เช้าวันต่อมา
หมอกหนาปกคลุมูเาด้านหลังหมู่บ้าน
บรรยากาศเย็นเยียบผิดปกติ
แม้แสงอาทิตย์จะขึ้นแล้ว
แต่ความรู้สึกกดดันกลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย
ภายในลานชั่วคราวของหอเฝ้าราตรี
ผู้คนกำลังเตรียมอุปกรณ์อย่างเงียบงัน
ยันต์ผนึกถูกแจกจ่าย
กระดิ่งิญญาถูกแขวนไว้ตามตัว
ผงขับอัปมงคลถูกบรรจุใส่ถุงหนัง
ไม่มีใครพูดคุยเล่นเหมือนก่อน
ทุกคนรู้ดีว่าการลงไปครั้งนี้ต่างจากทุกครั้ง
เพราะรอยแตกบนประตูหินได้ปรากฏขึ้นแล้ว
เฉินเยี่ยนชิวยืนอยู่หน้าทีม
สายตาสงบนิ่ง
ก่อนกล่าวเพียงสั้น ๆ
“ลงไปกันเถอะ”
ไม่มีใครคัดค้าน
ไม่นานนัก
กลุ่มคนก็เดินลงสู่โพรงใตู้เาอีกครั้ง
เสียงฝีเท้าดังสะท้อนในความมืด
ยิ่งลึก
อากาศยิ่งเย็น
ยิ่งลึก
ความรู้สึกอึดอัดยิ่งชัดเจน
หลินเซวียนเดินตามท้ายกลุ่ม
คราวนี้เขาสังเกตเห็นหลายสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
บนผนังหินมีเส้นปราณบางเบาไหลเวียนอยู่
คล้ายสายหมอกที่มองไม่เห็น
บางจุดมีไอสีดำเกาะแน่น
คล้ายคราบกรรมที่สะสมมานาน
ส่วนในความมืดลึกลงไป
ยังมีเศษเสี้ยวของไอิญญาล่องลอยอยู่เป็ระยะ
หลินเซวียนพยายามจดจำทุกอย่าง
ไม่ใช่เพื่อใช้พลัง
แต่เพื่อเรียนรู้
เป็ครั้งแรกที่เขาเริ่มแยกแยะได้ว่า
อะไรคือปราณ
อะไรคือกรรม
และอะไรคือร่องรอยของิญญา
ด้านหน้า
ชายถือดาบหยุดฝีเท้าลง
“ค่ายกลตรงนี้เสียหายอีกแล้ว”
เขากล่าวด้วยสีหน้าหนักใจ
แต่เฉินเยี่ยนชิวเพียงเหลือบมอง
ก่อนยื่นมือแตะผนัง
ดวงตาสีดำเข้มฉายแสงวูบหนึ่ง
จากนั้นกล่าวทันที
“ไม่ใช่ค่ายกลหลัก”
“เป็เพียงชั้นป้องกันด้านนอก”
ทุกคนตกตะลึง
เพราะพวกเขาใช้เวลาตรวจสอบจุดนี้หลายวัน
แต่ผู้ตรวจการกลับมองออกเพียงชั่วพริบตา
ระหว่างเดินต่อ
เงาิญญาสายหนึ่งพลันโผล่ออกมาจากความมืด
ใบหน้าบิดเบี้ยว
ส่งเสียงครวญครางต่ำ ๆ
ชายถือดาบชักอาวุธออกทันที
แต่ก่อนที่เขาจะลงมือ
เฉินเยี่ยนชิวสะบัดนิ้วเพียงครั้งเดียว
อักขระสีดำปรากฏขึ้นกลางอากาศ
ิญญาดวงนั้นถูกตรึงนิ่ง
ก่อนสลายหายไปในพริบตา
ทุกคนเงียบงัน
นี่คือความแตกต่างของผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
แต่ถึงอย่างนั้น
เฉินเยี่ยนชิวก็ไม่ได้ดูผ่อนคลาย
ยิ่งเข้าใกล้ประตูหิน
สีหน้าของเขายิ่งเคร่งเครียด
ราวกับกำลังเผชิญบางสิ่งที่แม้แต่ตนเองก็ไม่อาจประมาท
ไม่นานนัก
ประตูหินโบราณก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
โซ่ั์ยังคงพันรอบมัน
รอยมือสีดำยังอยู่ที่เดิม
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ
รอยแตก
มันยาวขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
แม้เพียงน้อยนิด
แต่ก็เพียงพอให้ทุกคนหน้าเปลี่ยนสี
เฉินเยี่ยนชิวก้าวเข้าไปใกล้
ตรวจสอบอย่างละเอียด
ก่อนขมวดคิ้ว
“มีบางอย่างถูกสลักอยู่”
เขาเอ่ยเสียงต่ำ
ทุกคนรีบเข้ามาดู
บนขอบรอยแตก
มีอักขระโบราณจำนวนหนึ่งปรากฏขึ้น
ราวกับเพิ่งถูกเผยออกมาจากกาลเวลา
แม้ส่วนใหญ่จะเสียหายไปแล้ว
แต่ยังพออ่านได้บางคำ
“ฟ้าดับสูญ...”
“ผนึกสุดท้าย...”
“เก้าตะเกียง...”
เพียงเท่านั้น
ข้อความส่วนที่เหลือขาดหายไปทั้งหมด
ไม่มีใครเข้าใจความหมาย
แม้แต่เฉินเยี่ยนชิวเองก็ยังนิ่งเงียบ
ราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
ทันใดนั้น
หลินเซวียนรู้สึกถึงความร้อนแ่เบาภายในอก
เขาชะงัก
ก่อนเงยหน้ามองประตูหิน
แล้วในวินาทีนั้นเอง
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
ชัดเจนกว่าทุกครั้ง
ราวกับดังอยู่ข้างหู
“ผู้ถือโคม...”
หลินเซวียนตัวแข็งทื่อ
ไม่มีใครได้ยิน
ไม่มีใครมีปฏิกิริยา
มีเพียงเขาเท่านั้น
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
ช้า ๆ
แ่เบา
แต่เต็มไปด้วยความเก่าแก่จนยากจะอธิบาย
“ข้าเฝ้ารอมานานแล้ว...”
หัวใจของหลินเซวียนเต้นแรง
เหงื่อเย็นไหลลงแผ่นหลัง
ก่อนที่เขาจะทันได้ตั้งสติ
ตะเกียงิญญาเก้าชั้นภายในร่าง
พลันสั่นะเือย่างรุนแรง
เป็ครั้งแรกั้แ่เขามัน
เปลวไฟทองดำไหววูบ
ราวกับตอบสนองต่อบางสิ่ง
หลินเซวียนรีบกดความผิดปกติทั้งหมดเอาไว้
ไม่กล้าแสดงออกแม้แต่น้อย
แต่ลึกลงไปในใจ
เขากลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า
สิ่งที่อยู่หลังประตูนั้น
กำลังรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา
และยิ่งเขาเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเท่าไร
อันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า
ก็ยิ่งใกล้เข้ามามากขึ้นเท่านั้น...