ไป๋จื่อชีมีความรู้สึกไวมาก สายตาชวีหนานอีที่มองผ่านไป ไป๋จื่อชีก็ส่งสายตาต้อนรับกลับมา จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แสดงความเคารพและเรียก “ใต้เท้า”
ชวีหนานอียิ้มมุมปากพยักหน้ากล่าว “พบข้าแล้วไม่คุกเข่า นี่คงเป็นเม่าฉาย ไป๋จื่อชีกระมัง?”
ไป๋จื่อชีพยักหน้า ท่าทางไม่ยินดียินร้าย “ข้าน้อยเองขอรับ”
ชวีหนานอีรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย ดูออกว่ายี่สิบกว่าคนที่คุกเข่าอยู่ด้านล่างแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมี 4 คนปกป้องล้อมยาวจิ่วไว้ มิให้เท้าและหมัดของพวกชาวบ้านทุบตีไปบนร่างของยาวจิ่ว 4 คนนี้คงมีไป๋จื่อชีอยู่ด้วย เรื่องนี้ดูผิวเผินง่าย ๆ อาจรู้สึกว่าไป๋จื่อชีมีความชอบธรรม ทว่าชวีหนานอีสังเกตเห็นปฏิกิริยาของยาวจิ่ว ยาวจิ่วเคยกล่าวว่าตนถูกเยี่ยนเต๋อหลินขายไปแล้ว ผู้ซื้อนี้คงจะเป็นไป๋จื่อชี ไป๋จื่อชีปกป้องของของตน ก็แค่นั้น
ชวีหนานอีชำเลืองมองท่าทางของยาวจิ่วที่แม้นต้องตายก็ไม่ยินยอม ทว่าเขายังแสร้งเป็นไม่รู้ ถามขึ้นว่า “ท่านมานี่ด้วยเหตุอันใด? หากมิใช่เพราะหวาดกลัวภูตผีปีศาจที่กล่าวถึงกัน ต้องการเผายาวจิ่วที่มือไร้อาวุธให้ตายรึ?”
เหล่าชาวบ้านแอบคิดว่า ‘มือไร้อาวุธ? ท่านใต้เท้า จากประสบการณ์ของท่าน ไม้ในมือของยาวจิ่วเป็นกับข้าวรับประทานเล่นหรืออย่างไร?’
ใบหน้าไป๋จื่อชีไม่เปลี่ยน ตอบกลับมาว่า “เรียนใต้เท้า เยี่ยนเต๋อหลินแพ้พนัน จึงวางยาวจิ่วเป็นเดิมพันแก่ข้าน้อย”
ชวีหนานอีพยักหน้าแอบคิดว่า ‘ตอนนี้ไม่สามารถให้ยาวจิ่วไป หากยาวจิ่วไปแล้ว ชวีหนานอีจะไปจับนังภูตสาวสมควรตายนั่นได้ที่ไหน? เหยื่อนี่จะหายไปไม่ได้!’ เช่นนั้นชวีหนานอีจึงลากเสียงยาวกล่าวว่า “อย่างนี้นี่เอง...หากเป็นเช่นนี้ ยาวจิ่วควรต้องให้เจ้าพาไป”
เหล่าชาวบ้านหยุดแล้วตะโกนว่า “ใต้เท้า ไม่ได้เด็ดขาด! ให้เขาพายาวจิ่วไปไม่ได้! ยาวจิ่วเป็นปีศาจ จำเป็นต้องจุดไฟเผาให้ตาย!”
ชวีหนานอีกวาดตามองบรรดาชาวบ้านก็พบว่าคนที่เชื่อมั่นพึ่งพาไฟนั้นมิได้มีเพียงคนเดียว ทว่าชวีหนานอีสามารถกล่าวออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจได้ว่า บางคราไฟที่ดีก็มิอาจจับกลอุบายของภูตสาว จะพึ่งพาแต่ไฟเกินไปไม่ได้
ถึงกระนั้นชวีหนานอียังคงพยักหน้า ลากเสียงยาวกล่าวว่า “อย่างนี้นี่เอง... หากเป็นเช่นนี้ ยาวจิ่วก็สมควรถูกไฟเผาให้ตาย”
ไป๋จื่อชียกเปลือกตา มองชวีหนานอีอย่างเย็นชา “ใต้เท้าถนัดกลับกลอก?”แอบรำพึงในใจว่า ‘ท่าทางที่เหมือนสุนัขอย่างชวีหนานอี เกิดมาเหตุใดมีแต่เลือดชั่ว? กลัวว่าหากใช้มีดกรีดร่างชวีหนานอีเบา ๆ กลิ่นเหม็นเน่าคงคละคลุ้งไปทั่ว’
ชวีหนานอีถามกลับอย่างอารมณ์ดีเหลือเกินว่า “ถ้าเช่นนั้นไป๋เม่าฉายคิดว่าข้าควรจัดการอย่างไรดี?” ส่วนในใจกล่าว ‘ดูท่าทางมืด ๆ มน ๆ เป็นผีอย่างไป๋จื่อชี ใช้ชีวิตราวกับว่ามีใครไปนอนกับเมียของตนแล้วไม่ให้เงินอย่างไรอย่างนั้น คาดไม่ถึงว่าคนแบบนี้จะสอบเม่าฉายได้ มิอาจดูคนแค่ภายนอกจริง ๆ’
ไป๋จื่อชีตอบกลับด้วยความเคารพว่า “ใต้เท้าน่าจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นกลางอยู่แล้ว! ในเมื่อเยี่ยนเต๋อหลินนำยาวจิ่ววางเดิมพันไว้กับข้า ดังนั้นเป็นธรรมดาที่ควรยึดตามข้าน้อยเป็นหลัก”
ชวีหนานอีพยักหน้า ลากเสียงยาวกล่าว “อย่างนี้นี่เอง...” ครั้นเมื่อสายตาเห็นสีหน้าผู้คนเริ่มเปลี่ยน ชวีหนานอีจึงกลับคำ “ยาวจิ่ว เจ้าคิดเช่นไร?”
ถูกเรียกชื่อกะทันหัน ยาวจิ่วสะดุ้งเล็กน้อย คิดแล้วจึงค่อยตอบ “ยาวจิ่วเป็นคน ไม่ยอมถูกเผา และไม่ยอมเป็นเบี้ยขัดดอก หนี้ที่เยี่ยนเต๋อหลินติดค้าง เชิญท่านไป๋ไปขอเอา ไม่เกี่ยวกับยาวจิ่ว” เยี่ยนเต๋อหลินฆ่าคนตาย ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต ตระกูลเยี่ยนถูกลิขิตให้ไร้ผู้สืบสกุล ยาวจิ่วถูกลิขิตให้สูญเสียความไว้วางใจในตัวเจ้านายของตน เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ยาวจิ่วไม่มีความจำเป็นต้องมอบชีวิตของตนเพื่อเป็นเหยื่อแก่ใคร! เมื่อสักครู่ ท่อนไม้ที่ตีลงบนตัว เกิดความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว ความเจ็บนั้นทำให้ยาวจิ่วเข้าใจว่าเขายังคงรู้สึกกลัว กลัวความเจ็บ กลัวความปวด กลัวถูกไฟเผา ยาวจิ่วคิดว่าหัวใจของเขาไม่สนใจความเป็นความตายมานานแล้ว ทว่าเมื่อได้ไตร่ตรองย้อนดู ก็รู้ว่ายาวจิ่วยังคงปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ต่อ ยาวจิ่วยังสนใจเสื้อผ้า สนใจรองเท้า สนใจการกินอยู่ในทุก ๆ วัน สนใจตำลึงเงินที่ถูกสตรีผู้นั้นขโมยไป สนใจว่าตนเองจะสามารถมีชีวิตรอดอยู่ดีได้หรือไม่! ดังนั้น ยาวจิ่วไม่อยากตาย และตายไม่ได้ด้วย! ต้องตาย เป็นเยี่ยนเต๋อหลินเท่านั้นที่สมควรตาย และต้องไม่ตายดี!
สายตาเย็นชาของไป๋จื่อชีจ้องมองยาวจิ่ว มองอย่างไร้ความรู้สึก แต่นัยน์ตากลับปรากฏประกายไฟแห่งความเบิกบาน เพียงแต่ประกายไฟที่แสบตานั้นไม่เหมือนความเมตตา
ยาวจิ่วมองไป๋จื่อชีด้วยสายตาเย็นชา ไม่กล่าวอะไร ทว่าความเกลียดชังในแววตากลับทำให้คนตัวสั่น ไม่นาน ยาวจิ่วกลับขยิบตา ปากเผยรอยยิ้ม คล้ายความเกลียดชังเมื่อครู่ไม่เคยมีอยู่ การแสดงพลิกสีหน้าช่างรวดเร็วยิ่งกว่าพลิกหน้าหนังสือ
ในใจยาวจิ่วคิด ‘หากเจ้ากล้านำข้าไป ข้าก็กล้าทำเจ้าตายเช่นกัน! ไม่มีแม้แต่เสียง ไม่ทันได้รู้สึกตัว ชั้นเชิงแพรวพราว กลอุบายต่าง ๆ นานาที่ทำให้เจ้าตาย! ชีวิตพังทลาย ความคิดเลวร้ายมากมาย เจอใครก็พบหายนะ!
ตัวยาวจิ่วไม่มีข้อดีอะไร เพียงให้ความสำคัญกับคำสาบาน สาบานไว้ ณ ที่นี้ว่า ไม่ยอมตาย!
ไป๋จื่อชีเห็นยาวจิ่วดังนี้ก็รู้สึกไม่พอใจ ค่อย ๆ ขมวดคิ้ว ในแววตาแสดงออกลึกขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับคุกที่กินคนได้
ชวีหนานอีเห็นทุกอย่างในสายตา ค่อย ๆ กล่าวต่อไปอย่างช้า ๆ “อย่างนี้นี่เอง...หากเป็นเช่นนี้...”
ไป๋จื่อชีรู้สึกรำคาญใจ มิต้องการโต้เถียงกับชวีหนานอีอีกต่อไป เถียงอย่างนี้นี่เอง อย่างนี้นี่เองต่อไปเรื่อย ๆ กลัวจะไม่จบไม่สิ้น เหตุนี้เขาจึงกล่าว “ใต้เท้าชวี ข้าน้อยมีสัญญาการขายยาวจิ่ว เยี่ยนเต๋อหลินเป็นคนประทับรอยนิ้วมือ”
ชวีหนานอีกล่าวด้วยความปีติว่า “อย่างนี้นี่เอง...เจ้านำขึ้นมาให้ข้าดู”
ไป๋จื่อชีเลิกคิ้ว สะกดอารมณ์ชั่ววูบที่จะบีบชวีหนานอีให้ตาย ยื่นมือจับหน้าอกลูบ ๆ คลำ ๆ คลำแล้วคลำอีก ลูบแล้วลูบอีก ยิ่งลูบสีหน้ายิ่งแย่ หลักฐานไม่อยู่แล้ว! ถูกขโมยไปแล้ว? หรือหายไปแล้ว? ลูกตาไป๋จื่อชีแทบจะหลุดออกมา รำพึงในใจ ‘เมื่อครู่วุ่นวายมาก เพื่อไม่ให้ยาวจิ่วได้รับบาดเจ็บ ไป๋จื่อชียืดตัวปกป้องยาวจิ่ว ทำให้ไป๋จื่อชีรับมือเท้ามาไม่น้อย ทว่าไป๋จื่อชีตื่นตัวอยู่เสมอ จะถูกผู้อื่นคลำเอาหลักฐานไปโดยไม่รู้ตัวได้อย่างไร?’
ไป๋จื่อชีใช้สายตากวาดมองเหล่าชาวบ้านที่คุกเข่าอยู่บนพื้น คาดเดาว่าใครเป็นคนขโมยหลักฐานของตนเองไป ไม่คล้าย ใครก็ไม่คล้าย พวกเขามาทำร้ายยาวจิ่ว จะขโมยหลักฐานของตนได้อย่างไร? นอกจากนี้ ใครจะรู้ว่าหลักฐานนั่นเก็บไว้ในอกเสื้อของตน ไม่ใช่ในแขนเสื้อ?
ชวีหนานอีหรี่ตามองท้องฟ้า ยื่นมือลูบท้องตนเอง กล่าวอย่างเย็นชา “ไป๋จื่อชีเอ๋ย เจ้ากำลังล้อเล่นกับข้าหรือ?”
ไป๋จื่อชีส่ายหัวกล่าว “ข้าน้อยมิบังอาจ” คิดไตร่ตรองครู่หนึ่ง เอ่ยต่อว่า “หลักฐานนั่นคงหล่นไว้ที่ใดที่หนึ่งในบ้าน รอข้าน้อยหาพบค่อยส่งคนนำหลักฐานส่งให้กับใต้เท้าได้ดูด้วยตนเอง ขอความกรุณาใต้เท้าอนุญาตให้ข้าน้อยพายาวจิ่วไปก่อน หากใต้เท้าชวีไม่เชื่อ ข้าน้อยสามารถให้เยี่ยนเต๋อหลินยืนยันได้”
ชวีหนานอีชี้นิ้วอันเรียวยาว แตะไปที่ศีรษะไป๋จื่อชีบนอากาศ กล่าวออกมาเพียงคำเดียวว่า——“ตบ”
หัวหน้าหยาอีหลี่ต้าจ้วงอยู่ข้างกายชวีหนานอีมาระยะหนึ่งแล้ว ทราบว่าใต้เท้าท่านนี้เป็นผู้กล่าวคำไหนคำนั้น แม้ว่าในหลาย ๆ คราจะไม่เข้าใจว่าแท้จริงแล้วท่านใต้เท้าอ้อมค้อมอะไรอยู่ ถึงกระนั้นก็สามารถมั่นใจได้แน่นอนเรื่องหนึ่งว่า——ใต้เท้าท่านนี้ฆ่าคนไม่เคยมือไม้อ่อน
หลี่ต้าจ้วงที่คุ้นเคยกับการรับฟังคำสั่งของชวีหนานอี เลิกแขนเสื้อ โผเข้าไปพร้อมกับเหล่าหยาอี จับไป๋จื่อชีกดลงไปบนม้านั่งยาว ยกไม้กระบองขึ้นฟาด! เพื่อแสดงให้เห็นถึงการบังคับใช้คำสั่งของชวีหนานอี ลำแขนกำยำของหลี่ต้าจ้วงฟาดผัวะ ๆ ๆ ลงไปอย่างสุดกำลัง
ไป๋จื่อชีคาดไม่ถึงว่าชวีหนานอีเมื่อกล่าวว่าโบยก็โบย และสิ่งที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงยิ่งกว่าคือ ความเร็วของหัวหน้าหยาอีหลี่ต้าจ้วง คือสุนัขน่ารังเกียจโดยแท้จริง โผเข้าใส่ก็กัด!
ไป๋จื่อชีอยากจะเปิดปากกล่าว ทว่าเป็นเพราะไม้กระบองที่ตีลงบนร่าง ตีจนทำเอาประโยคปกติแตกกระจัดกระจาย ไป๋จื่อชีกล่าว “โอ๊ย....ขะ....ข้า......โอ๊ย......ข้าคือ......อา......เม่าฉาย โอ๊ะ......มะ......ไม่......อา! โบยไม่ได้!
ชวีหนานอีมีปฏิกิริยาต่อไปอย่างเชื่องช้า ถามกลับว่า “หา? เจ้ากล่าวว่าอะไรนะ?”
ผู้รักษาการรีบกล่าวอีกครั้งว่า “ใต้เท้า! ท่านผู้นั้นของพวกเราเป็นเม่าฉาย โบยไม่ได้!”
ชวีหนานอีไม่สามารถแสร้งเป็นฟังไม่ชัดต่อไปได้ ทว่าเขามีคุณสมบัติเป็นคนหน้าหนา เคยชินกับการใช้แผนการ ด้วยเหตุนี้จึงเลิกคิ้ว กล่าวไม่ช้าไม่เร็วว่า “อย่างนี้นี่เอง...ถ้าเช่นนั้นก็หยุดเถิด”
รอชวีหนานอีกล่าวประโยคนี้จบ ไป๋จื่อชีก็ถูกโบยไปแล้วอย่างน้อย 7-8 ที