บทที่ 44 ระดับพิเศษ
เช้าวันรุ่งขึ้นก็มีสมาชิกหน่วยพยัคฆ์ขับรถบรรทุกทหารคันเดิมมารับพวกหวังเฟิงกลับฐานทัพและในระหว่างที่หวังเฟิงกำลังเดินทางภายในห้องประชุมผู้นำระดับสูงของฐานทัพหน่วยพยัคฆ์เขตใต้ก็เริ่มร้อนแรงขึ้นมา
“พวกเราไม่ได้คิดผิดเขาอยู่ในระดับนี้จริง ๆ”พันโทคนหนึ่งของหน่วยพูดขึ้นมาถึงตรงนี้เขาก็ไม่กล้าพูดต่อแล้วสายตาจับจ้องลงบนหน้าจอที่แขวนไว้ในห้องประชุมที่ในเวลานี้กำลังโฟกัสภาพอยู่ที่เข็มสองเล่มพร้อมกับมีกระแสปราณสีฟ้าอ่อนจางไหลวนอยู่บางเบา
“เป็นไปไม่ได้! เขาอายุยังไม่ถึงสิบเก้าปีจะฝึกมาถึงระดับนี้ได้ยังไงฝึกมาตั้งแต่ท้องแม่เหรอ ?”พันตรีคนหนึ่งไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น
“ทางที่ดีพวกเราควรรับเขาเข้ามาดูแลภายในหน่วยให้เร็วที่สุด”มีคนในห้องประชุมเสนอขึ้น
ในเวลานี้ทุกคนต่างถกเถียงกันจนคอเป็นเอ็นตอนนี้เองคนที่นั่งคุมการประชุมอยู่บนหัวโต๊ะก็ลุกขึ้นมาแรงกดดันของเขาเวลาขยับมือวางเท้า ล้วนเป็นสิ่งที่เขาแสดงออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจมันเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติหลังจากที่ผ่านการต่อสู้แลกชีวิตมาหลายปี
“ถึงวิดีโอที่ถ่ายมาจะมีความละเอียดไม่สูงมากแต่ก็พอยืนยันอะไรบางอย่างได้… หวังเฟิงคนนี้อย่างน้อยคงอยู่ระดับรวบรวมปราณขั้นสูงและดูจากที่เขาสามารถชักนำลมปราณหลอมรวมกับวัตถุได้อย่างง่ายดายขนาดนี้คงจะอยู่ในจุดสูงสุดของรวบรวมปราณขั้นสูงมาพักใหญ่แล้ว”น้ำเสียงทุ้มต่ำเด็ดขาดพูดออกกลางห้องประชุม
พอประโยคนี้ดังขึ้นมาคนที่เหลือในห้องก็ไม่กล้าพูดอะไรต่ออีกเพราะสายตา และการประเมิณของอีกฝ่ายเฉียบคมกว่าพวกเขาทั้งสี่คนในห้องหลายขุม
“อนาคตของเด็กคนนี้…” พันโทอีกคนไม่กล้าพูดต่อ อัจฉริยะระดับปิศาจแบบนี้น่ากลัวว่าทั้งประเทศจะมีอยู่แค่คนเดียว
“แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันพวกเราในห้องนี้รู้ดีว่ามันยากแค่ไหนกว่าจะยกระดับลมปราณให้สูงขึ้นได้”
ประโยคนี้คนทั้งห้องต่างเห็นด้วยพวกเขาทั้งห้าคนแบ่งเป็นสองพันตรี สองพันโท หนึ่งพันเอกต่างก็อยู่ในขั้นรวบรวมปราณขั้นสูงด้วยกันทั้งนั้นแต่ขั้นเดียวกันก็ใช่ว่าจะมีระดับฝีมือเทียบเคียงกันได้เพราะมีปัจจัยหลายอย่างเกี่ยวข้องมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ วิชาที่ใช้ล้วนมีการแบ่งแยกสูงต่ำและเหนือสิ่งอื่นใดก็คือความหนาแน่นของลมปราณที่ร่างกายของแต่ละคนรองรับได้ ยิ่งมีสภาพร่างกายที่เหมาะสมก็ยิ่งสามารถรวบรวมปราณได้มาก และหากรวบรวมปราณได้มากพอ ก็จะมีโอกาส ‘ผนึกปราณ’ก้าวขึ้นสู่ระดับที่เป็นตำนานได้
“แต่ยังไงความสามารถของเขาก็อยู่ในระดับที่เราไม่อาจเพิกเฉยได้ต้องรายงานให้เบื้องบนรู้… หวังเฟิงคนนี้ฉันขอฝากให้เทียนเฟิงดูแลไปก่อนอะไรที่ให้ได้ก็ให้เขาไป”
เมื่อผู้บัญชาการสูงสุดของฐานทัพเขตใต้สั่งการมาแล้วฉู่เทียนเฟิงรีบรับคำในทันที เพราะยังไงนี่ก็ตรงกับความต้องการของเขาพอดี การได้สร้างสายสัมพันธ์กับยอดอัจฉริยะแบบนี้ถึงยังไงก็ไม่มีคำว่าขาดทุน!
“เลิกประชุมได้”
ฉู่เทียนเฟิงเดินออกมาจากห้องประชุมด้วยจิตใจที่ล่องลอยเขากำลังคิดว่าจะมอบข้อเสนออะไรให้กับหวังเฟิงดีคิดไปคิดมาสิ่งที่มอบให้กับหวังเฟิงได้เห็นทีจะมีแต่ข้อมูล และสิทธิพิเศษบางอย่าง กว่าความคิดในหัวจะลงตัวเขาก็เดินมาถึงห้องทำงานของตัวเองแล้ว
นั่งทำงานที่คั่งค้างลากยาวจนถึงช่วงกลางวันในที่สุดคนที่เขารอคอยก็กลับมาถึงฐานทัพเสียที ฉู่เทียนเฟิงรีบออกคำสั่งลงไป
“พาตัวหวังเฟิงมาพบฉันที่ห้อง”
หลังจากส่งคำสั่งลงไปไม่ถึงสิบนาที เฉิงชิงก็พาหวังเฟิงมาที่ห้องทำงานของฉู่เทียนเฟิงด้วยตัวเอง จากนั้นก็ออกจากห้องไปโดยที่ไม่ต้องมีใครบอก
ฉู่เทียนเฟิงใช้สายตาของผู้เป็นหัวหน้าสำรวจหวังเฟิงขึ้นลงอยู่สองครั้ง มองแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ ‘พรสวรรค์เป็นสิ่งที่ไม่อาจร้องขอได้…’เขาคิดในใจ จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ถึงจะยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการแต่ตัวนาย รวมถึงสมาชิกในทีมทุกคน ได้ถูกบรรจุรายชื่ออยู่ในหน่วยพยัคฆ์เขตใต้แล้วขอแสดงความยินดีด้วย”
“ขอบคุณครับ”หวังเฟิงกำมือขวาขึ้นพร้อมกับป้องไว้ที่หน้าอก แสดงความเคารพแบบทหาร
ในตอนนี้ฉู่เทียนเฟิงก็ได้ลุกขึ้น“ที่ฉันเรียกนายมายังมีสาเหตุอื่นอยู่อีก ตอนนี้นายมีทางเลือกอยู่สองทาง หนึ่งเป็นบุคลากรทางการของหน่วยพยัคฆ์หรือสองเป็นบุคลากรระดับพิเศษของหน่วยพยัคฆ์ทางแรกจะไม่ค่อยมีอิสระแต่ความก้าวหน้าในอาชีพเส้นทางทหารจะสูง ด้วยระดับฝีมือของนาย… ฉันคิดว่านายสามารถกลายเป็นพันเอกได้ภายในสิบปีส่วนทางที่สองจะมีอิสระแต่ความก้าวหน้าในอาชีพเส้นทางทหารจะต่ำ”
หวังเฟิงแทบไม่ต้องคิดเลย“ผมขอเลือกทางที่สอง”
ฉู่เทียนเฟิงอมยิ้ม “ฉันก็คิดไว้แล้วล่ะว่านายต้องเลือกทางนี้” เขาพูดพลางยื่นบัตรประจำตัวของหน่วยพยัคฆ์ให้บนบัตรนอกจากรูปถ่ายของหวังเฟิงที่อยู่มุมขวาบนแล้ว ยังระบุชื่อ หน่วยที่สังกัด และตำแหน่งไว้ด้วย ซึ่งตำแหน่งของหวังเฟิงในตอนนี้ก็คือ ‘หน่วยพยัคฆ์ - ระดับพิเศษ’
“การคงสถานะตำแหน่งหน่วยพยัคฆ์ระดับพิเศษคือ หนึ่งปีจะต้องทำภารกิจให้กับทางหน่วยอย่างน้อยสามครั้ง การเลื่อนขั้นจะพิจารณาจากผลงานเป็นหลักส่วนรายละเอียดอื่น ๆ นายไปถามเอากับเฉิงชิงเอาก็แล้วกัน ออกไปได้แล้ว”
“ขอบคุณครับ”หวังเฟิงทำความเคารพอีกครั้งจากนั้นก็หันหลังเดินออกจากห้องไป
พอเดินออกมาจากห้องหวังเฟิงก็พบว่าเฉิงชิงยังคงรออยู่ที่หน้าประตู ทั้งสองเดินเคียงไหล่กันไปในตอนนี้บรรยากาศรอบตัวของเฉิงชิงไม่เหมือนกับวันแรก ดูเป็นกันเองมากขึ้นหวังเฟิงคิดว่าอาจเป็นเพราะตอนนี้ตนเองก็เป็นคนของหน่วยพยัคฆ์เหมือนกัน
เมื่อเดินมาถึงหน้าตึกกลางเฉิงชิงก็พูดขึ้น “ระหว่างนี้นายก็ไปรอเรียกรวมตัวที่ห้องแล้วกัน”
“ครับครูฝึกเฉิง”
ในตอนนี้เองใบหน้าของเฉิงชิงก็เข้มขึ้น “ครูฝึกอะไร เรียกหัวหน้าเฉิง”
หวังเฟิงพลันอมยิ้มขึ้นมา“หัวหน้าเฉิง !”
เฉิงชิงยิ้มตอบกลับ“ไปเถอะ สมาชิกทีมของนายรออยู่โน่นแล้ว”