月火 เยว่หัว แม่ครัวจิ๋วแสบสะท้านภพ(Book2 On going...)

    บทที่ 59 มีแล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี

    บทที่ 59 มีแล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี

     

    “ทุกคนเดินทางกันมาถึงแล้วหรือเจ้าคะ...” ผ่านไปสักพักใหญ่ๆเยว่หัวก็ได้สติกลับคืนมาครบถ้วนสมบูรณ์อีกครั้ง ร่างของเด็กหญิงที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ค่อยๆกลับลงมาสู่พื้นดิน ในขณะที่นางนั้นได้อุ้มร่างของคนตัวโตกว่าอยู่ในอ้อมอก ทั้งด้วยท่าทางการอุ้มเจ้าหญิงอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ด้วยร่างเล็กๆ ของนาง “ท่านหัวหน้าหลงช่วยมารับร่างของต้าพังให้ข้าหน่อยเจ้าค่ะ”

    “ไม่เป็นไรนะขอรับคุณหนู”

    “ข้าสบายดีมากเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าไม่เป็นไรแล้ว” เด็กหญิงเช็ดน้ำตาอย่างลวกลวก ละทิ้งความรู้สึกทั้งหมดที่ผ่านมาเอาไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ สลักมันเอาไว้แน่นอยู่ในนั้น แต่ก็จะไม่นำมันเก็บมาคิดอีกต่อไป เพราะนางได้สัญญากับเด็กชายเอาไว้แล้ว ว่านับแต่นี้ไปตัวเขาจะเป็นเพียงแค่ความทรงจำดีๆของนาง และนางจะไม่ปล่อยให้เขาเป็นทรงจำแห่งความเจ็บปวดของหนังอีกอย่างเด็ดขาด

    “...”

    “...”

    “...”

    คนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆต่างก็เงียบไม่พูดคุยอะไร ออกมาเพื่อรบกวน สำหรับพวกเขาทุกคนแล้ว ในตอนนี้ความรู้สึกรักและเคารพที่มีต่อเด็กหญิงก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ จนจะไม่สามารถวัดได้แล้วในตอนนี้...

    “โดยปกติแล้วที่หมู่บ้านแห่งนี้จะทำอย่างไรกับผู้ที่ล่วงลับหรือเจ้าคะ”

    “หากเป็นปกติทั่วไป ถ้าพวกเราสามารถเก็บกู้ศพมาได้ก็จะทำการฝังขอรับ คุณหนูมีอะไรหรือขอรับ”

    “คือ... คือว่ามันจะเป็นอะไรไหมเจ้าคะ คาดหากว่าข้าจะเปลี่ยนวิธีการจัดการกับศพของต้าพังไปเป็นอย่างอื่น”

    “... ตอนนี้สำหรับเสี่ยวพังแล้ว นอกจากพวกข้าที่เป็นญาติห่างสายเลือดออกมา เขาก็ไม่มีทั้งพ่อทั้งแม่แล้วขอรับ สำหรับเขาก็คงจะดีกว่าถ้าหากคุณหนู เป็นธุระจัดการในเรื่องนี้ให้เขา ข้าคิดว่าต่อให้คุณหนูจะทำอย่างไรกับร่างไร้วิญญาณของเขา เขาก็คงยินดีขอรับ”

    จางหลงไม่ได้พูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย ก็จริงอยู่ที่ว่าตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา แม้ตัวมารดาของเด็กชายจะจากไปนานหลายปีแล้วก็ตาม ทุกคนในบ้านก็ยังคงรักและเอ็นดูเขาอยู่เสมอ

    แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็รู้ดีว่าไม่มีใครสามารถมอบความสุข ความรัก และทดแทนในส่วนที่ขาดไปจากความตายของมารดาได้เลย

    แต่ว่า...

    ตลอดในช่วงระยะเวลา 2 เดือนนี้ สำหรับคนในครอบครัวแล้ว ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ช่วงเวลาที่เด็กชายได้อยู่กับนางเซียนน้อยของหมู่บ้าน มันเป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขมากที่สุด ช่วงในชีวิตของเขาเลยด้วยซ้ำ 

    เพราะว่ามันนานหลายปีแล้วที่พวกเขาไม่ได้เห็นเด็กชายยิ้ม หัวเราะ และมีความสุขกับการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆในชีวิตประจำวัน ในทุกๆครั้งที่เขากลับไปจากสถานที่แห่งนี้ จางต้าพังก็จะมีเรื่องเล่าสนุกๆ มีความทรงจำที่มีค่า มีส่วนที่ขาดหายซึ่งได้ต่อเติมในตอนที่ใช้เวลาร่วมกับเด็กๆคนอื่นๆในหมู่บ้าน และได้รับการสั่งสอนจากคนอายุน้อยกว่า...

    ซึ่งจางหลงคิดว่าถ้าหากร่างของจางตาพังนั้นมิได้ ถูกนำไป กระทำในสิ่งไม่ดี ไม่ว่านางจะทำอย่างไรก็ปล่อยไปเถิด เพราะว่าทุกคนในที่นี้ต่างก็รู้ดี ว่าการที่เด็กหญิงเป็นเพียงผู้เดียว ที่สามารถยกร่างกายที่หนักอึ้งราวกับภูเขาของเด็กชายขึ้นมาได้ ก็แสดงว่าเด็กชายยอมรับไปโดยปริยายแล้วว่า จะให้เด็กหญิงทำอะไรกับเขาก็ได้นับแต่นี้ไป

    “ถ้าอย่างนั้นในหมู่บ้านแห่งนี้มีนักบวชมีพระหรือมีอะไรทำนองนั้นไหมเจ้าคะ พวกผู้นำทางศาสนาอะไรแบบนี้” เหว่หัวที่พยายามทบทวนเรื่องการจัดงานศพ ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา ก็นึกถึงการมีพระมาสวดอภิธรรมในงานศพ แต่นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในโลกนี้จะมีพระไหม

    “มันคืออะไรหรือขอรับ” 

    “ไม่อย่างนั้นท่านไม่รู้จักใครที่... พอจะเข้าใจเกี่ยวข้องกับธรรมะอะไรแบบนั้นเลยหรือเจ้าคะ”

    “แม่หนูน้อยข้าขอโทษที่พูดแทรกออกมา แต่ที่เจ้าหมายถึงนั้นสามารถใช้นักบวชจากวัดเส้าหลินแทนได้หรือไม่”

    “ท่านเป็นใครหรือเจ้าคะ?” มองไปที่ชายชราผมเผ้าขาวโพลนเช่นเดียวกับหนวดเคราที่ยาวเฟื้อย มองอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่น่าจะใช่พระ หรือนักบวชอะไรแบบนั้น

    “ถึงจะเห็นแบบนี้ แต่ข้าก็เป็นพระปราบมารอาวุโสของวัดเส้าหลิน ที่ออกเดินทางมาเพื่อค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ถ้าหากสิ่งที่เจ้าหมายถึงนั่นก็คือต้องการผู้ที่สามารถกล่าวธรรมะได้ ข้าก็คิดว่าข้านั้นสามารถ กล่าวได้สักประโยค 2 ประโยค...ว่าแต่เจ้าต้องการจะใช้ให้ข้าทำสิ่งใดหรือ”

    “...”

    “...”

    “...”

    เยว่หัวมองหน้าชายรายหลายอึดใจ และมองย้อนไปทางอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า มันอาจจะดูเป็นการเสียมารยาทไปบ้าง แต่ความรู้สึกของนางที่มีต่อชายชรานั้นแทบจะไม่มีความเคารพนับถือเลย ไม่ว่าจะเป็นชุดนักสู้สีดำ กับผมเผ้าที่ยาวเฟื้อยหนวดเคราที่รุงรัง อีกฝ่ายนั้นแทบจะไม่มีอะไรที่เหมือนกับหลวงจีน หรือพระในอุดมคติของนางแม้แต่น้อย ถึงอีกฝ่ายจะแสดงท่าทางออกมาว่าเขานั้นเป็นนักบวชจากวัดเส้าหลินก็ตาม

    “ถ้าเช่นนั้นแล้วข้าขออภัยที่ล่วงเกินนะเจ้าคะ เพียงแต่ว่าในความทรงจำที่เลือนลางของข้า มันอาจจะผิดเพี้ยนไปก็ได้เจ้าค่ะ” นางกล่าวขอขมาชายชรา พลางหันไปทางหัวหน้าหมู่บ้าน “ข้าขอรบกวนให้ท่านหัวหน้าหลง ช่วยไปหากองฟืนมาให้ข้าสักกองใหญ่หน่อยได้ไหมเจ้าคะ เดี๋ยวเราจะจัดการเผาศพของต้าพังกัน”

    ““เผาอย่างนั้นหรือ!!””

    ไม่ใช่แค่จางหลงเท่านั้น แต่คนอื่นๆเองต่างก็ ร้องออกมาด้วยความตกใจ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเรื่องราวอะไรแบบนี้ เพราะความไม่เข้าใจของคนทั่วไปในแบบชาวบ้านอย่างพวกเขา การเผาก็แทบไม่ต่างอะไรจากการทุบทำลายศพให้หายไป มันไม่ใช่ว่าเป็นการลบหลู่คนตายหรอกหรือ?

    “เดี๋ยว หลังจากรวบรวมกองฟืนเรียบร้อยแล้ว...ข้าขอให้มากพอที่จะเผาร่างของต้าพังให้หมดในคราวเดียวนะเจ้าค่ะ แล้วข้าอยากให้ทุกคนมารวมตัวกันด้วย ถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากขอสถานที่ที่กว้าง พอจะให้ทุกคนมานั่งรวมกัน ข้าจะกล่าวบางอย่าง ให้ทุกคนได้ฟังในช่วงเวลาระหว่างที่พวกเราเผาร่างของต้าพังเจ้าค่ะ”

    นางนั้นเบื่อที่จะสนใจคำกล่าว กระซุบบกระซิบของชาวบ้าน กับหน้าตาตื่นตกใจของคนอื่นๆ ถึงนางไม่ค่อยอินกับเรื่องของศาสนาพุทธนัก แต่ว่าเจ้าเพื่อนตัวแสบของนางก็กรอกหูให้นางรีบฟังหลายครั้งหลายครา ต่อให้นางไม่อยากจะจำได้สักแค่ไหน แต่นางก็ยังคงจดจำเรื่องราวที่เขาได้พูดบางส่วนในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ขึ้นใจ

    ‘ที่ผ่านมาข้าไม่เคยแม้แต่จะได้จัดงานศพให้พอใจกับคุณเลยสักครั้ง แต่อย่างน้อยเขาคนนี้ก็เป็นคนที่ยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องข้า ถ้าหากว่าทั้ง2 รับรู้  อย่าโกรธแม่เลยนะพอใจ อย่าโกรธฉันเลยนะพี่’ 

    นางหวนรำลึกถึง 2 คน ที่นางเคยรักที่สุดในชีวิต จะบอกว่าตอนนี้นางยังรักทั้งสองคนเหมือนเดิมก็คงไม่ใช่ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าทำไม แต่ความรู้สึกของนางนั้นเหมือนกับว่าเรื่องราวมันผ่านไปนานมากแล้ว แต่มันก็ยังคงเป็นสิ่งที่ติดค้างในใจของนางอยู่เหมือนเดิม

    แต่อย่างน้อยที่สุดในครั้งนี้ นางจะจัดงานศพให้คนที่ทำให้นางได้รับรู้ ว่าพลังนั้นมันจำเป็นมากแค่ไหน คนที่ทำให้นางได้เติบโตมากพอที่จะก้าวผ่านอดีตไปได้

    และในตอนนี้สิ่งที่ตราติดตรึงใจของนางเป็นที่สุด ก็คือคำพูดของเจ้าเพื่อนรัก ที่เคยบอกให้ฟังอยู่ครั้งหนึ่งว่า ตัวมันนั้นเรียนไสยศาสตร์มามากมาย กว่าที่มนต์ทุกบทจะแสดงผลได้สมบูรณ์ทุกบทที่มันเรียนไป มันก็ใช้เวลามากกว่า 30 ปี แต่มันก็ไม่เคยใช้สิ่งที่มันเรียนรู้มาเพื่อทำร้ายทำลายใครเลยแม้แต่ครั้งเดียว 

    นอกเสียจากว่าเป็นการช่วยเหลือคนที่มันรัก และเป็นการปกป้องตัวมันเองเท่านั้น เพราะว่ามันเคยเตือนนางเสมอ เหมือนที่เคยเตือนนางแม้แต่ในชีวิตนี้ว่า...

    พลังนั้นถ้าหากว่าเรามีแต่ไม่ใช่ มันดีกว่าการที่เราจะใช้แล้วดันไม่มี

     

     

    …………………………..

    มาแล้วครับ มาช้าแต่มานะ ถ้าทันเดี๋ยวจะมาต่อให้อีกตอนน้า

    แล้วก็ขอบคุณพี่ผู้สนับสนุนใจดีอีก1ท่านที่โอนตรงมานะครับ ขอบคุณมากๆ เลย

    คล้ายกับเรื่อง月火 เยว่หัว แม่ครัวจิ๋วแสบสะท้านภพ(Book2 On going...) ที่คุณอ่าน