กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ

    กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ_47_ปีศาจร้ายในนครเย่วอู่

    " โย่ว หลิงจี! " ฉากนองเลือดนี้ ได้ทำให้ปราณโลหิตในกายของ อู่ อวี้ นั้นเดือดพล่านขึ้นอย่างฉับพลัน

    " ‘แผนภูมิดินแดนเทพตงเสิ้ง’ ได้บันทึก ความโหดเหี้ยมของผู้ฝึกตนในวิถีมารไว้มากมาย ทั้ง โลหิตมนุษย์ เนื้อสัตว์ กระดูก จิตวิญญาณ และ ความชั่วช้าเลวทรามต่ำตมมากมายเพื่อเพิ่มพลังให้แก่ตนเองในสายวิถีมาร มันคือการกระทำที่ทำให้สวรรค์ต้องพิโรธโกรธเกรี้ยวอย่างที่สุด แรกเริ่มเดิมทีข้าไม่เคยเชื่อ แต่ในยามนี้ข้าได้เห็นมันเต็ม สองตาของตนเอง! "

    ในยามนี้ โย่ว หลิงจี ได้ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของเขา หลังจากนางได้เข่นฆ่าสังหาร พ่อ ,แม่ ,ปู่ย่าตายาย ของทารกน้อยไปแล้ว นางยังจะใช้ร่างกายทารกบริสุทธิ์ เพื่อนำมาเพิ่มพลังให้แก่ตนเองอีก!

    มันคือความชั่วช้าอำมหิตที่มิอาจให้อภัยได้!

    อู่ อวี้ เห็นการกระทำทุกอย่างของนางในตอนนี้ ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็ลงมือจู่โจมตี แทงพลองพิชิตมารออกไปทันที เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการต่อสู้ระยะประชิด ซึ่งภายในระยะประชิดเช่นนี้ พลองพิชิตมารในมือของเขา ได้ปลดปล่อยพลังมหาศาลมากกว่าหมื่นจิน เข้าใส่ร่างกายของ โย่ว หลิงจี

    โย่ว หลิงจี สะบัดชุดคลุมสีดำแล้วผลักร่างของ อู่ อวี้ กระเด็นออกไป ต่อหน้าการโจมตีนี้ ดูเหมืองนางจะไม่แยแสเลยแม้แต่น้อย นางได้กระตุกชุดคลุมสีดำออก สัมผัสแรกที่เขาทุบพลองลงไปบนร่างของนาง ราวกับว่าพลองของเขาทุบลงไปในน้ำ เท่ากับว่าการโจมตีของเขา ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับศัตรูฝ่ายตรงข้ามได้โดยสมบูรณ์

    วืบบบ!

    ร่างของ โย่ว หลิงจี และ ชุดคลุมสีดำที่นางสวมได้ผสานเข้าด้วยกัน ส่งผลให้ความแข็งแกร่งของ อู่ อวี้ ถูกสลายลงอย่างง่ายดาย

    แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น มันก็ได้ทำให้ร่างของพวกเขาทั้งสองได้สลับที่กัน ซึ่งร่างของ อู่ อวี้ ในยามนี้ได้พุ่งเข้ามาอยู่บนเตียงนอน โดยไม่จำเป็นกล่าวสิ่งใดออกมา อู่ อวี้ได้ทำลายเตียงไม้นั้นทันที ไอหมอกโลหิตที่ก่อตัวขึ้นอยู่บนแผ่นไม้ได้ถูกทำลายเป็นชิ้น ๆ ร่างของทารกน้อยลอยขึ้นตามแรง ในช่วงเวลานั้นเอง อู่ อวี้พุ่งกระโจนเข้าไปรับร่างของทารกน้อย มาโอบกอดเอาไว้ในอ้อมแขนไว้อย่างง่ายดาย และ ทันท่วงที

    แม้ อู่ อวี้ จะไม่สามารถช่วยเหลือพวกผู้ใหญ่เอาไว้ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็สามารถช่วยชีวิตของทารกน้อยคนนี้เอาไว้ได้

    " เสิ่น อู๋เต้า ท่านกล้าทำร้ายข้า? " โย่ว หลิงจี ยืนอยู่หน้าประตู สายตาของนางจับจ้องไปที่ อู่ อวี้ เย็นเฉียบ ใบหน้าของนางขาวซีดเผือดราวกับกระดาษไร้สีหมึก

    " อัปยศยิ่งนัก ไยเจ้าเหิมเกริมชั่วช้าถึงเพียงนี้ เจ้ากล้าฝึกฝนวิชามารนอกรีต ในนครหลวง เย่ว อู่ ของข้าอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ไร้ซึ่งความละอายต่อบาปบุญอะไรเช่นนี้ เจ้าช่างบังอาจยิ่งนัก! " ความต้องการสังหารนาง ภายในส่วนลึกในจิตใจของ อู่ อวี้ ได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

    หลังจาก โย่ว หลิงจี ได้ยินสิ่งที่ อู่ อวี้ กล่าว นางก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกับหัวเราะเสียงดังออกมา " ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ข้าคิดว่าท่านจะผ่านโลกมากกว่านี้เสียอีก ข้าไม่คาดคิดเลยจริง ๆ ว่าท่านจะเป็นเพียงแค่ผู้เยาว์ ไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก ผู้เต็มไปด้วยความรู้สึกว่าจะต้องผดุงความยุติธรรม ช่างน่าขันสิ้นดี ท่านลืมไปแล้วหรือไร ว่าท่านพึ่งออกมาจากนิกาย แต่กลับเข้ามายุ่งเกี่ยวสร้างปัญหาทำให้ตนเองมิอาจมีชีวิตได้ถึงเดือน ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนผู้มาจากพรรคจงหยวนยังรู้หลีกเลี่ยง และ หากท่านยังสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ ท่านเองก็ควรจะเรียนรู้จากเขาเสียหน่อย "

    นางกล่าวราวกับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ หาได้เกี่ยวข้องอันใดกับนางแม้แต่น้อย นางหัวร่อออกมาอีกเล็กน้อย ก่อนที่จะจากไป

    " มันกล้าสังหารราษฎรในนครเย่วอู่ แต่ข้ากลับทำได้เพียงแค่ปล่อยมันไป! " อู่ อวี้ มิคาดคิดว่านางจะหาญกล้าถึงเพียงนี้ ถ้าก่อนหน้าตัวเขาล่วงรู้ว่า นางจะมีจิตใจอำมหิตโหดเหี้ยมเช่นนี้ เกรงว่าการปล่อยให้พวกมันอาศัยอยู่ในนครหลวง เย่ว อู่ คงมิใช่เรื่องดีแน่

    " เสิ่น อู๋เต้า ข้ารู้ข้อตกลงระหว่าง นิกายกระบี่สวรรค์ กับ พรรคจงหยวน แต่ในยามนี้ท่านควรไตร่ตรองให้ดี มิใช่ตัวท่านที่เป็นผู้ควบคุมที่แห่งนี้ แต่เป็นฮ่าวเทียน ท่านไม่ควรเข้ามายุ่มย่ามวุ่นวาย ข้าหาได้เกรงกลัวนิกายกระบี่สวรรค์ของท่านไม่ หากทำให้ข้ารู้สึกรำคาญขึ้นมา ท่านย่าผู้นี้จะถลกหนังของเจ้า จากนั้นจะนำโลหิตของเจ้ามาทำเป็นเม็ดยา แล้วข้าจะกลืนกินมันเป็นอาหารยามว่าง " โย่ว หลิงจี หันหลังกลับมาอย่างฉับพลัน สายตาของนาง ได้ปลดปล่อยแรงกดดันสังหารออกมาอย่างเข้มข้น

    ในยามนี้นางกลายเป็นปีศาจอย่างสมบูรณ์แล้ว

    อู่ อวี้ ไม่ได้คล้อยตามการกระตุ้นของนาง เขาครุ่นคิดว่าควรจะลงมือเลยดีหรือไม่ ตามหลักเหตุผลแล้ว ตอนนี้ยังมิใช่เวลาที่เขาควรจะลงมือ

    "เข้ามารบกวนช่วงเวลาอันรื่นรมย์ของข้าซะได้ ช่างน่ารำคาญยิ่งนัก! "

    โย่ว หลิงจี ยกเสื้อคลุมของนางขึ้นมาสวม จากนั้นก็ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นเงาสีดำ หายเข้าไปในเงามืดยามราตรีของนครหลวง เย่ว อู่ ทิศทางที่นางมุ่งหน้าไปคือทิศทางของพระราชวัง ดูเหมือนว่านางกำลังจะกลับไปที่นั่น

    เดิมที อู่ อวี้ ปรารถนาที่จะไล่ตามนางไป แต่ว่าในยามนี้เขากำลังอุ้มทารกน้อยไว้ในมืออยู่ จะให้ปล่อยเด็กคนนี้ไปก็คงเป็นไปไม่ได้

    "ข้าต้องหาวิธีให้ฮ่าวเทียนกำจัดนางให้ได้ จะยอมปล่อยให้นางมากระทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้ในนครหลวง เย่ว อู่ ไม่ได้เด็ดขาด" อู่ อวี้ตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้ ว่าเป็นวิธีเดียวเท่านั้น

    ใต้ฝ่าเท้าที่เขาเหยียบยืนนั้น เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงกระจัดกระจาย …

    โลหิตเปียกชุ่มไปทั่วทั้งพื้น ร่างของศพทั้ง 4 ที่นอนตายอย่างอเนจอนาถ เป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ทารกน้อยร่ำไห้เสียงดังออกมา

    อุแว้ ∼ อุแว้ ∼ อุแว้!!!

    "เด็กน้อย จากนี้ไป ข้าจะต้องหาโอกาสล้างแค้นให้กับเจ้า ..." อู่ อวี้ ขบฟันของมันแน่น ทารกน้อยถูกส่งตัวไปที่พระราชวังอู่หยู เขาปลุกนางให้ตื่นขึ้น แล้วเล่าเรื่องทุกอย่างให้นางฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ในเวลาต่อมาทารกน้อยก็นำตัวไปดูแล โดยเหล่าพี่เลี้ยงจากพระราชวัง อู่หยู

    "ข้าไม่เคยคาดคิดว่าแท้จริงแล้ว โย่ว หลิงจี จะบ้าคลั่งเช่นนี้ อู่ อวี้ เจ้าคิดจะทำเช่นไรต่อ ..." อู่หยู อุ้มทารกน้อยที่กำลังร่ำไห้ไว้ในอ้อมแขน พร้อมกับแสดงสีหน้าตื่นตระหนก

    "ข้าจะไปหา ฮ่าวเทียน เพื่อบอกให้มันหยุดนาง! "

    แท้จริงแล้ว ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนนั้นคือคนที่ อู่ อวี้ ต้องการจะเข่นฆ่าสังหารมากที่สุด อย่างไรก็ตามภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ตัวเขาจำต้องปิดซ่อนแรงปรารถนาแท้จริงเอาไว้ก่อน ถ้าเขาสามารถจัดการ โย่ว หลิงจี ได้ โดยที่ตัวของเขายังมีชีวิตอยู่ แน่นอนว่ารายต่อไปต้องเป็น ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน!

    ก่อนรุ่งอรุณจะทอแสง ท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรี อู่ อวี้ได้ข้ามผ่านถนนหนทางภายในนครหลวง มุ่งหน้าตรงเข้าไปภายในพระราชวัง ซึ่งเขานั้นล่วงรู้พำนักที่ตั้งของ ฮ่าวเทียน เป็นอย่างดี เมื่อเขามาถึงเขาเข้าไปใกล้ ๆ พร้อมกับตะโกนเรียกชื่อของมันทันที

    " เสิ่น อู๋เต้า เกิดอะไรขึ้น? " การที่ อู่ อวี้ บุกรุกเข้ามาในพระราชวังของมันเช่นนี้ แน่นอนว่าฮ่าวเทียนย่อมไม่พอใจอย่างยิ่ง

    อู่ อวี้ เดินเข้าไปประจันหน้ากับมัน พร้อมกับบอกกล่าวเรื่องราวที่เกิดขึ้นในราตรีนี้ เขาพูดออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจังหนักแน่นว่า "ฮ่าวเทียน ข้าไม่สนใจว่าท่านจะเป็นผู้ควบคุมดูแลนครหลวง เย่ว อู่ แห่งนี้หรือไม่ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านอาจละเลยได้ แต่ข้าเป็นศิษย์สาวกจากนิกายกระบี่สวรรค์ ข้าได้แบกรับหน้าที่ในการประหัตประหารเหล่าปีศาจมาร และ ตัวข้ายังคงอยู่ในนครหลวง เย่ว อู่ แห่งนี้ ข้ามิอาจปล่อยให้ โย่ว หลิงจี เข่นฆ่าสังหารผู้คนในนครหลวงเย่ว อู่ อย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ได้"

    เมื่อ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน รับฟังเรื่องราวจากคำบอกกล่าวของ อู่ อวี้ สีหน้าของมันก็แปรเปลี่ยนเป็นหนาวเย็น พร้อมกับกล่าวว่า “น้องชายเสิ่น ข้าอยากจะบอกกล่าวต่อเจ้า โย่ว หลิงจีมาจากทะเลตงไห่เป็นศิษย์ของ 'ปีศาจเจ็ดทะเลแดง' ซึ่งปีศาจเจ็ดทะเลแดง นั้นถือเป็นกองกำลังที่ทรงอำนาจอย่างยิ่งในทะเลตงไห่ ข้าคิดว่าเพื่อเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเจ้า เป็นการดีกว่าถ้าเจ้าจะไม่ขัดแย้งกับนาง เพียงเพราะชีวิตของปุถุชนไม่กี่คน ทั่วฟ้าใต้หล้านั้นกว้างใหญ่ไพศาล มีมนุษย์มากมายตกตายไปไม่หยุดหย่อน!”

    หากเขาไม่รู้จัก ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน มาก่อนแล้วล่ะก็ การที่เขาได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ จะต้องทำให้ผู้ที่ฟังนั้นโกรธจนเสียสติ

    ซึ่งจากที่มันกล่าวมา ทำให้เห็นได้ว่าทัศนคติภายในจิตใจของมัน เห็นผู้อื่นเป็นแค่มดปลวกเท่านั้น

    อู่ อวี้ รู้ดีว่ามันต้องกล่าวเช่นนี้ ถ้าคาดหวังให้มันหยุด โย่วหลิงจี เพียงเพื่อชีวิตของปุถุชนแล้วล่ะก็ เกรงว่าดวงอาทิตย์คงได้ขึ้นจากทางทิศตะวันตกเสียแล้ว

    อู่ อวี้ โต้เถียงกลับ

    เนื่องจาก โย่ว หลิงจี กล่าวว่าเขาเป็นคนที่มุทะลุไม่ยอมหลบหลีกในสิ่งที่ควรหลบหลีก ดังนั้นเขาจึงดึงดันมุทะลุให้ถึงที่สุด " ฮ่าวเทียน ถ้าเป็นเรื่องอื่นข้าสามารถอดทนได้ทุกอย่าง แต่การปล่อยให้พวกนอกรีตที่ฝึกฝนวิชามาร เข้ามาเหยียบย่ำ สร้างความเดือดร้อนในนครเย่วอู่ ข้าไม่อาจกล้ำกลืนฝืนทนได้! หากในวันนี้ท่านยังทำเฉยเมยนิ่งดูดาย ถ้าเช่นนั้นเห็นทีข้าจะต้องกลับรายงานให้ท่านอาจารย์ทราบ ว่าในนครเย่วอู่แห่งนี้มีปีศาจที่ข้าไม่อาจจะรับมือได้ แล้วให้พวกเขามาที่นี่เพื่อจัดการ หาก โย่ว หลิงจี อยู่ที่นี่ 1 เดือน เพียงแค่นั้นมันก็เพียงพอที่จะให้พวกเขาสังหารนางได้นับ 100 ครั้ง! "

    แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแค่การข่มขู่เท่านั้น

    นี่คือบททดสอบของ อู่ อวี้ ถ้าไม่ถึงขนาดไร้หนทาง เขาจะไม่ยอมให้ผู้อื่นในนิกายกระบี่สวรรค์มาช่วยเหลือเขาเป็นแน่แท้

    "เจ้า! "

    อย่างที่คาดเอาไว้ ด้วยประโยคนี้ทำให้ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน อับจนหนทางที่จะโต้แย้ง

    มันรู้ดีว่าอู่ อวี้ นั้นเป็นคนฉลาดเฉลียว แต่สิ่งที่เขาห่วงกังวลมากที่สุดก็คือ ความดื้อรั้นปากแข็ง และคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าความดื้อรั้นของ อู่ อวี้ จะยากที่จะจัดการเช่นนี้

    " เอาล่ะ ข้ากับเจ้าจะไปหารือปรึกษากับ โย่ว หลิงจี ด้วยกัน" ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน รู้สึกมีโทสะเล็กน้อย เขาสะบัดชายแขนเสื้อแล้วก้าวเดินไปด้านหน้าของพระราชวังตงหยาง

    "หึ " ภายในจิตใจของ อู่ อวี้ ได้เกิดรอยยิ้มเย้ยหยันอันเย็นชาขึ้นมา

    " เสิ่น อู๋เต้า ข้าอยากจะบอกสิ่งหนึ่งให้เจ้ารู้ ความถูกต้องที่อยู่ในหัวใจของเจ้านั้น ช่างเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี ไม่ช้าก็เร็วความถูกต้องที่เจ้ายึดมั่นนักหนามันจะฆ่าเจ้า พวกเราเหล่าผู้ฝึกตนในวิถีแห่งเต๋า จักต้องมีใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เจ้าไม่สามารถมองทะลุผ่านความเป็นความตายของเหล่ามนุษย์ได้ทุกผู้หรอกนะ มันอยู่ในจุดที่ต่ำเกินกว่าที่พวกเราชาวเทพเซียนจะไปเกลือกกลั้วด้วย " ในระหว่างที่ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ได้กล่าวอยู่นั้นทุกถ้อยคำล้วนเปี่ยมล้นไปด้วยความมุ่งมั่น

    อู่ อวี้ รู้สึกรำคาญใจเกินกว่าที่จะมาถกเถียงกับเขา ทำให้ตลอดทางจนถึงพระราชวังตงหยางจึงไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอีกเลย ทันใดนั้นท่ามกลางความมืดสลัวที่ปกคลุมพระราชวังตงหยาง เหนือประตูพระราชวังตงหยาง โย่ว หลิงจี กำลังนั่งห้อยขาสองข้างอยู่บนหลังคาพระราชวัง นางเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริงสดใส " ท่านซ่างเซียนทั้งสอง หลังจากการตรวจตราในค่ำคืนนี้ ท่านได้พบเจอเหตุการณ์ หรือ สิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้นหรือไม่? "

    อู่ อวี้กล่าวว่า " โย่ว หลิงจี ในวันนี้เราควรพูดคุยกันอย่างเปิดอกชัดเจน ระหว่าง 1 เดือนที่ท่านต้องอยู่ในนครเย่วอู่ ท่านไม่ควรทำร้ายผู้คนในนครเย่วอู่ ท่านควรไว้หน้า ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ในฐานะที่เขาเป็นผู้ดูแลพื้นที่มิใช่หรือ? "

    " หืม? ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านเอ่ยมา? " โย่ว หลิงจี แสดงสีหน้าดูงงงวย

    ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ยิ้มแล้วกล่าวว่า " ข้าอยากจะไถ่ถามท่าน ว่าเกิดเรื่องเข้าใจผิด หรือ เหตุผิดพลาดอันใด ท่านหญิง โย่ว หลิงจี ซ่างเซียนผู้สง่างาม ถึงได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับการเข่นฆ่าสังหารผู้คน "

    โย่ว หลิงจี นางทำเผยอปากเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า " เสิ่น อู๋เต้า ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะกล่าวหาข้าอย่างสะเปะสะปะเช่นนี้ ข้า โย่ว หลิงจี ข้าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร "

    บุคคลทั้งสองคนอยู่ตรงหน้า กำลังแสร้งทำราวกับเป็นคนเสียสติโง่เขลา ภายในจิตใจของ อู่ อวี้ รู้สึกเย้ยหยันขุ่นเคือง จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า " อาจเป็นความผิดของข้าเอง สายตาของข้าอาจจะเลอะเลือนจนมองผิดไป แต่ โย่ว หลิงจี ข้าอยากจะกล่าวเตือนท่านเอาไว้สักอย่าง จะดีอย่างยิ่งถ้าท่านจะไม่ทำร้ายสังหารมนุษย์ในนครเย่วอู่ ไม่เช่นนั้นเราจะสังหารผู้กระทำผิดด้วยมือของพวกเรา ใช่หรือไม่ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน? "

    เขาจำต้องจัดการเรื่องนี้ให้อยู่หมัด

    แม้ภายในจิตใจของฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ในตอนนี้จะเปี่ยมล้นไปด้วยเพลิงโทสะ แต่มัน ก็พยายามอย่างยิ่งที่จัดสะกดความโกรธของมันเอาไว้ มันเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงเงียบสงบ " การประหัตประหารเหล่ามารปีศาจนั้น ถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของข้า ที่เป็นผู้พิทักษ์ปกป้องนครหลวง เย่ว อู่ แห่งนี้ เป็นธรรมดาที่ข้าย่อมมิอาจปล่อยมารปีศาจเหล่านี้เข้ามาก่อปัญหายุ่งยาก..."

    " ช่างเถอะ ข้าไม่รบกวนท่านทั้งสองแล้ว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เหตุการณ์วุ่นวายในนครหลวง เย่ว อู่ ครานั้น ข้าได้เฝ้าตรวจสอบลาดตระเวนทุกค่ำคืน ถ้าข้าจับกุมมันผู้นั้น หรือ ปีศาจตนนั้นได้จริง ๆ ถ้าจะไม่ปล่อยให้มันรอดไปได้อย่างแน่นอน ถึงจะร้องขอชีวิตยามนั้นก็มิทันแล้ว!”

    เมื่อ อู่ อวี้ กล่าวเสร็จสิ้น เขาก็รู้ดีว่าจะมีผลอะไรตามมา

    ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน รู้สึกหวั่นเกรงในตัวเหล่าผู้คนจากนิกายของมัน มันไม่สามารถนิ่งเฉยต่อคำพูดของ อู่ อวี้ ได้ และเมื่อ อู่ อวี้ จากไป สีหน้าของ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน ก็แปรเปลี่ยนเป็นหนาวเย็นอย่างฉับพลัน พร้อมกับกล่าวว่า "โย่ว หลิงจี เสิ่นอู่เต้าผู้นี้ช่างโง่เขลามุทะลุเสียจริง มันถึงได้กล้าหยาบคายกับท่านเช่นนี้"

    การแสดงออกของโย่ว หลิงจีมืดทะมึนลง แล้วกล่าวขึ้นว่า "ดูเหมือนว่าท่านต้องการที่จะสังหารมัน แต่ท่านอาจมิสะดวกที่จะเคลื่อนไหว ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยมันให้เป็นหน้าที่ของข้าเสียเถิด เมื่อข้าเดินทางออกจากนครหลวง เย่ว อู่ ข้าจะย้อนกลับมาที่นครหลวง เย่ว อู่อีกครั้งแล้วสังหารมัน ส่วนพวกคนจากนิกายของมัน เจ้าก็บอกพวกนั้นให้มาตามหาข้าที่ตงไห่ (ทะเลตะวันออก) เอาเองก็แล้วกัน! "

    “เสิ่น อู่เต้าผู้นี้ได้ปิดซ่อนความสามารถบางอย่างเอาไว้ ท่านต้องระวังตัวด้วย" การที่มีคนยอมลงมือสังหารแทนให้เช่นนี้ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียนมันรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง เพราะการอสรพิษปีศาจหว่านชิงต้องตกตายไปอย่างอเนจอนาถ แต่ตัวมันเองกลับทำอะไรไม่ได้ แถมยังปล่อยให้เสิ่น อู่เต้า ผู้นี้เดินเอ้อระเหยลอยชายอยู่อีก จึงนับว่าเป็นความอัปยศของมัน

    "ไม่ต้องกังวลไป วันนี้ข้าได้ทดสอบความสามารถของมันแล้ว ด้วยเส้นทางการฝึกตนในวิถีแห่งมารของข้า มีหลายร้อยวิธีที่จะทำให้มันรู้สึกเสียใจที่ลงมายังโลกแห่งนี้" โย่วหลิงจีพูดขึ้นด้วยท่าทางราวกับว่ามันง่ายดายเป็นอย่างยิ่ง

    ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน พอใจกับผลลัพธ์เช่นนี้มาก ความเกลียดชังพวกมันทั้งสองได้ก่อตัวขึ้นแล้ว ดังนั้นมันจึงกล่าวว่า "มีสิ่งหนึ่งที่ข้าต้องบอกกล่าวต่อท่าน นั่นคือ... บุตรชายหัวหน้าพรรคจงหยวนของเรา 'เจียงจุนหลิน' เวลานี้มันไม่ได้อยู่ห่างจากนครหลวง เย่ว อู่ นัก ท่านยังไม่ควรออกไปหาอาหารตอนนี้ ด้วยอารมณ์ของมัน ข้ามิอาจคาดเดาได้จริง ๆ …”

    " เจียง จุนหลิน? " เมื่อได้ยินนามนี้ สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นหนักแน่นจริงจัง นางโบกมือพร้อมกับกล่าวว่า " ช่างเถอะ ข้าได้บอกกล่าวต่อท่านไปแล้ว ว่าข้าเป็นซ่างเซียน แล้วข้าจะทำสิ่งชั่วร้ายอย่างนั้นได้เช่นไรเล่า? จะต้องเป็นความเข้าใจผิดของ เสิ่น อู่เต้า แน่ ๆ ”

    ฮ่าวเทียน เผยรอยยิ้มออกมาจากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า " เสิ่น อู่เต้า นี่จริงๆ เลย ยังเยาว์นัก แต่สายตากลับฝ้าฟางถึงเพียงนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าคงต้องก็ขอตัวลา”

    ............

    คล้ายกับเรื่องกลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ ที่คุณอ่าน