# บทที่ 13 — ลมหายใจของพยาน
เหวินหลัวถูกพามาถึงหอโอสถก่อนเที่ยง
เขาเป็ชายหนุ่มอายุไม่มากนัก รูปร่างผอมจนชุดศิษย์ดูหลวมเกินตัว ริมฝีปากซีดม่วงและปลายนิ้วเย็นจัดราวกับเพิ่งถูกดึงออกจากน้ำแข็ง เส้นสีดำบาง ๆ ลามจากข้อมือซ้ายขึ้นไปตามแขน เหมือนเถาวัลย์ที่ค่อย ๆ รัดเข้าหาหัวใจ
เสิ่นเยว่โหรวไม่ถามคำถามใด นางสั่งให้วางเขาบนเตียงรักษา แล้วใช้เข็มเงินปักลงตามจุดชีพจรอย่างรวดเร็ว
“ปิดประตู ห้ามผู้ใดเข้า” นางสั่ง “แม้ฝ่ายกฎก็รอด้านนอก”
เจียงอวี้หลานพยักหน้าโดยไม่มีข้อโต้แย้ง นางพาศิษย์คุ้มกันออกไป เหลือเพียงโม่เฉิน ลั่วชิงเสวี่ย ป้าผู้าุโ และเสิ่นเยว่โหรวในห้องรักษา
โม่เฉินยืนอยู่มุมห้องตามที่สัญญาไว้ ไม่เข้าไปใกล้เตียงเกินจำเป็ พิษในร่างของเขายังทำให้มือเย็นอยู่บ้าง และเขาไม่อยากเพิ่มความเสี่ยงให้คนเจ็บเพียงเพราะตัวเองอยากรู้คำตอบ
เสิ่นเยว่โหรวกดข้อมือเหวินหลัว สีหน้าของนางค่อย ๆ หนักขึ้น
“พิษเจาะเส้นลมปราณแล้ว” นางกล่าว “มันไม่ใช่พิษสำหรับฆ่าทันที คนวาง้าให้เขามีชีวิตพอถูกพบ แต่พูดไม่ได้และจำอะไรไม่ได้”
“รักษาได้หรือไม่” ป้าของโม่เฉินถาม
“ถ้าได้รักษาั้แ่เมื่อคืน มีโอกาสเจ็ดส่วน ตอนนี้เหลือไม่ถึงสาม” เสิ่นเยว่โหรวตอบตรง ๆ “พิษกัดถึงเส้นชีพจรหัวใจ และมีตราผนึกฝังอยู่ใต้ผิว หากข้าดึงพิษออกเร็วเกินไป ตราจะะเิ ถ้าข้าปล่อยมันอยู่ต่อ หัวใจเขาจะหยุดเองภายในหนึ่งชั่วยาม”
ลั่วชิงเสวี่ยมองเส้นดำที่แขนเหวินหลัว “มันเป็ค่ายกลแบบเดียวกับบ่อน้ำหรือไม่”
“คล้ายกัน แต่ละเอียดกว่า” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “มันผูกกับลมหายใจของเขา คนตั้งพิษไม่ต้องอยู่ใกล้ก็รอให้พิษทำงานได้”
คำอธิบายนั้นทำให้โม่เฉินเข้าใจว่าทำไมศัตรูไม่ฆ่าเหวินหลัวทันที คนตายอาจทำให้ฝ่ายกฎระวังเกินไป แต่คนที่หายใจอยู่และพูดไม่ได้ทำให้ทุกฝ่ายเสียเวลาไปกับการรักษา ขณะที่นาฬิกาห้ากลีบยังเดินต่อ
“ขาดอะไร” เขาถาม
เสิ่นเยว่โหรวมองเขา “น้ำค้างแก่นสุริยะ ใช้หักล้างไอมารเย็นโดยไม่กระตุ้นตราผนึก แต่หอโอสถไม่มีของระดับนั้น พืชชนิดนี้ต้องเก็บจากยอดเขาตะวันออก และเวลานี้ต่อให้ส่งคนไปก็กลับไม่ทัน”
โม่เฉินเงียบไป เขารู้ว่านางไม่ได้บอกเพื่อขอให้เขาหาทางอัศจรรย์ แต่นั่นยิ่งทำให้เขานึกถึงหน้าต่างที่อาจมีคำตอบมากกว่าเดิม
ระบบลอยขึ้นในมุมที่ไม่มีใครเห็น ดวงตาอีโมจิคราวนี้ไม่มีรอยยิ้ม
“ภารกิจชะตา: รักษาพยานเหวินหลัวให้รอดและรักษาความทรงจำสำคัญ”
“รางวัลตามผลการเปลี่ยนชะตา”
โม่เฉินมองหน้าต่าง “ร้าน”
ระบบเปลี่ยนเป็แผ่นใสขอบเงินทันที ภาพเข็มยาวสีทองดำลอยอยู่กลางหน้าต่าง พร้อมรายละเอียดชัดเจน
**เข็มยึดชะตาชั่วคราว**
**ราคา: 20 แต้มชะตา**
**ผล: ยึดเส้นชีพจรและตราผนึกของเป้าหมายได้นานสิบสองชั่วยาม**
**เงื่อนไข: ต้องมีผู้รักษาที่เข้าใจพิษเป็ผู้ใช้ ไม่สามารถถอนพิษหรือรักษาาแแทนผู้ใช้ได้**
**ผลเสีย: หลังหมดเวลา หากไม่มีวิธีรักษาจริง เป้าหมายจะทรุดหนักกว่าเดิม**
โม่เฉินมองตัวเลข 20 ที่มุมหน้าต่าง ยาเม็ดกดพิษเคยทำให้เขาเข้าใจว่าระบบไม่แจกของฟรี แต่ครั้งนี้ต่างออกไป หากซื้อเข็ม เขาจะไม่มีแต้มเหลือแม้แต่ซื้อเม็ดยับยั้งพิษอีกครั้ง และหากเสิ่นเยว่โหรวรักษาเหวินหลัวไม่สำเร็จภายในสิบสองชั่วยาม เขาก็เพียงซื้อเวลาที่มีราคาแพงที่สุดเท่านั้น
“มีทางเลือกอื่นไหม” เขาถามในใจ
“มี” ระบบตอบ “ปล่อยให้พยานตาย เก็บแต้มไว้ และเผชิญศัตรูด้วยทรัพยากรที่มากกว่าในอนาคต”
น้ำเสียงของมันเรียบเกินกว่าจะรู้ว่ากำลังประชดหรือจริงจัง
โม่เฉินมองเหวินหลัวที่หายใจติดขัด เขาไม่ได้รู้จักชายผู้นี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหวินหลัวถูกบังคับมากน้อยเพียงใด แต่เขารู้ว่าถ้าปล่อยให้ศัตรูจัดการทุกคนที่อ่อนแอกว่าได้ตามใจ วันหนึ่งคนเ่าั้จะไม่มีวันกล้ายืนข้างใครอีก
และเมื่อไม่มีพยาน ไม่มีข้อมูล ไม่มีคนที่เลือกหันหลังให้ความกลัว ต่อให้เขามีแต้มมากขึ้นก็ไม่มีทางชนะคนที่ซ่อนอยู่ในเงาได้
“ซื้อ” เขาตอบ
ตัวเลข 20 ดับลง เหลือ 0
เข็มทองดำปรากฏขึ้นในมือ เขารีบซ่อนไว้ในแขนเสื้อก่อนเดินเข้าไปหาเสิ่นเยว่โหรว
“ข้ามีเข็มชนิดหนึ่ง” เขากล่าว “มันยึดชีพจรและตราผนึกได้ชั่วคราว แต่คนใช้ต้องรู้วิธีจัดการพิษ”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขาอย่างสงสัย “เ้ามีของแบบนี้ได้อย่างไร”
“จากหีบยาของครอบครัว ข้าไม่รู้ชื่อมันแน่ชัด” เขาตอบโดยไม่หลบตา “แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาถามที่มา”
ป้าของโม่เฉินปรายตามองเขา นางคงรู้ว่าคำตอบนี้ไม่ครบทั้งหมด แต่ไม่ขัดจังหวะ เสิ่นเยว่โหรวรับเข็มไปตรวจปลายเข็มอย่างรวดเร็ว ดวงตานางเปลี่ยนจากสงสัยเป็ใ
“มันยึดเส้นผนึกได้จริง” นางพึมพำ “แต่ต้องปักสามจุดพร้อมกัน ถ้าคลาดเพียงเสี้ยวเดียว ตราจะถูกบีบเข้าหาหัวใจแทน”
“เ้าทำได้ไหม” โม่เฉินถาม
เสิ่นเยว่โหรวมองเขานิ่ง ๆ “ถ้าข้าบอกว่าไม่ได้ เ้าจะเอาเข็มคืนหรือ”
“ไม่”
“งั้นอย่าถาม” นางตอบ แล้วหันกลับไปที่เตียง
ลั่วชิงเสวี่ยยืนคุมประตูด้านใน ป้าของโม่เฉินถ่ายทอดปราณอย่างระมัดระวังเพื่อประคองลมหายใจเหวินหลัว ส่วนเสิ่นเยว่โหรวม้วนแขนเสื้อขึ้น ข้างหนึ่งถือเข็มทองดำ อีกข้างถือเข็มเงินสองเล่ม
“ตอนข้านับสาม กดไหล่เขาไว้” นางสั่งโม่เฉิน “อย่าใช้ปราณ แค่ไม่ให้เขาขยับ”
โม่เฉินทำตามทันที ร่างเหวินหลัวเย็นราวกับไม้ตาย แต่เมื่อเข็มเล่มแรกปักลงตรงข้อมือ ชายหนุ่มก็สะบัดตัวรุนแรง เส้นดำที่แขนพุ่งเข้าหาหน้าอกเหมือนมีชีวิต
“หนึ่ง!”
เข็มเงินเล่มแรกปักลงใต้ไหปลาร้า
“สอง!”
เข็มทองดำเข้าสู่จุดเหนือหัวใจพอดี แสงทองหม่นไหลไปตามตัวเข็ม ขณะที่ตราดำใต้ผิวพยายามบิดหนี
“สาม!”
เสิ่นเยว่โหรวปักเข็มเงินเล่มสุดท้ายลงกลางหน้าผากเหวินหลัว
ทั้งห้องเงียบไปชั่วขณะ ก่อนเสียงเหมือนแก้วแตกร้าวดังขึ้นจากในอกคนเจ็บ เส้นดำหยุดลาม แล้วถูกแสงจากเข็มทองดำตรึงไว้เป็วงแคบรอบหัวใจ
เหวินหลัวสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ร่างที่เกร็งอยู่ค่อย ๆ อ่อนลง
เสิ่นเยว่โหรวถอนหายใจช้า ๆ แต่ไม่ยิ้ม “สิบสองชั่วยาม เริ่มนับั้แ่ตอนนี้”
ยังไม่ใช่การรักษา แต่เป็โอกาสที่พวกเขาเพิ่งซื้อมา และโม่เฉินจ่ายด้วยแต้มทั้งหมดที่ตนมี
เสิ่นเยว่โหรวไม่ยอมให้ใครถามคำถามทันที นางดึงม่านรอบเตียงลงและใช้เข็มเงินเพิ่มอีกชุดเพื่อกั้นเสียงกับปราณด้านนอก
“ตรายังไม่ตาย” นางบอก “มันแค่ถูกตรึง ถ้าเหวินหลัวใหรือมีคนกดดันจนชีพจรเต้นเร็ว ตราอาจหาทางหลุดจากเข็มยึดชะตาได้”
เจียงอวี้หลานพับแผ่นหยกบันทึกคำให้การเก็บ “ข้าจะรอ”
“ไม่ใช่รอเฉย ๆ” โม่เฉินกล่าว “ถ้าคนวางพิษรู้ว่าเหวินหลัวยังมีชีวิต มันอาจส่งคนมาจบงาน หรือเปลี่ยนเส้นทางของน้องสาวเขา”
ป้าของเขาหันไปสั่งศิษย์คุ้มกันที่เฝ้าหน้าประตู “เปลี่ยนเวรทุกครึ่งชั่วยาม ใช้คนจากเรือนข้าและฝ่ายกฎสลับกัน ไม่มีคนใดอยู่หน้าห้องนานพอให้ถูกซื้อหรือถูกจำพฤติกรรมได้”
คำสั่งนั้นไม่ได้หมายความว่านางสงสัยทุกคน แต่มันยอมรับความจริงที่ทุกคนเริ่มเห็นแล้ว—เครือข่ายพระจันทร์ม่วงไม่ได้เจาะเพียงจุดเดียว พวกมันใช้ความกลัว หนี้สิน และความอยากได้ของคนธรรมดาเปิดช่องทีละน้อยจนกลายเป็ทางลับทั่วสำนัก
ลั่วชิงเสวี่ยยืนอยู่ปลายเตียง มองเหวินหลัวที่ยังหลับ “น้องสาวเขาอาจไม่อยู่กับคนที่ให้คำสั่งโดยตรง หากเราเคลื่อนไหวผิด พวกมันอาจย้ายตัวประกันก่อนเขาพูด”
“เพราะอย่างนั้นคำถามแรกต้องไม่ใช่ชื่อผู้บงการ” โม่เฉินตอบ “ถามว่าเขาเคยส่งของหรือรับคำสั่งจากที่ใด แล้วดูว่าเส้นทางนั้นยังมีทางใช้ได้หรือไม่”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขาครู่หนึ่ง “เ้าเริ่มคิดเหมือนคนของหอโอสถแล้ว”
“หมายความว่าอย่างไร”
“รักษาชีวิตก่อน แล้วค่อยถามว่าความจริงอยู่ตรงไหน” นางตอบ
โม่เฉินไม่ได้เถียง เขาเพียงถอยออกจากม่านเพื่อให้เหวินหลัวได้พัก ทว่าในใจเขารู้ดีว่า ต่อให้ช่วยชายคนนี้รอด พวกเขาก็ยังเดินอยู่บนเส้นแคบระหว่างการคุ้มครองพยานกับการผลักศัตรูให้ลงมือรุนแรงกว่าเดิม
หน้าต่างระบบลอยขึ้นข้างเขาอย่างเงียบผิดปกติ ดวงตาอีโมจิเปลี่ยนเป็เส้นโค้งเล็กน้อย
“การช่วยเหลือได้รับการบันทึก” มันกล่าว “ผลตอบแทนยังไม่กำหนด จนกว่าพยานจะรอดพ้นจากชะตาตายจริง”
“หมายความว่าสิบสองชั่วยามยังไม่นับว่ารอด”
“ถูกต้อง” ระบบตอบ “ความเมตตาของโฮสต์ยังอยู่ใน่ทดลองใช้”
ครึ่งชั่วยามต่อมา เหวินหลัวจึงลืมตา เขามองเพดานเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ใด ก่อนสะดุ้งเมื่อเห็นเจียงอวี้หลานเข้ามาพร้อมแผ่นหยกบันทึกคำให้การ
“อย่าให้เขาพูดมาก” เสิ่นเยว่โหรวเตือน “เส้นชีพจรยังไม่มั่นคง ถ้าฝืนความทรงจำอาจกระตุ้นตรา”
เจียงอวี้หลานพยักหน้า แล้วถามเพียงคำถามเดียว “ใครให้เ้ารับผงชิงหลัวและปลอมตราของฉู่เหวินจิ่ง”
เหวินหลัวหลับตาแน่น เหงื่อเย็นไหลตามขมับ “ข้า…ไม่ได้อยากทำ”
“ข้ารู้” นางตอบ “แต่หากเ้าจำได้ เ้าต้องบอก”
“น้องสาวข้าถูกพาไป” เขาพูดขาดเป็่ “คนสวมผ้าคลุมขาว…นางให้ข้าเอาผงไปไว้ห้องเอกสาร แล้วให้ตราฉู่เหวินจิ่งมา ข้าถามชื่อนาง นางไม่ตอบ”
“เ้าจำสิ่งใดได้อีก” โม่เฉินถามเสียงต่ำ
เหวินหลัวหันมามองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “นางเรียกใครบางคนว่า…ท่านผู้พิทักษ์”
ลั่วชิงเสวี่ยขมวดคิ้วทันที คำเรียกนั้นเชื่อมกับคำว่า ‘กระบี่ผู้พิทักษ์’ บนคัมภีร์ แต่ยังไม่พอจะบอกว่าเป็ชื่อคนหรือหน้าที่
“นางพาน้องสาวเ้าไปไหน” เจียงอวี้หลานถาม
“ข้าไม่รู้…ข้าได้ยินเพียงว่า คืนที่กลีบสุดท้ายบาน ให้พาคนไป ‘ลานกระบี่ร้าง’”
คำพูดสุดท้ายทำให้ระบบลอยขึ้นตรงหน้าโม่เฉิน ดวงตาอีโมจิสั่นเหมือนพบสิ่งที่ไม่ชอบใจ
“ตรวจพบเส้นทางชะตาที่เกี่ยวข้องกับกระบี่ผู้พิทักษ์”
“คำแนะนำ: อย่าปล่อยให้ศัตรูเลือกเวลานัดพบฝ่ายเดียว”
เหวินหลัวพยายามพูดต่อ แต่ไอออกมาจนมีเืสีดำติดริมฝีปาก เสิ่นเยว่โหรวรีบห้าม นางให้ยาหยดลงลิ้นเขาแล้วบอกทุกคนออกจากห้อง
ด้านนอก เจียงอวี้หลานสั่งให้ฝ่ายกฎค้นลานกระบี่ร้างทันที แต่ป้าของโม่เฉินยกมือห้าม
“ไม่ใช่ค้นแบบเปิดเผย” นางกล่าว “ถ้าศัตรูเลือกที่นั่นเป็จุดนัด มันต้องเฝ้าดูทางเข้าออกอยู่แล้ว เราส่งคนไปสำรวจพอให้พวกมันรู้ว่าเราตื่นตัว แต่เก็บกำลังหลักไว้กับผู้ที่เป็เงื่อนไขของพิธี”
โม่เฉินฟังเงียบ ๆ เขาอยากตามไป แต่ไม่มีแต้มเหลือ พิษในร่างก็ยังไม่หาย และคราวนี้เขาไม่คิดหลอกตัวเองว่าการมีข้อมูลนิดหน่อยทำให้ตนพร้อมรับมือทุกอย่าง
ลั่วชิงเสวี่ยเดินมาหยุดข้างเขา “เ้าจ่ายอะไรเพื่อเข็มนั้น” นางถามเบามาก
“ของที่เก็บไว้ใช้ตอนจำเป็”
“แล้วตอนนี้ไม่จำเป็หรือ”
โม่เฉินมองประตูห้องรักษา “จำเป็สิ”
นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “ข้าจะไม่ปล่อยให้การตัดสินใจของเ้าเสียเปล่า”
คำพูดนั้นไม่ได้เป็คำสาบานใหญ่โต แต่สำหรับโม่เฉิน มันหนักแน่นกว่าคำปลอบใจใด เขาพยักหน้าโดยไม่ตอบมาก
เมื่อแสงเย็นเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้ม เสิ่นเยว่โหรวเดินออกมาจากห้องรักษา สีหน้าอ่อนล้าแต่ไม่สิ้นหวัง
“เขาหลับแล้ว ชีพจรคงที่ชั่วคราว” นางกล่าว “ข้าพอมีวิธีถอนพิษ แต่ต้องใช้ตำรับโบราณจากหอเก็บยาชั้นใน และมีเพียงผู้าุโหอโอสถที่ถือกุญแจ”
ป้าของโม่เฉินพยักหน้า “ข้าจะไปขอคำสั่งคืนนี้”
แต่ก่อนที่นางจะเดินจากไป ศิษย์ฝ่ายกฎคนหนึ่งก็รีบเข้ามาส่งแผ่นกระดาษพับเล็กให้เจียงอวี้หลาน
“พบในกระเป๋าเสื้อเหวินหลัว ไม่มีตราผนึก ไม่รู้ว่าใส่ไว้ั้แ่เมื่อใด”
เจียงอวี้หลานเปิดดู สีหน้าของนางเย็นลงทันที แล้วส่งให้ทุกคนอ่าน
บนกระดาษมีเพียงประโยคเดียว
**หากอยากให้น้องสาวเหวินหลัวกลับมา จงนำปิ่นกระบี่ไปลานกระบี่ร้างก่อนราตรีที่สาม**
ไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่มีตราพระจันทร์ม่วง
แต่ขอบกระดาษมีกลิ่นกำยานเย็นจาง ๆ ที่ไม่มีใครลืมได้
ราตรีที่สามมาเร็วกว่ากลีบสุดท้ายบาน
ศัตรูกำลังบังคับให้พวกเขาเลือกก่อนเส้นตายใหญ่จะมาถึง