟิ่งหยูกลายเป็นทะเลเพลิงที่แผดเผาร้อนแรงไปด้วยเปลวเพลิงฟ้าสวรรค์
ฟุบบ
เฟิ่งหยูรีบลบกลิ่นอายและพลังปราณหลบหนีไปอย่างรวดเร็วก่อนที่พวกกองทัพแมงมุมแม่ม่ายจะรู้ตัวพวกมันต่างตกตะลึงกับเปลวเพลิงลูกใหญ่ที่จู่โจมพวกมันอย่างไม่ทันตั้งตัวแมงมุมแม่ม่ายดำระดับห้าและระดับหกราว ๆ สามสิบตัวพลันถูกเพลิงเผาไหม้กลายเป็นตอตะโกอย่างรวดเร็ว
เพียงระยะเวลาไม่นานเฟิ่งหยูหนีออกไปได้ไกลแล้วเขารีบหาที่ปลอดภัยพร้อมกับหลบเข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์อย่างรวดเร็ว
แมงมุมแม่ม่ายหลังจากตกตะลึงกับการตายของพรรคพวกของมันไม่นานมันรีบมองหาเฟิ่งหยูทันที พวกมันก็หันไปมองทิศทางที่เฟิ่งหยู แต่มองยังไงพวกมันก็หาเฟิ่งหยูไม่เจอแมงมุมแม่ม่ายระดับเจ็ดที่ยืนอยู่บนโขดหินโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที
ลูกน้องของมันตายภายในพริบตามเดียวไปถึงสามสิบกว่าตัว
“ตามหามันให้เจอ อย่าให้มันรอดออกไปได้”
แมงมุมแม่ม่ายต่างพากันวิ่งออกตามหาเฟิ่งหยูทั่วทั้งป่าสัตว์อสูรระดับต่ำต่างพากันหลบลี้หนีภัยไปจนสิ้นจนป่าในบริเวณนั้นแทบจะเรียกได้ว่ามีแค่เพียงกองทัพของแมงมุมแม่ม่ายเท่านั้น
“เฮ้อออ รอดมาได้อย่างหวุดหวิดเชียว หากไม่มี หงส์เพลิงเบิกนภาข้าคงได้ไปเยี่ยมชมยมโลกเป็นแน่” เฟิ่งหยูคิดในใจ
“ในเมื่อพวกเจ้าพูดด้วยไม่รู้เรื่องข้าเองก็จะเอาพวกเจ้ามาฝึกฝนซะก็สิ้นเรื่อง ตอนนี้พวกเจ้าคงออกตามหาข้างั้นก็ดีข้าอยากจะรู้เหมือนกันหากพวกเจ้าไม่รวมกลุ่มกันข้าจะจัดการกับพวกเจ้าได้สักกี่ตัว”
วันต่อมาเฟิ่งหยูแอบออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์พร้อมกับเริ่มแผ่จิตสัมผัสออกไปทั่วบริเวณเขาพบแมงมุมแม่ม่ายดำกระจายตัวออกไปตามหาเขาอยู่ทั่ว
“ข้าต้องจัดการให้เงียบที่สุด”
เฟิ่งหยูแอบเข้าไปหาแมงมุมแม่ม่ายดำตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยไม่ให้มันรู้ตัว
“ดัชนีเพลิงฟ้า”
ฟิ้ววว
ตุ๊บบบ...
แมงมุมแม่ม่ายระดับหกถูกลำแสงเจาะเจ้าจุดตายกลางหน้าฝากมันอย่างแม่นยำ
“อื่มเป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ มันสามารถสังหารสัตว์อสูรระดับหกได้ในพริบตาจริงๆ แถมยังเสียพลังปราณเพียงน้อยนิดเท่านั้น”