เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 บทที่ 171 กฎ

        การที่หลินเฟิงสังหารเคอเฉิงลงได้นั้นเป็นเพราะว่าเคอเฉิงประมาทและประเมินหลินเฟิงต่ำไป

        อย่างไรก็ตามเมื่อจู่หนิงได้เห็นการตายของเคอเฉิงด้วยตาของตัวเองเขาก็เลิกดูเบาหลินเฟิง และทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อจัดการกับหลินเฟิง จู่หนิงปลดปล่อยจิตวิญญาณออกมาแต่ยังไม่ทันได้แสดงฝีมือก็ถูกหลินเฟิงสังหารอย่างง่ายดาย

        “ชายคนนี้แข็งแกร่งมาก! เขาสังหารได้แม้กระทั่งจู่หนิงทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นเขามาก่อน?”

        ตอนนี้เองฝูงชนที่ยืนดูการต่อสู้อยู่ก็พากันซุบซิบขึ้นมา เมื่อเห็นหลินเฟิงสามารถสังหารจู่หนิงได้ในกระบวนท่าเดียว 

        “ฮ่าๆๆ เจ้าไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมาถึงไม่รู้จักเขา? ก็คนนั้นไง คนที่มีชื่อเสียงในสำนักเทียนอี้ตอนนี้น่ะ”

        “ยะ… อย่าบอกนะว่าเขาคือหลินเฟิง!” ดวงตาของผู้พูดเบิกกว้างเล็กน้อย“หลินเฟิงที่ท้าประลองกับเฮยม่อคนนั้นอ่ะนะ!!!”

        “หลินเฟิง!”

        ดวงตาของอวี๋เจียวสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อนึกถึงคำพูดที่บรรยายเกี่ยวกับตัวหลินเฟิง ผู้เชี่ยวชาญดาบที่อายุเพียง 16-17ปี เด็กหนุ่มผู้บ้าระห่ำและเชื่อมั่นในตัวเองสูง ตอนนี้เองหัวใจของอวี๋เจียวพลันสั่นสะท้านขึ้นมา

        “แม้ระดับการบ่มเพาะจะอยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 แต่สามารถสังหารเคอเฉิงและจู่หนิงได้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นเขามาก่อน คนคนนี้ต้องเป็นหลินเฟิงแน่นอน”

        อวี๋เจียวเกิดความคิดที่จะหนีขึ้นมา ถึงแม้ระดับการบ่มเพาะของนางจะอยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่6 เหมือนเคอเฉิงและจู่หนิง แต่ในด้านการต่อสู้แล้วนางด้อยกว่าทั้งสองคนอย่างเห็นได้ชัดหลินเฟิงสังหารเคอเฉิงและจู่หนิงได้อย่างง่ายดาย ตัวนางก็คงไม่คณนามือเขาเช่นกัน!!!

        เมื่อเห็นหลินเฟิงชี้ปลายดาบมาที่นาง หัวใจของอวี๋เจียวพลันเต้นโครมครามด้วยความกลัว

        “พวกเราไม่ได้มีความแค้นต่อกัน หากเจ้าต้องการห้องฝึกข้ายกให้เจ้าเลยก็ได้ไม่จำเป็นต้องรังแกหญิงสาวอ่อนแอเช่นข้าหรอก”

        อวี๋เจียวยิ้มและพยายามหว่านเสน่ห์ใส่หลินเฟิงแต่หลินเฟิงเพียงแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา ในเวลาแบบนี้นางยังมีหน้ามายิ้มอยู่อีกหัวใจของนางช่างน่ากลัวยิ่งนัก

        “ตอนแรกเจ้ากับข้าก็ไม่ได้มีความแค้นใดๆ ต่อกัน แต่เมื่อกี้นี้หากข้าอ่อนแอกว่าสองคนนี้เกรงว่าคนที่ต้องตายก็คงเป็นข้า บอกมาสิว่าข้าจำเป็นต้องเวทนาหญิงสาวที่อ่อนแออย่างเจ้าอยู่ไหม? เจ้าไม่คิดว่าคำพูดของเจ้ามันน่าหัวเราะเลยหรือ?” หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชาขณะเดินไปหา

        “แล้วเจ้าต้องการอะไร?” อวี๋เจียวถาม

        “ทำลายการบ่มเพาะของตัวเองซะ” หลินเฟิงกล่าวอย่างไม่แยแสหากปล่อยผู้หญิงคนนี้ไป นางคงไปสร้างความเสียหายให้กับคนอื่นเหมือนที่นางทำกับสองคนนั้น

        ทำลายการบ่มเพาะ!

        อวี๋เจียวสั่นสะท้านมันไม่ง่ายเลยกว่าจะสามารถบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 6 ได้ แต่สุดท้ายต้องมาถูกทำลายเพราะเรื่องแค่นี้?!

        “ไม่มีทางเลือกอื่นเลยหรือ?” อวี๋เจียวถามอย่างน่าสงสาร

        “ไม่มี” หลินเฟิงตอบกลับอย่างหนักแน่น ไม่มีทีท่าจะเปลี่ยนความคิดแต่อย่างใด

        สีหน้าของอวี๋เจียวพลันแข็งทื่อขึ้นมา นางกัดฟันแน่นก่อนตวาดออกมาว่า“มารดาเจ้าเถอะ!!! อย่าให้มันมากนักนะ!!!”

        พูดจบอวี๋เจียวก็พลิ้วร่างผ่านฝูงชนไปยังห้องฝึกอีกด้าน แล้วชกไปที่ประตูจนเกิดเสียงดังปังขึ้นมา!จากนั้นนางก็ตระเวนชกประตูอีก 3 ห้อง

        ฝูงชนพากันหลบฉากอย่างรวดเร็วจนเกิดที่ว่างตรงกลางขึ้นมา หลินเฟิงก้าวเท้าไปยังพื้นที่ว่างขณะเดียวกันเขาก็ได้ยินเสียงบานประตูทั้ง 4 บานเปิดออก พร้อมกับร่างของบุรุษทั้ง 4คนเดินออกมา บนชั้น 3 มีห้องฝึกอยู่แค่ 8 ห้อง เดิมทีมีห้องว่างอยู่ 2 ห้องก่อนจะว่างเพิ่มอีก 2 ห้อง เนื่องจากเคอเฉิงกับจู่หนิงถูกหลินเฟิงสังหารไปแล้วเมื่อทั้ง 4 คนออกมาจากห้อง ก็เท่ากับว่าตอนนี้บนชั้น 3 มีห้องว่างทั้งหมด 8 ห้อง

        ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครกล้าแย่งชิงห้องไป คนที่สามารถจับจองห้องฝึกบนชั้นสามได้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งทั้งนั้น ไม่มีใครอยากเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงแย่งห้องแน่นอน

        “อวี๋เจียว เจ้าต้องการอะไร?”

        เมื่อชายกลุ่มนั้นเห็นอวี๋เจียวยืนอยู่นอกห้อง ก็อดขมวดคิ้วถามไม่ได้

        “มีคนต้องการสังหารข้า” อวี๋เจียวกล่าว

        “สังหารเจ้า?” ดวงตาของชายทั้ง 4 ฉายแววประหลาดใจออกมามีคนทำร้ายดอกไม้งามได้ลงคอด้วยเหรอ?!

        “มีคนต้องการสังหารเจ้า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกข้า?” หนึ่งในนั้นกล่าวติดตลก

        “กงหลุน เจ้าช่างเลือดเย็นจริงๆ” อวี๋เจียวขยิบตาให้กงหลุนอย่างยั่วยวนก่อนกล่าวต่อ “ถ้าข้าตายไป แล้วใครจะอยู่เล่นกับพวกเจ้าล่ะ?!”

        “เล่น?” ดวงตาของกงหลุนฉายแววชั่วร้ายขึ้นมาขณะกวาดสายตามองเรือนร่างของอวี๋เจียวและกล่าวว่า “ถ้าหากเจ้าไม่ตายข้าจะมีโอกาสได้เล่นกับเจ้าจริงๆ หรือ?”

        อวี๋เจียวกะพริบตามองกงหลุนอย่างยั่วเย้าแล้วพูดว่า“ถ้าหากเจ้าต้องการจะเล่นกับข้า เจ้าก็ต้องทำอะไรบางอย่างให้ข้า”

        “โอ้?” กงหลุนแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย “เจ้าคงไม่คิดจะให้ข้าทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรอกนะ?”

        “ข้าแค่ต้องการให้เจ้าช่วยสังหารชายคนนั้น หากเจ้าทำได้ข้าก็จะเล่นกับเจ้าในคืนนี้” อวี๋เจียวหัวเราะคิกคักขณะมองพวกเขาด้วยสายตามีเลศนัย ทำให้ในใจของทุกคนเกิดความปรารถนาขึ้นมา

        “พวกเจ้าทั้ง 3 ก็เช่นกัน หากใครสามารถสังหารเขาได้ ข้าก็จะนอนกับคนนั้น”อวี๋เจียวกล่าวกับ 3 คนที่เหลือขณะชี้ไปที่หลินเฟิง

        กงหลุนและอีก 3 คนที่เหลือตาเป็นประกายขึ้นมานี่เป็นข้อเสนอที่เย้ายวนใจมากๆ

        “หากข้าเข้าใจไม่ผิด ทั้งเคอเฉิงและจู่หนิงล้วนถูกเขาสังหารหากเจ้าต้องการให้พวกเราสังหารเขา มันจะไม่เป็นอันตรายสำหรับพวกเราหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น ในหอฝึกฝนแห่งนี้มีกฎห้ามสังหารศิษย์คนอื่นๆ”หนึ่งในนั้นถามขึ้นมาอย่างสงสัย

        “สองคนนั้นตายด้วยน้ำมือของเขาจริงๆ ชายคนนี้อยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่5 และมีอำนาจแห่งดาบ เขาใช้ความแข็งแกร่งของตัวเองมาข่มเหงข้า เพื่อชิงห้องฝึกไปจากข้าแล้วพวกเจ้าจะให้ข้าทนได้หรือ ดังนั้นข้าจึงขอให้เคอเฉิงและจู่หนิงจัดการเขาแต่ใครจะรู้ว่าสองคนนั้นจะกระจอกขนาดนี้ ทั้งเคอเฉิงและจู่หนิงต่างถูกสังหารในดาบเดียว”

        “ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 และมีอำนาจแห่งดาบ?” กงหลุนรู้สึกสงสัยเล็กน้อย เนื่องจากเขาไม่เคยเห็นฝีมือของหลินเฟิงจึงทำใจเชื่อได้ยาก

        “ใช่ ถ้าหากเจ้าไม่เชื่อ เจ้าลองถามคนอื่นดูก็ได้”อวี๋เจียวรู้ดีว่ากงหลุนคงไม่เชื่อคำพูดของนาง จึงพูดแบบนี้ออกมาทำให้กงหลุนหันไปมองฝูงชนที่ยืนหลบอยู่ข้างๆ

        ตอนนี้เองหลินเฟิงที่ยืนมองพวกเขาเงียบๆ ก็พูดแทรกขึ้นอย่างเย็นชาว่า“พวกเจ้าคุยกันจบหรือยัง?”

        “หืม?” กงหลุนขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ก่อนหันกลับมามองหลินเฟิง

        “ถ้าพวกเจ้าคุยจบแล้วก็หลีกไป” ทันใดนั้นเองหลินเฟิงก็ปลดปล่อยลมปราณที่เย็นเยือกออกมาพร้อมกับอำนาจแห่งดาบที่เจือไปด้วยจิตสังหารอันหนาวเหน็บ ดวงตาของกงหลุนเบิกกว้างเล็กน้อยก่อนกลับมาเป็นปกติ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้ฝึกยุทธ์ในระดับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่5 ถึงสามารถสังหารผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 6 ธรรมดาๆ ได้เนื่องจากมีอำนาจแห่งดาบที่ทรงพลังนี่เอง แต่ถึงอย่างนั้นจู่หนิงและเคอเฉิงก็เป็นสวะของแท้ไม่เช่นนั้นคงไม่ถูกฆ่าตายได้ง่ายแบบนี้

        “เจ้าไม่คิดว่าตัวเองหยิ่งยโสเกินไปหรือ?” กงหลุนแสยะยิ้มและกล่าวต่อไปว่า“พูดตามตรง ถึงแม้ว่าขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 จะแข็งแกร่งอยู่บ้างแต่ในสายตาของข้า มันไม่นับว่าเป็นอะไรได้การที่เจ้าสามารถสังหารเคอเฉิงและจู่หนิงได้มันคงทำให้เจ้าคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติมาอวดดีต่อหน้าพวกข้าได้งั้นสิ? ข้าขอบอกเอาไว้เลยว่า ถ้าหากเจ้าคิดแบบนั้นจริง เจ้าคงเป็นแค่คนโง่เท่านั้นจู่หนิงกับพวกข้ามันคนละชั้นกัน”

        “พูดจบหรือยัง?” หลินเฟิงไม่สนใจในสิ่งที่กงหลุนพูดน้ำเสียงเฉยชาของหลินเฟิง ทำให้กงหลุนไม่พอใจขึ้นมา ไอ้หมอนี่… มันกล้าดีอย่างไรมาหักหน้าข้า!!!

        “พูดจบแล้วก็ไสหัวไปซะ”

        หลินเฟิงก้าวเท้าออกไป ขณะที่ลมปราณได้ทวีความหนาวเย็นออกมา

        “เจ้านี่มัน... ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีจริงๆ” สีหน้าของกงหลุนเย็นชาขึ้นมา“ข้าตกลงตามนั้น อวี๋เจียว เจ้าจำสิ่งที่เจ้าพูดเอาไว้ด้วย”

        “ฮิๆๆ ถ้าหากเจ้าสามารถสังหารเขาได้ คืนนี้ข้าจะเล่นกับเจ้าเองรับรองว่าเจ้าต้องพอใจมากแน่ๆ”

        อวี๋เจียวยิ้มและหันไปพูดกับ 3 คนที่เหลือว่า “พวกเจ้าก็เหมือนกัน หากใครสามารถสังหารเขาได้คืนนี้ข้าจะไปอยู่กับคนนั้น”

        สามคนที่เหลือต่างจ้องมองหลินเฟิงอย่างชั่วร้าย พวกเขาค่อยๆ เดินเข้าหาหลินเฟิงช้าๆดูก็รู้ว่าพวกเขามีเจตนาไม่ดีแน่ ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5? มีอำนาจแห่งดาบ? แล้วอย่างไร?! มันเป็นไปไม่ได้ที่หลินเฟิงจะรับมือพวกเขาทั้งหมดพร้อมกันได้

        “เจ้าไม่เพียงแย่งชิงห้องฝึกของคนอื่นเท่านั้น แต่ยังกล้าสังหารคนที่นี่เห็นได้ชัดว่าเจ้าเข้าใจกฎของที่นี่ไม่ดีพอดังนั้นพวกข้าจะเป็นตัวแทนของสำนักเทียนอี้ลงโทษเจ้าเอง” กงหลุนกล่าว

        “ข้าเนี่ยนะไม่เข้าใจกฎ? หึ! พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสลักคำว่า‘หวงห้าม’ หน้าประตูห้อง? หากพวกเจ้าไม่อนุญาตคนอื่นก็ห้ามใช้ห้องงั้นเหรอ? นอกจากนี้พวกเจ้าสามารถสังหารคนอื่นได้ แต่กลับไม่อนุญาตให้คนอื่นตอบโต้?! ข้าถามหน่อยว่าใครเป็นคนตั้งกฎนี้ขึ้นมา?” หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชา

        “ความแข็งแกร่ง” กงหลุนแสยะยิ้มอย่างเย็นชา ขณะกล่าวต่อไปว่า “มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติตั้งกฎขึ้นมาและมีสิทธิ์ที่จะสลักคำว่า ‘หวงห้าม’ หน้าประตูห้องได้ หากพวกข้าไม่อนุญาตใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ใช้ห้อง! แม้แต่ไอ้สวะสองตัวที่ถูกเจ้าฆ่าและตอนนี้ข้าจะสังหารเจ้าซะ เพราะนี่คือกฎของข้า”

        “ข้าเข้าใจแล้ว”

        หลินเฟิงยิ้มจางๆ เขาเดินเข้าไปหากงหลุนและแทงดาบออกไป 

        กระบวนท่านี้ดูเรียบง่าย ไม่มีอำนาจแห่งดาบหรือลมปราณใดๆ แฝงอยู่ในกระบวนท่าเป็นแค่การแทงธรรมดาเท่านั้น แต่เพียงพริบตาเดียว ดาบก็ฟันไปถึงตัวของกงหลุนแล้ว

        กงหลุนแสยะยิ้มเมื่อเห็นดาบของหลินเฟิงฟันเข้ามา แต่รอยยิ้มของเขาก็พลันชะงักค้างเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังโจมตีรุนแรงที่เคลื่อนเข้ามาใกล้หัวใจของกงหลุนเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ เมื่อเห็นปลายดาบกำลังแทงเข้ามา กงหลุนพยายามหลบการโจมตีนี้ทว่ามันสายไปแล้ว!!! ดาบของหลินเฟิงแทงทะลุอกของกงหลุนทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลายเป็นบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

        กงหลุนถูกสังหารด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว

        “การสังหารเจ้าก็คือกฎของข้าเช่นกัน” น้ำเสียงเฉยชาของหลินเฟิงดังก้องอยู่ในหูของฝูงชนทำให้หัวใจทุกคนเต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่ง นี่คือกฎ…กฎของหลินเฟิง!!!

คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน