ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 36 เงินตรา..ตราเงิน ตอน สี่

            หลังจากที่ญาติห่าง ๆ แบบ ฮ้าง..ห่าง.. ของผมจากไป

            ผมก็ไม่ได้คิดจะตามพวกมันว่าไปไหนต่อ

            ผมแค่วางเหรียญทองหนึ่งเหรียญไว้ข้างหมอนของฮว่าผิงเป็นค่าทำขวัญ แล้วเดินจากมาเงียบ ๆ

            แบบเงียบ ๆ จริง ๆ

            กลัวเธอตื่น..

             

            ตอนแรก..

            ผมก็ตั้งใจจะไปตามหาโหวหวังเพื่อเล่าเรื่องทั้งหมดให้มันฟัง

            แต่เอาเข้าจริง หอบุปผากลิ่นธารานี่มันใหญ่พอจะซ่อนมังกรได้สามตัวพร้อมกัน

            แถมการสุ่มเปิดประตูไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่ใช่นิสัยของคนมีสามัญสำนึกเท่าไหร่

            สุดท้าย..

            ผมก็เลยต้องยอมแพ้และเดินกลับไปโรงเตี๊ยมที่พวกเราเช่าเหมาเอาไว้แทน

             

            แต่ก็อย่างที่พวกนายเดากันได้..

            ผมนอนไม่หลับหรอก

            คืนนั้นมีเรื่องให้คิดมากมายอยู่เต็มหัว

            ร้อยพันความคิดพุ่งชนกันเหมือนเส้นใยในพายุนรก ราวกับสมองมันไม่ยอมพักตามร่างกาย

            พอเช้าวันถัดมา..

            ผมก็เดินออกมาจากห้องพร้อมกับรอยคล้ำใต้ตาข้างละวง แบบที่ใหญ่พอจะทำให้คนที่มองหน้าผมรู้ได้ว่าผมคงไม่ได้นอน

            และแล้วใครบางคนก็ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่ชวนโดนหมัด..

            ใช่แล้ว..

            โหวหวังนั่นเอง

             

            เจ้าหมอนั่นเดินยิ้มแฉ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมเลยลากมันไปนั่งที่โต๊ะอาหารทันที ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟังแบบไม่เว้นแม้แต่จังหวะหายใจ

            แต่พวกนายเชื่ออะไรไหม

            โหวหวังมันฟังเรื่องที่ผมเล่าแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว

            แถมเหมือนมันจะกินข้าวอร่อยขึ้นด้วยเสียอย่างนั้น

            “เชื้อพระวงศ์ของแดนหงสาฯ?

            มายังอาณาจักรของพวกเราโดยไม่แจ้งล่วงหน้า

            แถมไม่มีองครักษ์ติดตามมาด้วยฤๅ...

            อืม...น่าแปลก..”

             

            “ก็อย่างที่เจ้าว่าล่ะโหวหวัง!! ไม่มีองครักษ์ติดตามมันก็แปลกชะมัด”

            ผมพยักหน้าแรง ๆ ให้มันรับรู้น้ำหนักในสิ่งที่ผมพูด

            “ดูเหมือนว่านี่อาจเป็นภารกิจลับ หรืออะไรสักอย่างที่พวกหงสาฯ ปิดไว้ไม่ให้หลุดรอดออกจากวัง

            ทว่าถ้าเป็นภารกิจลับจริง ๆ

            ข้าก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงส่งพระนัดดาเลือดแท้ของราชวงศ์ที่ฝีมือห่วยแตกระดับนี้มาเอง

            มันดูไม่เมคเซ้นส์เลยใช่ไหมล่ะ?”

            ผมจิ้มตะเกียบไปทางหน้ามันตรง ๆ

            “ไหน ๆ เจ้าก็เป็นเจ้าเมืองน้อยเขตชายแดนติดกับแดนหงสาฯ

            พอจะรู้อะไรบ้างไหม พวกข่าววงในน่ะ.. ข่าววงใน?”

             

            โหวหวังส่ายหัวพลางเคี้ยวเสียงดัง

            “ฉันไม่รู้หรอกว่าพวกมันมาทำอะไร..

            อาณาจักรของพวกเราก็ไม่ได้ญาติดีกันมาตั้งแต่จบสงครามเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้ว..

            แลเอ็งก็น่าจะรู้เหตุผลของข้อบาดหมางนั้นดีเกลอ..

            ว่าเกิดจากใคร..”

             

            คำพูดนั้นมันแทงเข้าเต็มดวงใจ

            รู้ไหมว่าทำไม?

            เพราะต้นเหตุมันก็คืออาป๊ากับอาม้าของผมเอง

            ใช่..

            การแต่งงานของพวกท่านในอดีต ไม่ใช่แค่ทำให้แคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์เกลียดสำนักสี่ขุนเขาเท่านั้น

            แต่มันยังพาลให้อาณาจักรปัญจมิตรทั้งอาณาจักรต้องรับบาปไปด้วย

            เพราะอาป๊าของผมเป็นชาวปัญจมิตรโดยกำเนิด

             

            “แต่ก็นะ..

            แม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าพวกมันมาทำอะไรที่เมืองนี้

            แต่ฉันก็พอจะได้ยินเขาเล่าเขาลือเกี่ยวกับคนแดนนั้นมาบ้าง”

            โหวหวังว่า มือก็ยังไม่หยุดคีบกับข้าวเข้าปากเลยสักวินาทีเดียว

            ดูท่าเมื่อคืนคงใช้พลังงานชีวิตไปเยอะ

            “เอ็งต้องเข้าใจเสียก่อนนะเกลอเอ๋ย ว่าแคว้นหงสาฯมันไม่เหมือนกับอาณาจักรของพวกเรา”

            มันว่าเสียงอู้อี้ปนข้าวเต็มปาก

            “พวกนั้นยังใช้ระบบกษัตริย์ในการสืบทอดอำนาจอยู่..

            แล้วการจะเลือกคนสืบทอดก็ขึ้นอยู่กับว่าองค์กษัตริย์ว่าชี้ไปที่องค์ชายพระองค์ใด

            แลนั่นแลคือองค์รัชทายาท”

            ผมพยักหน้าเบา ๆ เพราะพอจะเคยได้ยินมาอยู่บ้าง ก่อนที่โหวหวังจะเล่าต่อ

            “แต่ปัญหาคือ..

            องค์กษัตริย์หนานเฟิงฉีหรือถ้าพูดให้ถึงก็คือเสด็จตาของเอ็งนั่นแล

            แกไม่มีพระราชโอรสเลยสักคนเดียว”

            โหวหวังยักไหล่ก่อนยัดเป็ดย่างเข้าปากอีกชิ้น

            “มีเพียงพระราชธิดา ทำให้การสืบต่ออำนาจตามธรรมเนียมมิอาจทำได้”

            ผมถึงกับถอนใจ เรื่องแบบนี้ถ้าจะให้พูดตรง ๆ มันก็ไม่เคยแฟร์สำหรับผู้หญิงสักเท่าไหร่

            แต่ก็เข้าใจดีว่าระบบสืบราชสมบัติมันไม่เคยยุติธรรมกับใครอยู่แล้ว

            “จนเมื่อผ่านมาเรื่อย ๆ ..

            แม้องค์กษัตริย์หนานเฟิงฉีจะพยายามมากเท่าไหร่ ก็ไม่มีพระสนมองค์ใดให้ประสูติพระโอรสเลยสักพระองค์เดียว”

            โหวหวังเล่าไปเรื่อย ๆ

            “ตอนนี้องค์กษัตริย์หนานเฟิงฉีก็มีพระชนมายุมากแล้ว..

            หมดเรี่ยวแรงจะทำเรื่องพวกนั้นไปตั้งนานแล้ว..

            จึงทำให้พระองค์ทรงกลุ้มพระทัยเป็นอย่างมาก..”

            ผมหรี่ตา ฟังด้วยความสนใจ

            “สุดท้ายเมื่อห้าปีก่อน..

            ฉันได้ยินมาว่าองค์กษัตริย์หนานเฟิงฉีได้เรียกราชธิดาองค์ที่เขาไว้วางใจที่สุดทั้งหมดเข้าประชุมเป็นการส่วนพระองค์

            องค์กษัตริย์หนานเฟิงฉีได้ประกาศพระราชโองการออกไป..

            ว่าจะส่งต่อตำแหน่งของพระองค์ให้แก่พระราชนัดดาที่เป็นบุรุษผู้ที่หมายอยากขึ้นครองราชสมบัติโดยมีข้อแม้ว่าต้องเปลี่ยนมาใช้ราชสกุลหนาน

            โดยจะอะลุ่มอล่วยให้สามารถใส่สกุลของราชบุตรเขยหลังราชสกุลหนานได้”

             

            “จึงหมายความว่า”

            ผมพลันพูดแทรกเมื่อเริ่มปะติดปะต่อเรื่องที่โหวหวังเล่าออกมาได้

            “สองคนนั้น..

            หนานหงชุนกับหนานหงเซียที่ข้าเจอเมื่อคืน

            เดิมทีพวกมันน่าจะใช้นามสกุล 'หง' ตามพ่อ?”

             

            โหวหวังพยักหน้าพลางยกแก้วน้ำขึ้นซดหมดในรวดเดียว ก่อนวางเสียงจริงจังขึ้นมาหน่อย

            “แล้วการที่เอ็งเจอญาติห่าง ๆ ของเอ็งเมื่อวานนี้

            ฉันว่ามันน่าจะมาทำกิจบางอย่างเพื่อสร้างคุณูปการให้แก่ตนเอง เพื่อที่จะมีคุณสมบัติในการถูกคัดเลือกให้เป็นองค์รัชทายาทนั่นเอง”

             

            ได้ยินแบบนั้น..

            ผมก็ถึงกับเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะตกใจหรอก แต่เพราะในหัวตอนนั้นมันกำลังหาคำถามที่เหมาะจะถามต่อไปมากกว่า

            “เข้าทีอยู่...”

            ผมพยักหน้ารับเบา ๆ ขณะความคิดเมื่อครู่ยังวนเวียนในหัว

            มันมีประโยคหนึ่งที่ผมจำได้แม่นเลย

            ตอนที่หนานหงชุนห้ามน้องสาวไม่ให้ลงมือกับผมด้วยเหตุผลประหลาดว่า 'อย่าทำร้ายมัน เดี๋ยวจะมีผลกับตำแหน่งของข้า'

            ตอนนั้นผมยังไม่ได้ฉุกคิดนัก แต่พอมาได้ยินที่โหวหวังเล่าเมื่อกี้

            เพราะการฆ่าผมก็เหมือนกับการตบหน้ายี่ฟู่ของผม

            ที่เป็นถึงหนึ่งในหกกระบี่แห่งเขาซื่อซาน

             

            แล้วพอคิดหลาย ๆ เรื่องรวมกัน ก็เกิดคำถามมากมายในหัวของผม

            ผมจึงได้เอ่ยถามออกไปอีกครั้ง

            “แล้วเจ้าพอจะรู้เบื้องลึกของราชสำนักนั้นเพิ่มอีกหรือไม่?

            ว่ามีใครที่พอจะเป็นตัวเต็งอยู่แล้วบ้าง?”

             

            “มันก็อยู่ที่ว่าพระนัดดาองค์ใดสร้างคุณูปการได้มากกว่ากันนั้นแล..”

            โหวหวังพูดพลางโยนกระดูกไก่ลงถ้วย

            “อีกอย่าง.. ใครจะไปเดาใจคนที่ไม่รู้จักได้

            องค์กษัตริย์หนานเฟิงซีก็คงทรงมีความในพระราชหฤทัยของพระองค์..

            ฉันไม่อาจเดาความคิดได้หรอก..”

            แล้วมันก็หัวเราะน้อย ๆ ก่อนหันมามองหน้าผมด้วยสายตากวนประสาทเต็มพิกัด

            “เจะว่าไป..

            เอ็งก็ถือว่าเป็นพระนัดดาในองค์กษัตริย์หนานเฟิงซีเหมือนกัน

            อย่างไร..

            ไม่สนใจจะขึ้นครองบัลลังก์บ้างรึ?

            องค์ชาย หนาน หลิวเจี้ยน”

             

            ผมหันไปมองหน้ามันนิ่ง ๆ แล้วแค่ส่ายหัวเบา ๆ ไม่ได้ตอบอะไร

            ไม่ใช่เพราะผมอึ้งหรือตกใจอะไรหรอก แต่เพราะรู้ดีว่าไอ้หมอนี่แค่พูดแหย่เล่น ๆ เท่านั้นแหละ

            หรือต่อให้มันจะจริงจังขึ้นมา..

            ผมก็คงได้แต่หัวเราะในใจอยู่ดี

            คนอย่างผม..

            ต่อให้จะมีเลือดของอาม้าหยดอยู่ในเส้นเลือดก็เถอะ

            แต่ท่านก็ถูกถอดถอนออกจากราชสกุลไปตั้งแต่ก่อนผมจะลืมตาดูโลกเสียอีก

            ต่อให้ผมจะไปยืนอยู่ตรงหน้ากษัตริย์หนานเฟิงฉีแล้วประกาศตัวว่า 'ข้ามาเพื่อสืบราชบัลลังก์!'

            ผมว่าพระองค์คงสั่งประหารผมในสามลมหายใจโดยไม่ต้องประชุมสภาอะไรให้ยุ่งยาก

             

            อ้า.. ให้ตายสิ..

            ความสัมพันธ์ในครอบครัวของผมนี่โคตรจะแน่นแฟ้นเลยว่าไหม..

            .

            .

            .

            สามวันต่อมา ที่ป่าทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองมังกรธารา

            อีกฟากฝั่งหนึ่ง.. เป็นเรื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้ ต่อให้รู้ก็ไม่อาจเล่าได้ละเอียด (ในตอนนี้เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3)

             

            “เสด็จพี่..

            ท่านแน่ใจนะว่าพวกเรากำลังเดินทางมาถูกทางน่ะ”

            หนานหงเซียกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สุดแสนจะหงุดหงิด ตัวนางที่เป็นถึงเชื้อพระวงศ์มีศักดิ์เป็นถึงพระราชนัดดาของกษัตริย์พระองค์หนึ่งไม่เคยต้องมาลำบากลำบนเช่นนี้มาก่อน

            ตลอดทางไม่เพียงมีต้นไม้และใบหญ้าที่คอยขีดคอยข่วนเนื้อตัวของนาง

            พื้นที่เดินยังตะปุ่มตะป่ำไม่ราบเรียบ

            ตอนนี้หญิงสาวทั้งอ่อนล้าและปวดฝ่าเท้าเป็นอย่างมาก

             

            “น้องข้า..

            ข้าก็บอกเจ้าแต่แรกแล้วว่าไม่ต้องตามข้ามา แต่ก็เป็นเจ้าที่ดื้อดึงจะตามมาให้ได้..

            เจ้าจะหวังความสะดวกสบายอะไรจากการเดินป่าได้เล่า?”

            หนานหงชุนกล่าวด้วยความรำคาญ สายตาคนคอยแต่จดจ้องตามทาง สองมือซ้ายขวาคอยโบกดาบตัดกิ่งไม้ที่จะคอยขีดข่วนเนื้อตัวของน้องสาวไปมา

            หากมันมาเพียงลำพังป่านนี้คงรุดไปถึงที่หมายได้ตั้งนานแล้ว

             

            สองพี่น้องราชสกุลหนานนั้น..

            เรียกได้ว่ามีรูปร่างหน้าตาสมกับเป็นเชื้อพระวงศ์เป็นอย่างมาก คนเป็นพี่นั้นรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาสุดบรรยาย เสน่ห์ทางใบหน้านี้เรียกได้ว่าดูดีสูสีกับหลิวเจี้ยนและหม่าเฟยเป็นที่สุด

            จุดเด่นบนใบหน้าคงเป็นดวงตาที่คล้ายพญาหงส์สุดเกรงขามกับจมูกที่โด่งสัน

            ส่วนคนเป็นน้องนั้น..

            ความงามเรียกได้ว่าอยู่เหนือกว่าอุสางิซากิและหลินซินกว่าหลายเท่า

            ผิวงามดุจหยกล่ำค่าที่สุดแสนจะขาวละเอียดคือจุดเด่นที่นางมีเหนือกว่าสตรีทั้งสองที่กล่าวถึง ไหนจะดวงตาคล้ายพญาหงส์ที่เหมือนพี่ชายผนวกเข้ากับจมูกที่โด่งสันกอปรเข้ากับกลีบปากสีแดงสดใสโดยธรรมชาติช่างเข้ากันราวกับต้มยำกุ้งที่มีทั้งรสเผ็ดและเปรี้ยวในถ้วยเดียวกัน

            แล้วด้วยความงามระดับนี้ หากชายใดได้หลงในความงามนี้แล้ว คงยากที่จะหาทางออกได้

             

            “เสด็จพี่..

            จะให้น้องทิ้งท่านไว้ได้อย่างไร แม้ว่าน้องจะไม่ได้ฉลาดหรือมีพรสวรรค์ทางเชิงยุทธ์ทะเท่า...”

            หนานหงเซียไม่ทันกล่าวจบ ก็ได้ถูกนิ้วชี้ของหนานหงชุนจี้ปิดไว้ไม่ให้พูดต่อ

            ขณะที่ตัวของมันเองก็ยังหยุดฝีเท้าลงและย่อตัวลงต่ำจนทำให้หนานหงเซียต้องทำตามโดยไม่ต้องบอก

             

            “ข้างหน้า..มีคน..”

            หนานหงชุนกล่าวด้วยเสียเบาเสียยิ่งกว่าเสียงกระซิบ

            มันใช้มือข้างที่จับดาบค่อย ๆ ใช้ปลายคมของดาบแหวกไม้พุ่มเตี้ยตรงหน้าให้อ้าเปิดออกอย่างแช่มช้า ก่อนจะได้เห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ไกลกว่า 20 เมตรกำลังลากเกวียนสองหลังที่เต็มไปด้วยหีบมากมายตรงไปตามถนนที่พวกมันทำขึ้นมา

            ดูแล้วถนนเส้นนี้น่าจะเป็นถนนจำเป็นที่เกิดจากการสัญจรไปมาของพวกมันอยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้เกิดเส้นทางเช่นนี้ขึ้น

            รอยยิ้มของหนานหงชุนค่อย ๆ ถูกยกขึ้น

            สิ่งที่มันลอบดักฟังมานั้นไม่ผิด

            ที่นี่ต้องเป็นที่..ที่มันตามหาแน่

             

            “เสด็จพี่.. ตามที่พวกเราสืบมา..

            ใช่ว่าพวกมันมีสินค้ามาส่งสามเกวียนมิใช่หรือ เหตุใดพวกเราถึงเห็นเพียงสองเกวียน?”

            หนานหงเซียกล่าวถามออกไปด้วยระดับเสียงเท่ากับคนเป็นพี่ที่กล่าวเมื่อครู่

             

            “ตามความคิดของข้า..

            อีกเกวียนหนึ่งน่าจะเป็นของที่ไม่เกี่ยวข้อง..

            อย่างไรสมาคมการค้าจันทร์เสี้ยวก็ใช้การค้าขายอาหารสดราคาถูกบังหน้า ของในเกวียนอีกเกวียนก็น่าจะเป็นของที่พวกมันนำมาใช้ขายจริงภายในร้าน

            หากคนอื่นรู้ว่ามีสินค้ามาส่งถึงสามเกวียนแต่ในร้านไม่มีของขาย

            ราษฎรอาณาจักรนี้คงจะสงสัยเอาได้”

            ดวงตาของหนานหงชุนในตอนนี้สะกดอยู่บนเกวียนทั้งสองหลัง

            “ตามความคิดของข้า..

            เกวียนสองหลังนี้น่าจะเป็นของที่พวกเราตามหา”

             

            “แล้วพวกเราจะทำอย่างไรต่อไป? แจ้งไปยังราชสำนักเลยดีหรือไม่?”

             

            “ไม่..พวกเรายังจะไม่แจ้งเรื่องนี้ให้ราชสำนักรู้

            หากพวกเราแจ้งไปคงได้ถูกพระญาติคนอื่นแย่งคดีนี้ไปแน่..

            เอาเป็นพวกเราตามพวกมันไป แต่ต้องทิ้งระยะห่างอย่าให้พวกมันจับได้..

            ข้าอยากจะรู้นัก..

            มันต้องใช้พื้นที่ใหญ่ขนาดไหนถึงได้สร้างความปั่นป่วนให้แก่แคว้นของพวกเราได้เสียขนาดนั้น”

             

            สองพี่น้องนั่งย่อตัวเงียบเสียง รอจนขบวนขนส่งสินค้าเดินนำไปได้ราวหนึ่งเค่อ (15 นาที) จึงค่อย ๆ เดินตามแนวขอบทางตามไปโดยอาศัยถนนจำเป็นสายนั้นนำทางโดยระวังไม่ให้เข้าใกล้จนเกินไป

            สองพี่น้องต่างพากันลอบตามคนกลุ่มนั้นมาเรื่อย ๆ

            ใช้เวลาราว ๆ ชั่วยามกว่า ๆ จึงเดินทางมาถึงหมู่บ้าน..หมู่บ้านหนึ่งที่ดูเก่าโทรม

             

            “หมู่บ้านรึ?

            ในแผนที่ของคนแดนนี้ไม่เห็นมีเขียนไว้เลยว่ามีหมู่บ้านปลูกอยู่ที่กลางป่าตรงนี้ด้วย”

            หนานหงชุนค่อย ๆ คลี่แผนที่..ที่เก็บเอาไว้ตรงอกเสื้อออกมาดู

            ก็เป็นจริงอย่างมันกล่าว..

            ไม่มีสัญญาลักษณ์ใดเลยที่บ่งบอกว่าที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน

            นั่งก็หมายความว่า..

            “พวกมันต้องสร้างหมู่บ้านขึ้นเพื่อหลอมเงินเถื่อนแน่ ๆ”

            ดูจากไม้หัก ๆ ที่ไม่สมประกอบหลายอันที่นำมาสร้างเป็นรั้วแล้ว

            หนานหงชุนจึงมั่นใจว่าหมู่บ้านแห่งนี้ คือสถานที่..ที่มันตามหา

            เพราะของทุกอย่างพร้อมถูกทิ้งได้ทุกเมื่อหากแผนการร้ายที่คนชั่วช้าตรงหน้าถูกเปิดโปง

             

            “ให้น้องแจ้งไปที่ทางการของเราเลยดีหรือไม่?

            ให้ทางการของเราติดต่อทางการของชาวแดนนี้กำจัดสถานที่ผลิตเงินเถื่อน”

            หนานหงเซียกำแผ่นยันต์สื่อสารแสนลี้ไว้ในมือ

            ขอเพียงพี่ชายของนางบอกให้แจ้ง หนานหงเซียก็พร้อมที่จะใช้ยันต์ในมือทันที

             

            “ไม่ได้..

            ข้าว่าพวกมันจะต้องมีสายอยู่ในราชสำนักของทั้งสองอาณาจักรแน่ มันถึงกล้าปลูกหมู่บ้านเถื่อนไว้ที่กลางป่าแบบนี้โดยไม่มีใครสืบทราบ

            หากให้ทางการของสองแคว้นเข้ามายุ่ง..

            เกรงว่ากว่าทางราชสำนักของเราจะเข้าตรวจสอบ..

            หมู่บ้านนี้คงจะเหลือแต่เศษซากแล้วเป็นแน่”

             

            “แล้วพวกเราจะทำอย่างไรต่อ?”

             

            “อย่างน้อย ๆ ต้องได้แท่นพิมพ์ผลิตเงินเถื่อนมาสักอันหนึ่งก่อนเพื่อใช้เป็นหลักฐานแล้วนำกลับไปมอบให้เสด็จพ่อ..

            หากเราทำแบบนั้นเรื่องทุกอย่างจะเร็วขึ้น”

             

            “แท่นพิมพ์เงินเถื่อน!?!”

            หนานหงเซียกัดฟันพร้อมลากเสียงยาวด้วยความไม่อยากเชื่อหู

            “เสด็จพี่! พวกเรามีกันเพียงสอง ทั้งยังไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นมีจอมยุทธ์ระดับใดอยู่บ้าง

            ท่านจะเข้าไปนำแท่นพิมพ์เงินเถื่อนกลับออกมาได้อย่างไรถึงจะปลอดภัย?”

             

            “มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว..

            หากอยากให้เรื่องแบบนี้จบได้เร็วไวที่สุด..”

            หนานหงชุนกล่าวด้วยเสียงเงียบไร้อารมณ์แต่ดวงตาแสดงถึงความโกรธ

            “น้องข้า..

            เจ้าก็รู้ตอนนี้เงินเถื่อนที่พวกมันผลิตขึ้นมานั้นทำให้ราษฎรชาวหงสาของพวกเราลำบากถึงเพียงใด”

            ตัวของหนานหงชุนนั้นแต่แรกเริ่มมันไม่ได้คิดจะเข้าร่วมวงแย่งชิงตำแหน่งกษัตริย์เลย

            แต่มีเพียงการเข้าร่วมวงแย่งชิงราชสมบัติเท่านั้นที่จะสอดมือยุ่งเรื่องในราชสำนักได้

            แล้วการแพร่ระบาดของเงินเถื่อนนี้ก็เป็นตัวชักนำให้พระนัดดาองค์นี้จำเป็นต้องทำเช่นนี้

             

            “ข้าเข้าใจท่านดีเสด็จพี่..

            แต่หากเราเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา ไม่เพียงจะไม่ได้นำหลักฐานกลับไป

            แม้แต่ชีวิตก็คงนำกลับไปไม่ได้..

            ข้าว่ามันไม่คุ้มหรอก..”

             

            “ข้ารู้.. ตะ..แต่!!”

            ระหว่างกล่าว สายตาดุจหงส์ของหนานหงชุนพลันตวัดมองไปที่ทางด้านขวาพร้อมมือของคนที่กำหินบนพื้นขึ้นมาเขี้ยวไปทางด้านนั้นด้วยความรุนแรง

            ตัวคนหลังจากขว้างก้อนหินออกไปก็ได้รวบจับไปที่ข้อมือของน้องสาวก่อนทะยานร่างด้วยท่าร่างพุ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม

             

            ทันทีที่สองพี่น้องวิ่งออกตัวไป ทางพุ่มไม้ที่หนานหงชุนขว้างก้อนหินไปนั้น

            ก็ได้มีเงาร่างหลายร่างวิ่งกรวดไล่ตามคนทั้งสองไปอย่างเร็วรี่

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน