ตอนที่ 102 อลองโซ่
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
พลังโลกลวงแผ่กระจายออกไปกลายเป็นระลอกคลื่นครอบคลุมพื้นที่บริเวณแปดร้อยเมตรเร็วเท่าความคิด
ต่อให้ศัตรูรู้อยู่แล้วว่าอีวาสามารถใช้พลังเช่นนี้ได้ พวกเขาก็ไม่มีทางที่จะหาทางป้องกันพลังโลกลวงนี้ได้ทัน
โลกนั้นราวกับจะหยุดนิ่ง
ดวงตาของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นสีเทา
โลกที่เธอเห็นกลายเป็นภาพขาวดำโดยพลัน เพียงแค่โลกสีขาวดำเหล่านี้จะอยู่ภายในขอบเขตแปดร้อยเมตรที่รัศมีพลังของเธอไปถึงเท่านั้น
อีวารู้สึกเหมือนกับโลกเล็กๆ ใบนี้เป็นของเธอ
พลังเช่นนี้ทั้งแปลกประหลาดทั้งอหังการยิ่ง
สติรับรู้ของกลุ่มโจรราวกับถูกดึงฉุดรั้งเอาไว้ เพียงแค่พริบตาก็จมจ่อมอยู่ในโลกลวงอันน่าพิศวง
ภายใต้อำนาจของโลกลวงนี้ อีวามีความสามารถที่จะสืบค้นความทรงจำของกลุ่มโจร เพียงแค่ชั่วแล่นความคิดเธอก็สามารถล้วงความลับของโจรกลุ่มนี้ได้ รวมถึงที่กบดานของพวกมันด้วย
ตอนนั้นเองร่างของกลุ่มโจรพลันค่อยๆ ล้มลงทีละคน นักผจญภัยที่เป็นผู้คุ้มกันและพ่อค้าที่ร่วมต่อสู้ต่างตกตะลึงงัน
พวกเขาไม่ได้รับผลกระทบ มีแต่พวกโจรเท่านั้นล้มลงไป
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
“เกิดอะไรขึ้น! ทำไมพวกมัน ...”
นักผจญภัยทั้งสามที่บาดเจ็บสาหัสเกือบจะถูกสังหารเพราะพลังของโจรกลุ่มนี้ จู่ๆ การโจมตีทั้งหมดก็ถูกระงับ พวกเขาต่างทำการป้องกันเก้อ
ทว่าผู้ที่ตกใจมากที่สุดกลับเป็นอลองโซ่ผู้เป็นหัวหน้าโจร ในตอนนี้มีเพียงเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้จมจ่อมอยู่ในอำนาจของโลกลวง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ใช้พลังเป็นอย่างมากในการต่อต้านอาการประหลาดนี้ อาการที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนจะเป็นลม เหมือนสติจะดับวูบได้ทุกเวลา
“พวกมันมีความสามารถในการใช้พิษอย่างนั้นหรอ?” อลองโซ่เผยความรู้สึกหวาดหวั่นออกมา
สายตาของเขากวาดผ่านไปยังนักผจญภัยทั้งสามคนที่เหลือ ซึ่งแต่ละคนได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่เขาเองก็ได้เห็นพลังสายเลือดของพวกนี้มาแล้ว ไม่มีใครที่มีพลังสายเลือดด้านพิษเลย
เมื่อมองไปที่กลุ่มพ่อค้าบางคนที่ช่วยต่อสู้ พวกเขายังไม่มีความสามารถขนาดนั้นเข้าไปใหญ่
“ไม่ดีแล้ว ... ฉันอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว”
อลองโซ่รู้สภาพตอนนี้ของตัวเองดี ด้วยอาการประหลาดเหล่านี้ แม้เขาจะมีความสามารถเพียงพอที่จะต่อสู้กับพวกที่เหลือได้ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือผู้ที่ซ่อนอยู่ในเงามืดมากกว่า
ด้านสามนักผจญภัยเองก็ไม่กล้าที่จะบุกเข้าไปเช่นกัน เพราะพวกเขากลัวว่านี่เป็นกลลวงและเกรงกลัวในพลังบ่มเพาะของอลองโซ่ด้วย
ตอนนั้นเองอลองโซ่ก็ได้นำแท่งหินชิ้นหนึ่งออกมา หินแท่งนี้มีอักขระที่แปลกประหลาดสลักเอาไว้
เมื่ออลองโซ่ได้กระตุ้นพลังในแท่งหิน อักขระก็ส่องแสงเรืองรองออกมา จากนั้นแท่งหินก็เปลี่ยนรูปร่างเป็นนกอินทรีสีแดง มันพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยนำร่างของอลองโซ่ไปด้วย
“ฉันจะไม่ลืมเหตุการณ์ในวันนี้อย่างแน่นอน” อลองโซ่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคียดแค้น
เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เขาต้องสูญเสียลูกน้องทั้งหมดไป อีกทั้งยังไม่สามารถหยิบฉวยอะไรไปได้ เพราะกลัวว่าผู้ที่อยู่ในเงามืดจะปรากฏตัวออกมา
คนที่ใช้พิษผู้นี้จะต้องมีพลังบ่มเพาะไม่ต่ำกว่าขอบเขตเอิร์ลเช่นเดียวกับเขาอย่างแน่นอน หากปรากฏตัวขึ้นมา เขาในสภาพนี้ย่อมไม่สามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้
แล้วตอนนั้นเอง ...
เมื่อคิดถึงผี ผีก็มา
ร่างของหญิงสาวในชุดคลุมกันลมสีเทา เรือนผมสีดำถูกมัดรวบอย่างทะมัดทะแมน เดินเหยียบอากาศด้วยท่าทางที่น่าอัศจรรย์
“คิดจะหนีอย่างนั้นหรอ? ไม่ปล่อยให้หนีไปได้หรอก” น้ำเสียงที่เยียบเย็นของหญิงสาวถูกเอ่ยออกมา
ก่อนที่ร่างนั้นจะทะยานผ่านคนของพ่อค้าและนักผจญภัยทั้งสามไป
ในช่วงเวลานั้นเอง อีวากันหันมาเอ่ยกับพวกเขา
“โจรพวกนี้เป็นของฉัน อย่าได้คิดฉกฉวยทรัพย์สินของพวกมัน ไม่เช่นนั้นฉันจะตามไปเอาเรื่องให้ถึงที่”
แล้วตอนนั้นเอง พ่อค้าที่เป็นชายร่างท้วมก็รู้สึกหน้ามืดขึ้นมา
ภายในเสี้ยววินาทีนั้นอีวาได้แอบดึงวิญญาณของพ่อค้าให้จมจ่อมเข้าไปในโลกลวงพร้อมกับตรวจสอบความทรงจำของเขา
ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในพริบตาเท่านั้น
หลังจากที่หญิงสาวเอ่ยจบ ร่างของเธอก็ทะยานตามนกอินทรีของหัวหน้าโจรอลองโซ่ไป
เหล่าผู้คนต่างมองหน้ากันไปมาอย่างเลิกลั่ก
“นั่นเธอเป็นใครกัน?”
“โจรที่นอนเกลื่อนกลาดเหล่านี้เป็นฝีมือของเธออย่างนั้นหรอ?”
“เธอทำมันได้ยังไงกัน?”
ชายผมแดงที่เป็นนักผจญภัยพยายามจะพยุงตัวเองขึ้นมาจากอาการบาดเจ็บที่ไหล่ข้างซ้ายถูกฟันจนเลือดอาบ ส่วนหญิงสาวอีกคนก็ใช้หอกของเธอยันร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลเอาไว้ มีเพียงชายหนุ่มรูปร่างผมบางสวมชุดกันลมที่คล้ายนักเวทย์เท่านั้นที่ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ แต่สีหน้าของเขานั้นซีดเซียวเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้พลังที่เกินขีดจำกัดของร่างกาย
ทั้งสามเป็นนักผจญภัยที่รอดชีวิตมาได้
กล่าวอีกนัยหนึ่งหากอีวาลงมือช้ากว่านี้ พวกเขาอาจจะกลายเป็นศพตายไปตามเพื่อนอีกสองคนแล้ว
ตอนนั้นเองชายร่างท้วมก็ไม่สามารถทรงตัวได้ เขาทรุดลงและมีอาการเหนื่อยหอบราวกับไปวิ่งมาหลายสิบไมล์
“คุณเมสัน เป็นอะไรรึเปล่า?”
“ไม่ ไม่ ฉันแค่เวียนหัวเท่านั้น” พ่อค้าร่างท้วมเอ่ยออกมา เขาแน่ใจว่าตนเองแข็งแรงกว่าคนทั่วไป อีกทั้งยังเป็นผู้บ่มเพาะขอบเขตบารอนขั้นต่ำ อีกอย่างเขาแทบจะไม่ได้ต่อสู้กับกลุ่มโจรเลยด้วยซ้ำเพราะมีคนอื่นคอยปกป้องอยู่ แต่กลับรู้สึกอ่อนแอในวินาทีเดียว ซึ่งไม่รู้ว่ามันเกิดจากสาเหตุอะไร
นี่คือผลข้างเคียงของการถูกดึงวิญญาณเข้าไปในโลกลวง หากผู้ที่มีพลังบ่มเพาะอ่อนแอพวกเขาจะได้รับผลกระทบเช่นนี้ และหากเป็นคนธรรมดาโดนเข้าไปพวกเขาจะต้องสลบหลับใหลในทันที
แต่โชคดีที่ชายผู้นี้พอจะมีการบ่มเพาะอยู่บ้างจึงทำให้เขาได้รับผลกระทบเพียงแค่อาการวินเวียนศีรษะเท่านั้น
หากอีวาตั้งใจให้เขาจมจ่อมเข้าไปในส่วนลึก แน่นอนว่าเขาจะไม่สามารถต้านทานอำนาจของเธอได้อยู่แล้ว
“แล้วพวกเราจะเอายังไงกับโจรพวกนี้ดี?” ชายผมแดงเอ่ยขึ้น
“ท่านหญิงผู้นั้นประกาศออกมาขนาดนั้นแล้ว หากไม่ทำตามพวกเราคงจะไม่ต่างกับโจรพวกนี้หรอก” เมสัน พ่อค้าร่างท้วมเอ่ย
“พวกมันยังไม่ตาย” หญิงสาวผู้ใช้หอกไปตรวจสอบร่างกายของพวกโจร
“ถ้าอย่างนั้นก็มัดพวกมันไว้ รอให้ท่านหญิงผู้นั้นกลับมาสะสาง”
“เธอเป็นใครกันแน่? ทำไมอลองโซ่ถึงได้หวาดกลัวเธอขนาดนั้น?”
“ท่านหญิงผู้นี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน อลองโซ่ที่เป็นโจรร้ายที่ฆ่าไม่เว้นก็ยังต้องหลบหนี”
“อีกเดี๋ยวพวกเราก็น่าจะได้รู้คำตอบเมื่อเธอกลับมา”
พวกเขาพูดคุยกันหลังจากนั้นก็จับพวกโจรมัดมารวมกันเอาไว้แล้วจัดการกับศพของผู้เสียชีวิต
ขณะเดียวกันอีวาที่ติดตามอลองโซ่ไป
ความเร็วของอินทรีสีแดงนั้นแทบจะไม่ต่างไปจากขอบเขตบารอนมากนัก ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะวัตถุจารึกของอลองโซ่บรรจุพลังขอบเขตบารอนเอาไว้
โดยปกติแล้วความเร็วเพียงเท่านี้หากใช้บนอากาศนั้นนับว่าเป็นการหลบหนีที่ยอดเยี่ยม คนทั่วไปไม่อาจจะตามตัวเขาได้ ต่อให้เป็นผู้บ่มเพาะขอบเขตเอิร์ลก็ยังไม่สามารถวิ่งตามได้ทัน เพราะต้องเผชิญกับสิ่งกีดขวาง
แต่อีวานั้นกลับเป็นข้อยกเว้น เธอฝึกฝนวิชาตัวเบาเดินชมจันทร์ในทั้งสองร่าง ยิ่งเป็นร่างของเฟิร์สด้วยแล้ว ความเร็วนั้นเหนือกว่าที่เธอทำได้ตอนนี้หลายเท่า แต่ถึงอย่างนั้นความเร็วของเธอในตอนนี้ก็ยังนับว่าน่าหวาดหวั่นในขอบเขตการบ่มเพาะเดียวกันเช่นกัน
อีวาเหยียบย่ำทั้งอากาศและยอดไม้ ความเร็วของเธอจึงไม่ต่างไปจากอินทรีสีแดงมากนัก
ตอนนั้นเองเธอก็ได้ใช้พลังโลกลวงโจมตีไปที่อินทรี แต่ก็พบว่าการโจมตีนี้ไม่ได้ผล
“เพราะมันคือวัตถุจารึกอย่างนั้นหรอ?”
เฟิร์สได้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวัตถุจารึกและปรมาจารย์จารึกให้อีวาได้รับรู้แล้ว เธอจึงพอคาดเดาได้ว่าสิ่งนั้นคือวัตถุจารึก
อลองโซ่ที่เห็นอีวาติดตามมาอย่างใกล้ชิด เขาก็รู้สึกหวาดหวั่นใจ
“ยัยนั่นเป็นใครกัน? ทำไมเธอถึงไล่ล่าฉัน?”
อลองโซ่ตกใจเพราะได้เห็นอานุภาพพลังของเธอ เขาแน่ใจว่าหญิงสาวผู้นี้คือคนที่ทำให้ลูกน้องของเขาต้องตกอยู่ในสภาพแบบนั้น
“บินให้สูงขึ้นกว่านี้!”
อลองโซ่ไม่รู้ว่าหญิงสาวมีพลังแบบใด เขาไม่กล้าที่จะหยุดตรวจสอบการบ่มเพาะของเธอด้วยซ้ำ ตอนนี้เขาตกใจเป็นอย่างมากที่ได้เห็นว่าเธอกำลังติดตามไล่ล่าเขามาอย่างติดๆ ซึ่งนี่ก็ทำให้เขาแน่ใจแล้วว่าการหนีเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
อลองโซ่จึงไม่ลังเลที่จะบังคับอินทรีแดงให้บินสูงขึ้นทันที เมื่อบินสูงเหนือเมฆ ด้วยทัศนวิสัยเช่นนี้จะทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถติดตามเขาได้
“ฝากไว้ก่อนเถอะ” อลองโซ่กล่าวออกมาอย่างเคียดแค้น
ทว่าตอนนั้นเองอีวาก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่อลองโซ่ไม่คาดคิด
วูม!
“คิดที่จะหนีขึ้นไปข้างบนอย่างนั้นหรอ? ฉันไม่ยอมหรอก!”
อีวาใช้พลังโลกลวงโจมตีไปที่อลองโซ่ทันที
จู่ๆ อลองโซ่ก็รู้สึกมึนงงราวกับว่าสติของเขานั้นไม่สมบูรณ์ไปวูบหนึ่ง
อีวารู้ว่าอลองโซ่อยู่ในขอบเขตเอิร์ล การโจมตีของเธอจึงไม่สามารถใช้งานให้ได้ผลเหมือนคนอื่นๆ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ยอมแพ้ เพราะสัมผัสของเธอรับรู้ว่าการโจมตีของเธอยังมีผลบางอย่างกับคนๆ นั้น
เธอจึงลงมือโจมตีต่อไปอย่างต่อเนื่อง
วูม! วูม! วูม!