สิบโมงเช้า ตึกซินซู่ ฉวนโจว
ตึกซินซู่เป็นตึกที่สูงที่สุดในฉวนโจว
นี่คือตึกสูงตระหง่านท่ามกลางท้องฟ้าสีครามตั้งแต่ชั้นบนจนถึงชั้นล่างถูกปูด้วยกระเบื้องสีฟ้า หากมองเพียงครู่เดียวก็ทำให้ผู้คนนึกเชื่อมโยงไปถึงยอดเขาสูงชันที่อยู่ในภาพวาดอย่างอดไม่ได้
ในสายตาของคนจำนวนมากตึกซินซู่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความร่ำรวย คนที่มีอำนาจและร่ำรวยเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เข้ามาในตึกแห่งนี้
ในตอนนั้น รถหรูหลายคันค่อยๆ ขับมาอย่างเชื่องช้าและจอดลงที่ด้านหน้าของตึกซินซู่
จากนั้นซูฮ่าวและหม่าปิงก้าวลงมาจากรถด้านข้างมีชายชุดดำติดตามมาหลายคน
คนที่เดินผ่านไปมามองภาพเหตุการณ์นี้ด้วยความประหลาดใจพวกเขาคาดเดาไว้ในใจว่าซูฮ่าวจะต้องเป็นคุณชายที่อยู่ตระกูลร่ำรวยแน่นอน
“คุณซูเชิญตามผมมาครับ!” หม่าปิงเดินนำทางซูฮ่าวเข้าไปในตึกซินซู่
ระหว่างทางนั้นการมาของพวกเขาได้ดึงดูดสายตาของพนักงานสาวสวยรอจนกระทั่งพวกเธอรู้ว่าซูฮ่าวและคนอื่นๆ ขึ้นไปที่ชั้นบนสุดของตึกซินซู่ความเคารพนับถือก็พวยพุ่งออกมาจากก้นบึ้งในหัวใจของพวกเธอ
มีแต่คนใหญ่คนโตเท่านั้นถึงจะสามารถขึ้นไปที่ชั้นบนสุดของตึกซินซู่ได้
ในตอนนี้ภายในห้องโถงของชั้นบนสุดตึกซินซู่มีโต๊ะคริสตัลที่งดงามขนาดใหญ่ตั้งเอาไว้อยู่บนโต๊ะมีไวน์แดงและขนมหวานราคาแพงวางอยู่
ซึ่งหวางเฉิงเทียนกำลังนั่งกอดอกอยู่ที่หัวโต๊ะคริสตัลตัวนั้นท่าทางดูภูมิฐานและทรงพลัง
นอกจากนี้ยังมีผู้นำหน่วยย่อยสามคนนั่งอยู่สามมุมด้านข้างของพวกเขารายล้อมไปด้วยบอดี้การ์ดที่แข็งแกร่ง
บอดี้การ์ดเหล่านี้มีสายตาเฉียบแหลมสีหน้าเคร่งขรึม เขากวาดตาสำรวจโดยรอบไปมา ราวกับระแวดระวังภัยจากฝ่ายตรงข้าม
ในตอนที่หวางเฉิงเทียนผู้นำแห่งฉวนโจวยังไม่ปรากฏตัวออกมาผู้นำหน่วยย่อยทั้งสามคนนั่งอยู่สามมุมราวกับสามเหลี่ยมการแบ่งแยกอำนาจภายในฉวนโจวทำให้เกิดความขัดแย้งกันบ้างไม่มากก็น้อย
ภายในห้องโถงที่ดูเหมือนเงียบสงบความจริงแล้วกลับมีอันตรายใหญ่หลวง หากไม่ระวังอาจจะทำให้หลงกลอีกฝ่ายได้
ดังนั้นตั้งแต่พวกเขาทั้งสามคนมาถึงชั้นบนสุดของตึกซินซู่พวกเขาก็ยังไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย ทุกอย่างอยู่ในความเงียบสงบทำให้บรรยากาศของห้องโถงตึงเครียดมากยิ่งขึ้น
หวางเฉิงเทียนนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะเขาหลับตาลงเล็กน้อย แล้วหันไปมองนาฬิกาเป็นบางครั้งเหมือนว่ากำลังรอคอยใครสักคนอยู่
“พี่เทียนคุณซูมาแล้วครับ!” ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบสงบภายในห้องโถง
หวางเฉิงเทียนเงยหน้าขึ้นไปมองแล้วรีบลุกขึ้นยืนก่อนเดินเข้าไปหาอย่างมีมารยาท “คุณซูผมรอคุณมานานแล้ว เชิญนั่งครับ!”
ขณะที่พูดเขาก็เชิญให้ซูฮ่าวนั่งลงที่เก้าอี้ของเขาส่วนเขากับหม่าปิงก็ยืนอยู่ด้านข้าง
“พี่เทียนนั่นมันตำแหน่งของบอสแห่งฉวนโจวนะ พี่จะให้เด็กคนหนึ่งไปนั่งได้อย่างไร นี่พี่ดูถูกพวกเราอย่างนั้นหรือ?” เมื่อหัวหน้าหน่วยย่อยเห็นดังนั้น เขาก็หรี่ตาลงสีหน้าไม่พอใจ
“เด็กบ้าอะไรกันอย่าหยาบคายกับคุณซูนะ!” เงาร่างของหวางเฉิงเทียนสั่นสะท้านจากนั้นก็ถลึงตาจ้องทั้งสามคน ก่อนตะโกนขึ้นมาว่า “คุณซูเป็นคนที่สุดยอดอย่างมากฉันเชิญเขามาที่นี่เพื่อแนะนำให้พวกนายได้รู้จักโดยเฉพาะเขาจะเป็นคนเหยียบผู้เข้าแข่งขันที่จะเข้าร่วมในสัปดาห์หน้านายระวังคำพูดของตัวเองเอาไว้ให้ดี ไม่อย่างนั้นอย่ามาโทษว่าฉันไม่เตือน”
เมื่อได้ยินดังนั้นหัวหน้าหน่วยย่อยทั้งสามคนก็หน้าเปลี่ยนสีไปทันที
“พี่เทียนช่วงนี้พี่พักผ่อนไม่พอหรือ พี่ดูสับสนมากฉันไม่เคยได้ยินว่าในเมืองฉวนโจวจะมีคนแซ่ซูเลย”
“ตอนนี้อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องสุดยอดอะไรนั่นเลยเด็กที่ผอมเก้งก้างขนาดนี้ ต่อยแค่หมัดเดียวก็น่าจะจบเกมแล้วจะให้เขาเข้าร่วมงานแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ นี่ล้อเล่นกันอยู่หรือ?”
“ถูกต้องการแข่งขันในสัปดาห์หน้านั้นสำคัญมากไม่เพียงแค่เป็นการแบ่งอำนาจของผู้นำทั้งเจ็ดเขตแต่ยิ่งกว่านั้นมันเกี่ยวข้องกับอาณาเขตที่ควบคุมของทุกเขตด้วยนี่ไม่ใช่เกมเด็กเล่น หากฉวนโจวตกไปอยู่ในตำแหน่งสุดท้าย อำนาจและผลประโยชน์ของพวกเราทุกคนภายในเขตจะลดน้อยลงไปในทันที”
“พี่เทียนฉันจำได้ว่าที่พี่เรียกพวกเรามาในวันนี้เพราะต้องการคัดเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดให้เข้าร่วมการแข่งขันในสัปดาห์หน้านี่ไม่ใช่การคัดเลือกแบบอิสระ หากพี่เลือกคนที่เข้าร่วมงานแข่งขันได้เรียบร้อยแล้วแล้วพี่จะเสียเวลาเรียกพวกเรามาทำไม พี่กำลังเห็นพวกเราเป็นตัวอะไรกัน?”
………………..
หัวหน้าหน่วยย่อยทั้งสามคนยังคงส่งเสียงไม่พอใจอย่างต่อเนื่องภายในน้ำเสียงเต็มไปด้วยคำดูถูกซูฮ่าวและสงสัยในการตัดสินใจของหวางเฉิงเทียน
“ปึง!”
หวางเฉิงเทียนยังไม่ทันได้ตะโกนขึ้นด้วยความโมโหหม่าปิงที่อยู่ด้านข้างกลับตบโต๊ะคริสตัลเสียงดังปัง จนโต๊ะคริสตัลมีรอยบุบลงไป
“พวกนายรีบหุบปากซะคุณซูเป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนเมื่อหลายวันก่อนหน้านี้เขาสามารถจัดการหนิงไท่ศัตรูเก่าของพี่เทียนได้ในสามกระบวนท่าเขามีฝีมือแข็งแกร่ง หลูชานตงประธานสมาคมการต่อสู้แห่งฉวนโจวยังต้องตกตะลึงและรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแล้วพวกนายจะมาดูถูกกันได้อย่างไร?”
ทั้งสามคนชะงักไปแล้วหันมามองทางซูฮ่าวโดยพร้อมเพรียงใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างไม่อยากจะเชื่อ
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นหัวหน้าหน่วยย่อยแต่ความรู้ของพวกเขาก็ไม่ได้ตื้นเขิน ดังนั้นพวกเขาจึงรู้ว่ายอดฝีมือระดับเซียนเทียนที่หม่าปิงพูดถึงหมายถึงอะไร
นั่นถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพลังน่ากลัวสามารถสังหารคนได้จากระยะไกล
ในหนังสือนิยายกล่าวว่ายอดฝีมือที่มีพรสวรรค์สูงส่งมีตัวเบาดั่งนกนางแอ่นเป็นนักรบที่เหาะเหินเดินอากาศได้
แม้ว่ายอดฝีมือระดับเซียนเทียนจะหายากทั่วทั้งฉวนโจวก็มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น
การเลื่อนขั้นพลังนักรบโบราณมีส่วนเกี่ยวข้องกับระยะเวลาในการฝึกบำเพ็ญเพียรจากข่าวลือหลูชานตงประธานสมาคมการต่อสู้แห่งฉวนโจวอุทิศชีวิตให้แก่การต่อสู้ตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ซึ่งตอนนี้เขาอายุสี่สิบห้า เหลืออีกเพียงครึ่งก้าวถึงจะอยู่ในระดับเซียนเทียน
แต่ชายหนุ่มที่อายุยี่สิบปีต้นๆที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาจะมาถึงในระดับยอดฝีมือระดับเซียนเทียนตั้งแต่อายุเท่านี้ได้อย่างไร?
และยังทำให้หลูชานตงประธานสมาคมการต่อสู้แห่งฉวนโจวต้องรู้สึกละอายใจนั่นเป็นเรื่องไร้สาระทั้งเพ
เพียงแค่ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนกวาดสายตามองเพียงครั้งเดียวก็ทำให้คนธรรมดาต้องสั่นสะท้านแล้ว
คนที่สามารถเป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนได้นั้นจะมีลมปราณเหนือคนธรรมดา รัศมีของคนผู้นั้นเต็มไปด้วยความน่าหวาดกลัวไม่ใช่หรือ?
แต่สถานการณ์ในตอนนี้มันคืออะไรกันแน่?
เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขานี้ไม่มีรัศมีที่สูงส่งเลยแต่หม่าปิงกลับบอกว่าเขาสามารถใช้ใบไม้ทำร้ายคนอย่างในตำนานเล่าขานอีกทั้งเป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนที่สามารถคร่าชีวิตคนจากในระยะไกลได้
ขอถามหน่อยใครจะยอมรับได้บ้าง?
ทั้งสามคนสบตากัน และคิดว่าหม่าปิงกำลังชมเชยซูฮ่าวเกินกว่าเหตุ
เมื่อเห็นว่าหัวหน้าหน่วยย่อยทั้งสามคนนั้นมีท่าทางหัวเราะเยาะและไม่มีความเคารพนับถือแม้แต่น้อย โทสะในแววตาของหม่าปิงก็เข้มข้นมากยิ่งขึ้น
ไอ้พวกตาต่ำซูฮ่าวสามารถทำให้พวกเขาหายไปในกลีบเมฆด้วยนิ้วเพียงนิ้วเดียวได้ตนเองต่ำต้อยราวมดปลวก แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะกล้าหัวเราะเยาะการมีอยู่ของผู้อื่นช่างไม่รู้จักที่ตายเสียแล้ว
ขณะที่เขากำลังจะตำหนิคนทั้งสามทันใดนั้นเขาก็เห็นว่าซูฮ่าวที่อยู่ด้านข้างก็ลุกขึ้นยืน ก่อนจ้องมองไปทางหัวหน้าหน่วยย่อยทั้งสามคน
“ในเมื่อพวกคุณทั้งสามคนไม่ยินยอมถ้าอย่างนั้นก็มาลองฝีมือกันหน่อย ไม่เห็นจำเป็นจะต้องพูดเรื่องไร้สาระ?”
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าทำไมหวางเฉิงเทียนถึงต้องให้หม่าปิงไปรับเขามางานเลี้ยงอาหารกลางวันในครั้งนี้อีกฝ่ายต้องการให้เขาแสดงความแข็งแกร่งเพื่อหุบปากหัวหน้าหน่วยย่อยทั้งสามคนนี้
แต่เมื่อลองคิดดูแล้วความสามารถของเขาก็มีเพียงหวางเฉิงเทียนและหม่าปิงเท่านั้นที่รู้หากเขาไม่แสดงฝีมือ หวางเฉิงเทียนก็ยากที่จะโน้มน้าวใจผู้คนได้
ท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันในสัปดาห์หน้าก็เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคนเหล่านี้หากไม่ให้พวกเขาเห็นฝีมือที่แท้จริงของผู้เข้าแข่งขัน ใครมันจะไปวางใจได้
ทันทีที่สิ้นเสียงของเขาหัวหน้าหน่วยย่อยทั้งสามคนกลับมีสีหน้าดำคล้ำและย่ำแย่เป็นอย่างมาก
ทั้งสามคนคิดไม่ถึงเลยว่ามือใหม่ไก่อ่อนคนหนึ่งจะกล้ามายั่วโมโหพวกเขา
“นี่มันยุคสมัยไหนแล้วยังมีคนที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำอีกหรือในเมื่อนายอยากรนหาที่ตาย ก็อย่าโทษที่ฉันไม่เกรงใจแล้วกัน” หัวหน้าหน่วยย่อยคนหนึ่งที่รูปร่างกำยำล่ำสัน สูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรโยนเก้าอี้มาทางซูฮ่าวอย่างรุนแรง สายตาเย็นยะเยือก ลมปราณแห่งความตายพาดผ่าน
เขาบิดข้อมือเล็กน้อยเสียงกระดูกดังลั่นกร๊อบแกร๊บก่อนจะเดินยืดเส้นยืดสายเข้าไปหาซูฮ่าว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม
“เผิงกวงนายคิดจะทำอะไร?” เมื่อเห็นเผิงกวงมีรัศมีโหดเหี้ยมท่าทางมีเจตนาร้าย หวางเฉิงเทียนก็หรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วถามขึ้น
“จะทำอะไรหรือ?” เผิงกวงรู้สึกคันไม้คันมือ สายตาตึงเครียดมากขึ้น
“พี่เทียนในเมื่อเด็กคนนี้ต้องการให้พวกเราทดสอบเขา ถ้าพวกเราปฏิเสธเขา มันจะกลายเป็นเรื่องน่าหัวเราะได้นะ?”
หัวหน้าหน่วยย่อยอีกสองคนที่ได้ยินดังนั้นในแววตาก็มีความเหยียดหยามซ้ำเติมเป็นประกายพาดผ่าน
เหตุผลที่เผิงกวงสามารถขึ้นเป็นผู้นำหน่วยย่อยของตงเฉิงได้นั้นนั่นเป็นเพราะเขาเคยเป็นแชมป์มวยใต้ดินในฉวนโจวมาก่อนวิถีหมัดของเขานั้นแข็งแกร่งอย่างมาก พลังหมัดก็น่าหวาดกลัว หากใครโดนต่อยสถานเบาก็แค่กระดูกหัก แต่ถ้าสถานหนักก็ถึงตาย
จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งเขาเคยสู้กับสุนัขทิเบตัน แต่ผลสรุปแล้วสุนัขทิเบตันโดนเขาต่อยจนตายแต่เขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผู้คนในตงเฉิงที่เคยไม่พอใจต่างหุบปากไปและเริ่มเลื่อมใสเขาอย่างสุดหัวใจ
หากให้เขาไปทดลองฝีมือกับซูฮ่าวก็ถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว
หากไม่สามารถทำให้เผิงกวงออกจากสนามได้ เกรงว่าจุดจบของซูฮ่าวจะต้องน่าอนาถมากแน่นอน
หวางเฉิงเทียนมองทางซูฮ่าวแล้วหันไปมองเผิงกวง จากนั้นก็ถอนหายใจแล้วพูดกับหม่าปิงว่า “เสี่ยวหม่าไปเตรียมยาเถอะ”
“เข้าใจแล้วครับ” หม่าปิงใช้สายตาเวทนามองไปทางเผิงกวง ก่อนจะเดินออกจากห้องโถงไป
สายตาของเผิงกวงเย็นชาลงเล็กน้อย “พี่เทียนนี่พี่หมายความว่าอย่างไร? พี่คิดว่าฉันจะแพ้ให้กับไอ้มือใหม่นี่หรือ?”
“ไม่ใช่แต่มันก็ไม่แน่” หวางเฉิงเทียนส่ายหน้า
เผิงกวงชะงักไปเหมือนกับเพิ่งได้ยินเรื่องที่ตลกที่สุดในชีวิต
“พี่เทียน ที่แท้พี่ก็มีช่วงเวลาที่โง่เหมือนกันนะเนี่ย”
หวางเฉิงเทียนไม่ได้รู้สึกโกรธเขาหันหน้าไปประสานมือทำความเคารพซูฮ่าว “คุณซู อย่างไรก็ยั้งมือด้วยนะครับ ยาของผมใกล้จะหมดแล้ว”
“วางใจเถอะฉันจะใช้กำลังแค่หนึ่งในสิบ” ซูฮ่าวพยักหน้าเล็กน้อย
หากเขาทรมานอีกฝ่ายมากเกินไปอาจจะเป็นการกระตุ้นความโกรธของอีกฝ่ายได้ ผลลัพธ์แบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่หวางเฉิงเทียนอยากเห็นและเขาเองก็ไม่อยากเห็น
ทันทีที่สิ้นเสียงนั้นทั่วทั้งห้องโถงก็เงียบกริบ
ในตอนนั้นเหมือนว่าโทสะของทุกคนเพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหัน
ใบหน้าของเผิงกวงปกคลุมด้วยน้ำค้างแข็งหนึ่งชั้นเขารู้สึกโกรธจนโมโห “ใช้กำลังเพียงแค่หนึ่งในส่วนสิบอย่างนั้นหรือ? ได้ อวดดีนัก ฉันจะรอดูว่าใครเป็นคนให้ความกล้าหาญนี้กับนาย!”
เมื่อพูดจบกล้ามแขนของเขาก็พองขึ้นหมัดของเขาพุ่งทะลวงมาอยู่ด้านซ้ายของซูฮ่าวตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ
ตอนที่เขาปล่อยหมัดนั้นพลังทะลักทลายราวกับน้ำหลากพลังหมัดที่รุนแรงทำให้ลมกระโชก ผมของซูฮ่าวพลิ้วกระจาย
ทุกคนเห็นดังนั้นก็รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมากเผิงกวงน่าจะโมโหซูฮ่าวมาก ไม่อย่างนั้นคงไม่ลงมือรุนแรงขนาดนี้
หัวหน้าหน่วยย่อยอีกสองคนลอบส่ายหน้าหากซูฮ่าวถ่อมตัวสักหน่อย ไม่ทำตัวกำเริบเสิบสานแบบนี้ บางทีเผิงกวงอาจจะไว้หน้าหวางเฉิงเทียนบ้าง
แต่น่าเสียดายที่ซูฮ่าวไม่รับโอกาสนั้นและตัดสินใจเลือกจุดจบที่น่าเศร้าที่ไม่อาจถอยหลังกลับได้
มีเพียงแค่หวางเฉิงเทียนที่ถอนหายใจเสียงต่ำแล้วไว้ทุกข์ให้กับเผิงกวงสามวินาที
เดิมทีที่เขาเชิญให้ซูฮ่าวมาทานอาหารกลางวันด้วยกันเพียงแค่อยากให้ซูฮ่าวแสดงฝีมือ แต่ไม่ได้อยากให้ใครมาทดสอบฝีมือซูฮ่าว
ต้องบอกก่อนว่าซูฮ่าวเป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนเขาแค่อยากให้พวกแมวสามขาได้สัมผัสกับหนวดเสือที่แท้จริง
แต่เผิงกวงกลับเอามือมายัดกระบอกปืนเองช่วยไม่ได้ เขาหวังเพียงว่าในช่วงเวลาสำคัญซูฮ่าวจะเมตตาและลดหย่อนผ่อนปรนไม่อย่างนั้นอีกครึ่งปีต่อจากนี้เกรงว่าเผิงกวงจะต้องอยู่แต่ในโรงพยาบาลแล้ว
ทันทีที่เขาคิดได้ดังนั้น หมัดของเผิงกวงก็อยู่ห่างจากซูฮ่าวเพียงหนึ่งก้าวเท่านั้น
ทุกคนแสดงสีหน้าสงสารและเห็นอกเห็นใจซูฮ่าว
แต่วินาทีต่อมาสีหน้าสงสารของพวกเขากลับถูกแทนที่ด้วยความตกใจและประหลาดใจ
ซูฮ่าวยกมือขึ้นมาเล็กน้อยท่าทางนุ่มนวล แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่ไม่สามารถใช้คำพูดมาอธิบายได้
หมัดของเผิงกวงที่พุ่งมาตรงหน้าซูฮ่าวกลับไร้ผลราวกับไม่มีแรงเชือดไก่มือของเขาถูกซูฮ่าวจับเอาไว้กลางอากาศ จนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้…