รถม้ากลับมาถึงจวนอย่างรวดเร็วหนิงเฟยหลงออกจากรถม้าก็บิดขี้เกียจอยู่เนิ่นนานผ่อนคลายจากความเมื่อยล้าและความเครียด “ไม่ง่ายเลยนะเนี่ย กว่าจะหลอกเสนานั่นได้หากไม่ใช่เพราะทุ่มทุนไปมากมาย คงไม่ง่ายเช่นนี้ป่านนี้คงอกแตกตายแล้ว ฮาฮา”หนิงเฟยหลงหัวเราะอย่างชั่วร้าย
หนิงอันอันมองดูพี่ชาย คล้ายจะมองดูคนบ้า “แปลกพิกล ท่านเป็นบ้าแล้ว?”หนิงเฟยหลงหุบยิ้ม เมื่อมองหน้าน้องสาวที่ทำหน้าคล้ายเอือมระอา
“ไปเตรียมตัวเถอะ พรุ่งนี้สำนักก็เปิดเรียนแล้ว”กล่าวกลบเกลื่อนแล้วก็เดินหนีไปอย่างไว
..........
สำนักยุทธ์หลวง
สิ้นสุดพิธีรับศิษย์ “ศิษย์น้องยินดีด้วย” จิ๋นหลี่กล่าว
“ขอบคุณมากศิษย์พี่ ต่อไปคงต้องให้ท่านแนะนำให้มากแล้ว”หนิงเฟยหลงประสานมืออย่างสุภาพ
“แน่นอน” จิ๋นหลี่ตอบรับแล้วก็พาชายหนุ่มไปยังที่พักซึ่งที่พักนั้นจะแยกโซนชาย-หญิง หนิงอันอันไม่ได้ตามมาแยกย้ายไปอยู่ที่พักของตน จิ๋นหลี่ได้เล่ารายละเอียดของสำนักยุทธ์หลวงที่ตั้งต่างๆให้ฟังคร่าว ๆหนิงเฟยหลงก็พอจะจับความได้
สำนักยุทธ์หลวงถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่ส่วนนอกและส่วนใน ส่วนในนั้นประกอบด้วยหนึ่งตำหนักสามหอ ได้แก่ ตำหนักเจ้าสำนัก หอสงคราม หอขุนนางและหอโอสถ ทั้งหนึ่งตำหนักสามหอตั้งอยู่บนทะเลสาบที่ล้อมรอบเทือกเขาที่ตั้งสุดลึกลับของสำนักนั่นคือ‘หอคัมภีร์ยุทธ์หลวง’ ซึ่งเป็นสถานที่ต้องห้ามของสำนัก เว้นเสียแต่ผู้มีป้ายไม้เท่านั้นจึงมีสิทธิ์ที่จะเข้าได้มีการคุ้มกันแน่นหนาทหารค่ายมังกรกว่าหมื่นนายประจำการที่นี่โจรขโมยไม่อาจย่างกรายเข้าไปได้
ส่วนสถานที่หลักส่วนนอกนั้นจะประกอบไปด้วย หอโชติช่วง ตึกศาสตราตึกบัญชาและตึกศึกษา ถึงแม้ว่าทั้งหมดจะเป็นสถานส่วนนอกก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าศิษย์ฝ่ายนอกจะสามารถเข้าไปได้ทั้งหมด
หนิงเฟยหลงตื่นตะลึงกับสิ่งที่จิ๋นหลี่เล่ามากมันไม่คิดว่าสำนักยุทธ์หลวงจะกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ อย่างน้อยๆที่นี่ก็นับว่าน่าสนใจ ที่พักของศิษย์ก็มีมากมาย มากเกินกว่าจำนวนศิษย์หลายเท่าศิษย์ฝ่ายในมีทั้งสิ้นยี่สิบหกคน ศิษย์ฝ่ายนอกมีหกสิบคนรวมศิษย์เข้าใหม่แล้วก็ยังไม่ถึงร้อย ทว่าสถานที่ที่เตรียมไว้กลับสามารถรองรับคนได้หลายหมื่นคน
“ศิษย์พี่ท่านอยู่หอใด?”
“ข้าอยู่หอสงคราม” หนิงเฟยหลงเผยสีหน้าที่เลื่อมใส ไม่น่าล่ะศิษย์พี่จิ๋นหลี่ถึงมีฝีมือไม่น้อย
“ศิษย์พี่ในบรรดาผู้อาวุโสในพิธีทำไมข้าถึงไม่เห็นท่านเจ้าสำนักและท่านรองเจ้าสำนักล่ะ?”หนิงเฟยหลงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ปกติแล้วท่านทั้งสามก็ไม่ค่อยปรากฏตัวอยู่แล้วนั่นเป็นเรื่องปกติขนาดข้าอยู่มาหลายปียังไม่เคยพบเลยพึ่งจะเคยเห็นท่านรองเจ้าสำนักกงซุนก็ตอนที่เจ้ารับราชโองการนั่นแหละ”สายตาของจิ๋นหลี่ค่อนข้างผิดหวัง
“พรุ่งนี้เดี๋ยวข้าจะมารับท่าน”
“อืม ขอบคุณท่านมาก ท่านกลับไปทำธุระของท่านเถอะ” กล่าวจบหนิงเฟยหลงก็ไม่ได้ออกไปส่งเข้าห้องจัดแจงสัมภาระของตน และนั่งโคจรลมปราณ จิ๋นหลี่เดินออกจากห้องเงียบ ๆ
..........
“ผู้อาวุโสถูเจ้าเด็กนั่นมาที่สำนักแล้วขอรับ” ชายหนุ่มผู้หนึ่งมีลักษณะที่พิเศษกว่าคนอื่นคือมีฟันที่ยื่นออกมาข้างหน้าสองซี่ทำให้จดจำง่ายสวมอาภรณ์ขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของศิษย์สายนอก ได้กล่าวขึ้น
“ดีมาก!เจ้าหาพรรคพวกสักสองสามคนไปป่วนมันสักหน่อย พยายามเอาป้ายไม้นั้นมาให้ได้” สิ้นเสียงผู้อาวุโสก็หายไปคงเหลือไว้แต่ศิษย์ฝ่ายนอกผู้นั้น
“ข้าจะไม่ทำให้ผู้อาวุโสผิดหวัง!”นัยน์ตาของชายหนุ่มฉายประกายคมกริบโค้งคารวะตามไปอย่างนบนอบพลางจ้องมองไปทางตึกพักของศิษย์ฝ่ายนอก “ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีปัญหาอะไรกับผู้อาวุโสแต่คราวนี้เจ้า...ซวยแน่!!”
..........
ในห้องพักศิษย์ฝ่ายนอกห้องหนึ่ง
ปึงปัง ปึงปัง! กระแสลมปราณเชี่ยวกราดหมุนวนภายในกายชายหนุ่ม พลังหยวนก่อกำเนิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเมล็ดหยวนในกายส่องแสงสว่างจ้า เส้นลมปราณเต้นตุบ ๆ จุดตันเถียนสั่นไหวไม่หยุดกระแสลมปราณก็เข้ามารวมกันในตันเถียนแล้วก็เคลื่อนตัวเป็นวงหมุนวนอย่างรุนแรงเคลื่อนตัวอย่างพายุคลั่ง! ร้องคำรามไม่สิ้นสุดมหาสมุทรแห่งพลังก็ขยายใหญ่ พร้อมกับคลื่นพลังหยวนที่ปะทุขึ้น!
ตูม!
ระดับกำเนิดพลังขั้นที่หก!
ใช่แล้วหนิงเฟยหลงเลื่อนขั้นพลังได้แล้ว เลื่อนจากขั้นห้าเข้าสู่ขั้นที่หกอันที่จริงที่มันรีบให้จิ๋นหลี่กลับไปเพราะมันรับรู้ได้ถึงพลังที่เต็มเปี่ยมพร้อมที่จะทะลวงขั้นแล้วจึงไม่อยากรีรออีกต่อไป อนาคตมันยังต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายหากยังแข็งแกร่งไม่เพียงพอก็จะเป็นเพียงบันไดให้ผู้อื่นเหยียบย่ำไปเท่านั้น
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา มันค้นพบว่า ความแข็งแกร่งของตนเองยังไม่เพียงพอ ศัตรูที่มันพบเจอแต่ละคนล้วนไม่ธรรมดาแค่ถูลู่หลิ่งที่อยู่ในสำนักก็เป็นปัญหาสำหรับมันแล้ว แม้ว่าหากต่อสู้กันจริงๆชายหนุ่มต้องเป็นผู้ชนะ แต่การสู้ข้ามขั้นมันก็เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนต้องเตรียมพ้อมไว้อยู่เสมอ
หลังจากที่มันได้กินโอสถวิเศษทั้งสามเข้าไปก็ทำให้การทะลวงขั้นนั้นง่ายขึ้นมาก ทั้งพลังลมปราณที่มีนั้นก็มากกว่าปกติหลายเท่ามหาสมุทรแห่งพลังคล้ายว่าเติมไปเท่าไหร่ก็ไม่เต็มสักที ใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมดร่างกายก็แข็งแกร่งเกินคำบรรยายหรือแม้แต่ห้วงพลังจิตก็ยังบริบูรณ์และยังถูกเติมเต็มไปอีก
สิ่งที่เกิดขึ้นมากมายชายหนุ่มจดจำไว้ในใจแล้วสักวันมันต้องตอบแทบผู้สูงส่งท่านั้นให้ได้!
ปัง ปัง ปัง! “เจ้าเด็กน้อยเจ้าจะมุดหัวอยู่นานแค่ไหนกัน ออกมาได้แล้ว!!” เสียงเอะอะโวยวายดังเข้ามาจากหน้าห้อง
“เกิดอะไรขึ้น?” หนิงเฟยหลงลุกขึ้นแล้วจึงเปิดประตูออกไป
เมื่อเปิดประตูออกไปก็พบกับศิษย์ฝ่ายนอกสี่คนยืนอยู่หน้าประตูทุกคนต่างมีใบหน้าที่เจ้าเล่ห์และรอยยิ้มอันชั่วร้าย
“ศิษย์พี่ไม่ทราบว่าพวกท่านคือใคร?”หนิงเฟยหลงไม่ได้กล่าวอย่างนอบน้อมแต่ก็ไม่ได้แข็งกร้าว
“เหอะ พวกข้า? พวกข้าก็เป็นศิษย์พี่ของเจ้าไง” ทั้งสี่คนต่างพากันเชิดหน้าแสดงความยิ่งใหญ่“ศิษย์น้องเจ้ารู้ไหมว่ากฎของที่นี่ ใครแข็งแกร่งผู้นั้นย่อมเป็นใหญ่ คนอื่นๆต้องทำตาม ไม่ว่านอกสำนักพวกเจ้าจะมีฐานะตำแหน่งใดก็ตามแต่ถ้ายังอยู่ที่นี่ก็ต้องทำตามกฎนี้”
ชายฟันนำหน้ายื่นมือไปด้านหน้าแล้วกล่าวต่อ “เพราะฉะนั้นศิษย์น้อง...ส่งป้ายไม้มาให้ศิษย์พี่ผู้นี้แต่โดยดีแล้วพวกศิษย์พี่จะปกป้องศิษย์น้องอย่างดี!” ชายฟันนำหน้ากล่าวออกมาอย่างได้ใจแววตาเต็มไปด้วยความละโมบ
“กำปั้นเป็นกฎอย่างงั้นหรือ?” หนิงเฟยหลงทำหน้าใสซื่อ
“ใช่แล้ว ศิษย์พี่อย่างข้าไม่อยากจะทำร้ายศิษย์น้องอย่างเจ้าเพราะฉะนั้นส่งป้ายไม้.....”
ปัง!
“อั่ก!” ชายฟันนำร่างลอยฟ้าฟันหน้าทั้งสองซี่หักปลิวกระเด็นโลหิตกระเซ็นออกมาจากปาก ใบหน้าบูดเบี้ยวอย่างที่สุดท่ามกลางความตกตะลึงของบรรดาศิษย์ฝ่ายนอกอีกสามคน
“ถือซะว่าข้าช่วยถอนฟันที่มันเกะกะออกให้ท่านละกันนะศิษย์พี่ อย่าได้เกรงใจนี่ถือเป็นของขวัญแรกพบ” หนิงเฟยหลงทำหน้าเฉยเมย ศิษย์นอกที่ลอยอยู่หันกลับมาจ้องเขม็งคล้ายจะสบถด่าไม่ขาด ทว่ามันกลับกล่าวสิ่งใดไม่ได้โลหิตยังหลั่งไหลไมหยุด
“ผู่อี้!!”ชายหนุ่มทั้งสามตะโกนออกมาพร้อมกัน ศิษย์ฝ่ายนอกที่ลอยบนอากาศได้ชั่วขณะคนนั้นก็คือ‘ผู่อี้’
“ซู่เหล่ย ซู่หลิน รีบช่วยผู่อี้เร็ว เดี๋ยวเจ้าเด็กนี้ข้าจัดการเอง!” กล่าวจบศิษย์ฝ่ายนอกผู้ไร้เอกลักษณ์ผู้นี้ก็ได้ปล่อยหมัดออกโจมตีหนิงเฟยหลง“ผู่อี้อาจไม่ทันระวังเจ้าจึงโจมตีเขาได้ แต่อย่าหวังว่าจะหลบหมัดนี้ของข้าพ้น รับไป!!”
ปึก! หมัดของมันถูกหยุดไว้! ไม่ทันจะปล่อยออกได้สุด มันก็ต้องตกใจ พร้อมกับกำปั้นอันทรงพลังที่กำลังเข้ามาหา!
ตูม!!
“หยางติง!” ซู่เหล่ยและซู่หลินตะโกนเรียกพร้อมกัน ทั้งสองมีสีหน้าซีดขาวตื่นตระหนกด้วยความกลัวนี่มันอะไรกันศิษย์ที่พึ่งเข้ามาใหม่ซัดศิษย์พี่อย่างพวกมันซะหมอบคว่ำ
แต่เดิมพวกมันคิดว่าศิษย์ใหม่ผู้นี้ลอบโจมตีทำให้ผู่อี้ตั้งรับไม่ทันมันจึงพอยอมรับได้ แต่นี่มันสามารถทำให้หยางติงพ่ายแพ้ได้ภายในไม่กี่อึดใจนี่มันไม่ใช่โชคช่วยแล้ว แต่มันคือฝีมือที่แท้จริง!
ผู่อี้มีระดับพลังยุทธ์ที่ต่ำกว่าหยางติงจึงอาจจะพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วโดยไม่ระวังแต่สำหรับหยางติงแล้วการที่พ่ายแพ้ได้รวดเร็วอย่างนี้ มันน่าเหลือเชื่อเกินไปหยางติงนั้นอยู่ระดับกำเนิดพลังขั้นที่สองไม่ได้อ่อนแอเลยและในบรรดาศิษย์ฝ่ายนอกการจัดอันดับของมันก็อยู่ที่ยี่สิบหก แม้ว่าจะไม่ได้สูงอะไรแต่ก็นับว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งในบรรดาศิษย์ฝ่ายนอก
ตัวมันทั้งสองพลังยุทธ์ด้อยกว่าผู่อี้และหยางติงจะหาความกล้าจากไหนมาสู้ต่อได้ทั้งสองรีบหอบเพื่อนของตนออกจากหน้าห้องของศิษย์ใหม่ผู้นี้อย่างรวดเร็วไม่นานก็หายลับไปกับตาหนิงเฟยหลงไม่ได้ลงมือต่อเพียงยืนดูอยู่ด้วยรอยยิ้มที่แปลกประหลาด
จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นยิ้มเย้ย “หึ มีความสามารถแค่นี้?จะดูถูกข้ามากเกินไปแล้ว” ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณก็พบกับเงาหนึ่งอยู่ใกล้ต้นไม้ที่ไกลออกไปแต่เมื่อมันเห็นว่าชายหนุ่มเริ่มสังเกตเงานั้นก็หายลับไป
“รวดเร็วจริงเชียวเห็นทีหากยังไม่รีบเข้าหอคัมภีร์คงจะมีเรื่องยุ่งยากจนไม่อาจเข้าไปได้พรุ่งนี้คงจะต้องเข้าไปฝึกฝนเสียแล้ว” ดวงตาทั้งคู่ส่องประกายความมุ่งมั่นทั้งยังมีความตื่นเต้นไม่น้อยในที่สุดก็จะได้เข้าไปรับรางวัลที่มันใฝ่ฝันมากที่สุดแล้วนึกถึงตรงนี้ชายหนุ่มก็พลันยิ้มระรื่น