ตอนที่ 50 หยั่งรู้สมดุล
ความรู้สึกเย็นเยือกจากก้นบึ่งประทุขึ้นอย่างไร้สาเหตุส่งผลให้โจวหังซานตื่นตัวรีบโคจรพลังเกราะปฐพีค้ำฟ้าขึ้นเต็มสิบส่วนอย่างเร่งรีบหากแต่เมื่อฝ่ามือของเด็กชายหินสัมผัสที่หน้าอกขวาเท่านั้นเอง
วืด... ร่างที่ยืนตั้งมั่นอยู่รู้สึกราวกับโลกหมุนตัวอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นบิดเบี้ยวจากจุดที่มือเด็กชายหินวางลงมาร่างซีกขวาเหมือนดั่งถูกพลังเทพไร้สภาพขุมหนึ่งกระชากถอยอย่างแรงร่างทั้งร่างคล้ายกลับถูกมือมารบิดม้วนจนกล้ามเนื้อเสียดสีกันดังเอี้ยดอ๊าดลอยขึ้นจากพื้นม้วนวนบนอากาศนับสิบ สิบรอบก่อนจะร่วงลงพื้นดังสนั่นหวั่นไหว พื้นลานประลองที่แข็งแกร่งแตกร้าวราวกับใยแมงมุมทันที
อึ้ง... ความเงียบงันแผ่กระจายไปทั่งลานประลอง ผิดกับเสียงด่าทอเสียงหัวร่อก่อนหน้าราวกับถูกพลังลึกลับดูดสำเนียงไปหมดสิ้น
“เจ้าเห็นไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”
ไม่ เจ้าเด็กเล่นปาหี่อะไร”
“เห็นโจวหังซานที่ตัวบิดราวกับจะขาดหรือเปล่า ช่างน่ากลัวจริงๆ”
หลังจากผ่านไปห้านาทีสำนึกตื่นจากผวังค์เสียงพูดคุยกัยดังยิ่งกว่าก่อนหน้าเกือบเท่าตัว ต้องบอกว่าเป็นการแผดเสียงคุยแข่งกันเพื่อค้นหาสาเหตุการโจมตีที่รุนแรงยิ่งยวดนี้ หากแต่กลับมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่อาจเปล่งคำใดออกมาได้นั่นคือเหล่าผู้สูงศักดิทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่บริเวณประธานหรือแม้แต่ประมุขพรรคปีกวายุที่อยู่ใกล้ที่สุดยังนิ่งงันไปอย่างมึนงงรุ่นแรง
แป๊ะ แป๊ะ แป๊ะ...เด็กชายหินยกมือทั้งสองขึ้นมาตบปัดกันไปมาใบหน้ากลับมาแฝงความทะเล้น เจ้าเล่ห์จ้องมองไปทางโจวหังซานที่นอนตัวสั่นกับพื้นด้วยความเจ็บปวดสุดขีดอย่างไม่เคยพบเจอมาก่อนพลังที่แปลกประหลาดนี้กลับสร้างความเสียหายไม่เกี่ยวว่าจะมีเกราะปฐพีค้ำฟ้าป้องกันหรือไม่กว่าโจวหังซานจะสะกดข่มอาการเจ็บปวดจนค่อยๆชันกายลุกขึ้นยืนอย่างโงนเงนก็ล่วงเลยไปกว่าสิบมาทีซึ่งเด็กชายหินก็ยืนกอดอกไม่คิอดลงมือซ้ำเติมแต่อย่างใด
“เห็นทีไรยังอดสยองไม่ได้จริงๆ”เสียงเด็กอ้วนลู่เฉียวจากที่นั่งของสำนักที่ยี่สิบเอ็ด ทำท่าทางตัวสั่นขนลุก
“พี่ใหญ่สอนข้าตั้งหลายครั้งไม่เห็นเข้าใจสักนิดหรือว่าข้าโง่มากจริงๆ” ลู่ชางที่กลับมาจากการประลองนั่งอยู่ข้างๆก็มีท่าทางไม่ต่างกันเท่าไหร่
“ใช่เจ้ามันโง่ซื้อบื้อ เจ้าก็ขี้เกียจ”หงส์เยี่ยที่พ่ายแพ้มายังหงุดหงิดไม่หาย ระบายโทสะใส่คนทั้งสองทันที“สิบหกเดือนในห้องนภา พี่ใหญ่ฉีนั่งเฉยๆ เพียงนั่งมองฟ้ามองดินพวกเราสามคนรวมกันยังสู้ไม่ได้ทั้งที่มีพลังฝึกปรือเหนือกว่ามากมาย หลังจากจบการประลองงี่เง่าพวกเจ้าต้องฝึกให้หนักกว่าเดิม” ข้อความช่วงท้ายทำเอาลู่เฉียวลู่ชางถึงกับหน้าสลดลงทันทีเมื่อนึกถึงวันเก่าที่ต้องฝึกร่วมกับเด็กหญิงเจ้าอารมณ์ร้ายกาจผู้นี้
“พวกเรารู้อะไรบ้าง กับท่าโจมตีแปลกๆนั่น”ครูฝึกลำดับที่ห้าส่งเสียงถามลอยออกมา หากดวงตาจับจ้องที่เด็กชายหินอย่างครุ่นคิด
เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ต่างนิ่งงันไปเค้นสมองนึกถึงความรู้ที่เคยอ่านผ่านตามากลับไม่เคยได้เห็นหรือได้ยินวิธีการแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน นอกจากเจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดหูเจิงหนานที่ทำสีหน้าประหลาดใจครุ่นคิดในใจว่า “คล้ายกับสำนึกรู้สมดุล หรือว่าฉีเทียนบรรลุสำนึกนี้ได้”
ขณะที่ผู้คนต่างๆยังถกเถียงกันเรื่องการโจมตีแปลกประหลาดโจวหังซานซึ่งลุกยืนได้หากแต่ยังตัวสั่นเทา ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
“เจ้า..ทำอะไรกับข้าแฮ่กกก..” โจวหังซานลุกยืนตัวตรงยังไม่ค่อยได้ แต่สีหน้าแฝงความหวาดหวั่นและสงสัยเต็มเปี่ยม
“ข้าก็แค่แตะที่ร่างเจ้าเอง นี่ยังนึกว่าศิษย์พี่โจวเล่นตลอกให้คนดูเสียอีก”เด็กชายหินปั้นใบหน้าใสซื่อมึนงงออกมาทำเอาโจวหังซานกระอักเลือดสดที่สะกดข่มไว้ออกมาคำหนึ่ง
โจวหังซานโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม ร่างกายปวดร้าวเริ่มถูกพลังลมปราณฟื้นฟูมาทีละน้อยดวงตาประสงค์ร้ายจ้องมองเด็กชายหินราวกับจะกลืนกินลงไปแต่สำนึกรู้ว่าคู่ต่อสู้เบื้องหน้ามีวิชาประหลาดยากคาดเดาหลังจากตัดสินใจมาช่วงหนึ่งในที่สุดก็ปลดปล่อยพลังที่ซ่อนไว้ทั้งหมดออกมาเพื่อล้างอายมือทั้งสองกำแน่นจนเลือดสีแดงไหลออกมา ก่อนที่เลือดจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวของอสูรร่างกายฟื้นฟูสภาพกลับมาสมบูรณ์ถึงขีดสุด พละกำลังลมปราณเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกเกือบสองเท่าตัว โจวหังซานถึงกับไม่สนใจข้อห้ามของผู้ปลุกพลังสายเลือดที่ไม่ให้ปลุกพลังเกินห้าส่วน โคจรพลังกระตุ้นเร่งระดับพลังสายเลือดขึ้นมาถึงเจ็ดส่วนแลกกับพลังฟื้นฟูและพละกำลังที่เพิ่มมามหาศาลพลังปลดปล่อยออกมาเทียบเท่ายอดฝีมือระดับกำเนิดพลังขั้นเจ็ดปลายเลยทีเดียว
“ เจ้าขยะ ข้าจะขยี้จนจนกระดูกแหลกเหลวเป็นน้ำชั่วชีวิตอย่าได้หมายเคลื่อนไหวได้อีก”
“เหมือนที่ทำกับลู่ฟ่าน? เจ้ามันก็แค่มีพลังแต่ไร้สมองสามกระบวนท่าที่ผ่านมา ไม่ช่วยให้เจ้าคิดได้เลยหรือไง” เด็กชายหินหุบยิ้มสีหน้าราบเรียบ ประกายตาเปล่งประกายวูบวาบออกมา “มาเถอะ เพียงหนึ่งนิ้วข้าจะใช้หนึ่งนิ้วเขี่ยเอาขี้เถ้าในหัวเหม็นๆออกเอง”เด็กชายหินยกนิ้วชี้ของขวาขึ้นมาอยู่ระดับสายตาเปล่งวาจาที่แม้แต่ภูตเทพยังต้องหัวร่อดังๆ
ห้าห้าห้า .... เสียงหัวร่อดังขึ้นมาทันทีที่เด็กชายหินกล่าวจบ
“เฮ้ย.. เจ้าเด็กนั่น กล้าเอ่ยว่าจะใช้หนึ่งนิ้วสู้กับเด็กครึ่งอสูรข้าหัวร่อจนจะตายแล้ว”
“มันบ้าไปแล้ว”
“รีบๆเตะมันลงจากเวทีเลย”
เสียงต้านทางลบเซ็งแซ่อออกมาหากแต่โจวหังซานกลับยังคงสงบเยือกเย็นกว่าเดิมมากนัก ภายใต้พลังลมปราณเพิ่มสูงขึ้นเกราะปฐพีค้ำฟ้ายิ่งแข็งแกร่งสุดประมาณ ถึงตรงนี้โจวหังซานยังคิดว่าต่อให้ยืนรับธนูสุดกำลังของเหลียงผิงอันก็ไม่หวั่นแม้แต่น้อยแต่กลับวิชาพิสดารของเด็กชายหิน ความเจ็บปวดรุนแรงที่ได้รับยังตรึงในร่างจนไม่อาจละเลยได้สองมือผนึกพลังลมปราณตั้งใจว่าจะไม่ปล่อยให้เด็กชายหินได้กระบวนท่าประหลาดใดได้อีก
ตาย.... โจวหังซานพุ่งวาบเข้ามาหายังไม่ทันบรรลุถึงแผ่พลังกดดันคลอบคลุมร่างคู่ต่อสู้ไว้แรงกดทับของพลังระดับกำเนิดพลังขั้นเจ็ดเพียงพอจะสะกดยอดฝีมือระดับกำเนิดพลังขั้นสี่จนแทบไม่อาจกระดิกนิ้วได้ เด็กชายหินเพียงยิ้มน้อยๆร่างถอยหลังไปก่อนจะถูกพลังกดดันครอบลงมาพริบตาเดียวถอยไปสิบก้าวก่อนเปลี่ยนทิศพุ่งสวนเข้าหาแหวกพลังกดดันจนเป็นช่องว่างสายหนึ่งเข้าประชิดตัวโจวหังซานอย่างพิสดาร
ร่างลูกครึ่งอสูรแสยะยิ้มหมัดขวาซ้ายระดมปล่อยออกออกเกิดเป็นเงาหมัดพรางพราย ขอเพียงกระทบถูกอาจทำให้อวัยวะฉีกขาดเป็นชิ้นๆได้
เด็กชายหินโยกร่าง บัดเดี๋ยวซ้าย บางครั้งย่อตัวบ้างเอนไปด้านหลังหลบพายุหมัดราวกับรู้การเคลื่อนไหวล่วงหน้าสามารถหลบหลีกได้ราวกับเล่นกล ยิ่งต่อสู้โจวหังซานยิ่งแตกตื่น
ควรรู้ว่าเมื่อคนผู้หนึ่งมีพลังฝึกปรือเพิ่มขึ้นความสามารถทางกายภาพย่อมถูกกระตุ้นจนเด่นล้ำตามติดยิ่งผู้มีสายเลือดอสูรที่มีร่างกายแข็งแกร่งแต่กำเนิดยิ่งได้เปรียบชัดเจน พลังความเร็ว ปฏิกิริยาตอบสนอง สายตายิ่งสูงมากตามไป
พลังของเด็กชายหินแตกต่างกับโจวหังซานห้าขั้นเต็มๆเป็นห้าขั้นที่พลังห่างไกลสุดกู่ แต่ไม่ว่าโจวหังซานจะโจมตีเร็วเพียงใดพลิกแพลงการโจมตีมากเท่าใด เด็กชายหินกลับหลบรอดได้แบบเฉียวฉิวโดยที่พลังไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
หึ...บัดซบ โจวหังซานพลันระเบิดเกราะปฐพีค้ำฟ้าออกมาในคราเดียวเกิดเป็นพลังกระแทกอันรุนแรงออกไปรอบทิศทางดีดจนเด็กชายหินต้องถอยไปห้าก้าวไม่อาจต้านและพริบตานั้นเองโจวหังซานพลันพุ่งวาบเข้ามาประชิดหมัดขวาต่อยตูม..ระเบิดพลังหมัดอัดพลังลมปราณเป็นลำขนาดใหญ่ใส่กลางหน้าอกคู่ต่อสู้สุดกำลังทันทีช่วงจังหวะการใช้นับว่าไร้ช่องโหว่อย่างแท้จริง
ยิ้ม...เด็กชายหินยิ้มขึ้นมาทันทีที่เห็นหมัดที่รอมาเนินนานแล้วถึงเวลาสั่งสอนให้รู้สำนึกแล้ว เด็กชายหินพลันเบี่ยงร่างไปทางซ้ายนิ้วชี้จี้ไปที่ไหล่ซ้ายของโจวหังซานทันที
เห็นอยู่ว่าหมัดที่อัดแน่นไปด้วยขุมพลังมหาศาลจะกระทบถูกเด็กชายหินแต่เมื่อนิ้วเดียวของเด็กชายชิงบรรลุถึงไหล่ซ้ายโจวหังซานในเสี้ยววินาที ฉับพลันนั่นเองราวกับหนังม้วนเดิมได้กลับมาเล่นซ้ำร่างโจวหังซานพลันบิดตัวถอยตามแรงนิ้วเล็กๆพลังบิดกระชากยังรุนแรงกว่าครั้งแรกเสียอีก
อ๊ากกกกกก อ๊ากกกกกกกก ได้ยินเสียงกระดูกแตกหักดังกร๊อบแกร๊บติดต่อกันตามด้วยเสียงโหยหวนดังยาวเหยียด กรีดลึกเข้าไปในใจเหล่าผู้ชมดูจนรู้สึกหนาวจับขั่วหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
ตูม...ร่างมีบิดตัวจนผิวหนังปริแตก เลือดอสูรสีเขียวไหลออกมามากมายร่วงลงสู่พื้นอย่างรุนแรง แรงกระแทกถึงกับทำให้ลานประลองสั่นไหวเล็กน้อยถึงตอนนี้สายตาเหล่าผู้ชมมุ่งมาที่เด็กชายหินราวกับมองตัวประหลาดไม่มีผู้ใดรู้ว่านี่เป็นวิชามารอะไรรู้เพียงอย่างเดียวคือจดจำใบหน้าร้ายเดียวสาของเด็กผู้นี้ไว้ เพื่อหลีกหนีให้ห่างๆหรือไม่อย่าได้ขัดแย้งกับสัตว์ประหลาดเช่นนี้แม้เด็กชายหินจะไม่ชอบวิธีการที่ใช้กำลังสะดข่มผู้อ่อนแอด้วยความกลัวแต่ด้วยพลังฝีมือที่แสดงออกวันนี้กลับสร้างเงาประทับแห่งความกลัวสู่คนกลุ่มหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจ
“ใช้จริงๆ เด็กผู้นี้เป็นสัตว์ประหลาดยิ่งกว่าเจ้าเสียอีก หลันเทียน ”เจ้าสำนักที่ยี่สิบเอ็ดคำนึงในใจมือกำหมัดแน่นความรู้สึกที่คาดหวังบางอย่างผุดขึ้นมาจนชัดเจนกว่าก่อนหน้าอีกระดับหนึ่ง
ฮัวชิงหลันประมุขพรรคปีกวายุรีบมองไปทางเด็กชายหินอย่างประหลาดใจจนถึงตกตระลึงก่อนจะรีบส่งพลังลมปราณบริสุทธิ์ขุมหนึ่งเข้าห่อหุ้มร่างโจวหังซานที่ตอนนี้กลับคืนสภาเดิมโลหิตสีเขียวที่ไหลออกมาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงสดเมื่อพลังบริสุทธ์ครอบคลุมไว้เสียงที่ยังร้องโหยหวนค่อยๆเบาลง
“รอบประลองที่หกเฮงฉีเทียนเป็นผู้ชนะ สถิติชนะหนึ่งแพ้ห้า”ฮัวชิงหลันเปล่งเสียงประกาศผลออกมา แต่ไม่มีผู้ใดโห่ร้องยินดีออกมาแม้แต่คนเดียว นอกจากความเงียบสงัดจนวังเวงอย่างมาก
“น่าเสียดาย...”เด็กชายหินเพียงยิ้มมองร่างโจวหังซานที่ถูกฝ่ายควบคุมการประลองนำพาตัวไปรักษาอย่างเร่งด่วนจากการกำกับของประมุขพรรคปีกวายุ
“น่าเสียดายอันใด เด็กเจ้าเล่ห์” เด็กชายหินกำลังจะเดินกลับลงไปฮัวชิงหลันชิงเข้ามาประชิดตัวถามขึ้น
“เปล่าครับ” เด็กชายหินยกมือขึ้นถูกจมูกไปมา “ผมแค่เสียดายที่โลกเทวะกลับเหมือนโลกของผมเกินไป โลกที่ผมจากมาบูชาเงินเป็นใหญ่คนยากจนถูกกดขี่จากคนร่ำรวย ที่นี่แค่แตกต่างกันที่เปลี่ยนจากอำนาจเงินเป็นอำนาจกำลังก็เท่านั้น” เด็กชายหินกล่าวจบกระโดดลงจากลานประลองไปทันทีปล่อยให้ผู้ยิ่งใหญ่ด้านหลังมองส่งมาด้วยสายตาชื่นชม
หลังจากเด็กชายหินลงมาแล้วการประลองของลานที่สี่ระหว่างอู่หยางกับโจวหังซานต้องเป็นอันสิ้นสุดโดยปริยายเมื่อโจวหังซานถอนตัวไปนั่นเองสรุปปิดท้ายเป็นอู่หยางเข้ารอบสี่คนสุดท้ายไปในที่สุด จากนั้นเป็นการจับคู่รอบรองชนะเลิสคู่แรกโง้วลู่หานพบอู่หยาง คู่ที่สองเหลียงผิงอันพบลู่ชาง
คู่แรกโง้วลู่หานอาศัยสำนึกกระบี่เอาอู่หยางได้ในสิบอึดใจเข้าไปยืนรอชิงอันดับหนึ่งด้านคู่ประลองที่สอง ภายใต้ธนูที่ร้ายกาจประหนึ่งเทพสวรรค์ลู่ชางได้แต่หลบเลี่ยงอย่างเต็มฝืนในที่สุดจำต้องโดดลงจากเวทีประลองยอมรับความพ่ายแพ้เหลียงผิงอันจึงเข้าสู่รอบชิงตามความความหมาย
“เฮ้อ...”ลู่ชางเดินกลับมาที่จุดพัก เด็กชายหิน หงส์เยี่ยลู่เฉียวนั่งรออยู่ก่อนแล้วชางเป็นหนึ่งในผู้คลั่งยุทธ์ส่งเสียงอย่างไม่สมใจเท่าใดนัก
“เพียงเท่านี้ก็ดีเท่าไหร่ เมื่อเดือนก่อนพวกเราก็คือขยะ”ลู่เฉียวหันไปตบบ่าพี่น้องของตนคราหนึ่ง
“ครั้งนี้ถือว่ามาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ หากประลองกันจริงๆแล้วพวกเราน่าจะยังด้อยกว่าอยู่บ้าง”หงส์เยี่ยกล่าวเสริมต่อทันทีเพราะได้ประลองกับเหลียงผิงอันมาย่อมรู้ถึงความร้ายกาจของผู้ที่อยู่ระดับบนสุดของเมืองเริ่มต้นอยู่บ้าง“หากเป็นพี่ใหญ่ ข้าเชื่อว่าต้องเอาชัยได้แน่นอน”ประโยคสุดท้ายแสดงถึงความเชื่อมั่นต่อเด็กชายหินอย่างมาก มากจนเกินไปด้วยซ้ำ
“เจ้าก็กล่าวเกินจริงไป ข้าแค่อยู่ขั้นสองกำเนิดพลังหากปะทะตรงๆแม้แต่โจวหังซานก็ย่ำแย่แล้ว” เด็กชายหินยกมือเกาหัว“เหลียงผิงอันผู้นั้น ยังไม่ได้ใช้ฝีมือแท้จริงออกมา หงส์เยี่ยเจ้าเป็นผู้ใช้ธนูเหมือนกันควรศึกษาให้ดีนับเป็นประโยชน์ต่อเจ้ามากมายแน่นอน”เด็กหญิงได้ยินต้องสะบัดหน้าส่งเสียงดังหึออกมา ใจหนึ่งแม้จะยอมรับในความสามารถของเด็กหญิงเหลียงผิงอันอีกใจยังรู้สึกกลับต่อต้านหวังต้องการเอาชัย นับว่าขัดแย้งกันอยู่บ้าง
“เจ้าอ้วน เจ้ายิ้มอะไร...”หงส์เยี่ยกำลังหงุดหงิดเห็นเด็กอ้วนลู่เฉียวยิ้มอย่างมีเลสนัยต้องว๊ากใส่ทันทีเด็กอ้วนลนลานปฏิเสธอย่างเร็ว แต่ยังไม่วายถูกตบไปที่หลังดังบึกใหญ่เด็กอ้วนทำหน้าเหยเกหันไปเขกหัวเด็กชายผอมลู่ชางข้างๆที่กำลังหัวร่อคิกคักพอลู่ชางหันมาสู้กลับ เด็กอ้วนได้แต่หนีไปด้านหลังเด็กชายหินอย่างจนใจเรียกเสียงหัวร่อของเด็กชายหินออกมา
“มาเถอะ พวกเราต้องสั่งสมประสบการณ์ให้มาก เพื่อวันหนึ่งเราอาจจะยืนถึงจุดนั้นบ้างเหมือนกัน”เด็กชายหินกล่าวปนหัวร่อพร้อมเพ่งสมาธิมองขึ้นไปบนลานประลองรอบชิงระหว่างโง้วลู่หานยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งสำนักที่หนึ่งกับเหลียงผิงอันยอดฝีมือแห่งพรรคปีกวายุที่กำลังจะเริ่มขึ้น
...............................