สถานการณ์ภายในสำนักจิตวิญญาณตอนนี้เกิดความโกลาหลขึ้นถึงขีดสุด ผู้อาวุโสหลายคนที่ยังเหลือรอดรีบรุดหน้าออกไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งไปพบเจอกับภาพเบื้องหน้าและเมื่อพวกเขาเห็นมันก็ทำได้เพียงยืนสั่นเทาอย่างหวาดกลัว
เทือกเขาเกินกว่าครึ่งที่ใหญโตนับหลายร้อยกิโลเมตรต้องกลายเป็นลานกว้างที่โล่งแจ้ง พีชพันธุ์ต้นไม้ต่างๆกับหายวับไปทั้งหมด มีหลายคนถึงกับมึนงงว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ โดยปกติแล้วการที่สำนักจิตวิญญาณหรือตัวของโหวฉางคงจะไม่บอกผู้อาวุโสบางคนมันก็เป็นเรื่องที่ปกตินัก เขาจะบอกเพียงแค่คนที่ไว้ใจได้หรือเป็นคนของพักพวกเดียวกันเท่านั้น
"มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้แล้วทำไมเจ้าสำนักถึงยังไม่มา!!"
มีผู้อาวุโสคนนึงเอ่ยขึ้นอย่างตื่นตระหนัก เขากวาดตามองไปรอบๆก็ยังไม่พบกับพวกเสาหลักของสำนักเลยซักกะคนเดียวมันยิ่งทำให้พวกเขานั้นเกิดความสงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีก
"ข้าว่าท่านเจ้าสำนักคงจะไปทำธุระอยู่ละ เดียวพอท่านกลับมาคงจะรู้เรื่องราวนี้แล้ว พวกเราก็ตรวจสอบความเสียหายสิ่งต่างๆก่อนเถอะ..!!"
ผู้อาวุโสอีกคนเอ่ยรับพร้อมกับสั่งการออกไป คนอื่นๆเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยพร้อมกับกระจายตัวออกไปในทันทีแต่พวกเขากลับไม่ได้รู้ถึงเรื่องราวเลยว่าท่านเจ้าสำนักกับพวกผู้อาวุโสที่พวกเขาเอ่ยถึงนั้นในตอนนี้ก็ตกตายลงอยู่ภายใต้ฝ่าเท้าที่พวกเขากำลังยืนอยู่แล้ว ต้องบอกเลยว่าลูกแก้งทลายสรรพสิ่งของชิงหลงเซียนนั้นไม่ธรรมดายิ่งเป้าหมายอยู่ใกล้การระเบิดมากที่สุด คนๆนั้นก็ไม่เหลือแม้แต่ซากศพไว้อย่างแน่นอน ห้วงจิตวิญญาณดับสูญจนไม่รู้จะตกตายยังไงแล้ว
อีกฟากนึงหลินตงที่เป็นตัวต้นเหตุตอนนี้ก็กำลังเดินเข้าเมืองเหรินซานอย่างสบายใจ ท่าทางของเขาเหมือนกับว่าไม่ได้ทำอะไรมาก่อนจนอดที่จะทำให้คนอื่นๆที่ยืนรอเข้าเมืองเช่นเดียวกันต้องสงสัย ไอ้หนุ่มคนนี้แปลกประหลาดนัก มันฮัมเพลงออกมาโดยไม่สนใจใครราวกับว่ากำลังมีความสุขยังไงยังงั้น
และเมื่อเขาโชว์ป้ายไม้ที่ครั้งนึงได้มาตอนเข้าเมืองครั้งแรกให้กับทหารรักษาการณ์ดูมันก็สามารถผ่านเข้ามาได้ง่ายๆและที่ชายหนุ่มต้องทำในตอนนี้คือเขาอยากจะได้พาหนะบินได้สักตัวนึงและแร้งมัจจุราชก็เหมาะสมสำหรับเขาในตอนนี้มาก หลินตงเมื่อมองผ่านสายตาของสัตว์อสูรระดับสี่ตนนี้แล้วก็ยังเห็นว่าท่านหวูหนานยังไม่ได้ออกไปไหน เขายังปักหลักอยู่กับท่านหลินหยวนอย่างเช่นเดิมจึงทำให้เขานั้นต้องแวะมายังเมืองแห่งนี้ก่อน
"การเดินทางหลังจากนี้เรามีจุดหมายแล้วแต่ทว่าใช้เจ้าหมายเลขหนึ่งไปก็คงจะนาน?"
หลินตงครุ่นคิดไปตลอดทางระหว่างที่กำลังไปยังตำหนักเจ้าเมือง หลังจากนี้เขาจะออกเดินทางไปยังเทือกเขาอสูรสวรรค์ อันเป็นสถานที่ๆรวมตัวของอสูรระดับทวีปที่ทรงพลัง พวกเขามีวัฒนธรรมที่ไม่แตกต่างไปจากเผ่าพันธุ์มนุษย์เลยแม้แต่นิดเรียกได้ว่าคือที่สัตว์อสูรปกครองอยู่นั่นเองแม้แต่ราชวงศ์ชิงหลงก็ยังไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวแถมเมื่อเขาไปยังที่แห่งนั้นก็จะสามารถเพิ่มพูนกองทัพของตนเองได้ง่ายๆ
เวลาผ่านไปชั่วครู่นึงหลินตงก็เดินทางมาถึงประตูทางเข้าของตำหนักเจ้าเมือง ขณะเดียวกันทหารรักษาการณ์ทั้งสองคนที่คุ้นเคยก็ยืนคุยกันอย่างตื่นตระหนักถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อกี้นี้และเมื่อพวกเขาเห็นว่าใครเดินมาก็ทำให้ทั้งสองต้องเงียบลงพร้อมกับโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
"ยินดีต้อนรับท่านปรมาจารย์หลินตงขอรับ เชิญท่านเข้าไปยังตำหนักเจ้าเมืองได้เลย ในตอนนี้นายท่านหลินหยวนกำลังนั่งพูดคุยอยู่กับท่านหวูหนานขอรับ!!"
หลินตงเมื่อเห็นก็พยักหน้ารับอย่างยินดี เรื่องในอดีตเขาก็ไม่ติดใจเอาความอะไรแ ชายวัยกลางคนสองคนนี้ในตอนที่เขามาครั้งแรกกับทำท่าทางที่ดูถูกเหยียดหยามแต่ในตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว พวกเขามองมายังหลินตงในฐานะปรมจารย์ผู้ฝึกฝนสัตว์อสูรที่ทรงพลังที่แม้แต่สัตว์อสูรระดับสี่ถึงสองตนยังต้องยอมสยบ
และเมื่อชายหนุ่มเดินเข้ามาภายในตำหนักแล้วก็จะเห็นว่าท่านเจ้าเมืองเหรินซานกับท่านหวูหนานกำลังพูดคุยกันอย่างร้อนรนถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาตอนนี้กำลังพูดคุยถึงเสียงระเบิดของการโจมตีสำนักจิตวิญญาณที่ดังสนั่นจนแม้แต่เมืองเหรินซานของเขายังต้องสั่นสะเทือน
ขณะนั้นทั้งสองเมื่อเห็นว่าใครมาก็รีบลุกขึ้นอย่างพรวดพล่านพร้อมกับวิ่งมาอย่างเป็นกังวล
"ท่านปรมาจารย์ปลอดภัยดีนะขอรับ เมื่อชั่วโมงก่อนเกิดการโจมตีขึ้นครั้งใหญ่ตรงเทือกเเขาหลังสำนักจิตวิญญาณจนแม้แต่พวกข้ายังต้องตกตะลึง"
หลินหยวนเอ่ยออกมาอย่างเร่งรีบ นัยน์ตาสีดำของชายวัยกลางคนตรวจสอบความปลอดภัยของปรมาจารย์หนุ่มตรงหน้าในทันที ในตอนแรกพวกเขาก็ไม่ค่อยได้สนใจหรอก ทวีปชิงหลงของเราเกิดการต่อสู้กันตลอดเวลาจนเป็นเรื่องปกติแต่ทว่าพวกเขาก็เพิ่งมานึกได้ว่าท่านปรมาจารย์เพิ่งเข้าไปเมื่อเดือนก่อนนี้หว่า พวกเขาก็ทำได้เพียงเอ่บภาวนาและหวังว่าปรมาจารย์ไม่เป็นอะไร
"ฮ่าฮ่าฮ่า สบายๆท่านเจ้าเมือง นั่งก่อนเถอะวันนี้ข้าแวะมาเพราะมีเรื่องพูดคุยกับพวกท่านทั้งสองคน"
ชายหนุ่มหัวเราะร่าออกมาพร้อมกับเดินไปนั่งยังเก้าอี้ราวกับเป็นเจ้าของตำหนักเอง ทั้งสองคนมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมตัวของปรมาจารย์หนุ่มถึงได้ชิวและผ่อนคลายแบบนี้ทั้งๆที่สำนักถูกถล่มไปเนี่ยนะ
ภายในห้องโถงหลินหยวนก็สั่งให้คนงานทำอาหารและให้ยกมาเสริฟ์มากมายให้กับชายหนุ่มซึ่งหลินตงก็ไม่ปฏิเสธมันพร้อมกับโกยชุดใหญ่เข้าไปในปากทันที ตลอดหนึ่งเดือนโดยปกติแล้วขั้นพลังของเขาอาจจะใช้พลังงานฟ้าดินในการทดแทนแต่ทว่าชายหนุ่มกลับชอบการสัมผัสรสชาติที่ปลายลิ้นมากกว่า มันให้ความรู้สึกว่าเขายังมีชีวิตอยู่ยังไงยังงั้น ถ้าไม่ได้กินมันสักรอบนึงชีวิตของเขาคงจะอาจตกตายไปแล้วก็เป็นได้
หลินตงที่กินไม่ได้สนใจอะไรจนทำให้ทั้งสองต้องหัวเราะแห้งๆออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะหิวมากเลยทีเดียว สำนักจิตวิญญาณขี้เหนียวขนาดนั้นเชียวถึงได้ปล่อยให้ปรมาจารย์ของพวกเขาต้องอดอยากเช่นนี้
เวลาผ่านไปหลินตงที่กินอาหารคนเดียวหมดนับยี่สิบจานก็ทำให้ทั้งสองคนต้องอึ้ง ชายหนุ่มถึงกับเรอมันออกมาอย่างไม่มีมารยาทเลยทีเดียว
"เรียบร้อยแล้ว ขออภัยพวกท่านทั้งสองคนด้วย ข้าจะขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน"
เสียงของชายหนุ่มเริ่มเคร่งขรึมขึ้นจนทำให้ทั้งสองคนต้องนั่งเกร็งตัว ถึงตัวของชายหนุ่มคนนี้จะมีเพียงพลังแต่จิตวิญญาณยุทธแต่ทว่าการที่เขานั้นเป็นผู้ฝึกฝนสัตว์อสูรระดับปรมาจารย์มันก็ยิ่งทำให้พวกเขาหวาดกลัวถึงสถานะนี้มากยิ่งกว่าซะอีก
"ท่านหวูหนานข้าอยากจะขอเจ้าแร้งมัจจุราชจากท่านแต่ข้าก็จะตอบแทนให้อย่างเหมาะสมแน่นอน ท่านคิดว่ายังไง!!"