“แอบลักลอบเข้ามา?…ถ้าเรื่องที่ท่านผู้อาวุโสกงซุนอี้กล่าวเป็นความจริง ก็คงไม่พ้นตัวศิษย์เอง ที่พวกมันต้องการตัว”
ฉินอินถอนหายใจออกมา ใบหน้าแสดงถึงความคร่ำเครียด กล่าวเรื่องที่ตนเองต้องหนีออกมาจากวังหลวงโดยละเอียด
"ตลอดหลายปีที่ผ่านมา….ข้าต้องคอยเล่นละครว่าตนเองเป็นตัวตนที่ล้มเหลว ไร้ความสามารถ ก็เพื่อที่จะปกป้องชีวิตของตนเองเอาไว้ ไม่ว่าผู้สืบทอดบัลลังก์ควรที่จะเป็นบุคคลที่มีความสามารถเช่นไร ตัวข้านั้นกระทำตรงข้ามกันทั้งหมด กษัตริย์หรือผู้นำตระกูลฉินในตอนนี้ ก็เป็นได้เพียงแค่หุ่นเชิดของกระกูลโจว ไม่สามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องงานต่างๆในแผ่นดินได้เลย รวมถึงเรื่องแต่งตั้งองค์รัชทายาทด้วย เพื่อที่จะได้เป็นองค์รัชทายาท พี่ใหญ่ของข้าหรือองค์ชายหนึ่ง ได้ไปขอสมัครเป็นทาสรับใช้ด้วยตนเองกับราชวงศ์โจว โดยผ่านทางต้าหงลู่(เจ้ากรมวัง) ที่พวกราชวงศ์โจว ส่งมาเพื่อคอยจับตาดูท่านพ่อของข้า และคอยจัดการเรื่องต่างๆในแผ่นดิน ท่านพ่อของข้าในตอนนี้ ว่างจนไม่รู้จะว่างยังไงแล้ว ฮะ ฮะ ฮะ ……พี่ใหญ่ของข้าเริ่มกังวลว่าตำแหน่งตนเองจะยังไม่มั่นคงในอนาคต พวกนั้นได้ปรึกษากันและได้ข้อสรุปว่า จะสังหารองค์ชายที่อาจจะเป็นปัญหาในอนาคตอันใกล้ และเพื่อตัดกำลังการสนันสนุนจากทางผู้อาวุโสของตระกูล….ซึ่งนั้นทำให้พี่สองของข้า ฉินหยุน ต้องถูกฆ่าอย่างไม่จำยอม โดยพี่ใหญ่ข้า ต่อหน้าต่อตาของข้า!! ”
เมื่อฉินอินเริ่มเล่าเรื่องราว กงซุนอี้ ที่ได้ฟังก็กล่าวขัดขึ้นมา
“ต่อหน้าต่อตาเจ้า แล้วเจ้ารอดมาได้เยี่ยงไรกัน?”
ฉินอินเงียบไปสักพัก ก่อนที่จะกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่โศกเศร้า
"ในวันนั้น เป็นคืนเดือนมืด ข้าในวัยสิบขวบปีในตอนนั้น เป็นคนกลัวความมืดมากกว่าผู้ใด ข้ากำพร้าท่านแม่ตั้งแต่เด็ก ท่านพ่อก็ถูกแยกจากออกไป จะเหลือก็เพียง พี่สอง ที่อยู่ดูแลข้ามาโดยตลอด คืนนั้นข้าได้ขอไปนอนที่ตำหนักพี่สอง เนื่องจากกลัวความมืดมิดและการต้องอยู่คนเดียว พี่สองของข้าตอบรับอย่างยินดี…..สายลมที่พัดผ่าน อากาศเริ่มหนาวเย็น อยู่ๆแสงสว่างต่างๆในตำหนัก ก็ค่อยๆทยอยดับลงเรื่อยๆ ข้าด้วยความที่ยังเป็นเพียงเด็กน้อย จึงไม่ได้รู้สึกถึงอะไรที่ผิดแปลกไป แต่พี่สองมิได้เป็นเช่นนั้น ท่านอุ้มข้าเอาไว้ในอ้อมแขน พาไปซ่อนเอาไว้ในตู้เก็บของ….ในคืนนั้นพี่ชายของข้ากล่าวกับข้าว่า….
ฉินอิน…เจ้าจงเงียบเอาไว้ เชื่อพี่ และทุกอย่างมันจะดีขึ้นเอง พี่เชื่อว่าเจ้าแข็งแกร่ง สักวันเจ้าจะต้องรอดพ้นห่วงกรรมและสามารถขึ้นเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่…
เมื่อพี่ชายข้าปิดประตูขังข้าเอาไว้ในตู้…เสียงผู้คนเริ่มกรีดร้องทั่วทั่งตำหนัก
ฉั่ว!
อ๊า!
อะเฮือก!
ปัง!
“พวกเจ้าเป็นใคร!”
คนสวมเสื้อผ้าชุดสีดำปกปิดมิดชิด พากันวิ่งเข้ามาล้อมรอบห้องของฉินหยุนเอาไว้
คนพวกนั้นเมินเฉยต่อคำพูดของฉินหยุน เหมือนฉินหยุนไม่ได้อยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก แต่อยู่ๆก็มีบุคคลคนหนึ่งปรากฎตัวขึ้น ถึงจะสวมเสื้อผ้าสีดำมิดชิดเหมือนคนอื่นๆ แต่แววตานั้น ยากที่จะเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ ฉินหยุนมองเข้าไปภายในดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความโลภที่ไม่มีสิ้นสุด หวังแสวงหาอำนาจ ฉินหยุนสามารถจดจำดวงตาคู่นั้นได้ในทันที กล่าวออกมาด้วยความสงบนิ่ง
“ฉินตี้?”
“หื่ม!…เจ้าจดจำข้าได้อย่างไรกัน เอาเถอะ คนตายไม่สามารถเป็นพยานได้อยู่แล้ว…”
ฉินตี้ดึงผ้าปิดหน้าลง เผยให้เห็นหน้าตาที่คุ้นเคย กล่าวตอบกับฉินหยุน
ฉินหยุนเมื่อได้ฟังเช่นนั้น ก็มองไปที่ใบหน้าของฉินตี้ ฝืนยิ้มหัวเราะเบาออกมา กล่าวออกไป
"หึหึหึ! เจ้ามาเพื่อฆ่าข้าอย่างงั้นหรือ?"
“โอ้วว…เจ้าคิดว่าข้ามาทำอะไรล่ะ มาขอดื่มชาห้องเจ้า?”
ฉินตี้ยิ้มเล็กน้อย กล่าวออกมา
ฉินหยุนยังคงมองออกไปด้วยใบหน้าที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว กล่าวต่อไป
"เพื่ออำนาจเจ้าถึงกลับต้องทำถึงเพียงนี้ สังหารพี่น้องตนเอง อำนาจจอมปลอมแบบนั้น ไม่นึกว่าจะมีคนโง่อยากได้เสียด้วย…"
“จอมปลอมแล้วอย่างไร? อำนาจก็ยังคงเป็นอำนาจ หากเพียงข้าภักดีต่อตระกูลโจว มีหรือที่ข้าจะถูกจับตาดูแบบท่านพ่อถึงเพียงนั้น ฉินหยุน เจ้ามันฉลาดเกินไปในบรรดาองค์ชายทั้งหมด เจ้าจะเป็นปัญหากับข้าในอนาคตได้ จงดีใจเสียเถิด ที่จะได้เป็นบันได้ให้ข้าขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ในวันข้างหน้า…”
ฉินตี้ยืนยิ้มอย่างน่ารังเกียจ กล่าวออกมาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
"ฉลาดที่สุด? เจ้ายกยอข้าเกินไปแล้ว ข้าไม่ได้ฉลาดในบรรดาเหล่าองค์ชายอะไรนั่นเลย ข้าจะมีก็เพียงสายตาที่มองผู้คนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ว่าใครนั่นโง่เง่าเบาปัญญาหรือใครนั่นฉลาดและแกร่งกล้าก็แค่นั้น…"
ฉินตี้เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยังคงไม่รู้สึกอะไร กล่าวเล่นกับฉินหยุนต่อ
"งั้นหรือ…ถ้าเจ้าไม่ใช่ แล้วใครคือคนที่ฉลาดและแกร่งกล้ากัน.."
"คนแบบนั้นอาจจะยังไม่มี ในตอนนี้ล่ะนะ"
ฉินหยุนกล่าวส่ายหน้า พร้อมนึกถึงใครบางคนไปด้วยในใจ
ฉินตี้เมื่อได้ยิน ก็ยังคงไม่รู้สึกแปลกใจอะไร จะปล่อยให้คนที่กำลังจะตายมาทำให้ตนเองไขว้เขวได้อย่างไร ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นเย็นชา กล่าวต่อ
"หืม ไม่มีงั้นหรือ แล้วใครคือคนที่..เจ้าว่าโง่เง่าเบาปัญญา กันล่ะ…"
"คนคนนั้นก็ยืนอยู่ตรงหน้าข้าแล้วนี่…เจ้าไง ฉินตี้ คนที่โง่เง่าเบาปัญญาน่ะ"
ฉินหยุนกล่าวออกมาอย่างไม่ลังเล มองออกไปด้วยใบหน้าที่เหยียดหยาม
“อ่อ งั้นเจ้าคงไม่รู้สึกยินดีเท่าไหร่ ที่คนโง่เง่าจะสังหารเจ้าด้วยตนเองสินะ ถ้าอย่างนั้น…”
ฉินตี้กล่าวออกมา พร้อมกับหันหน้าไปทางคนข้างหลัง คนที่อยู่ข้างหลังพยักหน้าเล็กน้อย หยิบมีดสั้นคู่ใจออกมาพุ่งเข้าไป ฉินหยุนเหมือนรู้ว่าตนเองจะเป็นอย่างไรตั้งแต่แรก หลับตาฝืนทนกลับสิ่งตนเองกำลังจะพบเจอ
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
อั๊ก!
จอมยุทธ์ชุดดำคนนั้น แทงมีดเข้าไปถึงหลายครั้งที่บริเวณลำตัวฉินหยุน เลือดไหลออกมาจากบาดแผลเรื่อยๆเต็มไปหมด จนเลือดไหลนองออกมาเต็มพื้นห้อง
ถึงจะโดนกระทำถึงขนาดนั้น แต่ก็ยังคงมองไปที่ใบหน้าของฉินตี้ ด้วยความรังเกียจ ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมาถึงแม้จะใกล้สิ้นใจ ล้มตัวลงนอนกับพื้นห้อง ถึงจะใกล้ตายเต็มที แต่สายตาก็ยังคงเพ่งมองไปที่ตู้เก็บของด้วยสายตาที่เลือนลาง ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ขยับปากเล็กน้อยไร้ซึ่งเสียงออกมา ถึงแม้จะไม่ได้ยินเสียง แต่ฉินอินที่แอบซ่อนอยู่ในตู้เก็บของมองผ่านช่องของตู้ สามารถเข้าใจได้เป็นอย่างดี
เจ้าจะยังคงเป็นน้องชายของข้าตลอดไป…
ฉินอินที่มองผ่านช่องประตูของตู้เก็บของ ไม่กล้าแม้แต่จะร้องไห้โวยวาย ทำได้เพียงมองไปที่ศพของพี่ชายตนเองด้วยน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง แม้เสียงสะอื้นก็ยังไม่กล้ากระทำ
“นายท่าน เราควรรีบออกไปจากที่นี่โดยไว สายของเราบอกกล่าวมาว่า เหล่าทหารองศรักษ์กำลังรีบเดินทางมาที่นี่กันแล้ว เราควรรีบเร่งออกจากที่แห่งนี้โดยรีบเร่งที่สุด…”
"อืม ไปกันเถอะ…"
กึก..
ฉินตี้ที่กำลังจะเดินออกจากห้อง ฉับพลันก็เกิดได้ยินเสียงบางอย่างขึ้นมา หันไปมองที่ตู้เก็บของที่มุมห้อง เกิดรู้สึกสงสัยอะไรบางอย่าง กำลังจะเดินไปที่ตู้เก็บของ
“นายท่าน เร็วเข้า! พวกมันมาแล้ว!”
ฉินตี้ที่กำลังจะลองเดินไปสำรวจตู้ ก็ถูกชายชุดดำกล่าวรีบเร่งขึ้นมาห้ามเอาไว้เสียก่อน
ฉินตี้เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็เพ่งมองไปที่ตู้เก็บของอีกครั้งก่อนจะรีบเร่ง ออกจากห้องไป
………………..
“เมื่อพวกนั้นหลบหนีออกไปได้ไม่นาน เหล่าทหารองครักษ์ก็เดินทางมาถึง ข้าถูกช่วยเอาไว้โดยองครักษ์คนหนึ่ง ที่แอบพาข้าออกจากตำหนักอย่างลับๆ และองครักษ์คนนั้นในตอนนั้นก็ได้กลายเป็นผู้ติมตามของข้ามาจนถึงตอนนี้…ถึงแม้ข้าจะพยายามเล่นละครว่าข้าเป็นองศ์ชายที่เกเรแค่ไหนก็ตาม ถึงแม้จะพอตบตาฉินตี้ได้อยู่บ้าง แต่ก็คงไม่อาจรอดสายตาของต้าหงลู่ไปได้ง่ายๆ มันคงจะส่งคนมาจัดการสังหารข้าในไม่ช้าก็เร็ว…”
ฉินอินกล่าวคร่าวๆจนจบ แต่ใบหน้าก็ยังคงไม่หายเคร่งเครียดและโศกเศร้าเลยแม้แต่น้อย
“จากที่เจ้าเล่าออกมา แปลว่าเจ้าไม่สามารถออกจากหุบเขาได้เลยสินะ…”
เซียวเย่จากที่นิ่งเงียบนั่งฟังอยู่นาน ก็กล่าวออกมาในที่สุด
"ถ้าออกไม่ได้ ก็ยังไม่ต้องออกไปซิ ตอนนี้ในหุบเขาก็ยังไม่ยอมให้คนนอกเข้า คนในออกไปได้อยู่แล้ว…"
กงซุนอี้ กล่าวออกมาด้วยใบหน้าผ่อนคลายสบายอารมณ์
"ท่านอาจารย์…ในอีกไม่ช้าข้ามีความจำเป็นที่จะต้องกลับออกไปนอกหุบเขา ไม่ทราบว่าหุบเขาจะเปิดให้คนในออกไปได้เมื่อใด"
"หืม! เจ้าต้องการออกไปอย่างนั้นหรือ แต่โลกภายนอกเต็มไปด้วยอันตรายมากนัก ถึงแม่เจ้าจะเก่งกาจปานใด แต่เจ้าก็ยังเป็นเพียงแค่เต๋าสะสมเท่านั้น จะสามารถรักษาชีวิตตนเองได้อย่างไรกัน อาจารย์ยังไม่อยากจะกำพร้าศิษย์เอาในตอนนี้…."
กงซุนอี้ ส่ายหน้าด้วยความไม่ยินยอม กล่าวออกไป
"ก็เพราะอย่างงั้น ข้าถึงจำเป็นต้องมีอาจารย์ไงล่ะ"
เซียวเย่ยิ้มกว้าง หันหน้าไปทางกงซุนอี้กล่าวออกมา
"ต้องมีข้า? จะให้ข้าไปตามคุ้มกันเจ้าอย่างนั้นหรือ โอ่ยยย เจ้านอนฝันกลางวันมากไปแล้ว ข้าเป็นถึงใครกัน ในแผ่นดินนี้มีคนที่สามารถประมือข้าได้เพียงแค่หยิบมือ งานการข้าเยอะแยะ จะเอาเวลาไหนไปเที่ยวเล่นกับเจ้ากัน "
"อ่าว…แต่ท่านอาจารย์เคยบอกข้าว่าจะช่วยข้านี่นา.."
"เห๊อะ! ข้าบอกไปตอนไหนกัน ข้าแก่แล้วจำไม่ได้หรอก สงสัยวันนั้นข้าจะเมาเลยกล่าวมั่วซั่วออกไปแบบนั้น"
กงซุนอี้ยังคงไม่ยินยอม กล่าวออกไปอย่างไม่จำยอม
เซียวเย่เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ไม่รอช้าจัดการใช้ไม้ตายของตน ลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้กงซุนอี้ จับแขนเอาไว้ น้ำตาซึบออกมาเล็กน้อยกล่าวออกมา
"ท่านอาจารย์ ตัวศิษย์เองนั้น มองท่านเหมือนบิดามารดาของศิษย์ การที่ศิษย์ได้เป็นลูกศิษย์ของท่าน…ในชีวิตนี้คงไม่มีอะไรที่ทำให้ศิษย์มีความสุขเช่นนี้ได้อีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยก็ปล่อยให้ศิษย์ออกไปเถอะ ถ้าศิษย์ออกไปจากหุบแล้วเกิดตายขึ้นมา ศิษย์จะขอชดใช้บุญคุณอาจารย์ในชาติหน้าอย่างแน่นอน…"
"อ่อ เอ่อ..ศิษย์รักของข้าเจ้าใจเย็นๆก่อน…ตัวอาจารย์จะปล่อยให้เจ้าออกไปโลกภายนอกคนเดียวได้อย่างไรกัน เจ้าสามารถพาคนของเจ้าออกไปได้ทุกเมื่อ เดี๋ยวตัวอาจารย์จะหาคนไปคุ้มครองเจ้าให้เพิ่มอีกหนึ่งคน "
กงซุนอี้ ลุกขึ้นมา เช็ดน้ำตาที่ซึบออกมาจากดวงตาของเซียวเย่ กล่าวออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
‘เสร็จโจร!!’
เซียวเย่แอบคิดในใจเช่นนั้น แต่ยังคงอยู่ในใบหน้าที่โศกเศร้า