เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    คู่หมั้น

    ดวงเนตรมังกรสีอำพันยังคงจับจ้องสองยอดสตรีผู้เลอโฉมล่มสวรรค์ด้วยความฉงนสงสัย ก่อนจะเหลือบไปมองผู้เป็นอาจารย์อย่างเซียนกระบี่เมามายที่กำลังนั่งดื่มสุราทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้

     

    เย่หยุนซีรับรู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายต้องทำอะไรแปลกๆเอาไว้อีกแน่ ไม่เช่นนั้นคนที่ทะนงตนอย่างเหยียนลี่จะเป็นฝ่ายเดินมาหาเขาด้วยตัวเองได้อย่างไร

     

    “ท่านอาจารย์ ท่านมีอะไรจะพูดกับข้าหรือไม่?” ทนความสงสัยไม่ไหว บุรุษหนุ่มจึงตัดสินใจเอ่ยถาม

     

    หลี่ไป่ยกยิ้มเจื่อนพลางผายมือไปยังสองสตรี “ต่อไปนี้พวกนางถือเป็นคู่หมั้นของเจ้าอย่างเป็นทางการ”

     

    “หา!”

     

    เย่หยุนซีดวงตาเบิกกว้าง อุทานเสียงดังลั่น สำหรับมู่หลิงเฟยนางถือเป็นสตรีของเขานานแล้ว ถึงแม้จะยังไม่ได้สานสัมพันธ์อะไรกันมากมายก็ตาม

     

    แต่สำหรับเหยียนลี่นั้นแตกต่างกันออกไป นางเกลียดขี้หน้าเขามาก แถมยังชมชอบสตรีด้วยกันไม่ใช่หรือไง แล้วไฉนถึงได้ยินยอมรับการหมั้นหมายในครั้งนี้

     

    “คิกคิก สามีข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ ข้าขอสรุปสั้นๆว่า นางมิได้ชมชอมสตรีด้วยกันอย่างที่เจ้าเข้าใจ” มองเห็นความฉงนสงสัยใบหน้าอันหล่อเหลาของผู้เป็นสามี หลิงจีจึงเอ่ยแถลงไขอย่างขบขัน

     

    “หือ! ตะ แต่ข้าได้ยินนางบอกรักสาวใช้คนนั้นเต็มสองหูเลยนะ” เย่หยุนซียังคงไม่อยากจะเชื่อในคำของภรรยา

     

    “คิกคิก เจ้าจะกล่าวหาพี่สะใภ้ข้าไม่ได้นะ” คราวนี้เป็นหยุนฉางเยว่ที่หัวเราะกล่าว คำพูดนี้ของนางทำเอาบุรุษหนุ่มตาลุกวาวในทันที เพราะเขาเข้าใจในสิ่งที่ภรรยาสาวต้องการจะสื่ออย่างแจ่มแจ้งกระจ่างชัด

     

    ดังนั้นเย่หยุนซีจึงหันไปผสานมือคาราวะผู้เป็นอาจารย์และยอมรับการหมั้นหมายด้วยความยินดี โดยที่ไม่คิดตั้งคำถาม

     

    มู่หลิงเฟยและเหยียนลี่จึงเดินก้มหน้าไปนั่งข้างๆหลิงจีและหยุนฉางเยว่อย่างเงียบๆ ทำให้เกิดภาพที่สุดแสนจะงดงามแถมยังน่าอิจฉา

     

    ในเวลาต่อมา เย่หยุนซี เย่ชิงหยาง และหลี่ไป่ก็สนทนากันถึงเรื่องคนที่ได้รับมรดกเซียนจากสุสาน ไขความกระจ่างให้เด็กหนุ่มทุกข้อสงสัย

     

    สรุปง่ายๆก็คือ คนที่เกี่ยวข้องกับเขาล้วนแต่ได้มรดกกลับมากันทุกคน แม้แต่หยุนฉางตงที่ดูจะมีพรสวรรค์น้อยที่สุดก็ยังบากบั่นจนได้รับโชควาสนา

     

    ส่วนบุคคลที่มีชะตากรรมน่าเวทนาพวกเย่ชิงหยางก็เคยพบเห็นอยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่นมหาจักรพรรดิพยัคฆ์ขาวและลูกน้องของมันที่ทำตัวหยิ่งยะโสจนถูกเซียนดินฝ่ายอธรรมจับตัวไปเป็นทาส

     

    “ถ้าหากมันเป็นอย่างที่ท่านกล่าว ไม่ใช่ว่าแดนเหนือตอนนี้ไร้ซึ่งผู้ปกครองหรอกหรือ” เย่หยุนซีที่นั่งฟังอยู่นานเอ่ยถาม

     

    “ไร้ซึ่งผู้ปกครองแน่นอน แต่พวกเจ้ากำลังจะออกจากดินแดนแห่งนี้จะไปสนใจทำไมกัน?” เซียนกระบี่เมามายกล่าวออกมาเช่นนั้น ในสายตาของเขาผู้เป็นถึงเซียนสวรรค์ แดนเหนือเล็กๆของดินแดนระดับต่ำไม่ควรค่าให้เสียเวลา

     

    เย่หยุนซียิ้มพลางส่ายศีรษะช้าๆ “มันอาจจะมีประโยชน์ในภายภาคหน้าก็ได้นะขอรับ อย่างน้อยหากทั้งดินแดนเป็นปึกแผ่นกัน พวกเราก็สะดวกในการหาลูกศิษย์ที่มีพรสวรรค์ให้ตำหนักมารดารา”

     

    เย่ชิงหยางพยักหน้า “ผู้อาวุโส ข้าว่าที่ซีเอ่อร์พูดมาก็มีเหตุผล ถึงอย่างไรเกือบทุกอาณาจักรก็เกี่ยวดองกันอยู่แล้ว หากจะรวมแดนเหนือไปด้วยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย”

     

    หลี่ไป่กระดกสุราอย่างเบื่อหน่าย “เห้อ ถ้างั้นก็ตามใจพวกเจ้าก็แล้วกัน ถึงอย่างไรมันก็ยังเหลือเวลาอีกตั้งเกือบ 4 ปี”

     

    ได้สดับฟังวาจานี้ สองพ่อลูกหันมายกยิ้มพลางพยักหน้าให้กัน ก่อนจะลุกขึ้นผสานมือคาราวะเซียนกระบี่เมามาย และเดินออกจากกระโจมไปพร้อมกับภรรยาของพวกเขา

     

    “เจ้าจะไปแดนเหนือเลยหรือเปล่า?” มู่หลิงเฟยเอ่ยถามเสียงเบาขณะเดินตามหลังคู่หมั้น

     

     “สำหรับเรื่องแดนเหนือข้าจะให้ท่านพ่อเป็นคนจัดการ ข้าอยากจะใช้เวลาที่เหลือในการฝึกฝนทักษะค่ายกลและทักษะการปรุงโอสถ” เย่หยุนซีตอบกลับโดยไม่คิดปิดบัง จากนั้นหยุดชะงักฝีเท้าหันขวับไปมององค์หญิงแห่งสงคราม แววตาแฝงเร้นไปด้วยความสงสัย

     

    “ท่านมีอะไรจะพูดเกี่ยวกับการหมั้นหมายของเราหรือไม่?” บุรุษหนุ่มเอ่ยถาม

     

    “ไม่ ข้าไม่มีอะไรจะพูด” เหยียนลี่พยายามหลบหน้าคู่หมั้น

     

     “เห้อ ถ้างั้นข้าจะถือว่าท่านยินยอมพร้อมใจ และข้าขอสัญญาว่าต่อไปจะปฏิบัติต่อพวกท่านทุกคนเป็นอย่างดีในฐานะภรรยา” เย่หยุนซีกล่าวอย่างจริงจังออกมา ก่อนจะหันหลังมุ่งตรงไปยังยอดเขาซึ่งเคยเป็นสถานที่ปิดด่าน

     

    ส่วนเหล่าโฉมสะคราญทั้ง 4 นางก็เลือกที่จะเดินไปสนทนากันต่อในกระโจมที่พักซึ่งอยู่ไม่ไกล

     

     

    ตัดภาพไปยังพิภพปีศาจ ณ ห้องโถงสีดำด้านในพระราชวังอันกว้างใหญ่ บัดนี้มีชายวัยกลางคนร่างกายกำยำผู้หนึ่งกำลังคุกเข่าให้กับบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเส้นผมยาวสีขาวอาภรณ์สีดำ

     

    “ผู้นำเผ่าเทพปีศาจผู้พิทักษ์ จิ่วมู่ คาราวะองค์จักรพรรดิปีศาจ” ชายวัยกลางคนเอ่ยปากกล่าวอย่างนอบน้อมออกไปเช่นนั้น

     

    ผู้เป็นจักรพรรดิปีศาจกวาดสายตามองรอบข้าง “ไหนล่ะ ปีศาจตนนั้นที่สามารถคว้าอันดับแรกของบันไดแห่งการทดสอบมาได้”

     

    จิ่วมู่ก้มศีรษะลงในทันใด “เรียนองค์จักรพรรดิปีศาจผู้ยิ่งใหญ่ ข้าน้อยได้ทำการตรวจสอบรุ่นเยาว์ของเผ่าปีศาจผู้พิทักษ์แล้ว ปรากฏว่าทุกคนมีหลักฐานที่อยู่ชัดเจน แต่กลับไม่มีผู้ที่เป็นอันดับหนึ่งของการทดสอบรวมอยู่ในนั้น”

     

    “โอ่ว เจ้ากำลังจะสื่อว่า หลานชายของข้ามองคนผิดพลาดงั้นหรือ เหอะ ช่างน่าขัน” น้ำเสียงของผู้เป็นจักรพรรดิปีศาจแฝงไปด้วยแรงกดดัน

     

    “ขะ ข้าน้อยขอสาบานว่าภายในเผ่าเทพปีศาจผู้พิทักษ์ของพวกเรา ไม่มีปีศาจที่ได้อันดับหนึ่งของการทดสอบอยู่จริงๆขอรับ” จิ่วมู่ยืนยันตามที่ตนเองได้ตรวจสอบมา

     

    “หากไม่ใช่เผ่าของเจ้าแล้วคนผู้นั้นมาจากไหนกันล่ะ?” จักรพรรดิปีศาจกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ

    คล้ายกับเรื่องเทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต ที่คุณอ่าน