“ คุณหนู เพลิงไหม้มาจากตระกูลม่อเจ้าค่ะ ”
ซินอี๋พูดด้วยใบหน้ากังวล สิ่งที่เธอเห็นคือเปลวเพลิงลุกไหม้ไปทั่วตระกูลม่อ หากไม่มีกำแพงตระกูลล้อมรอบ เปลวไฟนี้คงลุกลามไปยังบ้านเรือนที่อยู่ใกล้เคียงจนกลายเป็นเพลิงลูกใหญ่โหมกระหน่ำไหม้บ้านเรือนทางทิศตะวันออกของเมืองชุยฉาน
เสวี่ยหรงรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก เธอกลัวว่าคนที่อยู่ในบ้านจะไม่ปลอดภัยจึงเร่งให้พี่สาวซินอี๋เพิ่มความเร็วให้มากกว่านี้อีก จนกระทั่งมาถึงหน้าตระกูลม่อ ด้านนอกไม่มีผู้ใดเพียงแต่ว่าเธอได้ยินเสียงผู้คนร้องตะโกนอยู่ข้างในจึงลงจากหลังพี่สาวซินอี๋แล้วกระโจนเข้าไปดู
“ ลุงหานเกิดสิ่งใดขึ้น เพลิงไหม้มาจากที่ใด! ”
ลุงหานหันมองไปยังต้นเสียงพบเข้ากับคุณหนูในชุดสีดำ หมวกปิดบังศีรษะถูกถอดออกไปแล้วทำให้เห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน
เสวี่ยหรงยังไม่ได้รับคำตอบ เธอจึงมองออกไปรอบๆสังเกตดูสิ่งที่เกิดขึ้น ผู้คนจากตรอกซิ่นฮวากำลังช่วยกันดับไฟ สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกตกใจจนต้องวิ่งเข้าไปหาคือพ่อบ้านหวาง ตามเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ผิวหนังหลายจุดมีรอยไฟไหม้
“ คุณหนู มีคนลอบเข้ามาวางเพลิงในตระกูล พวกมันเทน้ำมันราดในช่วงที่ท่านไม่อยู่แล้วจุดไฟเผา เราจับมันไม่ได้ แต่สามารถฆ่าพวกมันได้ส่วนหนึ่ง ”
เสวี่ยหรงพยักหน้ารับแล้วรีบตรวจสอบร่างกายของพ่อบ้านหวาง อีกฝ่ายยังคงมีลมหายใจอยู่ เธอจึงช่วยพันแผลจุดที่มีเลือดไหลออกมาจากนั้นก็หันมองเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำ ภายในตระกูลม่อไม่มีพื้นที่ว่างอีกต่อไป ทุกอย่างถูกเปลวไฟกลืนกินไปทั้งหมด แม้แต่เรือนของเธอก็เช่นเดียวกัน
“ คุณหนู สายเกินไปแล้ว เราทำได้เพียงมองพวกมันมอดไหม้เท่านั้น ”
ซินอวี๋เข้ามาปลอบคุณหนูเสวี่ยหรง เรือนทุกหลังที่เหลือรอดจากเหตุการณ์สังหารหมู่กำลังลุกไหม้ไม่เหลือชิ้นดี
เสวี่ยหรงไม่คิดเข้าไปดับไฟ ภายในหัวของเธอมีหลากหลายวิธีที่จะดับเปลวไฟในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนยันต์ธาตุน้ำหรือว่าใช้ช่องเก็บของจากแม่น้ำกลางเมืองมาดับไฟที่นี่ ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งหมด
เพียงแต่ว่าบ้านเรือนที่ถูกเผาไฟในตอนนี้อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้ เธอจึงปล่อยให้มันมอดไหม้จนไม่เหลือสิ่งใด การสร้างใหม่คือทางเลือกที่ดีกว่า ไม่จำเป็นต้องเก็บเศษซาก เพียงแค่ฝังกลบเถ้าถ่านจากนั้นก็สร้างขึ้นใหม่ได้เลย
“ ทุกคนพอเถอะ ข้าไม่ได้สนใจตระกูลม่อแล้ว เราออกไปจากที่นี่กันเถอะ ”
เสวี่ยหรงบอกคนจากตรอกซิ่นฮวาให้ออกไปจากตระกูลม่อ หากยังอยู่ที่นี่พวกเขาจะตายท่ามกลางกองไฟ ยี่ยี่ได้ยินเสียงคุณหนูร้องเรียกจึงหยุดกวักน้ำดับไฟ เธอทำเพียงเดินคอตกตามหลังคุณหนูออกไปจากตระกูล สองมือของเธอยังคงอุ้มถังน้ำเอาไว้ด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถดับไฟได้
เสียงเท้าจำนวนมากดังมาแต่ไกล เสวี่ยหรงจึงหันมองไปยังกลางเมือง สิ่งที่สามารถลงน้ำหนักเท้าดังจนมาถึงที่นี่ได้คงมีเพียงแค่ม้าเท่านั้น เธอไม่รู้ว่าใครกำลังเดินทางมาจึงเฝ้ารอดู
“ ลุงหาน รีบพาพ่อบ้านหวางไปหาหมอเร็วเข้า ข้ามีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง รีบไปเร็ว ”
“ แต่คุณหนู ”
“ เราช้าไม่ได้ ไม่เช่นนั้นอาจจะเสียพ่อบ้านหวาง ไปเร็ว ! ”
ลุงหานยกพ่อบ้านหวางขึ้นหลังแล้วรีบวิ่งไปยังโรงหมอเพื่อรักษา เขาไม่รู้ว่าคุณหนูมอบเงินให้มากเท่าใด รู้เพียงแค่ว่าเงินหนึ่งกำมือที่คุณหนูส่งให้ล้วนแล้วเป็นเงินเหลียงทั้งหมด
“ คุณหนูเจ้าคะ ข้าดับไฟไม่ได้ ” เสวี่ยหรงตบไหล่ยี่ยี่เบาๆเพื่อปลอบ เด็กคนนี้กำลังรู้สึกผิดแล้วโทษทุกอย่างว่าเป็นฝีมือของเธอ ทันใดนั้นพี่สาวซินอี๋ก็ได้ออกมาจากตระกูลม่อพร้อมกับศพคนสวมชุดดำ พวกมันคือกลุ่มคนที่พ่อบ้านหวางสังหาร
“ คุณหนู พวกมันน่าจะเป็นคนที่วางเพลิง ”
ผ้าปิดหน้าชายทั้ง 8 เปิดออก กลางหน้าผากของเสวี่ยหรงปรากฎรอยหยักในทันที เธอจำใบหน้าคนเหล่านี้ได้ พวกมันยืนอยู่ข้างกายนายน้อยไป๋หลงเทียนอวี้ในวันที่ตระกูลไป๋หลงมาทวงหนี้
“ คุณหนูรู้จักพวกมันหรือเจ้าคะ ” ซินอี๋สอบถาม เธออยากรู้ว่าพวกมันเป็นใคร เดิมทีเธอคิดจะสืบสาวด้วยการใช้ใบหน้าเหล่านี้ เมื่อเห็นว่าคุณหนูรู้จักจึงไม่ต้องไล่ตามสืบ
“ คนของตระกูลไป๋หลง ”
“ ให้ข้าไล่ตามไปไหมเจ้าคะ ”
“ อันตรายเกินไป เราไม่รู้ว่าพวกมันมีระดับใดบ้าง ”
เสวี่ยหรงยังคงตบไหล่ยี่ยี่ที่กำลังยืนสะอื้นร้องไห้ด้านข้างตน ทันใดนั้นเองเสียงย่ำเท้าจำนวนมากก็ดังเข้ามาใกล้มากยิ่งขึ้นจนเธอมองเห็นม้าสีดำจำนวนหนึ่งมุ่งหน้ามายังตระกูลม่อ
ผู้คนที่นั่งอยู่บนหลังสวมใส่ชุดสีดำ ป้ายที่ห้อยข้างเอวของแต่ละคนบอกสังกัด เสวี่ยหรงไม่จำเป็นต้องสืบให้ยากว่าคนกลุ่มนี้มาจากไหน ทั่วเมืองชุยฉานต่างรู้จักกันดีว่าเป็นคนของเจ้าเมือง
“ หยุด! ”
ม้าฝูงใหญ่หยุดเท้าด้านหน้ากลุ่มคนที่พึ่งออกมาจากตรอกซิ่นฮวา ผู้คนที่เดินทางมาสวมใส่ชุดเกราะสีดำนั่งบนหลังม้าด้วยท่าทางองอาจ สายตาของผู้คนกลับมองไปยังชายสวมผ้าคลุมสีขาวที่กระโดดลงมาจากหลังม้า ซินอี๋จำใบหน้านี้ได้ดีว่าเป็นใครจึงผสานมือทำความเคารพ เสวี่ยหรงคุ้นเคยกับใบหน้านี้จากเกมจึงทำความเคารพเช่นเดียวกันกับพี่สาวซินอี๋
“ คุณหนูม่อเสวี่ยหรง เหตุการณ์เป็นเช่นไรบ้าง ” แรงกดดันแผ่ออกมาจากเจ้าเมืองชุยฉาน มันกลับไม่ได้ทำร้ายใคร ทุกคนสามารถยืนเผชิญหน้ากับเจ้าเมืองผู้นี้ได้ เสวี่ยหรงจึงตอบไปตามตรง
“ อย่างที่ท่านเห็น ตระกูลม่อไม่เหลือแล้ว ข้าอยากให้ท่านช่วยข้าสักหน่อยในเมื่อเขตนี้คือการปกครองของท่าน คนของข้าจัดการพวกที่ลอบวางเพลิงได้ ขอให้ท่านเจ้าเมืองตามหาผู้สั่งการมันให้ข้าหน่อยจะได้หรือไม่ ”
เสวี่ยหรงเดินไปหาพี่สาวซินอี๋แล้วขอดาบจากอีกฝ่ายมาถือเอาไว้ในมือ ผู้คนมองตามคุณหนู่ม่อเสวี่ยหรงด้วยความสงสัยว่าคุณหนูจะทำสิ่งใด เมื่อเธอเดินไปหยุดด้านข้างศพแรกที่นอนตายก็ได้ใช้ดาบตัดคอของมันแล้วใช้เท้าเตะศีรษะไปทางเจ้าเมือง ทำราวกับว่ามันเป็นเพียงเศษขยะก้อนหนึ่ง
ซินอี๋ที่เห็นสิ่งที่คุณหนูลงมือทำตกใจไม่น้อย เธอกลับไม่ได้เข้าไปห้ามทำเพียงมองด้วยความรู้สึกสะใจ แม้การเหยียบย่ำผู้ตายจะเป็นเรื่องไม่ดี เธอกลับเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณหนูกำลังลงมือ
ศีรษะแล้วศีรษะเล่ากลิ้งไปหยุดด้านหน้าท่านเจ้าเมืองจนครบ 8 ศีรษะ เสวี่ยหรงจึงเดินกลับมาคุยกับเจ้าเมืองเช่นเดิม
“ ท่านเจ้าเมือง ข้าจำได้ว่าพวกมันเป็นคนของตระกูลไป๋หลง ท่านช่วยสอบถามตระกูลไป๋หลงให้ข้าด้วยว่าพวกเขาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ ส่วนเปลวไฟท่านไม่ต้องใส่ใจ ต่อให้จะช่วยกันดับไฟก็คงไม่เหลือสิ่งใดแล้ว ”
ท่านเจ้าเมืองมองศีรษะทั้ง 8 สลับกับมองเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ตระกูลม่อ จากนั้นเขาจึงหันมองคุณหนูม่อเสวี่ยหรง แววตาที่จ้องมองมาดุร้ายราวกับเสือที่กำลังเก็บซ่อนความโกรธเอาไว้ภายใน ถึงอย่างนั้นความรู้สึกโกรธที่ควรจะปะทุออกมากลับถูกเก็บเอาไว้เป็นอย่างดี จนเขารู้สึกพอใจกับท่าทางของหญิงสาวอายุ 18 ปีที่สามารถเก็บความรู้สึกได้ดีเช่นนี้
“ ข้าจะลากตัวพวกมันมาให้ได้ ส่วนตระกูล ข้าคงช่วยไม่ได้ ”
“ ไม่เป็นไร มันยังเหลือที่ดินอยู่ ข้าคิดจะปล่อยให้ทุกอย่างถูกเผาแล้วค่อยสร้างใหม่ ”
“ ถ้าเช่นนั้นข้าจะส่งคนออกไปไล่ล่าพวกที่ลงมือวางเพลิง ”
“ ข้าจะรอฟังข่าวดี หวังว่าท่านจะทำให้ข้าพอใจได้ ”
เจ้าเมืองสั่งให้คนเก็บศีรษะทั้ง 8 ใส่เอาไว้ในห่อผ้าแล้วควบม้าจากไป กองกำลังของท่านเจ้าเมืองกลับไม่ได้เดินไปพร้อมกัน ส่วนหนึ่งแยกย้ายกันออกไปรอบๆเพื่อสำรวจสิ่งที่อยู่ด้านนอกตระกูลม่อ
เสวี่ยหรงไม่ได้สนใจ การวิ่งวนตระกูลม่อคงเป็นหนึ่งในวิธีตรวจสอบความเสียหายที่เกิดจากเปลวไฟเพื่อไม่ให้กระทบต่อบ้านเรือนที่อยู่ใกล้ๆ
“ ขอบคุณพวกท่านมาก ข้าไม่รู้จะตอบแทนพวกท่านเช่นไรที่ช่วยเหลือตระกูลของข้าในครั้งนี้ ”
เสวี่ยหรงผสานมือขอบคุณคนจากตรอกซิ่นฮวาที่เข้าช่วยเหลือตระกูลม่อ แม้จำนวนพวกเขาจะเหลือน้อยแต่ก็ยอมพร้อมใจกันช่วยเหลือ.