ช่วงเย็นวันนั้นจนถึงดึกผมจำต้องทำงานที่ค้างคาที่ห้องในคอนโด แม้จะอยากเอนกายตากแอร์พักผ่อนแค่ไหนแต่ก็ต้องฝืนใจลุกขึ้นมานั่งทำงานถ้าไม่เสร็จวันนี้พรุ่งนี้อาจจะได้งานเพิ่มมาอีกแล้วจะยิ่งเครียดหนักผมใช้สายรัดศีรษะเพื่อไปทำงานในโลกประดิษฐ์ เข้าเกมที่ชื่อว่า โลกของเรา (Our world)
ภาพที่เห็นตอนนี้คือห้องนั่งเล่นภายในคฤหาสหรูหราซึ่งผมออกคำสั่งสร้างเองมีเตาผิงกำลังจุดติดไฟแต่แทบไม่รู้สึกร้อนเพราะปรับอุณภูมิให้มันทำงานเหมือนแอร์เหมือนกลายเป็นไฟเย็นแทน เกมนี้ให้อิสระแก่ผู้เล่นจะหยิบอะไรมาผสมปนเปกันก็ได้ตามจินตนาการ แค่ผมคิดว่าอยากได้กระจกสักบานหน้าต่างข้อความก็ปรากฏมาขึ้นตรงหน้าผมเลือกบานที่กรอบเป็นมังกรจีนแกะสลักแล้วเสกออกมาผมส่องดูรูปร่างของตนเองผ่านกระจกบานใหญ่ถ้าไม่นับส่วนใบหน้าแล้วร่างกายส่วนอื่นทั้งหมดเป็นโมเดลของผู้ชายผู้ใหญ่มาตรฐานที่ไม่ได้ปรับแต่งอะไรเพราะขี้เกียจ
ผมหย่อนก้นลงบนโซฟาอันอ่อนนุ่มหยิบกาแฟขึ้นมาจิบทั้งที่รู้ว่าไม่ได้ช่วยอะไรความง่วงของตัวละครก็ขึ้นกับเจ้าของที่กำลังสวมอุปกรณ์นี่แหละแต่ถ้าอยากทำให้ตื่นมากขึ้นอาจต้องเสกเข็มมาทิ่มแทงตัวเองสร้างความเจ็บปวดแทนผมเดาเองว่าเกมที่กำหนดเรตติงเป็นทุกเพศทุกวัยเกมนี้คงไม่กำหนดฟังก์ชันนี้มาแน่เช่นเดียวกับการที่ผมไม่สามารถถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกได้ผมใช้นิ้วปัดข้อความที่ลอยอยู่ในอากาศเลื่อนไปมาแน่นอนส่วนหนึ่งดึงมาจากที่เซฟไว้ในคลาวด์ของผมในช่วงกลางวันแล้วใช้นิ้วสั่งย้ายไปในหน้าต่างของกระดาษทดที่อยู่ด้านข้าง
ผมเลือกข่าวที่สี่ที่จะทำต่อใจความคร่าว ๆ คือ รมต.กระทรวงศึกษาธิการ ชื่อ นครนาคาได้ไปให้ความเห็นโต้แย้งในสภายืนยันยันดำเนินตามตัวชี้วัดของตนเองต่อก่อนถึงจุดเช็กพ็อยนต์ที่สามนโยบายเขาคือการยกเลิกการบังคับสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียน แต่ให้เป็นวิชาเลือกแทนโดยไม่สนใจเสียงของฝ่ายค้าน ผมถามไอรินแล้วเกี่ยวกับตัวชี้วัดผลลัพธ์ หรือที่มักเรียกติดปากว่าเคโอไอ (KOI: Key outcomeindex) คือวิธีการวัดผลแบบหนึ่งของฝ่ายบริหารโดยสนใจผลลัพธ์มากกว่าวิธีการนั่นคือไม่สนใจว่าเหล่าผู้มีอำนาจจะทำเคยป่าวประกาศไว้หรือไม่ แต่ถ้าไม่ผ่านเคโอไอผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่สัญญา พวกเขาต้องลาออกเป็นการรับผิดชอบผมอดเปรียบเทียบกับยุคสมัยตนเองไม่ได้ประชาชนทำได้เพียงเชื่อมั่นในคนที่ตัวเองเลือกให้มากที่สุดหากคณะรัฐมนตรีกลับกลอกคำสัญญาที่เคยหาเสียงไว้ประชาชนก็ต้องก้มหน้าก้มตารอไปอีกสี่ปี แล้วค่อยไปเลือกพรรคอื่นมาเป็นรัฐบาล รัฐมนตรีคนไหนที่ตำแหน่งตัวเองมั่นคงอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องร้อนรนเร่งผลักดันนโยบายใดๆ แค่นั่งกระดิกเท้ากินเงินเดือน ทำตามคำสั่งหน่วยงานราชการไปจนหมดวาระก็พอ
“ถ้ารัฐบาลก็ทำตามสิ่งที่หาเสียงไว้ไม่ได้ครั้งหน้าก็แพ้เลือกตั้งเอง ทำไมต้องมีตัวชี้วัดนี่ด้วย” ผมพูดมาดัง ๆให้ไอรินได้ยิน
“เคโอไอเกิดขึ้นมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงานการเมืองแทนที่เสียเวลาทุกสี่ปีเพื่อเฟ้นหาคนดีและคนเก่งมาบริหารแต่ระบบเคโอไอจะบังคับให้ผู้บริหารต้องเป็นคนดีและคนเก่งไม่ว่าจริงใจหรือเสแสร้งก็ต้องมีผลงาน โดยสรุประบบนี้มีข้อดีสามประการ ได้แก่หนึ่งบังคับให้ผู้บริหารมีเจตจำนงพัฒนาประเทศไม่ใช่ทำสิ่งเดิมตามที่หน่วยงานราชการเสนอสองบังคับให้เรียนรู้งานล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนขึ้นมาบริหารแทนที่จะใช้ประเทศเป็นสถานที่ฝึกงาน สามลดปัญหาข้อขัดแย้งของรัฐบาลผสมเพราะไม่ว่าพรรคไหนจะจับกัน เคโอไอที่ประชาชนอนุมัติก็ต้องผ่าน มิฉะนั้นอาจต้องพ้นจากตำแหน่งยกชุดท่านอยากให้อธิบายรายละเอียดของแต่ละข้อหรือไม่ค่ะ”ไอรินตอบมายืดยาวสไตล์เครื่องจักรที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
“ไม่เป็นไร ขอบใจมาก” ผมรีบปฏิเสธ
อันที่จริงก็พอเข้าใจเหตุผลที่เอไออธิบายมาอยู่แล้วจึงถามประเด็นอื่นเพิ่มเติมแทน โดยทั่วไปจะมีการวางเคโอไอไว้คร่าว ๆในแต่ละนโยบายตั้งแต่ก่อตั้งพรรคการเมืองและมีการปรับอีกครั้งตอนที่ได้รับเลือกเป็น รมต. หรือนายกรัฐมนตรีแต่ก็ต้องผ่านประชามติในการอนุมัติเคโอไอนั้นด้วย ในหนึ่งวาระของฝ่ายบริหารจะมีจุดเช็กพ็อยนต์ห้าครั้งครั้งแรกเกิดขึ้นหกเดือนหลังได้รับตำแหน่ง ครั้งที่สองเมื่อครบหนึ่งปีหลังจากนั้นก็ตรวจทุก ๆ ปีจนหมดวาระ แต่ละจุดก็จะมีชื่อเรียกต่างกันอย่างจุดที่สองเรียกว่า ‘การเริ่มต้น’เพราะมักจะเริ่มประกาศใช้นโยบายตรงจุดนี้ และจุดที่สามที่รมต.ทุกคนกำลังจะไปถึงมีชื่อว่า ความสำเร็จ ซึ่งจะเห็นผลของการประกาศใช้นโยบายเมื่อเช้านี้ผมก็ได้ยินอิสรากับนักข่าวอีกสองคน ถามถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ซึ่งรมต.ประนอมก็มั่นใจว่าจะผ่านจุดนี้ได้ ถ้าไม่ผ่าน รมต. สามารถขอประชามติเลื่อนเวลาประเมินทีละสามเดือนได้สองครั้ง แน่นอนว่าต้องมีเหตุผลโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจริงในส่วนของราชการเองก็มีเคโอไอเช่นกัน เป็นเหตุผลว่าทำไมนายก อบต.ที่แก้ปัญหาสัญญาณอินเตอร์เน็ตล่มไม่ได้ต้องพ้นจากตำแหน่ง
ผมพักสายตาสักครู่แล้วดีดนิ้วเพื่อให้บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไปกลายเป็นสวนต้นซากุระที่มีลมพัดกลีบดอกสีชมพูปลิวว่อนในอากาศดูร่มรื่นขณะที่ลมเย็นสัมผัสผิวกายของผม แน่นอนว่าไม่ได้มีลมจริง ๆแต่ความรู้สึกเย็นเกิดจากเครื่องพาราเลลเวิลด์ซิมูเลเตอร์ปล่อยคลื่นไฟฟ้ากระตุ้นเซลล์ประสาทที่รับความรู้สึกเย็นโดยตรงพอจิตใจผ่อนคลายความตึงเครียดลงบ้างแล้วผมจึงสั่งให้เปิดหน้าต่างของข้อความตรงหน้า
{ ข้อความที่ปรากฏมาเป็นของสำนักข่าวปฐมภูมิอันหนึ่งชื่อโอซี มีการนำเสนอเฉพาะเหตุผลที่ รมต.นครนาคา บอกว่า ยกเลิกภาษาอังกฤษไม่ได้ทำให้คนสูญเสียอะไร เพราะยังไงก็มีเครื่องแปลภาษาใช้กันเป็นปกติฝังไว้ในเอวีเอสอีอยู่แล้วการตัดวิชาออกทำให้ประหยัดงบรัฐจากการจ้างงานครูสอน จากเงินพัฒนาแอปพลิเคชัน และอื่น ๆ ได้อีกมากยังนำเงินส่วนนี้ไปใช้เป็นสวัสดิการในการซื้อเครื่องแปลภาษาแจกจ่ายนักเรียนที่ขาดแคลนได้อีกด้วย
ในขณะที่อีกหน้าต่างหนึ่งเป็นข้อความจากสำนักข่าวหนึ่งชื่อว่าช่องทู ในแผนกปฐมภูมิพูดเหตุผลของ รมต.ไว้เพียงสั้น ๆ แต่เลือกที่จะพูดข้อโต้แย้งจากพรรคหนึ่งในฝ่ายค้าน ที่บอกว่าถ้าไม่มีการเรียนจะทำให้ทักษะในอนาคตที่ติดตัวของคนรุ่นใหม่น้อยลงเรื่อย ๆพอไม่พึ่งพาเทคโนโลยีก็กลายเป็นง่อย ถ้าวันหนึ่งเราเกิดตรวจพบผลเสียของการใช้เอวีเอสอีมานานๆ จนต้องถอดออกจากตลาด ก็จะสื่อสารกับใครไม่ได้เลยนะ แน่นอนว่า รมต.ก็ต้องโต้แย้งว่าเรายังสามารถใช้อุปกรณ์อื่นแปลภาษาได้อยู่ดีขอแค่ต่ออินเทอร์เน็ตก็จะเข้าถึงเอไอได้ แต่เนื้อข่าวที่ช่องทูนำเสนอกลับไม่มีประเด็นโต้แย้งนี้ซึ่งชัดเจนว่าเป็นเซเลกชันไบแอส เหมือนสื่อบางช่องในยุคผมที่สนับสนุนพรรคอนุรักษ์นิยมก็จะเลือกนำเสนอเฉพาะข่าวที่ดีต่อฝ่ายตนและเลือกข่าวที่สมาชิกพรรคฝ่ายตรงข้ามไปทำเสียชื่อเสียงไว้มานำเสนอในขณะที่สื่อที่ชื่นชอบพรรคหัวก้าวหน้าก็ทำแบบเดียวกันในทิศทางตรงข้าม
หน้าที่ของผมคือรวมข่าวจากทั้งสองแหล่งให้เป็นข่าวเดียวกันผมใช้ความคิดสั่งให้เอไอพาไปยังข้อความที่เป็นคำพูดของแต่ละฝ่ายแล้วเลือกข้อความที่ รมต.พูดย้ายไปที่กระดาษทด ตัดต่อสลับกับข้อความที่พรรคฝ่ายค้านพูด แต่ข้อความเหล่านั้นต้องเป็นใจความสำคัญเพราะถ้าไม่สรุปก็จะไม่ต่างจากที่ประชาชนเลือกฟังวีดีโอย้อนหลังการประชุมสภาหลายชั่วโมงด้วยตนเองโชคดีที่ผมฝึกการใช้โลกเสมือนมาก่อนทำให้ควบคุมได้อย่างลื่นไหลผมรู้สึกว่ามันง่ายกว่าในโลกจริงอีก เพราะตอนนั่งทำงานที่ออฟฟิศในช่วงบ่ายยังต้องใช้มือลากข้อความบนจอเหล่านี้ไปมา ทางทีก็ใช้นิ้วจิ้มไม่โดนบ้างเลือกเกินไปบ้าง พอทำแบบเดียวกันกับสำนักข่าวสามหรือสี่แห่งก็จะได้เนื้อข่าวที่ค่อนข้างสมบูรณ์นั่นคือแม้จะอ่านข่าวในสำนักข่าวอื่นเพิ่มเติมก็จะไม่ได้มีข้อมูลมากไปกว่านี้มีแต่ซ้ำไปซ้ำมาผมค้นพบว่าเสียเวลามากกว่าที่คิดแค่ทำข่าวเดียวกว่าจะอ่านจบและจับผิดสิ่งที่ต่างกันของสองข่าวก็ใช้เวลาสิบกว่านาทีเป็นชั่วโมงกว่าจะทำเสร็จกระบวนการนี้หนึ่งข่าว
เมื่อถึงขั้นตอนการเติมสีรอบนี้ง่ายหน่อยเพราะพรรคหลักของรัฐบาล กับฝ่ายค้านก็ต้องคนละสีอยู่แล้วแต่จะมีพวกพรรคเล็กที่อาจมีความเห็นไปอีกทางหนึ่งเลยไม่ได้เห็นด้วยกับสองพรรคหลักที่อาจต้องใส่อีกสีเมื่อเติมสีลงไปทั้งหมดก็จะได้บทความที่เต็มไปด้วยสีสันสวยงามดุจรุ้งกินน้ำผมรู้สึกลายตาจนเวียนหัวขณะอ่านบทความเหล่านี้แม้จะอ่านผ่านตัวละครอวตารในโลกเสมือนก็ตาม
“ยังเหลือสรุปอีกนี่หว่า”ผมเริ่มอ่อนเปลี้ยไปอีก ผมใช้แรงฮึดเฮือกสุดท้ายทำตารางโดยคอลัมซ้ายสรุปเหตุผลที่รมต.นครนาคายกมาเป็นข้อ ๆในขณะที่คอลัมน์ด้านขวาคือเหตุผลที่ฝ่ายค้านยกมาค้านเป็นข้อ ๆโดยวางเรื่องเดียวกันให้ตรงกันและมีการให้ความเห็นว่าหากประชาชนเห็นค้านสามารถเข้าชื่อกันเพื่อให้ สส.เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รมต. เป็นกรณีพิเศษได้แต่ถ้าเห็นด้วยก็ต้องรอติดตามผลการประเมินตัวชี้วัดในขั้นที่สามซึ่งกำลังจะมาถึงในภายภาคหน้าอันที่จริงความคิดเห็นนี้ผมก็ให้ธรณีช่วยชี้แนะเพราะไม่รู้จะเขียนอะไร }
ผมถอดที่คาดศีรษะออกแล้วเอนตัวลงนอนแผ่หลา หลับตาพักสายตา รู้สึกเหนื่อยทั้งที่เพิ่งผ่านไปข่าวเดียวและไม่มีเหงื่อเลยสักหยด งานนี้ยากกว่าที่คิดไว้เยอะ สมองผมคงใช้งานจนร้อนแล้วช่วงพักผมตัดสินใจกดปุ่มบนนาฬิกาเปิดเสียงที่อัดไว้ หลาย ๆ ไฟล์เป็นความรู้ทางรัฐศาสตร์ในยุคนี้ที่ผมสรุปไว้ฟังเองอย่างน้อยก็ปล่อยให้มันกรอกผ่านหูดีกว่านอนเฉย ๆ บางไฟล์เป็นชื่อพนักงานในบริษัทตอนที่พิมพ์แนะนำผมพยายามนึกหน้าคนเหล่านั้นให้มากที่สุด บางคนพยายามเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกแท้จริงแล้วอยู่ไปก็คงรู้จักกันไปเอง แต่ถ้าผมจำชื่อเขาได้ คงจะสร้างความสัมพันธ์แรกได้ดีกว่า
21.26 น.
ผมจ้องหน้าปัดนาฬิกาข้อมือพักหนึ่งกว่าจะอ่านตัวเลขเรืองแสงสีเขียวนั้นได้ไม่ใช่เพราะว่าเห็นไม่ชัด แต่เป็นเพราะตัวเลขที่เรียงกันเป็นชั้น ๆเหมือนเปลือกหัวหอมหรือไม่ก็รูปก้นหอย ใจกลางสุดคือชั่วโมง มีชั้นนาทีและวินาทีห้อมล้อมเป็นบริวาร ซึ่งมีขีดซอยย่อยเป็นตัวเลข 0-60แม้จะดูสวยงามแปลกตา แต่ก็แลกมาด้วยความรกตาจนอ่านยากไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่มีปุ่มปรับให้แสดงผลรูปแบบอื่นได้
นี่ก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่มแล้วคืนนี้จะได้นอนไหมนอกจากทำข่าวเสร็จแล้วอาจยังต้องหาความรู้พื้นฐานเพิ่มเติมอีกหลายอย่างโดยเฉพาะข้อมูลที่เที่ยว ผู้คน ของจังหวัดพฤฒธานีบางทีต้องเข้าซิมูเลชันไปดูจังหวัดเสมาสถานที่เกิดปลอม ๆ ในโพรไฟล์ผมด้วย
แต่ทันใดนั้นผมก็ฉุดคิดอะไรบางอย่างได้ผมรีบกดปุ่มหยุดนาฬิกาข้อมือเรือนสีดำ แล้วถอดออกมาดูรอบ ๆถ้าไม่นับสามปุ่มที่ยื่นออกมา ขอบทุกด้านเรียบหมด ไม่มีรูใด ๆ ปรากฏให้เห็น
“เดี๋ยวนะ จะชาร์ตแบตยังไงวะเนี่ย”ผมพูดกับตนเอง ลืมคิดเรื่องนี้ไปสนิท ก่อนหน้านี้มันถูกใช้แค่ดูเวลาซึ่งถ้าเป็นนาฬิการะบบแอนะล็อกในยุคผม แค่แบตเตอรี่กระดุมก็อยู่ได้เป็นปีแต่อันนี้ดูยังไงก็ต้องใช้ไฟฟ้า แล้วต้องทำยังไงถึงชาร์ตได้
หลังจากที่ลังเลอยู่อึดใจหนึ่งแต่ก็ต้องทดลองเพราะไม่มีทางเลือก ผมวางนาฬิกาข้อมือลงบนจุดกลม ๆที่อยู่มุมหนึ่งของโต๊ะซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นที่ชาร์ตแบตเตอรี่แบบไร้สายในตัวหวังว่ามันคงไม่ทำให้อุปกรณ์ชิ้นสำคัญของผมเสียหาย
{ ยุคนี้มีระบบชาร์ตสามแบบแบบใช้สายก็ยังมีวางขายอยู่ อีกแบบคือใช้เครื่องเปลี่ยนแบตเตอรี่อัตโนมัติหลักการคล้ายการเปลี่ยนแบตเตอรี่สำรองกล้องถ่ายรูปเมื่อวางในช่องของกล่องสี่เหลี่ยมจะถอดอันเก่าใส่อันใหม่ให้เสร็จสรรพภายในสิบวินาทีจากนั้นก็ชาร์ตไฟอันเก่าเตรียมไว้ครั้งหน้า น่าเสียดายที่ธรณีไม่ซื้อมาใช้แบตเตอรี่พลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันซึ่งไม่ต้องชาร์ตตลอดอายุการใช้งานยังเป็นแค่ความฝันเนื่องไม่สามารถย่อส่วนปฏิกิริยาความร้อนร้อยล้านองศาเซลเซียสให้มาอยู่ในแบตเตอรี่พกพาได้อย่างปลอดภัยแหล่งพลังงานสะอาดหลักของโลกนี้จึงอยู่ในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ต่อไป }
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีสีสันใด ๆเปลี่ยนไปจากหน้าจอของนาฬิกาที่บ่งบอกการไหลของไฟฟ้า
“ไอรินตอนนี้มีการใช้กระแสไฟฟ้าชาร์ตที่โต๊ะตัวนี้ไหม” ผมหันหน้าไปทางกล้องวงจรปิดแล้วชี้ไปที่โต๊ะของผม เลนส์ของกล้องขยับเล็กน้อยไปโฟกัสที่โต๊ะโดยอัตโนมัติ
“ขณะนี้ไม่มีการใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อชาร์ตอุปกรณ์ใดๆ” ไอรินตอบอย่างนุ่มนวล แต่ทำผมเหงื่อตก ผมพลิกนาฬิกาไปมาอย่างลนลานนิ้วลูบไล้ขอบเรือนที่เรียบสนิทไร้ช่องเสียบมีเพียงปุ่มสามปุ่มที่ทดลองใช้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว เป็นไปได้อย่างไรถ้ามันใช้พลังงานจากชีพจรผมก็ต้องดับเมื่อไม่สวมไม่ก็หน้าปัดควรแสดงผลที่แตกต่างกันระหว่างสวมกับไม่สวม ไม่ใช่นิ่งสนิทแบบนี้ ความหวาดหวั่นแล่นจับขั้วหัวใจความคิดที่ว่าสักวันหนึ่งแบตเตอรี่ของนาฬิกาก็ต้องหมดลงทำให้เนื้อตัวเย็นเยียบขึ้นในทันที
นี่คือของสิ่งเดียวที่ติดตัวผมมาไม่มีทางรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น จะนับถอยหลังย้อนกลับยุคเดิมหรือว่าจะต้องติดอยู่ในยุคนี้ตลอดกาลยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมมันถึงติดตัวผมมาตั้งแต่แรก