งานศพของคุณยายหลูจัดขึ้นทั้งหมดเจ็ดวัน ครอบครัวฉินไปช่วยงานทุกวัน และซูซ่างจิ่นก็ใช้โอกาสนี้เพื่อที่จะเอาใจฉินซูเม่ย เขาจึงไปช่วยงานศพของคุณยายหลูทุกวันเช่นกัน
“เหนื่อยไหม หิวน้ำหรือว่าอยากกินอะไรหรือเปล่า เดี๋ยวฉันไปเอามาให้” ซูซ่างจิ่นเดินเข้ามาหาฉินซูเม่ย “ฉันเห็นเธอเหนื่อยทั้งวัน เธอควรพักผ่อนบ้าง เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”
ซูซ่างจิ่นมองว่าฉินซูเม่ยเป็คู่หมั้น เขาจึงเอาใจใส่เธอเป็พิเศษ อีกทั้งคำพูดของแม่ก็มีอิทธิพลกับเขามากเหมือนกัน เขาจึงคิดว่าหากฉินซูเม่ยช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้น เขาก็จะแต่งงานกับเธอด้วยความเต็มใจ ไม่รักแล้วอย่างไร อยู่ๆ กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง หลายคู่ที่แต่งงานกันตามความ้าของผู้ใหญ่ก็เป็อย่างนี้ไม่ใช่หรือ
“นายมาช่วยงานทุกวันแล้วมันจะไม่กระทบกับการเรียนหรือ?” แม้ฉินซูเม่ยจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับซูซ่างจิ่น และเธอก็ยังอยากที่จะถอนหมั้นกับเขาอยู่ทุกวัน แต่พอเห็นเขามาช่วยจัดการงานศพของคุณยายโดยไม่ห่วงเวลาเรียน เธอก็อดที่จะเกรงใจไม่ได้
“หยุดเรียนไปแค่อาทิตย์เดียว เดี๋ยวฉันเร่งอ่านหนังสือเอาทีหลังก็ได้” ซูซ่างจิ่นพูดกับฉินซูเม่ยด้วยท่าทางจริงจัง “ซูเม่ย ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันกำลังจะพูดคงไม่เหมาะกับเวลานี้สักเท่าไหร่ คุณยายฉันก็อยู่ที่หมู่บ้านนี้เธอก็รู้ใช่ไหม ฉันได้ยินคุณยายของฉันบอกว่าคุณยายของเธอรักเธอมาก แล้วเธอก็รักคุณยายของเธอมากที่สุด การจากไปของคุณยายอาจทำให้เธอเสียใจ แต่ฉันอยากให้เธอรู้ไว้ว่าเธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว หลังจากฉันเรียนจบชั้นมัธยมปลาย เรามาแต่งงานกันเถอะ”
เื่แต่งงานเป็ความ้าของเขาด้วยส่วนหนึ่ง เพราะอาจารย์แนะแนวยืนยันกับเขาเป็การส่วนตัวแล้วว่าปีหน้าจะมีการรื้อฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นมาจริงๆ หากเขาแต่งงานกับเธอ โชคดีของเธอต้องทำให้เขาสอบติด และต้องเป็มหาวิทยาลัยปักกิ่งอย่างแน่นอน อีกทั้งยังมีเื่ที่ดินมรดกของเธออีก ถ้าเขาสอบติดและได้ย้ายไปปักกิ่ง เขาจะให้เธอเปลี่ยนชื่อบนโฉนดผืนนั้นให้เป็ของเขา แล้วเขาก็ทำเื่ขอย้ายให้พ่อกับแม่ตามเขาไปอยู่ที่ปักกิ่งโดยมีเขาเป็หัวหน้าครอบครัว ต่อไปเขาก็จะไม่ใช่คนชนบท เขาจะเป็คนเมืองหลวง และฉินซูเม่ยจะต้องเป็คนมอบโชคดีทั้งหมดนี้ให้เขา
“ทำไมถึงจะรีบแต่งงาน นายเคยบอกว่าจะรอให้ฉันพร้อมก่อนไม่ใช่เหรอ” ฉินซูเม่ยขมวดคิ้วถามอย่างไม่พอใจ เวลานี้มันใช่เวลาที่จะมาพูดเื่แต่งงานไหม และที่สำคัญเธออยากรู้มากกว่าว่าทำไมซูซ่างจิ่นถึงรีบร้อนที่จะแต่งงานกับเธอ หรือว่าฉินซิ่วหลานจะท้องแล้ว แต่ที่ผ่านมา เธอก็ไม่เห็นว่าซูซ่างจิ่นกับฉินซิ่วหลานจะได้ติดต่อกันเลยนี่ หรือว่ามีอะไรหลุดรอดจากสายตาของเธอไป
ฉินซิ่วหลานที่ยืนแอบฟังทั้งสองคนคุยกันอยู่ เมื่อได้ยินว่าซูซ่างจิ่นอยากแต่งงานกับฉินซูเม่ยทันทีที่เรียนจบ เธอก็คิดว่าตัวเองต้องเร่งมือทำอะไรบางอย่างแล้ว
“พี่ซูเม่ย พี่ซ่างจิ่น ฉันไม่รู้ว่าพวกพี่มาคุยธุระกันอยู่ตรงนี้ ขอโทษด้วยนะคะ” ฉินซิ่วหลานเดินเข้ามาเหมือนบังเอิญ
“ไม่มีธุระอะไรหรอก แค่มานั่งพักเหนื่อยน่ะ” ฉินซูเม่ยตอบ
“เมื่อกี้น้าเล็กตามหาพี่อยู่น่ะค่ะ”
ฉินซูเม่ยลุกขึ้น เธอกำลังจะหาข้ออ้างหลบไปอยู่พอดี “งั้นฉันไปหาน้าเล็กก่อน พวกเธอก็นั่งพักต่อก็แล้วกัน”
“พี่ซ่างจิ่น พี่นั่งเป็เพื่อนฉันก่อนนะคะ” ซูซ่างจิ่นกำลังจะตามฉินซูเม่ยไป แต่เขากลับถูกฉินซิ่วหลานจับมือไว้ และเขาต้องนั่งลงตามแรงฉุดของเธอ แต่ฉินซิ่วหลานก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เธอกอดซูซ่างจิ่นไว้แน่นแล้วเริ่มร้องไห้ “พี่รู้ไหมคะว่าคุณยายลำเอียงแค่ไหน คุณยายมอบที่ดินให้พี่ซูเม่ย แต่คุณยายไม่ได้มอบที่ดินให้ฉันเลย”
ซูซ่างจิ่นอยากจะผลักฉินซิ่วหลานออก แต่มือของฉินซิ่วหลานกลับเหนียวยิ่งกว่ากาว ยิ่งเขาผลักเธอ เธอก็ยิ่งกอดเขาแน่นขึ้น “เธอปล่อยฉันก่อน เดี๋ยวใครมาเห็นเข้ามันจะไม่ดี”
ฉินซิ่วหลานกลับเบียดหน้าอกของเธอเข้ากับอกของซูซ่างจิ่นมากขึ้น ซูซ่างจิ่นมีปฏิกิริยากับความใกล้ชิดนั้นทันที แต่สติของเขายังดีอยู่ เขาจึงควบคุมตัวเองได้ เมื่อเขากำลังจะผลักฉินซิ่วหลานออกไปได้สำเร็จ ฉินซิ่วหลานกลับเงยหน้าขึ้นจูบเขาเข้าเต็มๆ และมือของเธอก็เอื้อมไปััในจุดที่ไม่ควรัั
ซูซ่างจิ่นตัวแข็งทื่อในทันที จูบนี้เป็จูบแรกและบริเวณนั้นก็ไม่เคยมีใครััมันมาก่อน ความรู้สึกแปลกใหม่นี้มันคืออะไร เขาไม่มีเวลาคิดมากนัก เพราะลิ้นอุ่นๆ ของฉินซิ่วหลานก็เข้าไปอยู่ในปากของเขาแล้ว จากนั้นซูซ่างจิ่นก็ปล่อยอารมณ์ของตัวเองไป
“พี่ซ่างจิ่น” ฉินซิ่วหลานที่พอใจกับัันั้นแล้วก็ผละออกจากชายหนุ่ม “ฉันรักพี่นะคะ”
คราวนี้สติของซูซ่างจิ่นกลับมาแล้ว เขาผลักเธอออกอย่างแรง “ทีหลังเธออย่าทำอย่างนี้อีก”
“แต่พี่ก็ชอบััของฉันไม่ใช่เหรอ”
“นั่นเพราะ...นั่นเพราะเธอบังคับฉัน”
“ฉันบังคับพี่เหรอคะ” ฉินซิ่วหลานยิ้ม “จูบแรกของพี่เป็ของฉันแล้ว พี่จะลืมมันได้เหรอ”
“ลืมได้สิ ฉันไม่มีทางหักหลังซูเม่ย” ซูซ่างจิ่นพูดจบก็วิ่งหนีไป
ฉินซิ่วหลานที่มองตามหลังก็ยิ้มอย่างพอใจ ‘ผู้ชายก็เป็อย่างนี้ พอเข้าใกล้ผู้หญิงมีหรือจะอดใจไหว และตอนนี้ฉันก็รู้แล้วว่าพี่ไวต่อความรู้สึกขนาดไหน ถ้ามีตัวกระตุ้นสักหน่อย พี่ก็จะไม่ปฏิเสธฉันหรอก’
ฉินซูเม่ยที่เหนื่อยจากงานศพคุณยาย ทั้งยังเครียดกับคำขอแต่งงานของซูซ่างจิ่น เพราะอีกไม่กี่เดือนซูซ่างจิ่นก็จะเรียนจบมัธยมปลายแล้ว ถ้าเธอยังหาข้ออ้างในการถอนหมั้นไม่ได้ เธอก็ต้องแต่งงานกับเขา และเธอก็จะกลับไปมีชีวิตแบบชาติที่แล้วอีกครั้ง เมื่อมีความเครียดและเหนื่อยล้าสะสม ฉินซูเม่ยจึงเป็ลมหมดสติไป
ยังดีที่นายทหารหนุ่มคนหนึ่งที่ทำนาอยู่ในแปลงนาใกล้ๆ กันเห็นเข้า เขาจึงอุ้มฉินซูเม่ยพาเธอไปหาหมอประจำหมู่บ้าน แต่น่าเสียดายที่หมอไม่อยู่ พอเขาอุ้มเธอไปที่บ้านฉิน คนที่บ้านก็ไม่อยู่เช่นกัน เพราะฉินซานเหลียงกับหลูเหนียงพาฉินไห่เฉินไปซื้อของในเมือง ส่วนฉินซิ่วหลานก็ไปเรียนยังไม่กลับ นายทหารหนุ่มทำได้เพียงแบกฉินซูเม่ยแล้วเดินเข้าเมืองเพื่อไปโรงพยาบาล
“คุณเป็ญาติกับน้องซูเม่ยเหรอคะ” ลี่เยี่ยนฟางถาม “ไม่ทราบคุณชื่ออะไรคะ”
“ผมชื่อไป๋จิ้งถิงครับ และผมก็ไม่ใช่ญาติของเธอ เป็แค่คนที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันกับเธอเท่านั้นครับ” ไป๋จิ้งถิงตอบ
“แล้วทำไมคุณถึงพาเธอมาโรงพยาบาลได้ล่ะคะ”
“ผมเห็นเธอเป็ลมอยู่ที่แปลงนา ทีแรกผมพาเธอไปหาหมอประจำหมู่บ้าน แต่คุณหมอไม่อยู่ พอจะพาเธอไปส่งที่บ้าน ที่บ้านของเธอก็ไม่มีใครอยู่อีกเหมือนกัน ผมก็เลยพาเธอมาส่งที่โรงพยาบาลนี่ล่ะครับ ว่าแต่อาการของเธอเป็ยังไงบ้างครับ”
“คงเพราะที่ผ่านมาเธอเครียดและมีอาการเหนื่อยสะสมน่ะค่ะ ร่างกายรับไม่ไหวก็เลยเป็ลมไป”
“ถ้าเธอไม่เป็อะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะไปบอกคนที่บ้านของเธอว่าเธอเข้าโรงพยาบาล” ไป๋จิ้งถิงหันกลับมาอีกครั้ง “เธอจำเป็ต้องนอนพักที่โรงพยาบาลหรือเปล่าครับ”
“ถ้าได้นอนพักดูอาการสักคืนก็น่าจะดีค่ะ รบกวนคุณบอกให้คนที่บ้านส่งคนมาเฝ้าเธอด้วยนะคะ”
“คุณหมอชื่ออะไรเหรอครับ ผมจะได้บอกคนที่บ้านเธอถูก”
“คุณเรียกฉันว่าคุณหมอลี่ก็ได้ค่ะ”
“ครับคุณหมอลี่ เดี๋ยวผมจะไปบอกคนที่บ้านเธอเดี๋ยวนี้ครับ”
ฉินซูเม่ยนอนหลับั้แ่บ่ายจนถึงเย็น เธอตื่นเพราะได้ยินเสียงคนคุยกัน แต่เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของคนในครอบครัว กลับเป็เสียงของหูเสี่ยวเถาและซูซ่างจิ่น ขณะที่เธอกำลังจะลืมตา แต่คำพูดของหูเสี่ยวเถากลับทำให้เธอต้องแกล้งหลับต่อ
“คนบ้านฉินไม่มีใครมาเฝ้าหนูซูเม่ย แกก็ใช้โอกาสนี้ทำดีให้เธอเห็น พอแกขอแต่งงานอีกครั้ง เธอจะได้ไม่บ่ายเบี่ยงแล้วรีบตอบรับคำขอของแก คราวนี้แกต้องเชื่อแม่ แกก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอว่าเื่ที่ดินที่เมืองหลวงเป็เื่จริง ถ้าแกได้แต่งงานกับหนูซูเม่ย แกจะได้ให้เธอเปลี่ยนชื่อบนโฉนดเป็ชื่อของแกได้ไง” หูเสี่ยวเถากระซิบ แต่ถึงอย่างนั้นฉินซูเม่ยก็ยังได้ยิน “แล้วเื่ผลการเรียนของแกอีก แกเชื่อแม่หรือยังล่ะว่าหนูซูเม่ยเป็เครื่องรางที่ทำให้แกสอบได้ที่หนึ่ง”
“ผมเชื่อแล้วครับแม่ รับรองว่าผมต้องแต่งกับเธอให้ได้”
“ต้องอย่างนี้สิลูกชายฉัน แล้วฉินซิ่วหลานกับเหอเจียวเจียวอะไรนั่น แกก็อย่าไปติดต่อกับพวกหล่อนอีก แม่ไม่อยากให้หนูซูเม่ยเข้าใจผิด”
“ผมรู้แล้วครับ”
“เอาล่ะ แม่จะกลับบ้านก่อน แกก็อยู่เฝ้าหนูซูเม่ยให้ดี เงินที่แม่ให้ไว้อยากใช้อะไรก็ใช้ เพราะทรัพย์สินที่หนูซูเม่ยมีมันมากกว่าเงินที่เรามีเสียอีก”
ฉินซูเม่ยกำมือแน่น ชาติที่แล้วเธอโง่เขลาและหลงคิดไปเองว่าคงเพราะแม่สามีเห็นความดีและความขยันของเธอ แม่สามีจึงอยากแต่งเธอไปเป็ลูกสะใภ้ อีกทั้งซูซ่างจิ่นที่ทำยังไงก็ไม่ยอมหย่ากับเธอ ถึงขนาดกับแต่งเื่โกหกว่าเขาเป็โรคประหลาดที่มีสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามไม่ได้ ทั้งที่เขาแอบซุกลูกเมียไว้ข้างนอก นั่นก็เพราะเขาเห็นว่าเธอเป็เครื่องรางนำโชคที่จะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น แล้วเขายังหวังที่จะยึดที่ดินที่เป็มรดกของคุณยายไปจากเธออีก ‘ซูซ่างจิ่น ในที่สุดฉันก็รู้แล้วว่าทำไมนายถึงแต่งงานกับฉัน ที่แท้นายก็หวังที่จะยึดที่ดินของฉัน ส่วนที่นายไม่ยอมหย่ากับฉันก็เพราะนายเห็นว่าฉันเป็เครื่องรางนำโชคของนายสินะ เครื่องรางอย่างฉันคงทำให้นายสอบติดมหาวิทยาลัย และยังทำให้นายประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ตอนนี้ฉันเข้าใจกระจ่างแล้ว ยังเหลือเื่ที่นายแอบไปมีอะไรกับฉินซิ่วหลานจนท้องล่ะ มันจะเกิดขึ้นตอนไหน ฉันขอร้องล่ะ พวกนายรีบทำให้มันเกิดขึ้นเร็วๆ เถอะ ฉันขยะแขยงที่ได้ชื่อว่าเป็คู่หมั้นของนายเต็มทีแล้ว’