หลังจากที่ญาติห่าง ๆ แบบ ฮ้าง..ห่าง.. ของผมจากไป
ผมก็ไม่ได้คิดจะตามพวกมันว่าไปไหนต่อ
ผมแค่วางเหรียญทองหนึ่งเหรียญไว้ข้างหมอนของฮว่าผิงเป็นค่าทำขวัญ แล้วเดินจากมาเงียบ ๆ
แบบเงียบ ๆ จริง ๆ
กลัวเธอตื่น..
ตอนแรก..
ผมก็ตั้งใจจะไปตามหาโหวหวังเพื่อเล่าเรื่องทั้งหมดให้มันฟัง
แต่เอาเข้าจริง หอบุปผากลิ่นธารานี่มันใหญ่พอจะซ่อนมังกรได้สามตัวพร้อมกัน
แถมการสุ่มเปิดประตูไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่ใช่นิสัยของคนมีสามัญสำนึกเท่าไหร่
สุดท้าย..
ผมก็เลยต้องยอมแพ้และเดินกลับไปโรงเตี๊ยมที่พวกเราเช่าเหมาเอาไว้แทน
แต่ก็อย่างที่พวกนายเดากันได้..
ผมนอนไม่หลับหรอก
คืนนั้นมีเรื่องให้คิดมากมายอยู่เต็มหัว
ร้อยพันความคิดพุ่งชนกันเหมือนเส้นใยในพายุนรก ราวกับสมองมันไม่ยอมพักตามร่างกาย
พอเช้าวันถัดมา..
ผมก็เดินออกมาจากห้องพร้อมกับรอยคล้ำใต้ตาข้างละวง แบบที่ใหญ่พอจะทำให้คนที่มองหน้าผมรู้ได้ว่าผมคงไม่ได้นอน
และแล้วใครบางคนก็ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่ชวนโดนหมัด..
ใช่แล้ว..
โหวหวังนั่นเอง
เจ้าหมอนั่นเดินยิ้มแฉ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมเลยลากมันไปนั่งที่โต๊ะอาหารทันที ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟังแบบไม่เว้นแม้แต่จังหวะหายใจ
แต่พวกนายเชื่ออะไรไหม
โหวหวังมันฟังเรื่องที่ผมเล่าแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว
แถมเหมือนมันจะกินข้าวอร่อยขึ้นด้วยเสียอย่างนั้น
“เชื้อพระวงศ์ของแดนหงสาฯ?
มายังอาณาจักรของพวกเราโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
แถมไม่มีองครักษ์ติดตามมาด้วยฤๅ...
อืม...น่าแปลก..”
“ก็อย่างที่เจ้าว่าล่ะโหวหวัง!! ไม่มีองครักษ์ติดตามมันก็แปลกชะมัด”
ผมพยักหน้าแรง ๆ ให้มันรับรู้น้ำหนักในสิ่งที่ผมพูด
“ดูเหมือนว่านี่อาจเป็นภารกิจลับ หรืออะไรสักอย่างที่พวกหงสาฯ ปิดไว้ไม่ให้หลุดรอดออกจากวัง
ทว่าถ้าเป็นภารกิจลับจริง ๆ
ข้าก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงส่งพระนัดดาเลือดแท้ของราชวงศ์ที่ฝีมือห่วยแตกระดับนี้มาเอง
มันดูไม่เมคเซ้นส์เลยใช่ไหมล่ะ?”
ผมจิ้มตะเกียบไปทางหน้ามันตรง ๆ
“ไหน ๆ เจ้าก็เป็นเจ้าเมืองน้อยเขตชายแดนติดกับแดนหงสาฯ
พอจะรู้อะไรบ้างไหม พวกข่าววงในน่ะ.. ข่าววงใน?”
โหวหวังส่ายหัวพลางเคี้ยวเสียงดัง
“ฉันไม่รู้หรอกว่าพวกมันมาทำอะไร..
อาณาจักรของพวกเราก็ไม่ได้ญาติดีกันมาตั้งแต่จบสงครามเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้ว..
แลเอ็งก็น่าจะรู้เหตุผลของข้อบาดหมางนั้นดีเกลอ..
ว่าเกิดจากใคร..”
คำพูดนั้นมันแทงเข้าเต็มดวงใจ
รู้ไหมว่าทำไม?
เพราะต้นเหตุมันก็คืออาป๊ากับอาม้าของผมเอง
ใช่..
การแต่งงานของพวกท่านในอดีต ไม่ใช่แค่ทำให้แคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์เกลียดสำนักสี่ขุนเขาเท่านั้น
แต่มันยังพาลให้อาณาจักรปัญจมิตรทั้งอาณาจักรต้องรับบาปไปด้วย
เพราะอาป๊าของผมเป็นชาวปัญจมิตรโดยกำเนิด
“แต่ก็นะ..
แม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าพวกมันมาทำอะไรที่เมืองนี้
แต่ฉันก็พอจะได้ยินเขาเล่าเขาลือเกี่ยวกับคนแดนนั้นมาบ้าง”
โหวหวังว่า มือก็ยังไม่หยุดคีบกับข้าวเข้าปากเลยสักวินาทีเดียว
ดูท่าเมื่อคืนคงใช้พลังงานชีวิตไปเยอะ
“เอ็งต้องเข้าใจเสียก่อนนะเกลอเอ๋ย ว่าแคว้นหงสาฯมันไม่เหมือนกับอาณาจักรของพวกเรา”
มันว่าเสียงอู้อี้ปนข้าวเต็มปาก
“พวกนั้นยังใช้ระบบกษัตริย์ในการสืบทอดอำนาจอยู่..
แล้วการจะเลือกคนสืบทอดก็ขึ้นอยู่กับว่าองค์กษัตริย์ว่าชี้ไปที่องค์ชายพระองค์ใด
แลนั่นแลคือองค์รัชทายาท”
ผมพยักหน้าเบา ๆ เพราะพอจะเคยได้ยินมาอยู่บ้าง ก่อนที่โหวหวังจะเล่าต่อ
“แต่ปัญหาคือ..
องค์กษัตริย์หนานเฟิงฉีหรือถ้าพูดให้ถึงก็คือเสด็จตาของเอ็งนั่นแล
แกไม่มีพระราชโอรสเลยสักคนเดียว”
โหวหวังยักไหล่ก่อนยัดเป็ดย่างเข้าปากอีกชิ้น
“มีเพียงพระราชธิดา ทำให้การสืบต่ออำนาจตามธรรมเนียมมิอาจทำได้”
ผมถึงกับถอนใจ เรื่องแบบนี้ถ้าจะให้พูดตรง ๆ มันก็ไม่เคยแฟร์สำหรับผู้หญิงสักเท่าไหร่
แต่ก็เข้าใจดีว่าระบบสืบราชสมบัติมันไม่เคยยุติธรรมกับใครอยู่แล้ว
“จนเมื่อผ่านมาเรื่อย ๆ ..
แม้องค์กษัตริย์หนานเฟิงฉีจะพยายามมากเท่าไหร่ ก็ไม่มีพระสนมองค์ใดให้ประสูติพระโอรสเลยสักพระองค์เดียว”
โหวหวังเล่าไปเรื่อย ๆ
“ตอนนี้องค์กษัตริย์หนานเฟิงฉีก็มีพระชนมายุมากแล้ว..
หมดเรี่ยวแรงจะทำเรื่องพวกนั้นไปตั้งนานแล้ว..
จึงทำให้พระองค์ทรงกลุ้มพระทัยเป็นอย่างมาก..”
ผมหรี่ตา ฟังด้วยความสนใจ
“สุดท้ายเมื่อห้าปีก่อน..
ฉันได้ยินมาว่าองค์กษัตริย์หนานเฟิงฉีได้เรียกราชธิดาองค์ที่เขาไว้วางใจที่สุดทั้งหมดเข้าประชุมเป็นการส่วนพระองค์
องค์กษัตริย์หนานเฟิงฉีได้ประกาศพระราชโองการออกไป..
ว่าจะส่งต่อตำแหน่งของพระองค์ให้แก่พระราชนัดดาที่เป็นบุรุษผู้ที่หมายอยากขึ้นครองราชสมบัติโดยมีข้อแม้ว่าต้องเปลี่ยนมาใช้ราชสกุลหนาน
โดยจะอะลุ่มอล่วยให้สามารถใส่สกุลของราชบุตรเขยหลังราชสกุลหนานได้”
“จึงหมายความว่า”
ผมพลันพูดแทรกเมื่อเริ่มปะติดปะต่อเรื่องที่โหวหวังเล่าออกมาได้
“สองคนนั้น..
หนานหงชุนกับหนานหงเซียที่ข้าเจอเมื่อคืน
เดิมทีพวกมันน่าจะใช้นามสกุล 'หง' ตามพ่อ?”
โหวหวังพยักหน้าพลางยกแก้วน้ำขึ้นซดหมดในรวดเดียว ก่อนวางเสียงจริงจังขึ้นมาหน่อย
“แล้วการที่เอ็งเจอญาติห่าง ๆ ของเอ็งเมื่อวานนี้
ฉันว่ามันน่าจะมาทำกิจบางอย่างเพื่อสร้างคุณูปการให้แก่ตนเอง เพื่อที่จะมีคุณสมบัติในการถูกคัดเลือกให้เป็นองค์รัชทายาทนั่นเอง”
ได้ยินแบบนั้น..
ผมก็ถึงกับเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะตกใจหรอก แต่เพราะในหัวตอนนั้นมันกำลังหาคำถามที่เหมาะจะถามต่อไปมากกว่า
“เข้าทีอยู่...”
ผมพยักหน้ารับเบา ๆ ขณะความคิดเมื่อครู่ยังวนเวียนในหัว
มันมีประโยคหนึ่งที่ผมจำได้แม่นเลย
ตอนที่หนานหงชุนห้ามน้องสาวไม่ให้ลงมือกับผมด้วยเหตุผลประหลาดว่า 'อย่าทำร้ายมัน เดี๋ยวจะมีผลกับตำแหน่งของข้า'
ตอนนั้นผมยังไม่ได้ฉุกคิดนัก แต่พอมาได้ยินที่โหวหวังเล่าเมื่อกี้
เพราะการฆ่าผมก็เหมือนกับการตบหน้ายี่ฟู่ของผม
ที่เป็นถึงหนึ่งในหกกระบี่แห่งเขาซื่อซาน
แล้วพอคิดหลาย ๆ เรื่องรวมกัน ก็เกิดคำถามมากมายในหัวของผม
ผมจึงได้เอ่ยถามออกไปอีกครั้ง
“แล้วเจ้าพอจะรู้เบื้องลึกของราชสำนักนั้นเพิ่มอีกหรือไม่?
ว่ามีใครที่พอจะเป็นตัวเต็งอยู่แล้วบ้าง?”
“มันก็อยู่ที่ว่าพระนัดดาองค์ใดสร้างคุณูปการได้มากกว่ากันนั้นแล..”
โหวหวังพูดพลางโยนกระดูกไก่ลงถ้วย
“อีกอย่าง.. ใครจะไปเดาใจคนที่ไม่รู้จักได้
องค์กษัตริย์หนานเฟิงซีก็คงทรงมีความในพระราชหฤทัยของพระองค์..
ฉันไม่อาจเดาความคิดได้หรอก..”
แล้วมันก็หัวเราะน้อย ๆ ก่อนหันมามองหน้าผมด้วยสายตากวนประสาทเต็มพิกัด
“เจะว่าไป..
เอ็งก็ถือว่าเป็นพระนัดดาในองค์กษัตริย์หนานเฟิงซีเหมือนกัน
อย่างไร..
ไม่สนใจจะขึ้นครองบัลลังก์บ้างรึ?
องค์ชาย หนาน หลิวเจี้ยน”
ผมหันไปมองหน้ามันนิ่ง ๆ แล้วแค่ส่ายหัวเบา ๆ ไม่ได้ตอบอะไร
ไม่ใช่เพราะผมอึ้งหรือตกใจอะไรหรอก แต่เพราะรู้ดีว่าไอ้หมอนี่แค่พูดแหย่เล่น ๆ เท่านั้นแหละ
หรือต่อให้มันจะจริงจังขึ้นมา..
ผมก็คงได้แต่หัวเราะในใจอยู่ดี
คนอย่างผม..
ต่อให้จะมีเลือดของอาม้าหยดอยู่ในเส้นเลือดก็เถอะ
แต่ท่านก็ถูกถอดถอนออกจากราชสกุลไปตั้งแต่ก่อนผมจะลืมตาดูโลกเสียอีก
ต่อให้ผมจะไปยืนอยู่ตรงหน้ากษัตริย์หนานเฟิงฉีแล้วประกาศตัวว่า 'ข้ามาเพื่อสืบราชบัลลังก์!'
ผมว่าพระองค์คงสั่งประหารผมในสามลมหายใจโดยไม่ต้องประชุมสภาอะไรให้ยุ่งยาก
อ้า.. ให้ตายสิ..
ความสัมพันธ์ในครอบครัวของผมนี่โคตรจะแน่นแฟ้นเลยว่าไหม..
.
.
.
สามวันต่อมา ที่ป่าทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองมังกรธารา
อีกฟากฝั่งหนึ่ง.. เป็นเรื่องที่หลิวเจี้ยนไม่อาจรับรู้ ต่อให้รู้ก็ไม่อาจเล่าได้ละเอียด (ในตอนนี้เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3)
“เสด็จพี่..
ท่านแน่ใจนะว่าพวกเรากำลังเดินทางมาถูกทางน่ะ”
หนานหงเซียกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สุดแสนจะหงุดหงิด ตัวนางที่เป็นถึงเชื้อพระวงศ์มีศักดิ์เป็นถึงพระราชนัดดาของกษัตริย์พระองค์หนึ่งไม่เคยต้องมาลำบากลำบนเช่นนี้มาก่อน
ตลอดทางไม่เพียงมีต้นไม้และใบหญ้าที่คอยขีดคอยข่วนเนื้อตัวของนาง
พื้นที่เดินยังตะปุ่มตะป่ำไม่ราบเรียบ
ตอนนี้หญิงสาวทั้งอ่อนล้าและปวดฝ่าเท้าเป็นอย่างมาก
“น้องข้า..
ข้าก็บอกเจ้าแต่แรกแล้วว่าไม่ต้องตามข้ามา แต่ก็เป็นเจ้าที่ดื้อดึงจะตามมาให้ได้..
เจ้าจะหวังความสะดวกสบายอะไรจากการเดินป่าได้เล่า?”
หนานหงชุนกล่าวด้วยความรำคาญ สายตาคนคอยแต่จดจ้องตามทาง สองมือซ้ายขวาคอยโบกดาบตัดกิ่งไม้ที่จะคอยขีดข่วนเนื้อตัวของน้องสาวไปมา
หากมันมาเพียงลำพังป่านนี้คงรุดไปถึงที่หมายได้ตั้งนานแล้ว
สองพี่น้องราชสกุลหนานนั้น..
เรียกได้ว่ามีรูปร่างหน้าตาสมกับเป็นเชื้อพระวงศ์เป็นอย่างมาก คนเป็นพี่นั้นรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาสุดบรรยาย เสน่ห์ทางใบหน้านี้เรียกได้ว่าดูดีสูสีกับหลิวเจี้ยนและหม่าเฟยเป็นที่สุด
จุดเด่นบนใบหน้าคงเป็นดวงตาที่คล้ายพญาหงส์สุดเกรงขามกับจมูกที่โด่งสัน
ส่วนคนเป็นน้องนั้น..
ความงามเรียกได้ว่าอยู่เหนือกว่าอุสางิซากิและหลินซินกว่าหลายเท่า
ผิวงามดุจหยกล่ำค่าที่สุดแสนจะขาวละเอียดคือจุดเด่นที่นางมีเหนือกว่าสตรีทั้งสองที่กล่าวถึง ไหนจะดวงตาคล้ายพญาหงส์ที่เหมือนพี่ชายผนวกเข้ากับจมูกที่โด่งสันกอปรเข้ากับกลีบปากสีแดงสดใสโดยธรรมชาติช่างเข้ากันราวกับต้มยำกุ้งที่มีทั้งรสเผ็ดและเปรี้ยวในถ้วยเดียวกัน
แล้วด้วยความงามระดับนี้ หากชายใดได้หลงในความงามนี้แล้ว คงยากที่จะหาทางออกได้
“เสด็จพี่..
จะให้น้องทิ้งท่านไว้ได้อย่างไร แม้ว่าน้องจะไม่ได้ฉลาดหรือมีพรสวรรค์ทางเชิงยุทธ์ทะเท่า...”
หนานหงเซียไม่ทันกล่าวจบ ก็ได้ถูกนิ้วชี้ของหนานหงชุนจี้ปิดไว้ไม่ให้พูดต่อ
ขณะที่ตัวของมันเองก็ยังหยุดฝีเท้าลงและย่อตัวลงต่ำจนทำให้หนานหงเซียต้องทำตามโดยไม่ต้องบอก
“ข้างหน้า..มีคน..”
หนานหงชุนกล่าวด้วยเสียเบาเสียยิ่งกว่าเสียงกระซิบ
มันใช้มือข้างที่จับดาบค่อย ๆ ใช้ปลายคมของดาบแหวกไม้พุ่มเตี้ยตรงหน้าให้อ้าเปิดออกอย่างแช่มช้า ก่อนจะได้เห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ไกลกว่า 20 เมตรกำลังลากเกวียนสองหลังที่เต็มไปด้วยหีบมากมายตรงไปตามถนนที่พวกมันทำขึ้นมา
ดูแล้วถนนเส้นนี้น่าจะเป็นถนนจำเป็นที่เกิดจากการสัญจรไปมาของพวกมันอยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้เกิดเส้นทางเช่นนี้ขึ้น
รอยยิ้มของหนานหงชุนค่อย ๆ ถูกยกขึ้น
สิ่งที่มันลอบดักฟังมานั้นไม่ผิด
ที่นี่ต้องเป็นที่..ที่มันตามหาแน่
“เสด็จพี่.. ตามที่พวกเราสืบมา..
ใช่ว่าพวกมันมีสินค้ามาส่งสามเกวียนมิใช่หรือ เหตุใดพวกเราถึงเห็นเพียงสองเกวียน?”
หนานหงเซียกล่าวถามออกไปด้วยระดับเสียงเท่ากับคนเป็นพี่ที่กล่าวเมื่อครู่
“ตามความคิดของข้า..
อีกเกวียนหนึ่งน่าจะเป็นของที่ไม่เกี่ยวข้อง..
อย่างไรสมาคมการค้าจันทร์เสี้ยวก็ใช้การค้าขายอาหารสดราคาถูกบังหน้า ของในเกวียนอีกเกวียนก็น่าจะเป็นของที่พวกมันนำมาใช้ขายจริงภายในร้าน
หากคนอื่นรู้ว่ามีสินค้ามาส่งถึงสามเกวียนแต่ในร้านไม่มีของขาย
ราษฎรอาณาจักรนี้คงจะสงสัยเอาได้”
ดวงตาของหนานหงชุนในตอนนี้สะกดอยู่บนเกวียนทั้งสองหลัง
“ตามความคิดของข้า..
เกวียนสองหลังนี้น่าจะเป็นของที่พวกเราตามหา”
“แล้วพวกเราจะทำอย่างไรต่อไป? แจ้งไปยังราชสำนักเลยดีหรือไม่?”
“ไม่..พวกเรายังจะไม่แจ้งเรื่องนี้ให้ราชสำนักรู้
หากพวกเราแจ้งไปคงได้ถูกพระญาติคนอื่นแย่งคดีนี้ไปแน่..
เอาเป็นพวกเราตามพวกมันไป แต่ต้องทิ้งระยะห่างอย่าให้พวกมันจับได้..
ข้าอยากจะรู้นัก..
มันต้องใช้พื้นที่ใหญ่ขนาดไหนถึงได้สร้างความปั่นป่วนให้แก่แคว้นของพวกเราได้เสียขนาดนั้น”
สองพี่น้องนั่งย่อตัวเงียบเสียง รอจนขบวนขนส่งสินค้าเดินนำไปได้ราวหนึ่งเค่อ (15 นาที) จึงค่อย ๆ เดินตามแนวขอบทางตามไปโดยอาศัยถนนจำเป็นสายนั้นนำทางโดยระวังไม่ให้เข้าใกล้จนเกินไป
สองพี่น้องต่างพากันลอบตามคนกลุ่มนั้นมาเรื่อย ๆ
ใช้เวลาราว ๆ ชั่วยามกว่า ๆ จึงเดินทางมาถึงหมู่บ้าน..หมู่บ้านหนึ่งที่ดูเก่าโทรม
“หมู่บ้านรึ?
ในแผนที่ของคนแดนนี้ไม่เห็นมีเขียนไว้เลยว่ามีหมู่บ้านปลูกอยู่ที่กลางป่าตรงนี้ด้วย”
หนานหงชุนค่อย ๆ คลี่แผนที่..ที่เก็บเอาไว้ตรงอกเสื้อออกมาดู
ก็เป็นจริงอย่างมันกล่าว..
ไม่มีสัญญาลักษณ์ใดเลยที่บ่งบอกว่าที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน
นั่งก็หมายความว่า..
“พวกมันต้องสร้างหมู่บ้านขึ้นเพื่อหลอมเงินเถื่อนแน่ ๆ”
ดูจากไม้หัก ๆ ที่ไม่สมประกอบหลายอันที่นำมาสร้างเป็นรั้วแล้ว
หนานหงชุนจึงมั่นใจว่าหมู่บ้านแห่งนี้ คือสถานที่..ที่มันตามหา
เพราะของทุกอย่างพร้อมถูกทิ้งได้ทุกเมื่อหากแผนการร้ายที่คนชั่วช้าตรงหน้าถูกเปิดโปง
“ให้น้องแจ้งไปที่ทางการของเราเลยดีหรือไม่?
ให้ทางการของเราติดต่อทางการของชาวแดนนี้กำจัดสถานที่ผลิตเงินเถื่อน”
หนานหงเซียกำแผ่นยันต์สื่อสารแสนลี้ไว้ในมือ
ขอเพียงพี่ชายของนางบอกให้แจ้ง หนานหงเซียก็พร้อมที่จะใช้ยันต์ในมือทันที
“ไม่ได้..
ข้าว่าพวกมันจะต้องมีสายอยู่ในราชสำนักของทั้งสองอาณาจักรแน่ มันถึงกล้าปลูกหมู่บ้านเถื่อนไว้ที่กลางป่าแบบนี้โดยไม่มีใครสืบทราบ
หากให้ทางการของสองแคว้นเข้ามายุ่ง..
เกรงว่ากว่าทางราชสำนักของเราจะเข้าตรวจสอบ..
หมู่บ้านนี้คงจะเหลือแต่เศษซากแล้วเป็นแน่”
“แล้วพวกเราจะทำอย่างไรต่อ?”
“อย่างน้อย ๆ ต้องได้แท่นพิมพ์ผลิตเงินเถื่อนมาสักอันหนึ่งก่อนเพื่อใช้เป็นหลักฐานแล้วนำกลับไปมอบให้เสด็จพ่อ..
หากเราทำแบบนั้นเรื่องทุกอย่างจะเร็วขึ้น”
“แท่นพิมพ์เงินเถื่อน!?!”
หนานหงเซียกัดฟันพร้อมลากเสียงยาวด้วยความไม่อยากเชื่อหู
“เสด็จพี่! พวกเรามีกันเพียงสอง ทั้งยังไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นมีจอมยุทธ์ระดับใดอยู่บ้าง
ท่านจะเข้าไปนำแท่นพิมพ์เงินเถื่อนกลับออกมาได้อย่างไรถึงจะปลอดภัย?”
“มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว..
หากอยากให้เรื่องแบบนี้จบได้เร็วไวที่สุด..”
หนานหงชุนกล่าวด้วยเสียงเงียบไร้อารมณ์แต่ดวงตาแสดงถึงความโกรธ
“น้องข้า..
เจ้าก็รู้ตอนนี้เงินเถื่อนที่พวกมันผลิตขึ้นมานั้นทำให้ราษฎรชาวหงสาของพวกเราลำบากถึงเพียงใด”
ตัวของหนานหงชุนนั้นแต่แรกเริ่มมันไม่ได้คิดจะเข้าร่วมวงแย่งชิงตำแหน่งกษัตริย์เลย
แต่มีเพียงการเข้าร่วมวงแย่งชิงราชสมบัติเท่านั้นที่จะสอดมือยุ่งเรื่องในราชสำนักได้
แล้วการแพร่ระบาดของเงินเถื่อนนี้ก็เป็นตัวชักนำให้พระนัดดาองค์นี้จำเป็นต้องทำเช่นนี้
“ข้าเข้าใจท่านดีเสด็จพี่..
แต่หากเราเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา ไม่เพียงจะไม่ได้นำหลักฐานกลับไป
แม้แต่ชีวิตก็คงนำกลับไปไม่ได้..
ข้าว่ามันไม่คุ้มหรอก..”
“ข้ารู้.. ตะ..แต่!!”
ระหว่างกล่าว สายตาดุจหงส์ของหนานหงชุนพลันตวัดมองไปที่ทางด้านขวาพร้อมมือของคนที่กำหินบนพื้นขึ้นมาเขี้ยวไปทางด้านนั้นด้วยความรุนแรง
ตัวคนหลังจากขว้างก้อนหินออกไปก็ได้รวบจับไปที่ข้อมือของน้องสาวก่อนทะยานร่างด้วยท่าร่างพุ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม
ทันทีที่สองพี่น้องวิ่งออกตัวไป ทางพุ่มไม้ที่หนานหงชุนขว้างก้อนหินไปนั้น
ก็ได้มีเงาร่างหลายร่างวิ่งกรวดไล่ตามคนทั้งสองไปอย่างเร็วรี่