เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 28 หลานชายคือหมาบ้านยาย

            ในอดีต ยามถูกหวังเหว่ยไฉรังแก ฉินหยวนเฟิงไม่เคยปริปากฟ้องตายายเลยสักครั้ง เขาเลือกที่จะก้มหน้าแบกรับความเจ็บปวดไว้เพียงลำพัง ด้วยสำนึกเสมอว่าตนเป็นเพียงผู้อาศัยใบบุญ ต้องทำตัวให้เจียมเนื้อเจียมตัว ว่านอนสอนง่าย และไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ใหญ่

            ฉินหยวนเฟิงไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งเขาจะกล้าเล่าเรื่องที่ถูกรังแกให้ตายายฟัง และยิ่งไม่คาดคิดว่าตนจะกล้าแอบปาก้อนหินใส่หวังเหว่ยไฉเอาคืน แต่ชั่ววูบที่ได้ยินเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดของอีกฝ่าย ความสะใจกลับพวยพุ่งขึ้นมาแทนที่ความกลัว หัวใจเขาพองโตด้วยความสุขอย่างประหลาด พร้อมกับความฮึกเหิมที่อัดแน่นอยู่เต็มอก

            ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้ เป็นเพราะเด็กหญิงที่ชื่อหลินทิงเสวี่ยคนนั้นเหรอ? ตัวก็เล็กนิดเดียว แต่นึกไม่ถึงว่าจิตใจจะเด็ดเดี่ยวห้าวหาญสมกับเป็นจอมยุทธ์หญิงจริงๆ

            หลังจากได้ยินหลานชายบอกว่า “หวังเหว่ยไฉรังแกผม” ยายหวังนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม “หลานชายตัวดีของยายมันทำอะไรหลาน? ไม่ต้องกลัว บอกยายมา ยายจะไปจัดการให้เอง”        

            คนหนึ่งก็หลานชายแท้ๆ อีกคนหนึ่งก็หลานในไส้ ฝ่ามือหรือหลังมือก็เนื้อเดียวกันทั้งนั้น หากถามว่ารักใครมากกว่า โดยธรรมชาติย่อมต้องเป็นหลานปู่ย่าที่ใช้นามสกุลเดียวกัน คนแถวนี้มักพูดกันติดปากว่า “หลานนอกก็เหมือนหมาที่ยายเลี้ยง กินอิ่มแล้วก็เดินจากไป”

            ตามหลักแล้วยายหวังควรจะรักหลานสายตรงมากกว่า แต่กับฉินหยวนเฟิงนั้นถือเป็นข้อยกเว้น

            แม่ของฉินหยวนเฟิงเป็นลูกสาวคนสุดท้อง ทั้งสะสวย อ่อนหวาน และเพียบพร้อมที่สุด ในบรรดาลูกๆ ทั้งหมด ตายายจึงรักและหวงแหนเธอเป็นพิเศษ

            การจากไปของลูกสาวคนเล็กจึงเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจของคนแก่ทั้งสอง เดิมทียายหวังก็คัดค้านหัวชนฝาเรื่องการแต่งงานกับฉินไห่เฉวียน เธอมองปราดเดียวก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้พึ่งพาไม่ได้ และสุดท้ายลางสังหรณ์ของคนแก่ก็แม่นยำ

            หลังแต่งงาน ฉินไห่เฉวียนก็นอกใจ หวังซิ่วอวิ๋นกัดฟันทนทุกข์โดยไม่เคยระบายให้ทางบ้านฟัง จนกระทั่งเธอกินยาฆ่าตัวตาย เรื่องราวเน่าเฟะถึงได้ถูกเปิดโปงขึ้นมา

            สิ้นลูกสาว ยายหวังพาลูกสาวอีกสามคนบุกไปอาละวาดบ้านตระกูลฉิน พังทั้งโรงงานและบ้านนังเมียน้อยจนพินาศ ส่งผลให้ทั้งชายชู้หญิงชั่วตกงาน แม้ภายหลังทั้งคู่จะแต่งงานมีลูกด้วยกัน แต่ชื่อเสียงก็ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี

            เมื่อลูกสาวสุดที่รักจากไป ฉินหยวนเฟิงผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงหนึ่งเดียว จึงเปรียบเสมือนตัวแทนของลูกสาวที่ตายายทุ่มเทความรักให้เสียยิ่งกว่าหลานคนไหนๆ

            อีกทั้งฉินหยวนเฟิงยังเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย การเรียนก็เป็นที่หนึ่ง สอบได้คะแนนเต็มร้อยทุกวิชา งานบ้านงานเรือนก็ช่วยหยิบจับไม่เคยขาด ใครบ้างจะไม่เอ็นดู?

            เรื่องหวังเหว่ยไฉชอบกลั่นแกล้งฉินหยวนเฟิง ตายายใช่ว่าจะไม่ระแคะระคาย แต่เพราะฉินหยวนเฟิงไม่เคยฟ้อง ทั้งสองจึงเลือกที่จะทำเป็นปิดตาข้างหนึ่ง เพื่อรักษาความสงบในครอบครัว

            แต่วันนี้ฉินหยวนเฟิงยอมปริปากแล้ว เขาเล่าทุกสิ่งที่ถูกกระทำออกมาจนหมดเปลือก

            “ถ้าไม่ได้น้องสาวที่ชื่อหลินทิงเสวี่ยพาหมามาไล่ พวกเขาก็คงยังรุมด่า ถ่มน้ำลายใส่ผมไม่เลิก” ฉินหยวนเฟิงเล่าด้วยสีหน้าเจ็บปวด

            ยายหวังลูบศีรษะหลานชายด้วยความเวทนา “ยายรู้แล้ว เจ้าเหว่ยไฉมันเหลือเกินจริงๆ เดี๋ยวเถอะ ยายจะให้ลุงใหญ่หลานจัดการสั่งสอนให้เข็ด กินข้าวกันก่อนเถอะ”

            ฉินหยวนเฟิงพยักหน้า ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงกลั้นใจถาม “ยายครับ... ผมขอเลี้ยงหมาสักตัวได้ไหมครับ?”

            หญิงชราหัวเราะร่า “เรื่องแค่นี้ทำไมจะไม่ได้ล่ะ หมาน้าสามของหลานเพิ่งออกลูกครอกใหม่ หลานไปขอมาสักตัวสิ รอหย่านมแล้วค่อยอุ้มมาเลี้ยงก็ได้”

            หลังมื้อเที่ยง ยายหวังก็มุ่งหน้าไปบ้านหวังเหว่ยไฉทันที

            ที่บ้านนั้นก็เพิ่งทานข้าวกันเสร็จ หวังเถียนเถียนกำลังเก็บโต๊ะ ส่วนหวังเหว่ยไฉนั่งยองๆ ผิงไฟอยู่ข้างเตา หลังมือข้างหนึ่งบวมเป่งจนน่ากลัว

            “แม่มาเหรอคะ กินข้าวมาหรือยัง?” คนที่เอ่ยทักคือหลี่ชุนหง แม่ของหวังเหว่ยไฉ

            ยายหวังพยักหน้ารับ “กินแล้ว” ก่อนจะเดินดิ่งไปหาหลานชายตัวดี “เจ้าไฉ ทำไมรังแกพี่ชายแกอีกแล้ว? ลำพังรังแกคนเดียวไม่พอ ยังจะลากเด็กคนอื่นมารุมพี่เขาอีก นิสัยแย่จริงๆ นะ”

            เดิมทียายหวังก็รักหลานคนนี้ แต่พอเห็นโตมาแล้วไม่เอาถ่าน ทัศนคติก็เริ่มเปลี่ยนไป

            พอแม่สามีเปิดฉากด่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวน หลี่ชุนหงก็ของขึ้นทันควัน “แม่คะ แม่จะลำเอียงเกินไปแล้วนะ แม่เห็นกับตาเหรอว่าเจ้าไฉรังแกหยวนเฟิง? ฟังความข้างเดียวจากเด็กแบบนั้นใช้ได้ที่ไหน เจ้าหยวนเฟิงต่างหากที่รังแกเจ้าไฉ ดูสิ มือไม้บวมไปหมดแล้ว”

            ยายหวังเพิ่งสังเกตเห็นหลังมือที่บวมเป่งของหลานชาย “เจ้าไฉ มือแกไปโดนอะไรมา?”

            ถึงหวังเหว่ยไฉจะร้าย แต่เขายังตามเล่ห์เหลี่ยมแม่ตัวเองไม่ทัน เมื่อถูกถามจึงตอบไปตามตรง “ผมก็ไม่รู้ครับ ยืนอยู่ดีๆ ก็มีก้อนหินลอยมาจากไหนไม่รู้ ปลิวมาโดน”

            คำตอบซื่อบื้อของลูกชายทำเอาหลี่ชุนหงแทบกระโดด เธอกัดฟันถลึงตาใส่ลูกชายที่ไม่ได้ดั่งใจ

            พอรู้ว่าแผลนั้นไม่ใช่ฝีมือฉินหยวนเฟิง ยายหวังก็โล่งอก หันไปมองลูกสะใภ้ตาเขียว “เจ้าไฉมันก็บอกเองว่าไม่ใช่หยวนเฟิงทำ แกอย่ามาใส่ร้ายหลานมันมั่วๆ หยวนเฟิงมันเด็กซื่อ มันจะไปกล้าทำเจ้าไฉได้ยังไง? ชุนหง อ้ายกั๋ว... หยวนเฟิงมันก็หลานพวกแกนะ แม่มันตาย พ่อมันก็ไม่เอา ถ้าพวกแกที่เป็นลุงเป็นป้าไม่รักมันก็ช่างเถอะ แต่จะปล่อยให้เจ้าไฉรังแกมันฝ่ายเดียวไม่ได้ ที่ผ่านมาหยวนเฟิงมันไม่ฟ้อง ฉันกับพ่อแกเลยไม่พูด แต่นับจากวันนี้ไป ถ้าเจ้าไฉยังรังแกหยวนเฟิงอีก อย่าหาว่าฉันไม่ไว้หน้า!”

            ยายหวังยื่นคำขาดเสียงแข็ง แต่หวังอ้ายกั๋ว ผู้เป็นลูกชายคนโตกลับนั่งยองๆ สูบยาเส้นเงียบกริบ ได้ยินเพียงเสียงยาเส้นในกล้องยาสูบเผาไหม้ดังฉี่ๆ เป็นระยะ

            เขาถือคติไม่ยุ่งเรื่องผัวเมียแม่ลูกตีกัน แม้ชื่อตัวเองจะถูกเอ่ยอ้าง เขาก็ยังทำหูทวนลม

            แต่หลี่ชุนหงไม่ยอมจบง่ายๆ เธอยืนเท้าสะเอว ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำทะมึนดูราวกับเจดีย์ทมิฬ พร้อมปะทะเต็มที่ “แม่พูดจาไม่เข้าท่าเลยนะ เจ้าไฉรังแกหยวนเฟิงตรงไหน? ถ้าแม่คิดว่าลูกฉันมันเลวนัก ก็ส่งเจ้าหยวนเฟิงกลับไปหาพ่อมันสิ! ไม่ใช่ว่ามันไม่มีพ่อสักหน่อย แม่จำใส่สมองไว้ด้วยนะว่าเจ้าไฉต่างหากที่เป็นคนแซ่หวัง เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขตระกูลหวัง ส่วนฉินหยวนเฟิงมันแซ่ฉิน! ต่อให้แม่ประคบประหงมมันแค่ไหน มันก็เป็นคนอื่นวันยังค่ำ!” 

            ตรรกะเห็นแก่ตัวที่หลี่ชุนหงพ่นออกมา ยายหวังได้ยินจนหูชา “แกจะให้หยวนเฟิงกลับไปหาพ่อสารเลว ให้แม่เลี้ยงโขกสับหรือไง? จิตใจแกทำด้วยอะไร? เอาล่ะ ฉันขอเตือนไว้แค่นี้ ถ้าเจ้าไฉยังหาเรื่องหยวนเฟิงอีก พวกแกก็คอยดูแล้วกัน!”

            ประกาศกร้าวจบ หญิงชราก็สะบัดก้นเดินหนีทันที ทิ้งให้เสียงตวาดแว้ดๆ ของลูกสะใภ้ไล่หลังมา

            “หวังอ้ายกั๋ว! คุณเป็นใบ้หรือไง? แม่คุณมาชี้หน้าด่าปาวๆ คุณไม่ได้ยินหรือไง?”

            เจอเมียคำรามใส่ หวังอ้ายกั๋วก็ยังคงนั่งนิ่งเป็นรูปปั้น หลี่ชุนหงอาละวาดจนเหนื่อยก็เงียบไปเอง บ้านจึงกลับสู่ความสงบ

            หวังเหว่ยไฉนั่งผิงไฟต่ออีกครู่หนึ่งก็ลุกเดินออกจากบ้าน มุ่งหน้าไปบ้านตายาย ไม่ใช่เพื่อไปเยี่ยมเยียน แต่เพื่อไปคิดบัญชีกับฉินหยวนเฟิง

            ถ้าไม่ใช่เพราะมันปากโป้งเอาไปฟ้องยาย แม่กับยายก็คงไม่ต้องทะเลาะกัน

            “ไอ้ขี้ขลาด เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็ง กล้าฟ้องผู้ใหญ่เชียวเรอะ วันนี้ฉันจะจัดให้สาสม!” หวังเหว่ยไฉเคียดแค้นจนแทบกระอัก

            เขาคิดว่าลำพังตัวเองก็จัดการฉินหยวนเฟิงได้สบายๆ จึงไม่ได้เรียกพรรคพวกไปด้วย

            พอถึงบ้านตายาย หวังเหว่ยไฉก็แสร้งตีหน้าเศร้า เข้าไปขอโทษขอโพยฉินหยวนเฟิงต่อหน้าผู้ใหญ่ จากนั้นก็เอ่ยชวนออกไปเล่นข้างนอก

            ตายายเห็นหลานชายมาขอโทษก็เบาใจ จึงไม่ขัดขวางเมื่อเด็กๆ จะไปเล่นกัน ฉินหยวนเฟิงรู้ดีว่าหวังเหว่ยไฉไม่ได้มาดี แต่เพื่อความสบายใจของตายาย เขาจึงยอมตามน้ำ

            หวังเหว่ยไฉอุตส่าห์มาขอโทษถึงที่ ถ้าเขาไม่ยอมตามน้ำ ก็จะดูเป็นคนอกตัญญู พาลให้ตายายลำบากใจ

            แม้จะอายุเพียงสิบขวบ แต่ฉินหยวนเฟิงเข้าใจโลกและความซับซ้อนของคนดีเกินวัย การที่เขาเงียบไม่ใช่ว่าโง่ แต่เพราะไม่อยากสร้างปัญหาให้ตายายที่อุตส่าห์รับเลี้ยงดูเขาหลังจากปู่ย่าแท้ๆ ตายจากไป แค่นี้เขาก็ซาบซึ้งในบุญคุณจะแย่แล้ว

            หวังเหว่ยไฉพาฉินหยวนเฟิงเดินลึกเข้าไปในไร่ข้าวโพด

            ฤดูนี้ไร่ข้าวโพดว่างเปล่ามานานแล้ว เหลือเพียงซากต้นแห้งๆ ยืนต้นตายท้าลมหนาว บรรยากาศดูรกร้างวังเวง

            พอถึงที่ลับตาคน หวังเหว่ยไฉก็พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ใบหน้าฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียม ถลึงตามองฉินหยวนเฟิงที่ยืนห่างออกไปไม่ถึงวา “ไอ้เวรเอ๊ย เดี๋ยวนี้กล้าดีจริงๆ นะ กล้าเอาเรื่องฉันไปฟ้องคุณปู่คุณย่า ไอ้ลูกไม่มีพ่ออย่างแกสงสัยจะเบื่อโลกแล้วใช่ไหม?”

            หากเป็นเมื่อก่อนเจอคำด่าหยาบคายแบบนี้ ฉินหยวนเฟิงคงได้แต่ก้มหน้าเงียบ หรือไม่ก็เดินหนี แต่คราวนี้เขาไม่ทำแบบนั้น นอกจากจะไม่ถอยหนี เขายังยืดอกเดินเข้าไปประจันหน้าหวังเหว่ยไฉอย่างไม่เกรงกลัว

            “หวังเหว่ยไฉ ปากแกหัดพูดจาภาษาคนซะบ้าง แกด่าใครว่าลูกไม่มีพ่อ? แกนั่นแหละลูกไม่มีพ่อ!”

            “เฮ้ย! แก... ไอ้ฉินหยวนเฟิง ไอ้ลูกกำพร้า! เดี๋ยวนี้กล้าเถียงฉันเหรอวะ?”

            การเปลี่ยนแปลงกะทันหันของฉินหยวนเฟิงทำเอาหวังเหว่ยไฉชะงัก ไอ้ขี้ขลาดที่เคยยอมให้ตบตีฝ่ายเดียวหายไปไหน? ทำไมมันถึงกล้ามองหน้าเขาด้วยสายตาน่ากลัวแบบนั้น... สายตาที่แข็งกร้าวราวกับสัตว์ป่าจนเขาเริ่มหวั่นใจ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663