กลุ่มของไป่ฉีได้มาถึงชมรมว่ายน้ำ ครั้งนี้ก็มีคนที่อยากจะลองแข่งกับนักกีฬาทีมชาติเหมือนกัน ไป่ฉีนั้นขอผ่าน ส่วนมู่ซื่อเฉิงไม่รอช้า เขาถอดเสื้อกับกางเกงออก เผยให้เห็นมัดกล้ามจากการออกกำลังกายและเล่นกีฬาเป็นประจำ ช่วงล่างของเขาใส่กางเกงว่ายน้ำเตรียมพร้อมมาแล้ว ซึ่งนักเรียนหญิงในกลุ่มทัศนศึกษาหลายคนถึงกับหน้าแดงเมื่อมองไปยังมู่ซื่อเฉิง
“หุ่นใช้ได้แล้วนี่” ไป่ฉีกล่าว
“ตั้งแต่เห็นของนายคราวนั้นทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองยังฝึกมาไม่พอ” มู่ซื่อเฉิงกล่าว คำพูดนี้ทำให้นักเรียนหญิงหันขวับมาหาไป่ฉี สายตาจับจ้องราวกับต้องการมองทะลุเสื้อของไป่ฉี
“ซื่อเฉิง นายไม่ต้องโยนระเบิดมาให้ฉันเลย อยากว่ายน้ำก็ลงไปเลย” ไป่ฉีถีบมู่ซื่อเฉิงลงสระแบบไม่ทันตั้งตัว
“แว๊ก ไป่ฉี ให้ฉันเตรียมตัวหน่อยสิวะ” มู่ซื่อเฉิงโวยวาย
การแข่งขันว่ายน้ำแบบฟรีสไตล์เริ่มขึ้น ขณะเดียวกันนักเรียนหญิงใส่แว่นรูปร่างอ้วนพยายามเบียดไปข้างหน้าเพื่อไปหาไป่ฉี แต่เพราะไปเบียดคนอื่น ทำให้คนที่กำลังดูการแข่งอยู่ไม่พอใจ และเบียดกลับ จนเธอเสียหลักตกลงไปในสระน้ำ
ทุกคนละความสนใจจากการแข่งหันมาสนใจนักเรียนหญิงที่ตกน้ำ เธอตะเกียกตะกายเพราะว่ายน้ำไม่เป็น ยิ่งเธอพยายามดิ้นรน เธอยิ่งห่างจากขอบสระ พวกชมรมว่ายน้ำที่เห็นกำลังจะกระโดดลงไปช่วย แต่มีคนหนึ่งกระโจนลงไปก่อนแล้ว นั่นคือไป่ฉี ไป่ฉีช่วยเธอขึ้นมาจากน้ำได้ แต่เธอก็หมดสติไปแล้ว
การแข่งหยุดลงทันที มู่ซื่อเฉิงรีบเข้ามาจับให้เธอนอนราบ จากนั้นเช็กลมหายใจ และบอกให้โทรเรียกรถพยาบาล เพราะเขาไม่แน่ใจว่าอาการเธอร้ายแรงขนาดไหน
“นายถอยออกมาก่อน เดี๋ยวฉันทำการปฐมพยาบาลให้” ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาเป็นคนของชมรมว่ายน้ำ
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมทำเอง” มู่ซื่อเฉิงกล่าว เขาเริ่มจากวัดตำแหน่งที่เหมาะสำหรับการนวดหัวใจ โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางข้างที่ถนัด วาดจากขอบชายโครงล่างของหญิงสาวขึ้นไป จนถึงปลายกระดูกหน้าอก วัดเหนือปลายกระดูกหน้าอกขึ้นมา 2 นิ้วมือ แล้วใช้สันมือข้างที่ไม่ถนัดวางบนตำแหน่งดังกล่าว จากนั้นใช้สันมือข้างที่ถนัดวางทับลงไป และเกี่ยวนิ้วมือให้นิ้วมือที่วางทับแนบชิดในร่องนิ้วมือของมือข้างล่าง (interlocked fingers) ยกปลายนิ้วขึ้นจากหน้าอก
มู่ซื่อเฉิงยืดไหล่และแขนเหยียดตรง จากนั้นปล่อยน้ำหนักตัวผ่านจากไหล่ไปสู่ลำแขนทั้งสอง และลงไปสู่กระดูกหน้าอกในแนวตั้งฉากกับลำตัวของนักเรียนหญิงร่างอ้วน กดลงไปลึกประมาณ 2 นิ้ว หรือประมาณ 5 เซนติเมตร ของความหนาหน้าอก โดยกดลงไปในแนวดิ่งโดยระวังไม่ให้กระแทก
จากนั้นเขาก็ทำการกดหน้าอกอีก 30 ครั้ง แล้วจับศีรษะของเธอให้หงายขึ้นมากที่สุด ใช้ฝ่ามือกดหน้าผากของเธอไว้ แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บีบจมูก จากนั้นใช้ปากครอบลงบนปากของเธอ แล้วเป่าลมเข้าไปให้สุดลมหายใจของเขา
นักเรียนหญิงรอบ ๆ ต่างก็แอบอิจฉาสาวร่างอ้วนที่ได้จูบทางอ้อมกับหนุ่มหล่อแบบนี้ พวกเธอถึงขนาดอยากลองจมน้ำดูสักครั้ง
ขณะเป่าลมมู่ซื่อเฉงมองดูที่หน้าอกว่าขยายหรือไม่ เมื่อเห็นว่าหน้าอกขยาย เขาจึงเงยหน้าขึ้นพร้อมกับบอกชายหนุ่มที่อยู่ชมรมว่ายน้ำ ให้ช่วยเขาทำการนวดหัวใจ ทำสลับกับการเป่าปาก โดยเป่าปาก 2 ครั้ง กดหน้าอก 30 ครั้ง จนกว่าหญิงร่างอ้วนจะสำลักน้ำออกมา
มู่ซื่อเฉิงกับชายหนุ่มอีกคนรีบจับเธอนอนตะแคง โดยให้ศรีษะหงายไปด้านหลัง เพื่อให้น้ำไหลออกทางปาก เมื่อเห็นว่าน้ำไหลออกหมดแล้ว มู่ซื่อเฉิงขอให้พวกนักเรียนหญิงถอดเสื้อของหญิงร่างอ้วนออก และให้เอาผ้าขนหนูหลายผืนมาเช็ดตัวให้แห้ง แล้วเอาผ้าขนหนูที่แห้งห่มให้หญิงร่างอ้วนไว้เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย
“ห้ามดื่มน้ำหรืออาหารนะครับ อีกเดี๋ยวรถพยาบาลจะมารับ ไปให้หมอเช็กดูอีกทีว่าไม่เป็นอะไรจริง ๆ” มู่ซื่อเฉิงกล่าว เขานั่งลงข้าง ๆ หญิงร่างอ้วน เขาเห็นว่าเธอหรี่ตามองเขาอยู่
“นี่แว่นของเธอ ฉันไปงมขึ้นมาให้” ไป่ฉียื่นแว่นของหญิงร่างอ้วนมาให้ หญิงร่างอ้วนรับแว่นไปสวม สิ่งที่เธอเห็นเพียงเลือนรางกลับมาเห็นชัด เป็นภาพของชายหนุ่มทั้ง 3 ล้อมรอบเธออยู่ 2 คนสวมแค่กางเกงว่ายน้ำที่เปียกแนบเนื้อ ลำตัวช่วงบนประกอบด้วยมัดกล้ามชวนมอง ส่วนคนที่ยื่นแว่นให้เธออยู่ในสภาพเสื้อเชิ้ตตัวบางเปียกแนบเนื้อ เผยให้เห็นรูปร่างที่ซ่อนไว้ ตอนนี้เธอรู้สึกว่าหน้าของเธอร้อนผ่าว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอยังหนาวอยู่
“เอ๊ะ” หญิงร่างอ้วนรู้สึกแปลก ๆ จู่ ๆ ก็มีของเหลวสีแดงไหลออกมาจากจมูกของเธอ
“นี่เป็นอะไรรึเปล่าเนี่ย” มู่ซื่อเฉิงถาม เขาเขยิบหน้าเข้ามาใกล้ จนหญิงสาวร่างอ้วนรู้สึกถึงลมหายใจของอีกฝ่าย
“รถพยาบาลจะมาเมื่อไหร่เนี่ย” ชายหนุ่มอีกคนดูร้อนใจ
“ไม่เป็นไรหรอก เลือดลมสูบฉีดเร็วขึ้นน่ะ” ไป่ฉีจับดูเส้นชีพจรที่ข้อมือของหญิงร่างอ้วนก่อนจะอธิบายสาเหตุเพื่อไม่ให้ทุกคนตื่นตระหนก
“ขอบคุณมากนะคะ ที่ช่วยฉันไว้ ฉันชื่อ จูเอ้อสี ค่ะ ถ้าพวกคุณมีปัญหาเรื่องเรียนสามารถมาหาฉันได้เสมอเลยค่ะ ฉันยินดีช่วย” จูเอ้อสีกล่าว ในที่สุดหญิงร่างอ้วนก็ได้แนะนำตัวกับไป่ฉี
“ฉันชื่อมู่ซื่อเฉิง เรียกซื่อเฉิงก็ได้ แต่ว่าที่ผายปอดให้เมื่อกี้ ผมขาดทุนนะ” มู่ซื่อเฉิงพูดแหย่
“เอ๊ะ” จูเอ้อสี กำลังย่อยคำพูดของมู่ซื่อเฉิง ผายปอด ปากประกบ จูบทางอ้อม นึกขึ้นได้แบบนั้นเธอก็หน้าแดงขึ้นมาทันที
“นั่นน่ะจูบแรกของฉันเลยนะ” มู่ซื่อเฉิงพูดแหย่จูเอ้อสี นั่นยิ่งทำให้เธอหน้าแดงไปถึงใบหู
ไม่นานนักรถพยาบาลก็มาถึงและรับจูเอ้อสีไปโรงพยาบาลทันที พร้อมกับนักเรียนหญิงหลายคนที่เป็นลมเพราะเสียเลือดจากเลือดกำเดาที่ไหลออกมามากเกินไป
ทางอาจารย์ที่ควบคุมดูแลเพิ่งมาถึงสถานที่ และเข้ามาสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะเขาไปเข้าห้องน้ำ
ก่อนอื่นพอจะมีเสื้อให้เปลี่ยนบ้างรึเปล่าครับ ไป่ฉีถาม สุดท้ายเขาก็เช็ดตัวและเปลี่ยนไปใส่ชุดยูนิฟอร์มของของโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ดแทน
“โหย แสบตาชะมัด” มู่ซื่อเฉิงแซว
“โอเวอร์ไปละซื่อเฉิง” ไป่ฉีกล่าว
แต่ที่มู่ซื่อเฉิงพูดมานักเรียนหญิงในกลุ่มทัศนศึกษาต่างก็เห็นด้วย ไป่ฉีแต่เดิมก็ดูเหมือนเด็กมัธยมปลายอยู่แล้ว พอมาใส่ยูนิฟอร์มของมิดการ์ดเลยยิ่งเข้ากันมาก
การทัศนศึกษาหยุดลงเพื่อปล่อยให้นักเรียนที่มาทัศนศึกษาได้พักทานข้าว ขณะเดียวกันที่โรงอาหารไป่ฉีก็ได้เจอกับหลี่เหมยอิง หลี่ไป๋ กับหลี่ซีหยาน นอกจากนี้ยังมีอีกคนที่เข้ามาเกาะแกะเขาราวกับเห็บหมัด ใช่แล้วไป๋หู่นั่นเอง
“พี่ฉี ดีใจจังเลยที่ได้เจอพี่ที่นี่ ผมถูกบังคับให้ไปกลุ่มชมสถานที่ ถ้ารู้ว่าพี่มาวันนี้ด้วยผมจะมาอยู่กลุ่มนี้แทน อ๊ะจริงด้วย ช่วงบ่ายผมตามพี่ไปดีกว่า” ไป๋หู่ทำตัวราวกับน้องชายติดพี่ชาย
ไม่แปลกเพราะไป๋หู่ไม่มีพี่ชาย เนื่องจากเป็นลูกชายคนเดียวของหัวหน้าตระกูลไป๋ จึงถูกคาดหวังตั้งแต่เล็ก ๆ ไป๋กุ้ยอิงไม่สามารถเป็นเพื่อนคุยหรือให้คำปรึกษากับเขาได้ ดังนั้นเมื่อเขาพบไป่ฉีครั้งแรก ทั้งพลังและความแข็งแกร่ง ไป่ฉีทำให้เขาประทับใจมาก เขาจึงถือว่าไป่ฉีเป็นเหมือนพี่ชายแท้ ๆ ของเขา
“จะทักทายฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่เลิกเอาแก้มมาคลอเคลียที่หน้าเหมือนลูกแมวอ้อนเจ้าของได้แล้ว รูปร่างนายไม่เหมือนแมวสักนิด” ไป่ฉีผลักไป๋หู่ออกทันที
“โหย พี่ฉี ผมมีพี่เป็นพี่ชายคนเดียวนะ ผมก็ต้องอ้อนพี่ดิ” ไป๋หู่ทำหน้ายู่ สาว ๆ ได้แต่มองภาพตรงหน้าราวกับทุ่งดอกไม้ที่มี 2 พี่น้องกำลังวิ่งเล่นกันอยู่
“หมอนี่มีอะไรให้น่านับถือกัน” หลี่เหมยอิงพูดแทรกขึ้น เพียงพริบตาเธอรู้ได้เลยว่าสายตาแสดงความไม่พอใจจับจ้องมาที่เธอ ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด จึงรีบเดินออกจากโรงอาหารไป เหลือแต่หลี่ไป๋กับหลี่ซีหยานเท่านั้น
“ไป๋หู่ ฉันชื่อหลี่ซีหยาน จะเข้าเรียนที่นี่เหมือนกัน หวังว่าจะได้อยู่ห้องเดียวกันนะ” หลี่ซีหยานยื่นมือออกไป เพื่อทักทายไป๋หู่
“เช่นกัน ฉันเองก็หวังว่าจะได้อยู่ห้องเดียวกับพี่ฉี” ไป๋หู่กล่าว
“อา มิตรภาพของชายหนุ่มรูปงาม 5 คนช่างงดงาม”
“ฉันต้องเข้าเรียนที่นี่ให้ได้ จะได้เห็นฉากที่มันดีต่อใจนี้ทุกวันเลย”
หลังมื้ออาหาร (ตาของสาว ๆ) หลี่ไป๋ขอแยกตัวขึ้นไปเรียนก่อน ส่วนหลี่ซีหยานกับไป๋หู่ได้ย้ายมาอยู่กลุ่มเดียวกับไป่ฉี การเยี่ยมชมชมรมเป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งมาถึงชมรมศิลปะการต่อสู้ ซึ่งไป๋หู่ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ
“ว้าว มีหลากหลายเลยแฮะ ตั้งแต่ยิงธนู ฟันดาบ ยูโด คาราเต้ แต่ไม่เห็นนินจูสึแฮะ” ไป๋หู่พล่ามไปเรื่อย
“นินจูสึนั่นน่ะ ไม่มีจริงหรอก ถ้ามีล่ะก็อย่างน้อยก็ต้องหลงเหลือบันทึกการฝึกวิชาบ้างสัก 1-2 วิชา แต่นี่กลับไม่พบเลยสักนิด” หลี่ซีหยานกล่าว
“ชิ พี่ฉี มาลุยกันสักตั้งมะ” ไป๋หู่ถาม
“เอาสิ ใช้แค่กระบวนท่าก็พอนะ ไม่งั้นที่นี่จะพังซะก่อน” ไป่ฉีกล่าว
จากนั้นไป่ฉีได้ถอดเสื้อของเขาออก ส่วนไป๋หู่ก็เช่นกัน ทั้งคู่เริ่มตั้งท่าเตรียมที่จะสู้กันเองเลยทำให้เป็นจุดสนใจทั้งจากกลุ่มทัศนศึกษา กับคนในชมรมศิลปะการต่อสู้
ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ตั้งท่าพร้อมกับขยับเข้าไปใกล้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับคนที่เป็นมือใหม่ไม่สามารถมองเห็นถึงเขตแดนที่ทั้งสองคนสร้างขึ้นมาได้ ต่างคิดว่าพวกเขากำลังดูเชิงหรือกำลังรอให้อีกฝ่ายเข้ามาอยู่ แต่หลี่ซีหยานกับพวกนักกีฬาทีมชาติ พวกเขาเห็นเขตแดนที่ทั้ง 2 คนสร้างขึ้น และตอนนี้เขตแดนทั้ง 2 นี้กำลังปะทะกัน
เมื่อเขตแดนของไป่ฉีกับไป๋หู่ทับซ้อนกัน ไป๋หู่เริ่มด้วยการปล่อยหมัดออกไปในระยะประชิด ส่วนไป่ฉีนั้นใช้มือปัดหมัดออก แต่หมัดอีกข้างของไป๋หู่ก็พุ่งเข้ามา แต่มีสิ่งที่ทำให้หมัดของไป๋หู่เบี่ยงออก นั่นคือมือที่ใช้ปัดหมัดเมื่อกี้กลับยึดข้อมือข้างนั้นเอาไว้ และดึงมาทางขวา ทำให้ไป๋หู่ต้องบิดตัวตาม หมัดขวาที่เป็นหมัดที่สองจึงสูญเสียแรงและเบี่ยงออก ขณะเดียวกันเขารู้สึกจุกที่ท้อง เพราะโดนหมัดขวาของไป่ฉีต่อยเข้าที่ท้องน้อย แต่มีหรือที่เขาจะยอม จึงได้ใช้มือขวาที่พลาดเป้าเหวี่ยงกลับมาเพื่อจะโจมตี ส่วนไป่ฉีนั้นกลับใช้ฝ่ามือกระแทกเข้าที่เส้นกลางลำตัว ทำให้การโจมตีของไป๋หู่ต้องหยุดชะงักลงเพราะต้องไปใช้แรงที่ขาแทน เพื่อไม่ให้ตัวเองลม การโจมตีที่เส้นกลางลำตัวนั้น หากคู่ต่อสู้ไม่ระวังตัว จะถูกทำให้ล้มได้อย่างง่ายดาย
การปะทะด้วยการใช้ฝ่ามือ หมัด ท่อนแขน ยังคงดำเดินต่อไป ท่ามกลางสมาชิกชมรมกับกลุ่มนักเรียนที่มาทัศนศึกษา ทุกคนจ้องมองกันตาค้าง ปากก็อ้าค้างด้วยความตกตะลึง การปะทะกันของทั้ง 2 คนราวกับผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้กำลังสู้กัน โดยเท้าของพวกเขาแทบไม่ได้ขยับเลย
หลังจากนั้นไม่นาน ไป๋หู่เป็นฝ่ายล้มหงายหลังลงก่อน เพราะไป่ฉีเล็งจังหวะที่เขาเผลอ โจมตีเข้าที่เส้นกลางตัวอีกครั้ง เสียงล้มของไป๋หู่ทำให้ทุกคนหลุดจากภวังค์และตะโกนโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น พวกเขาไม่เคยเห็นการต่อสู้แบบนี้มาก่อน เพียงพริบตาไป่ฉีกับไป๋หู่ก็ถูกเหล่าสมาชิกชมรมศิลปะการต่อสู้รุมยิงคำถามมากมายจนฟังไม่รู้เรื่อง
สุดท้ายคนที่นำกลุ่มทัศนศึกษาของไป่ฉีมา ได้เดินเข้าไประงับอารมณ์ที่กำลังพุ่งพล่านของเหล่าชายหญิงบ้าการต่อสู้พวกนี้ ทำให้ไป่ฉีกับไป๋หู่หลุดออกมาจากวงล้อมของสมาชิกชมรมได้
หลังจากนั้นคนที่นำกลุ่มทัศนศึกษาก็พาพวกไป่ฉีกลับมาที่ลานจอดรถบัส เพื่อส่งนักเรียนที่มาทัศนศึกษาขึ้นรถ
ไป่ฉีแยกกับไป๋หู๋และหลี่ซีหยาน เพื่อขึ้นรถบัสของตัวเอง สีหน้าของไป่ฉีดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตอนคุยกับไป๋หู่และหลี่ซีหยาน เขาบอกไปว่าได้ซื้อบ้านไว้ที่เมืองหลวงแล้ว ทำให้ทั้งไป๋หู่กับหลี่ซีหยานพูดขึ้นพร้อมกัน
"ขออยู่ด้วย"
ซึ่งตอนแรกไป่ฉีปฏิเสธไป แต่ทั้งไป๋หู่กับหลี่ซีหยานก็ชักแม่น้ำทั้ง 5 มาพูด จนสุดท้ายเขาก็ตอบตกลงจนได้ เห็นทีคงจะต้องบอกพ่อกับแม่เขาซะแล้วว่าจะมีเพื่อนมาอยู่ด้วยในช่วงที่เขาเข้าเรียนที่นี่
วันนี้ของไป่ฉีก็ได้จบลง โดยไม่ได้รู้เลยว่ามีหญิงสาวในโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ดที่ได้เห็นหนุ่มรูปงามทั้ง 3 คนของกลุ่มทัศนศึกษาวันนี้ ได้ตั้งกลุ่มแฟนคลับในโรงเรียนขึ้นมา ทั้งที่ไม่รู้ว่าทั้ง 3 คนจะเลือกเรียนที่นึ่รึเปล่า
ศูนย์ฝึกอบรม LSA
ตอนนี้เป็นเวลา 4 ทุ่มแล้ว ที่ศูนย์ตอนนี้แทบไม่มีคนอยู่แล้ว ป้าจางกำลังเดินตรวจความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย แต่เมื่อเดินมาถึงชั้นของออฟฟิศป้าจางก็ได้ยินเสียงบางอย่าง ซึ่งเธอจำได้ว่าเป็นเสียงของเมิ่งชิงชิงกับไป่ฉี
"หวานจัง ของนายเนี่ยทั้งใหญ่ทั้งยาวเลย" เมิ่งชิงชิงกล่าว
"อ๊า พี่ชิงชิงอย่าดูดแรงแบบนั้นสิครับ ระวังมันหยดลงพื้นนะครับ" ไป่ฉีตกใจ
เสียงจ๊วบ ๆ ดังอย่างต่อเนื่อง
"นายลองดูดของฉันไหม" เมิ่งชิงชิงกล่าว
"จะดีเหรอครับ งั้นไม่เกรงใจนะครับ" ไป่ฉีพูดพร้อมกับเสียงดูดที่ดังมาให้ป้าจางได้ยิน
"อ๊า เยอะไปแล้ว" เมิ่งชิงชิงร้องเสียงหลง
"อย่าเสียงดังสิครับ เดี๋ยวก็มีคนมาเห็นเข้าหรอ" ไป่ฉีกล่าว
ป้าจางรีบเดินจ้ำไปยังออฟฟิศทันที
"ไป่ฉีฉันจะถึงแล้วนะ" เมิ่งชิงชิงกล่าง
"อ๊ะ ผมถึงแล้วครับพี่ชิงชิง อ้า" ไป่ฉีร้องเสียงดังออกมา
ขณะเดียวกันป้าจางที่มาถึงประตูกระจกของออฟฟิศก็รีบเปิดเข้าไปทันที
"คิก คิก ไม่ได้ฟรีอีก 1 แท่งสินะ สมน้ำหนัา นี่ของฉันได้ฟรี 1 แท่งล่ะ" เมิ่งชิงชิงหัวเราะ
"เฮ้อ ดวงผมไม่ดีเลย ว่าแต่ทำไมไอติมแท่งนึงต้องแข่งกันว่าใครจะได้แท่งฟรีด้วยละครับ" ไป่ฉีถาม
"จะได้ตื่นเต้นไง กินธรรมดามันก็ไม่สนุกน่ะสิถ้าไม่มีการแข่งขัน" เมิ่งชิงชิงกล่าว
"ใช่ สนุกมากใช่ไหมกับการแอบมาอม เอ้ย กินไอติมในออฟฟิศน่ะ หืม" ป้าจางหรี่ตามองทั้งคู่
"เย้ย ป้าจางมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ" ไป่ฉีถาม
"ตอนที่ชิงชิงอวดว่าได้ไอติมฟรี 1 แท่งนั่นแหละ กล้ามากนะที่เอาของกินมากินในออฟฟิศน่ะ" ป้าจางตอบ
"ป้าจางขา ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ไหมคะ" เมิ่งชิงชิงรีบอ้อนทันที
"ได้สิ" ป้าจางหยิบเอาไม้ไอติมที่เขียนว่า ฟรี 1 แท่ง ไปจากมือเมิ่งชิงชิง
"อ๊ะ" เมิ่งชิงชิงตกใจ
"ค่าปิดปาก ไปล่ะนะ ฝากปิดไฟด้วยล่ะ ฉันขอไปหาอะไรหวาน ๆ เย็น ๆ กินสักหน่อย" ป้าจางกำลังจะจากไปพร้อมไม้ไอติม
"งั้นถ้าป้าจางเอาไปแล้วผมกับพี่ชิงชิงใครเป็นคนชนะล่ะครับ" ไป่ฉียิ้มเหมือนมีแผน
"ก็ถือว่าเสมอ ไม่สิ ชิงชิง แพ้ เพราะไม่มีไม้ไอติม ไปก่อนจ๊ะ" ป้าจางกล่าวและจากไปอย่างรวดเร็ว
"ดะ….เดี๋ยวสิคะป้าจาง" เมิ่งชิงชิงพยายามจะตามไป แต่ก็ถูกรั้งไว้ซะก่อน
เธอสัมผัสได้ว่ามีมือคนมาจับที่บ่า เธอค่อย ๆ หันกลับมาอย่างรู้ชะตากรรม
"ชิงชิงของผม ตามที่ตกลงกันผมได้รางวัลจากการชนะ 2 ยก" ไป่ฉียิ้มชั่วร้ายออกมา
จากนั้นเสียงร้องของเมิ่งชิงชิงก็ดังขึ้นก่อนจะเงียบหายไป โดยป้าจางไม่ได้รู้เกี่ยวกับเหตุการณ์หลังจากนั้นเลย เธอเดินไปที่ร้านขายไอติมของศูนย์อาหารและก็พบว่า….
"ปิดแล้วเหรอ" ป้าจางกรีดร้องขึ้น T()T
__________________________________ส่งงานครับ ตอนนี้รีไรท์ถึงตอนที่ 79 แล้ว ผมจะลงให้เรื่อย ๆ นะครับ ^^