“ชื่อยุน สินะ อืม...... อายุ 20 ปี ห่างกับฉัน 5 ปีกรุ๊ปเื o กำลังเรียนอยู่ปี 2 คณะบริหารมหาวิทยาลัยอาร์เทมิส”
ฉันเริ่มอ่านข้อมูลที่ได้รับมา
“เป็เด็กกำพร้าที่ต้องส่งตัวเองเรียนและแทบไม่มีเพื่อนสนิทเลยทำงาน 2ที่ใน 1 วัน โห...... ขยันไปไหน”
ฉันอึ้งนิดหน่อย
“ที่คาเฟ่เหมียวตอนเช้าและที่ร้านอาหารJL ในตอนเย็น”
ฉันอ่านข้อมูลพลางนั่งลงที่โซฟาอย่างสบายใจ
“ฮึ........เป็คนที่มุ่งมั่นใช้ได้ส่วนประวัติการแพทย์........ดีเกินคาดเลยแหะ แถมตรวจสุขภาพทุกเดือน (คงจะเป็นโยบายของบริษัทที่ทำงานอยู่สินะ)แต่ไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเท่าไหร่ นี่ขนาดไม่ได้ดูแลตัวเองยังดีขนาดนี้เลย”
คนที่ดูแลตัวเองสุดจัดอย่างฉันพูดไม่ออกกันเลยทีเดียว
“ประวัติยาเสพติดก็ไม่มีแต่มีประวัติทะเลาะวิวาทตอนเด็ก ๆ อืม........มีความเป็นักสู้ โอเค........ผ่าน!! ตัดสินใจแล้ว!! พ่อของลูกต้องคนนี้แหละ”
ฉันคิดอย่างจริงจัง
“แต่เดี๋ยวนะชื่อยุนงั้นเหรอ? แถมหน้าตาก็คล้ายคลึงกับเขาอยู่นะ”
“แต่แค่มีหน้าตาที่คล้ายกันก็ใช่ว่าจะเป็คนเดียวกันซะหน่อยแล้วอีกอย่างเขาคนนั้นเป็หลานของคุณยายยองจู แต่ยุนคนนี้ไม่มีครอบครัวนี่สิ”
“นิสัยก็เหมือนจะคนละขั้วกันเลยคงไม่ใช่หรอก”
เมื่อจัดการความคิดได้แล้วฉันก็ตัดสินใจที่จะคอยดูไปก่อนในระหว่างนั้นก็ค่อยทำความรู้จักกันให้มากขึ้นก็แล้วกัน
และวันถัดมาฉันกลับไปที่คาเฟ่นั้นอีกครั้งในเวลาเดิมและสั่งเหมือนเดิมฉันมองและสังเกตการณ์เด็กหนุ่มที่ทำงานอย่างขยันขันแข็ง เขามีความเป็มิตรสูงและจัดการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดี
“ฉัน้าDNAของคุณ!! คิดเท่าไหร่คะ?”
เมื่อคนในร้านไม่ค่อยมีฉันจึงถามชายตรงหน้าอย่างสนใจในขณะที่เขาเดินมาใกล้ๆ โต๊ะที่ฉันนั่งอยู่แล้วเสิร์ฟกาแฟที่ฉันสั่งไป
“ครับ??คุณหมายถึงอะไรเหรอครับ?”
เด็กหนุ่มที่กำลังยื่นแก้วกาแฟวางบนโต๊ะพลางทำหน้างง
“ฉัน้าตัวของคุณ!!คิดเท่าไหร่เหรอ?”
ฉันเปลี่ยนคำถามเพื่อให้เขาเข้าใจง่ายขึ้น
“ต้องขอโทษด้วยครับผมต้องขอตัวไปทำงานต่อ”
เขาเลี่ยงที่จะตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและเดินจากไป
“ฉันรุกแรงไปรึเปล่านะ?แต่ยังไงก็ต้องเป็ของฉันอยู่ดีนี่นา ไม่รู้จะอ้อมค้อมไปทำไม”
ฉันยื่นมือหยิบแก้วกาแฟตรงหน้าขึ้นมาดื่มพร้อมมองออกไปนอกกระจก
อย่างพึงพอใจ
“หรือควรจะเปลี่ยนคำถามดีนะ”
ฉันพึมพำเบาๆ
…………………………………………………………………………………………….……
ในอีกด้านหนึ่ง
วันนี้ผมก็เจอเธออีกแล้วหญิงสาวในภาพวาดคนนั้น และเธอก็สั่งลาเต้เหมือนเดิม
“ฉัน้าDNAของคุณ!! คิดเท่าไหร่คะ?”
เธอเงยหน้าขึ้นมาถามขณะที่ผมเดินมาที่โต๊ะของเธอ
“ครับ??คุณหมายถึงอะไรเหรอครับ?”
ผมไม่เข้าใจในคำถามเท่าไหร่ว่าเธอหมายถึงอะไร
“ฉัน้าตัวของคุณ!!คิดเท่าไหร่เหรอ?”
เธอจึงถามอีกครั้งโดยเปลี่ยนกรรมของประโยคเล็กน้อย แต่ความหมายมันแบบ......ไม่ว่าจะฟังยังไงก็คิดไปในแง่ดีไม่ได้เลย
“ต้องขอโทษด้วยครับผมต้องขอตัวไปทำงานต่อ”
ผมเลี่ยงที่จะตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและเดินออกมาจากตรงนั้น
คือเมื่อกี้......ผมก็ได้ยินอะไรแปลกๆ ด้วย “ฉัน้าตัวของนาย!! คิดเท่าไหร่เหรอ?”เหมือนผมจะได้ยินว่าเธอถามผมแบบนี้!!
นี่มันบ้าไปแล้ว!! นั่นเป็คำถามที่ทำให้ผมสับสนสุด ๆคนปกติที่ไหนเขาจะถามคนแปลกหน้าแบบนี้กัน?
ผมไม่เคยโดนใครพูดใส่หน้าแบบนี้มาก่อนเลยอย่างมากก็แค่ขอเบอร์หรือชวนเที่ยว แต่นี่มัน........เฮ้อ..... อยากจะบ้าตาย!!
อุตส่าห์คิดว่าเธอไม่เหมือนคนอื่นและเป็คนที่เท่สุดๆ แล้วเชียว (ก็ไม่เหมือนใครจริง ๆ นั่นแหละ)
สับสนมึนงงไปหมดแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย!! แปลกคนชะมัด
“ยุนรับออร์เดอร์โต๊ะ 3 หน่อยจ๊ะ”
เสียงเ้าของร้านที่ผมทำงานพาร์ทไทม์ะโออกมาจากเคาน์เตอร์ทำเครื่องดื่ม
“ครับพี่”
ผมตอบรับก่อนจะสลัดความคิดของตัวเองออกไปจากหัวแล้วทำงานต่อโดยไม่สนใจแม้ว่าเธอจะนั่งอยู่ในร้านไม่ยอมลุกไปไหนเลยก็ตาม
................................................................................................................................
“มาคุยกันหน่อยสิคะ”
จูเลียพูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อเห็นในร้านไม่ค่อยมีลูกค้าแล้ว
“ผมไม่มีเื่อะไรจะคุยกับคุณครับ”
ยุนตอบแบบไม่สนใจขณะทำความสะอาดโต๊ะข้างๆ เธอ
“ค่าเทอมค่าห้อง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ฉันจะเป็คนจ่ายให้จนกว่าจะเรียนจบ
แล้วยังมีค่าตอบแทนแยกให้อีกนายสามารถเรียนจบได้โดยที่ไม่จำเป็ต้องกังวนเื่อะไรเลยนะ”
หญิงสาวยื่นข้อเสนอ
“ถึงผมจะอยากเรียนและยอมทำงานทุกอย่างแต่ผมไม่ขายตัวครับ!!”
เขาตอบกลับมาอย่างหนักแน่น
“ถ้าไม่อยากได้เงินแล้วอยากได้อะไรล่ะ?”
จูเลียพูดอย่างไม่ลดละความพยายาม
“.................”
ยุนขมวดคิ้วก่อนจะเดินออกไปอย่างไม่ใยดี
“แล้วฉันก็ไม่ได้หมายถึงขายตัวสักหน่อยนะหรือฉันจะอธิบายได้ไม่ดีพอ?”
จูเลียพึมพำกับตัวเองเบาๆ ขณะที่ชายหนุ่มเดินจากไป
แต่ฉันไม่ยอมแพ้หรอก!!
กริ๊งงง!!
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นหลังจากที่ยุนเดินออกไป
“ว่าไง”
หญิงสาวกดรับสายด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายเมื่อเห็นว่าใครโทรมา
“บอสอยู่ไหนครับ?”
เสียงปลางสายที่คุ้นเคยถาม
“ทำไมมีเื่อะไร”
จูเลียถามย้อนกลับปลายสายไปโดยไม่ได้ตอบ
“วันนี้มีประชุมกับบริษัทในเครือนะครับ”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“นายก็ไปประชุมแทนฉันหน่อยสิโลแกนแค่นี้ทำได้ไม่ยากนี่”
เพราะมันไม่ใช่การประชุมใหญ่อะไรส่วนมากก็จะมีแต่รายงานต่าง ๆ
ของแต่ละกิจการ
“เมื่อวานก็ให้เซนมาบอกว่าไม่เข้าบริษัทแล้ววันนี้ก็ยังมาพูดแบบนี้อีกเหรอ? เฮ้อ.........จูเลีย เธอไม่เคยทิ้งงานนี่มีเื่อะไรรึเปล่า”
เสียงของเขาดูหงุดหงิดบนเป็ห่วงเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจ