จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 67 ทัศนศึกษาโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ด 2 Re

            กลุ่มของไป่ฉีได้มาถึงชมรมว่ายน้ำ  ครั้งนี้ก็มีคนที่อยากจะลองแข่งกับนักกีฬาทีมชาติเหมือนกัน  ไป่ฉีนั้นขอผ่าน  ส่วนมู่ซื่อเฉิงไม่รอช้า  เขาถอดเสื้อกับกางเกงออก  เผยให้เห็นมัดกล้ามจากการออกกำลังกายและเล่นกีฬาเป็นประจำ  ช่วงล่างของเขาใส่กางเกงว่ายน้ำเตรียมพร้อมมาแล้ว  ซึ่งนักเรียนหญิงในกลุ่มทัศนศึกษาหลายคนถึงกับหน้าแดงเมื่อมองไปยังมู่ซื่อเฉิง


            “หุ่นใช้ได้แล้วนี่” ไป่ฉีกล่าว


            “ตั้งแต่เห็นของนายคราวนั้นทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองยังฝึกมาไม่พอ” มู่ซื่อเฉิงกล่าว  คำพูดนี้ทำให้นักเรียนหญิงหันขวับมาหาไป่ฉี  สายตาจับจ้องราวกับต้องการมองทะลุเสื้อของไป่ฉี


            “ซื่อเฉิง  นายไม่ต้องโยนระเบิดมาให้ฉันเลย  อยากว่ายน้ำก็ลงไปเลย” ไป่ฉีถีบมู่ซื่อเฉิงลงสระแบบไม่ทันตั้งตัว


            “แว๊ก ไป่ฉี  ให้ฉันเตรียมตัวหน่อยสิวะ” มู่ซื่อเฉิงโวยวาย


            การแข่งขันว่ายน้ำแบบฟรีสไตล์เริ่มขึ้น  ขณะเดียวกันนักเรียนหญิงใส่แว่นรูปร่างอ้วนพยายามเบียดไปข้างหน้าเพื่อไปหาไป่ฉี  แต่เพราะไปเบียดคนอื่น  ทำให้คนที่กำลังดูการแข่งอยู่ไม่พอใจ และเบียดกลับ  จนเธอเสียหลักตกลงไปในสระน้ำ


            ทุกคนละความสนใจจากการแข่งหันมาสนใจนักเรียนหญิงที่ตกน้ำ  เธอตะเกียกตะกายเพราะว่ายน้ำไม่เป็น  ยิ่งเธอพยายามดิ้นรน  เธอยิ่งห่างจากขอบสระ  พวกชมรมว่ายน้ำที่เห็นกำลังจะกระโดดลงไปช่วย  แต่มีคนหนึ่งกระโจนลงไปก่อนแล้ว  นั่นคือไป่ฉี  ไป่ฉีช่วยเธอขึ้นมาจากน้ำได้  แต่เธอก็หมดสติไปแล้ว


            การแข่งหยุดลงทันที  มู่ซื่อเฉิงรีบเข้ามาจับให้เธอนอนราบ  จากนั้นเช็กลมหายใจ และบอกให้โทรเรียกรถพยาบาล  เพราะเขาไม่แน่ใจว่าอาการเธอร้ายแรงขนาดไหน


            “นายถอยออกมาก่อน  เดี๋ยวฉันทำการปฐมพยาบาลให้” ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา  เขาเป็นคนของชมรมว่ายน้ำ


            “ไม่เป็นไรครับ  เดี๋ยวผมทำเอง” มู่ซื่อเฉิงกล่าว  เขาเริ่มจากวัดตำแหน่งที่เหมาะสำหรับการนวดหัวใจ โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางข้างที่ถนัด วาดจากขอบชายโครงล่างของหญิงสาวขึ้นไป จนถึงปลายกระดูกหน้าอก วัดเหนือปลายกระดูกหน้าอกขึ้นมา 2 นิ้วมือ แล้วใช้สันมือข้างที่ไม่ถนัดวางบนตำแหน่งดังกล่าว จากนั้นใช้สันมือข้างที่ถนัดวางทับลงไป และเกี่ยวนิ้วมือให้นิ้วมือที่วางทับแนบชิดในร่องนิ้วมือของมือข้างล่าง (interlocked fingers) ยกปลายนิ้วขึ้นจากหน้าอก


            มู่ซื่อเฉิงยืดไหล่และแขนเหยียดตรง จากนั้นปล่อยน้ำหนักตัวผ่านจากไหล่ไปสู่ลำแขนทั้งสอง และลงไปสู่กระดูกหน้าอกในแนวตั้งฉากกับลำตัวของนักเรียนหญิงร่างอ้วน  กดลงไปลึกประมาณ 2 นิ้ว หรือประมาณ 5 เซนติเมตร ของความหนาหน้าอก โดยกดลงไปในแนวดิ่งโดยระวังไม่ให้กระแทก


            จากนั้นเขาก็ทำการกดหน้าอกอีก 30 ครั้ง  แล้วจับศีรษะของเธอให้หงายขึ้นมากที่สุด ใช้ฝ่ามือกดหน้าผากของเธอไว้ แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บีบจมูก จากนั้นใช้ปากครอบลงบนปากของเธอ แล้วเป่าลมเข้าไปให้สุดลมหายใจของเขา


            นักเรียนหญิงรอบ ๆ ต่างก็แอบอิจฉาสาวร่างอ้วนที่ได้จูบทางอ้อมกับหนุ่มหล่อแบบนี้  พวกเธอถึงขนาดอยากลองจมน้ำดูสักครั้ง


            ขณะเป่าลมมู่ซื่อเฉงมองดูที่หน้าอกว่าขยายหรือไม่  เมื่อเห็นว่าหน้าอกขยาย  เขาจึงเงยหน้าขึ้นพร้อมกับบอกชายหนุ่มที่อยู่ชมรมว่ายน้ำ  ให้ช่วยเขาทำการนวดหัวใจ  ทำสลับกับการเป่าปาก โดยเป่าปาก 2 ครั้ง กดหน้าอก 30 ครั้ง  จนกว่าหญิงร่างอ้วนจะสำลักน้ำออกมา


            มู่ซื่อเฉิงกับชายหนุ่มอีกคนรีบจับเธอนอนตะแคง  โดยให้ศรีษะหงายไปด้านหลัง  เพื่อให้น้ำไหลออกทางปาก  เมื่อเห็นว่าน้ำไหลออกหมดแล้ว  มู่ซื่อเฉิงขอให้พวกนักเรียนหญิงถอดเสื้อของหญิงร่างอ้วนออก  และให้เอาผ้าขนหนูหลายผืนมาเช็ดตัวให้แห้ง  แล้วเอาผ้าขนหนูที่แห้งห่มให้หญิงร่างอ้วนไว้เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย


            “ห้ามดื่มน้ำหรืออาหารนะครับ  อีกเดี๋ยวรถพยาบาลจะมารับ  ไปให้หมอเช็กดูอีกทีว่าไม่เป็นอะไรจริง ๆ” มู่ซื่อเฉิงกล่าว  เขานั่งลงข้าง ๆ หญิงร่างอ้วน  เขาเห็นว่าเธอหรี่ตามองเขาอยู่


            “นี่แว่นของเธอ  ฉันไปงมขึ้นมาให้” ไป่ฉียื่นแว่นของหญิงร่างอ้วนมาให้  หญิงร่างอ้วนรับแว่นไปสวม  สิ่งที่เธอเห็นเพียงเลือนรางกลับมาเห็นชัด  เป็นภาพของชายหนุ่มทั้ง 3 ล้อมรอบเธออยู่  2 คนสวมแค่กางเกงว่ายน้ำที่เปียกแนบเนื้อ  ลำตัวช่วงบนประกอบด้วยมัดกล้ามชวนมอง  ส่วนคนที่ยื่นแว่นให้เธออยู่ในสภาพเสื้อเชิ้ตตัวบางเปียกแนบเนื้อ  เผยให้เห็นรูปร่างที่ซ่อนไว้  ตอนนี้เธอรู้สึกว่าหน้าของเธอร้อนผ่าว  ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอยังหนาวอยู่


            “เอ๊ะ” หญิงร่างอ้วนรู้สึกแปลก ๆ จู่ ๆ ก็มีของเหลวสีแดงไหลออกมาจากจมูกของเธอ


            “นี่เป็นอะไรรึเปล่าเนี่ย” มู่ซื่อเฉิงถาม เขาเขยิบหน้าเข้ามาใกล้  จนหญิงสาวร่างอ้วนรู้สึกถึงลมหายใจของอีกฝ่าย


            “รถพยาบาลจะมาเมื่อไหร่เนี่ย” ชายหนุ่มอีกคนดูร้อนใจ


            “ไม่เป็นไรหรอก  เลือดลมสูบฉีดเร็วขึ้นน่ะ” ไป่ฉีจับดูเส้นชีพจรที่ข้อมือของหญิงร่างอ้วนก่อนจะอธิบายสาเหตุเพื่อไม่ให้ทุกคนตื่นตระหนก


            “ขอบคุณมากนะคะ  ที่ช่วยฉันไว้  ฉันชื่อ จูเอ้อสี ค่ะ  ถ้าพวกคุณมีปัญหาเรื่องเรียนสามารถมาหาฉันได้เสมอเลยค่ะ  ฉันยินดีช่วย” จูเอ้อสีกล่าว  ในที่สุดหญิงร่างอ้วนก็ได้แนะนำตัวกับไป่ฉี


            “ฉันชื่อมู่ซื่อเฉิง  เรียกซื่อเฉิงก็ได้  แต่ว่าที่ผายปอดให้เมื่อกี้  ผมขาดทุนนะ” มู่ซื่อเฉิงพูดแหย่


            “เอ๊ะ” จูเอ้อสี กำลังย่อยคำพูดของมู่ซื่อเฉิง  ผายปอด  ปากประกบ  จูบทางอ้อม  นึกขึ้นได้แบบนั้นเธอก็หน้าแดงขึ้นมาทันที


            “นั่นน่ะจูบแรกของฉันเลยนะ” มู่ซื่อเฉิงพูดแหย่จูเอ้อสี  นั่นยิ่งทำให้เธอหน้าแดงไปถึงใบหู


            ไม่นานนักรถพยาบาลก็มาถึงและรับจูเอ้อสีไปโรงพยาบาลทันที  พร้อมกับนักเรียนหญิงหลายคนที่เป็นลมเพราะเสียเลือดจากเลือดกำเดาที่ไหลออกมามากเกินไป


            ทางอาจารย์ที่ควบคุมดูแลเพิ่งมาถึงสถานที่ และเข้ามาสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะเขาไปเข้าห้องน้ำ


            ก่อนอื่นพอจะมีเสื้อให้เปลี่ยนบ้างรึเปล่าครับ  ไป่ฉีถาม  สุดท้ายเขาก็เช็ดตัวและเปลี่ยนไปใส่ชุดยูนิฟอร์มของของโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ดแทน


            “โหย  แสบตาชะมัด” มู่ซื่อเฉิงแซว


            “โอเวอร์ไปละซื่อเฉิง” ไป่ฉีกล่าว


            แต่ที่มู่ซื่อเฉิงพูดมานักเรียนหญิงในกลุ่มทัศนศึกษาต่างก็เห็นด้วย  ไป่ฉีแต่เดิมก็ดูเหมือนเด็กมัธยมปลายอยู่แล้ว  พอมาใส่ยูนิฟอร์มของมิดการ์ดเลยยิ่งเข้ากันมาก


            การทัศนศึกษาหยุดลงเพื่อปล่อยให้นักเรียนที่มาทัศนศึกษาได้พักทานข้าว  ขณะเดียวกันที่โรงอาหารไป่ฉีก็ได้เจอกับหลี่เหมยอิง  หลี่ไป๋ กับหลี่ซีหยาน  นอกจากนี้ยังมีอีกคนที่เข้ามาเกาะแกะเขาราวกับเห็บหมัด  ใช่แล้วไป๋หู่นั่นเอง


            “พี่ฉี  ดีใจจังเลยที่ได้เจอพี่ที่นี่  ผมถูกบังคับให้ไปกลุ่มชมสถานที่  ถ้ารู้ว่าพี่มาวันนี้ด้วยผมจะมาอยู่กลุ่มนี้แทน  อ๊ะจริงด้วย ช่วงบ่ายผมตามพี่ไปดีกว่า” ไป๋หู่ทำตัวราวกับน้องชายติดพี่ชาย  


            ไม่แปลกเพราะไป๋หู่ไม่มีพี่ชาย  เนื่องจากเป็นลูกชายคนเดียวของหัวหน้าตระกูลไป๋  จึงถูกคาดหวังตั้งแต่เล็ก ๆ  ไป๋กุ้ยอิงไม่สามารถเป็นเพื่อนคุยหรือให้คำปรึกษากับเขาได้  ดังนั้นเมื่อเขาพบไป่ฉีครั้งแรก  ทั้งพลังและความแข็งแกร่ง  ไป่ฉีทำให้เขาประทับใจมาก  เขาจึงถือว่าไป่ฉีเป็นเหมือนพี่ชายแท้ ๆ ของเขา


            “จะทักทายฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ  แต่เลิกเอาแก้มมาคลอเคลียที่หน้าเหมือนลูกแมวอ้อนเจ้าของได้แล้ว  รูปร่างนายไม่เหมือนแมวสักนิด” ไป่ฉีผลักไป๋หู่ออกทันที


            “โหย พี่ฉี  ผมมีพี่เป็นพี่ชายคนเดียวนะ  ผมก็ต้องอ้อนพี่ดิ” ไป๋หู่ทำหน้ายู่  สาว ๆ ได้แต่มองภาพตรงหน้าราวกับทุ่งดอกไม้ที่มี 2 พี่น้องกำลังวิ่งเล่นกันอยู่


            “หมอนี่มีอะไรให้น่านับถือกัน” หลี่เหมยอิงพูดแทรกขึ้น  เพียงพริบตาเธอรู้ได้เลยว่าสายตาแสดงความไม่พอใจจับจ้องมาที่เธอ ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด  จึงรีบเดินออกจากโรงอาหารไป  เหลือแต่หลี่ไป๋กับหลี่ซีหยานเท่านั้น


            “ไป๋หู่ ฉันชื่อหลี่ซีหยาน  จะเข้าเรียนที่นี่เหมือนกัน  หวังว่าจะได้อยู่ห้องเดียวกันนะ” หลี่ซีหยานยื่นมือออกไป  เพื่อทักทายไป๋หู่


            “เช่นกัน  ฉันเองก็หวังว่าจะได้อยู่ห้องเดียวกับพี่ฉี” ไป๋หู่กล่าว


            “อา มิตรภาพของชายหนุ่มรูปงาม 5 คนช่างงดงาม”


            “ฉันต้องเข้าเรียนที่นี่ให้ได้  จะได้เห็นฉากที่มันดีต่อใจนี้ทุกวันเลย”


            หลังมื้ออาหาร (ตาของสาว ๆ)  หลี่ไป๋ขอแยกตัวขึ้นไปเรียนก่อน  ส่วนหลี่ซีหยานกับไป๋หู่ได้ย้ายมาอยู่กลุ่มเดียวกับไป่ฉี  การเยี่ยมชมชมรมเป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีปัญหาอะไร  จนกระทั่งมาถึงชมรมศิลปะการต่อสู้  ซึ่งไป๋หู่ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ


            “ว้าว มีหลากหลายเลยแฮะ  ตั้งแต่ยิงธนู  ฟันดาบ  ยูโด  คาราเต้  แต่ไม่เห็นนินจูสึแฮะ” ไป๋หู่พล่ามไปเรื่อย


            “นินจูสึนั่นน่ะ  ไม่มีจริงหรอก  ถ้ามีล่ะก็อย่างน้อยก็ต้องหลงเหลือบันทึกการฝึกวิชาบ้างสัก 1-2 วิชา  แต่นี่กลับไม่พบเลยสักนิด” หลี่ซีหยานกล่าว


            “ชิ พี่ฉี มาลุยกันสักตั้งมะ” ไป๋หู่ถาม


            “เอาสิ  ใช้แค่กระบวนท่าก็พอนะ  ไม่งั้นที่นี่จะพังซะก่อน” ไป่ฉีกล่าว


            จากนั้นไป่ฉีได้ถอดเสื้อของเขาออก  ส่วนไป๋หู่ก็เช่นกัน  ทั้งคู่เริ่มตั้งท่าเตรียมที่จะสู้กันเองเลยทำให้เป็นจุดสนใจทั้งจากกลุ่มทัศนศึกษา กับคนในชมรมศิลปะการต่อสู้


            ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ตั้งท่าพร้อมกับขยับเข้าไปใกล้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับคนที่เป็นมือใหม่ไม่สามารถมองเห็นถึงเขตแดนที่ทั้งสองคนสร้างขึ้นมาได้  ต่างคิดว่าพวกเขากำลังดูเชิงหรือกำลังรอให้อีกฝ่ายเข้ามาอยู่  แต่หลี่ซีหยานกับพวกนักกีฬาทีมชาติ  พวกเขาเห็นเขตแดนที่ทั้ง 2 คนสร้างขึ้น และตอนนี้เขตแดนทั้ง 2 นี้กำลังปะทะกัน


            เมื่อเขตแดนของไป่ฉีกับไป๋หู่ทับซ้อนกัน  ไป๋หู่เริ่มด้วยการปล่อยหมัดออกไปในระยะประชิด  ส่วนไป่ฉีนั้นใช้มือปัดหมัดออก  แต่หมัดอีกข้างของไป๋หู่ก็พุ่งเข้ามา  แต่มีสิ่งที่ทำให้หมัดของไป๋หู่เบี่ยงออก  นั่นคือมือที่ใช้ปัดหมัดเมื่อกี้กลับยึดข้อมือข้างนั้นเอาไว้  และดึงมาทางขวา  ทำให้ไป๋หู่ต้องบิดตัวตาม  หมัดขวาที่เป็นหมัดที่สองจึงสูญเสียแรงและเบี่ยงออก  ขณะเดียวกันเขารู้สึกจุกที่ท้อง  เพราะโดนหมัดขวาของไป่ฉีต่อยเข้าที่ท้องน้อย  แต่มีหรือที่เขาจะยอม  จึงได้ใช้มือขวาที่พลาดเป้าเหวี่ยงกลับมาเพื่อจะโจมตี  ส่วนไป่ฉีนั้นกลับใช้ฝ่ามือกระแทกเข้าที่เส้นกลางลำตัว  ทำให้การโจมตีของไป๋หู่ต้องหยุดชะงักลงเพราะต้องไปใช้แรงที่ขาแทน  เพื่อไม่ให้ตัวเองลม  การโจมตีที่เส้นกลางลำตัวนั้น  หากคู่ต่อสู้ไม่ระวังตัว  จะถูกทำให้ล้มได้อย่างง่ายดาย


            การปะทะด้วยการใช้ฝ่ามือ  หมัด  ท่อนแขน  ยังคงดำเดินต่อไป  ท่ามกลางสมาชิกชมรมกับกลุ่มนักเรียนที่มาทัศนศึกษา  ทุกคนจ้องมองกันตาค้าง  ปากก็อ้าค้างด้วยความตกตะลึง  การปะทะกันของทั้ง 2 คนราวกับผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้กำลังสู้กัน  โดยเท้าของพวกเขาแทบไม่ได้ขยับเลย


            หลังจากนั้นไม่นาน  ไป๋หู่เป็นฝ่ายล้มหงายหลังลงก่อน  เพราะไป่ฉีเล็งจังหวะที่เขาเผลอ  โจมตีเข้าที่เส้นกลางตัวอีกครั้ง  เสียงล้มของไป๋หู่ทำให้ทุกคนหลุดจากภวังค์และตะโกนโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น  พวกเขาไม่เคยเห็นการต่อสู้แบบนี้มาก่อน  เพียงพริบตาไป่ฉีกับไป๋หู่ก็ถูกเหล่าสมาชิกชมรมศิลปะการต่อสู้รุมยิงคำถามมากมายจนฟังไม่รู้เรื่อง


            สุดท้ายคนที่นำกลุ่มทัศนศึกษาของไป่ฉีมา  ได้เดินเข้าไประงับอารมณ์ที่กำลังพุ่งพล่านของเหล่าชายหญิงบ้าการต่อสู้พวกนี้  ทำให้ไป่ฉีกับไป๋หู่หลุดออกมาจากวงล้อมของสมาชิกชมรมได้  


            หลังจากนั้นคนที่นำกลุ่มทัศนศึกษาก็พาพวกไป่ฉีกลับมาที่ลานจอดรถบัส  เพื่อส่งนักเรียนที่มาทัศนศึกษาขึ้นรถ


            ไป่ฉีแยกกับไป๋หู๋และหลี่ซีหยาน  เพื่อขึ้นรถบัสของตัวเอง  สีหน้าของไป่ฉีดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่  ตอนคุยกับไป๋หู่และหลี่ซีหยาน  เขาบอกไปว่าได้ซื้อบ้านไว้ที่เมืองหลวงแล้ว  ทำให้ทั้งไป๋หู่กับหลี่ซีหยานพูดขึ้นพร้อมกัน


            "ขออยู่ด้วย"


            ซึ่งตอนแรกไป่ฉีปฏิเสธไป  แต่ทั้งไป๋หู่กับหลี่ซีหยานก็ชักแม่น้ำทั้ง 5 มาพูด  จนสุดท้ายเขาก็ตอบตกลงจนได้  เห็นทีคงจะต้องบอกพ่อกับแม่เขาซะแล้วว่าจะมีเพื่อนมาอยู่ด้วยในช่วงที่เขาเข้าเรียนที่นี่


            วันนี้ของไป่ฉีก็ได้จบลง  โดยไม่ได้รู้เลยว่ามีหญิงสาวในโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ดที่ได้เห็นหนุ่มรูปงามทั้ง 3 คนของกลุ่มทัศนศึกษาวันนี้  ได้ตั้งกลุ่มแฟนคลับในโรงเรียนขึ้นมา  ทั้งที่ไม่รู้ว่าทั้ง 3 คนจะเลือกเรียนที่นึ่รึเปล่า


            ศูนย์ฝึกอบรม LSA

            ตอนนี้เป็นเวลา 4 ทุ่มแล้ว ที่ศูนย์ตอนนี้แทบไม่มีคนอยู่แล้ว ป้าจางกำลังเดินตรวจความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย แต่เมื่อเดินมาถึงชั้นของออฟฟิศป้าจางก็ได้ยินเสียงบางอย่าง  ซึ่งเธอจำได้ว่าเป็นเสียงของเมิ่งชิงชิงกับไป่ฉี

             

            "หวานจัง ของนายเนี่ยทั้งใหญ่ทั้งยาวเลย" เมิ่งชิงชิงกล่าว

             

            "อ๊า พี่ชิงชิงอย่าดูดแรงแบบนั้นสิครับ ระวังมันหยดลงพื้นนะครับ" ไป่ฉีตกใจ

            

            เสียงจ๊วบ ๆ ดังอย่างต่อเนื่อง

            

            "นายลองดูดของฉันไหม" เมิ่งชิงชิงกล่าว

             

            "จะดีเหรอครับ งั้นไม่เกรงใจนะครับ" ไป่ฉีพูดพร้อมกับเสียงดูดที่ดังมาให้ป้าจางได้ยิน

             

            "อ๊า เยอะไปแล้ว" เมิ่งชิงชิงร้องเสียงหลง

             

            "อย่าเสียงดังสิครับ เดี๋ยวก็มีคนมาเห็นเข้าหรอ" ไป่ฉีกล่าว

            

            ป้าจางรีบเดินจ้ำไปยังออฟฟิศทันที

            "ไป่ฉีฉันจะถึงแล้วนะ" เมิ่งชิงชิงกล่าง

             

            "อ๊ะ ผมถึงแล้วครับพี่ชิงชิง อ้า" ไป่ฉีร้องเสียงดังออกมา

            

            ขณะเดียวกันป้าจางที่มาถึงประตูกระจกของออฟฟิศก็รีบเปิดเข้าไปทันที

            

            "คิก คิก ไม่ได้ฟรีอีก 1 แท่งสินะ สมน้ำหนัา นี่ของฉันได้ฟรี 1 แท่งล่ะ" เมิ่งชิงชิงหัวเราะ

             

            "เฮ้อ ดวงผมไม่ดีเลย ว่าแต่ทำไมไอติมแท่งนึงต้องแข่งกันว่าใครจะได้แท่งฟรีด้วยละครับ" ไป่ฉีถาม

             

            "จะได้ตื่นเต้นไง กินธรรมดามันก็ไม่สนุกน่ะสิถ้าไม่มีการแข่งขัน" เมิ่งชิงชิงกล่าว

             

            "ใช่ สนุกมากใช่ไหมกับการแอบมาอม เอ้ย กินไอติมในออฟฟิศน่ะ หืม" ป้าจางหรี่ตามองทั้งคู่

             

            "เย้ย ป้าจางมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ" ไป่ฉีถาม

             

            "ตอนที่ชิงชิงอวดว่าได้ไอติมฟรี 1 แท่งนั่นแหละ กล้ามากนะที่เอาของกินมากินในออฟฟิศน่ะ" ป้าจางตอบ

             

            "ป้าจางขา ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ไหมคะ" เมิ่งชิงชิงรีบอ้อนทันที

             

             

            "ได้สิ" ป้าจางหยิบเอาไม้ไอติมที่เขียนว่า ฟรี 1 แท่ง ไปจากมือเมิ่งชิงชิง

             

            "อ๊ะ" เมิ่งชิงชิงตกใจ

             

            "ค่าปิดปาก ไปล่ะนะ ฝากปิดไฟด้วยล่ะ ฉันขอไปหาอะไรหวาน ๆ เย็น ๆ กินสักหน่อย" ป้าจางกำลังจะจากไปพร้อมไม้ไอติม

             

            "งั้นถ้าป้าจางเอาไปแล้วผมกับพี่ชิงชิงใครเป็นคนชนะล่ะครับ" ไป่ฉียิ้มเหมือนมีแผน

             

            "ก็ถือว่าเสมอ ไม่สิ ชิงชิง แพ้ เพราะไม่มีไม้ไอติม ไปก่อนจ๊ะ" ป้าจางกล่าวและจากไปอย่างรวดเร็ว

             

            "ดะ….เดี๋ยวสิคะป้าจาง" เมิ่งชิงชิงพยายามจะตามไป  แต่ก็ถูกรั้งไว้ซะก่อน

            

            เธอสัมผัสได้ว่ามีมือคนมาจับที่บ่า  เธอค่อย ๆ หันกลับมาอย่างรู้ชะตากรรม

            

            "ชิงชิงของผม ตามที่ตกลงกันผมได้รางวัลจากการชนะ 2 ยก" ไป่ฉียิ้มชั่วร้ายออกมา

            

            จากนั้นเสียงร้องของเมิ่งชิงชิงก็ดังขึ้นก่อนจะเงียบหายไป โดยป้าจางไม่ได้รู้เกี่ยวกับเหตุการณ์หลังจากนั้นเลย เธอเดินไปที่ร้านขายไอติมของศูนย์อาหารและก็พบว่า….

            

            "ปิดแล้วเหรอ" ป้าจางกรีดร้องขึ้น T()T

    __________________________________ส่งงานครับ ตอนนี้รีไรท์ถึงตอนที่ 79 แล้ว ผมจะลงให้เรื่อย ๆ นะครับ ^^