ระบบฝึกเทพ god training system

    ตอนที่ 113 คลื่นลมสงบก่อนพายุจะมา

    "ระบบกำลังควบรวมทักษะวิชาทั้งสองเข้าด้วยกัน!"


    ติ๊ง!


    "ระบบทำการควบรวมเสร็จเรียบร้อยแล้ว!"


    "นายท่านต้องการรับข้อมูลเลยมั้ยค่ะ!"เสียงเสี่ยวถ่งแจ้งเตือนขึ้นมาเมื่อระบบทำการปรับปรุงเรียบร้อย


    "รับสิ!"เทียนฉินตอบกลับเพียงสั้นๆ


    "ระบบกำลังป้อนข้อมูลให้นายท่านค่ะ!"


    "ทักษะวิชาเกราะเพชรเกล็ดมังกร!"


    ณ หุบเขาแห่งหนึ่งในแคว้นชิง


    ใต้พื้นดินลึกลงไปในหุบเขา มีถ้ำขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมานานขนาดไหนก็ไม่อาจรู้ได้ เหนือขึ้นไปจากลานกว้างใหญ่มีถ้ำเล็กถ้ำน้อยถูกขุดเข้าไปเพื่อไว้ใช้สำหรับพักผ่อน เมื่อมองตามบันไดที่อยู่ติดกับผนัง จะเห็นว่ามีตำหนักหลายหลังตั้งอยู่ด้านบนสุด


    ภายในตำหนักหลังหนึ่งมีชายชราผอมแห้งในชุดสีดำนั่งอยู่หัวโต๊ะ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวสยดสยอง เก้าอี้ซ้ายขวามีชายหนุ่มสองคนนั่งกันอยู่คนละฝั่ง ต่างก้มรอเพื่อรอรับคำสั่งอย่างไม่กล้าที่จะเงยหน้ามาสบสายตา


    "ทำไมฟงหลิงเผิงกับพวกยังไม่ติดต่อกลับมาอีก!"ชายชราที่อยู่หัวโต๊ะจ้องมองทั้งสองก่อนถามออกมา


    "ศิษย์กำลังตรวจสอบขอรับท่านอาจารย์!"ชายทางด้านขวาเป็นคนเอ่ยตอบทั้งๆที่ยังก้มหน้าอยู่


    ชายชราหันไปมองชายทางซ้ายที่ไม่ยอมกล่าวอะไรออกมาก็ชักสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะหันกลับมาทางชายทางขวาอีกครั้ง


    "เจ้าทั้งคู่ต้องออกไปสืบดูด้วยตนเอง! เรื่องนี้จะผิดพลาดไม่ได้โดยเด็ดขาด!"


    "เข้าใจมั้ย?"ชายชราสั่งออกมาด้วยน้ำเสียงดุดัน


    ชายหนุ่มทั้งสองสะดุ้งตกใจก่อนจะรีบลุกขึ้นยืนเอ่ยรับปากออกมาอย่างแข็งขัน


    "ศิษย์น้อมรับคำสั่ง!!"


    "อีกเจ็ดวันถ้ายังไม่ได้คำตอบ พวกเจ้าจะถูกลงโทษสถานหนัก!"


    "รีบไปกันแล้ว!"ชายชราตวาดไล่อีกครั้งพร้อมกับขู่ให้ศิษย์ทั้งสองรีบทำงานที่ตนเองสั่งให้เสร็จโดยเร็ว


    ชายทั้งสองกุมมือก้มหัวคำนับชายชราก่อนจะรีบออกไปอย่างว่องไว โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองสักครั้งเลย


    ผ่านไปอีกเก้าเดือนในห้องมิติ


    "น่าเสียดายที่ข้าไม่อาจข้ามไปถึงระดับก่อกำเนิดได้!"


    เทียนฉินลุกขึ้นยืนชูแขนบิดตัวไปมา กลิ่นอายตอนนี้ของเขาแตกต่างไปจากตอนเข้ามาอย่างสิ้นเชิง ถึงแม้ว่าเขาไม่อาจจะบรรลุระดับก่อกำเนิดได้ แต่พลังระดับผันแปรขั้นสูงสุดในตอนนี้ ก็ถูกขัดเกลาจนถึงจุดอิ่มตัวของขั้นนี้แล้ว ขาดเพียงแต่สิ่งเร่งเร้าที่จะมากระตุ้นให้ข้ามผ่านระดับนี้เท่านั้น


    เทียนฉินมองไปรอบๆเพื่อจะหาดูว่าจะออกจากที่นี่ไปได้อย่างไร แต่ชั่วพริบตาก็ปรากฎเสียงแหบแห้งดังขึ้นมาอีกครั้ง


    "เจ้าหนุ่ม! เจ้าเตรียมตัวที่จะช่วยข้าออกไปแล้วรึ?"


    เทียนฉินได้ยินก็ยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะส่งกระแสจิตกลับไปโต้ตอบอีกครั้ง


    "ใช่แล้วอาวุโส! เพียงแต่ข้าคนเดียว ไม่อาจมั่นใจว่าจะทำสำเร็จได้หรือเปล่า!"


    "แค่เผาทำลายศพมันจะไปยากเย็นอะไรกันนัก!"เสียงแหบแห้งกล่าวออกมาคล้ายไม่พอใจอยู่เล็กน้อย


    "ถ้าหากศพนั่นมันทำลายได้ง่ายอย่างที่อาวุโสบอก ทำไมป่านนี้มันถึงยังไม่ย่อยสลายหายไปกันเล่า!"เทียนฉินพยายามอธิบายให้ปีศาจตนนั้นเชื่อใจ


    "มันก็ถูกของเจ้า! แต่กาลเวลามันผ่านไปเนิ่นนานแล้ว คนที่ข้ารู้จักคงได้ตกตายจากการกวาดล้างของพวกมันไปจนหมดสิ้น!"


    "ข้าคงไม่อาจหาคนมาช่วยเจ้าในเรื่องนี้ได้!"เสียงแหบแห้งนั้นกล่าวออกมาอย่างหดหู่ใจ


    "ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องหาทางด้วยตนเอง!"


    เทียนฉินพึมพำออกมาอย่างผิดหวังเหมือนกัน แต่คำที่กล่าวออกไปนั้นไม่ได้หมายถึงเรื่องปีศาจตนนี้เลย กลับเป็นเรื่องที่เขาอยากจะหลอกถามว่าปีศาจตนนี้จะรู้ที่อยู่ของพวกที่เหลือหรือไม่ต่างหาก 


    ทันใดนั้นก็ปรากฏแสงสีขาวห่อหุ้มอยู่รอบตัวเทียนฉิน ก่อนจะนำพาเขาหายลับไปจากที่ตรงนี้


    "เจ้าอย่าลืมที่เคยรับปากข้าไว้เล่า!"เสียงแหบแห้งตะโกนตามหลังมา


    ชั่วพริบตาเทียนฉินก็กลับมายืนที่หน้าโลงศพสีทองนี้อีกครั้ง ไม่นานร่างเงาของชายครึ่งคนครึ่งสัตว์ก็ปรากฏตรงหน้าพลางยิ้มให้เขาอย่างเป็นกันเอง


    "ไม่เสียแรงที่ข้าตั้งความหวังไว้กับตัวเจ้า ต่อจากนี้ไปข้าหวังว่าเจ้าจะสามารถสังหารพวกปีศาจพวกนี้ให้หมดสิ้นไปได้!"


    "ข้าขอสาบานต่อหน้าอาวุโส! ไม่ว่าข้าจะมีพลังถึงระดับไหนก็ตาม แต่หากพบเจอพวกนอกรีตพวกนั้น ข้าจะหาหนทางสังหารพวกมันให้จงได้!"


    เทียนฉินยกมือขึ้นพร้อมกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณออกมาอย่างหนักแน่น เมื่อก่อนเขาเพียงคิดว่าพวกนอกรีตพวกนี้แค่เป็นพวกชั่วร้ายสังหารคนไม่เลือกเท่านั้น แต่เมื่อพอได้มารู้ความจริงมากขึ้น ยิ่งทำให้จิตสังหารที่มีอยู่แต่เดิมกลับพลุ่งพล่านเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีญาติพี่น้องอยู่บนโลกใบนี้ก็ตาม


    "แต่ผู้อาวุโส! ข้อมีเรื่องสงสัยบางอย่างอยากจะถาม!"


    ชายครึ่งคนครึ่งสัตว์ได้ยินก็เลิกคิ้วขึ้นมาพลางยืนรอฟังสิ่งที่เทียนฉินจะกล่าวออกมาอย่างใจเย็น


    "ข้าอยากรู้ว่าจะมีวิธีจำกัดพวกนี้ให้ตายลงได้อย่างไรกัน?"เทียนฉินบอกสิ่งที่เขาอยากรู้ออกมาอย่างกังวลใจ เพราะเขารู้ดีว่าถ้าหากไม่จัดการพวกมันแล้วจนตาย สงครามก็จะไม่มีวันสิ้นสุดลงอย่างแน่นอน


    "ที่จริงมันก็มีวิธีอยู่! อย่างแรกเลยคือเจ้าต้องมีระดับพลังที่สูงกว่าพวกมัน ซึ่งตอนนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ยากเย็นอยู่บ้าง!"


    "เพราะก่อนที่ท่านจักรพรรดิฮงกวงจะได้ออกจากโลกนี้ไป ท่านได้วางค่ายกลผนึกโลกนี้ไว้ให้ผู้ที่มีพลังระดับหลุดพ้นเท่านั้น จึงจะสามารถอยู่บนโลกนี้ได้!"


    "หากคนใดข้ามขั้นจากระดับหลุดพ้นไปแล้ว จะถูกกฎเกณฑ์ของค่ายกลนี้ขับไล่ออกไปทันที นี่จึงเป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะใช้วิธีนี้กำจัดปีศาจที่ถูกพวกข้าผนึกไว้!"ชายครึ่งคนครึ่งสัตว์ส่งเสียงบอกออกมา


    "แล้วไม่มีวิธีอื่นอีกหรอ?"เทียนฉินพลันขมวดคิ้วเป็นปมหลังจากที่ได้รู้เรื่องกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้


    "อีกวิธีอาจจะมีเพียงเจ้าเท่านั้นก็ได้ที่จะสามารถกำจัดพวกมันให้หมดสิ้น!"


    "ตัวข้าหรือ?"ยิ่งได้ฟังเทียนฉินยิ่งเกิดความสงสัยมากขึ้นไปอีก ในตัวข้าจะมีอะไรกันที่สามารถทำลายปีศาจที่แม้แต่คนระดับตรงหน้าเขายังไม่อาจทำได้กัน


    "เรื่องนี้เจ้าต้องไปค้นหาคำตอบด้วยตัวเจ้าเอง!"


    "ข้าไม่อาจชี้นำให้เจ้าเดินไปตามเส้นทางของข้าได้!"ชายครึ่งคนครึ่งสัตว์ส่งเสียงบอกออกมาอย่างคลุมครือ 


    เทียนฉินนิ่งไปพลางครุ่นคิดไป แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี จึงเปลี่ยนเรื่องไปคุยเกี่ยวกับการพบเจอที่แห่งนี้แทน เพราะอย่างที่เขากังวลว่าหากเขาออกไปจากสุสานนี้แล้ว บังเอิญว่าพวกนอกรีตพวกนั้นรู้ข้อมูลของที่นี่ พวกมันจะเข้ามาเพื่อปลดผนึกปีศาจตนนั้นเป็นแน่


    แต่ทางชายครึ่งคนครึ่งสัตว์ก็ได้บอกให้เขาไม่ต้องกังวลไป เพราะหลังจากที่เทียนฉินได้ออกไปแล้ว ชายครึ่งคนครึ่งสัตว์จะทำการวางค่ายกลป้องกันไว้อีกหลายชั้น และจะปิดทางเข้านั้นอย่างสมบูรณ์


    เทียนฉินจึงได้ขอตัวลากลับไป เพราะเขาเป็นกังวลว่าตาเฒ่าหม่าจะออกตามหาเขาจนคลาดกันไปเสียก่อน ซึ่งชายครึ่งคนครึ่งสัตว์พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนจะใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายส่งเขาออกไปนอกหุบเขาทันที โดยไม่ต้องเดินย้อนกลับไปทางเดิมอีก


    "หากข้าสามารถวางค่ายกลเคลื่อนย้ายไว้ที่นี่ได้คงจะดี!"เทียนฉินยืนมองลงไปที่หุบเขานั้นอีกครั้งพลางครุ่นคิดอยู่ในใจ เพราะถ้าเขาวางค่ายกลเคลื่อนย้ายไว้ที่นี่ได้ ในอนาคตหากเขาต้องการมาที่แคว้นชิงนี้อีกครั้ง ก็จะสามารถเดินทางมาโผล่ยังจุดตรงนี้ได้เลยทันที ไม่ต้องเดินทางข้ามภูเขามาอย่างที่เขาได้มาตอนแรก


    ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เทียนฉินได้กลับมาที่โรงเตี๊ยมแห่งเดิม ก็นึกแปลกใจที่เห็นว่าตาเฒ่าหม่ากำลังนั่งดื่มสุราคนเดียวเงียบๆ จึงเดินเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง


    "เอ๊ะนี่เจ้า..!"ตาเฒ่าหม่าที่รู้สึกได้ว่ามีคนมานั่งที่โต๊ะตนเองก็กำลังจะเอ่ยปากด่า แต่พอเห็นหน้าเทียนฉินก็หุบปากพลันยิ้มออกมาอย่างดีใจ


    "ไม่ระวังตัวแบบนี้นี่เอง ถึงว่าทำไมโดนจับไปได้!"เทียนฉินเอ่ยแซวออกมาอย่างไม่คิดอะไร


    "ฮ่าๆ!ปากดีได้อย่างนี้ คงเป็นข้าเองที่พะวงจนเกินเหตุ!"ตาเฒ่าหม่าหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี


    "เสี่ยวเอ้อ! เอาเหล้ากับกับแกล้มมาเพิ่มอีกสองสองอย่าง!"เทียนฉินตะโกนสั่งทางโรงเตี๊ยมก่อนหันมายิ้มให้กับตาเฒ่าหม่า


    "มา! วันนี้ข้าจะดื่มกินกับท่านให้สุดๆไปเลย!"


    "ดี! แต่อย่าให้คนแก่อย่างข้าต้องแบกเจ้าเข้าห้องก็แล้วกัน! ฮ่าๆ!"ตาเฒ่าหม่ายื่นจอกสุราที่รินไว้ให้พร้อมกับยกจอกของตนขึ้นชนแล้วกระดกจนรวดเดียวหมด


    ทั้งสองพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนานหลังจากผ่านความตึงเครียดของแต่ละคนมาได้ โดยที่เขาไม่

    รู้เลยว่า ตอนนี้มีชายคนหนึ่งกำลังลุกเดินออกไปก่อนจะปล่อยนกพิราบให้บินขึ้นฟ้าเพื่อส่งข่าวไปทางนิกายเมฆอนันต์ 


    จบตอนที่ 113

    คล้ายกับเรื่องระบบฝึกเทพ god training system ที่คุณอ่าน