… 2 เดือนผ่านไป ในเช้าวันใหม่...
ฉีซื่อตื่นขึ้นมาทำภารกิจเหมือนอย่างเคย ตารางชีวิตของเขายังคงหมุนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไปเปลี่ยน หลังจากที่นำบะหมี่ไปส่งให้เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเสร็จแล้วเขาก็จะหยุดพักผ่อนเอาแรง3-4วัน ก่อนจะเริ่มลงมือเตรียมของ ตีแป้งทำบะหมี่ต่อ ส่วนอ๋องจินอู่ตอนนี้ก็เรียนรู้งานมากขึ้น ทำอะไรคล่องแคล่วยิ่งกว่าเดิม ส่วนใหญ่งานหนักๆ ที่ต้องใช้แรงงาน มักจะไปอยู่ในมือของอ๋องจินอู่หมดแล้วทั้งสิ้น ฉีซื่อมีหน้าที่ตรวจสอบความเรียบร้อย กับทำบัญชีเท่านั้นตลอด2เดือนมานี้ อาการป่วยของฉีซื่อก็ดีขึ้นจนตอนนี้ไม่มีอาการกำเริบแล้วเวลาที่มีพายุหิมะ สามารถตื่นมาชีวิตได้ตามปกติ
ก็นับว่าทั้งอ๋องจินอู่และฉีซื่อตอนนี้พวกเขาได้มาชีวิตด้วยกันเพียงสองคนก็ร่วมกันจวนจะครึ่งปีไปแล้ว แม้ว่าบางครั้งจะมีเื่ที่ไม่เข้าใจกันบ้าง แต่ก็สามารถปรับความเข้าใจกันได้ ใครยอมก่อนคนนั้นชนะ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเลยที่เป็ฝ่ายยอมก่อนถ้าไม่ใช่อ๋องจินอู่ แต่จะเรียกว่ายอมเลยเสียทีเดียวก็คงไม่ใช่ เพราะหลายๆ ครั้งที่เกิดการงอนกันส่วนใหญ่จะเป็อ๋องจินอู่เองนั่นแหละที่เป็คนไปเริ่มต้นก่อน เขาชอบไปยั่วอารมณ์โมโหฉีซื่ออยู่บ่อยครั้ง ในครั้งนี้ก็เช่นกัน
“ท่าน ออกไปเลยน่ะ ออกไป!” เสียงฉีซื่อโวยวายดังมาจากอ่างอาบน้ำ โดยมีอ๋องจินอู่ที่วิ่งหลบออกมาพร้อมกับถังน้ำเล็กลอยตามหลังมาติดๆ
...โป๊ก!... เสียงขอถังน้ำถังเล็กที่ฉีซื่อเขวี้ยงออกมา ลอยไปโดนที่หัวของอ๋องจินอู่อย่างจัง ทำเอาคนที่โดนแอบมึนเห็นดาวได้อยู่พักหนึ่ง
“อาฉี เ้าใจเย็นๆ ข้าแค่จะเข้าไปอาบด้วย ทำไมต้องฉุนเฉียวขนาดนี้”
“ท่านอ๋อง ท่านดูตัวท่านซิ มอมแมมขนาดนี้จะลงอ่างเดียวกับข้าได้ยังไง” อ๋องจินอู่เพิ่งกลับจากการออกไปตัดฟืน ทำให้เนื้อตัวสกปรก เขากลับมาได้จังหวะที่ฉีซื่อกำลังอาบน้ำอยู่ เลยอยากจะเ้าไปอาบด้วย แต่ก็ถูกอีกคนห้ามเอาไว้
“ก็นี่ไง ข้าถึงจะมาชำระตัวไง”
“ท่านอ๋อง แต่ข้าอาบน้ำสะอาดแล้ว แต่ถ้าท่านลงมาในอ่างนี้ น้ำคงขุ่นหมด รวมถึงข้าด้วย อาจจะต้องไปอาบอีกรอบ” ฉีซื่อพูดพลางลุกขึ้นเดินออกไป แต่ไม่วาย ฉีซื่อก็ถูกอ๋องจินอู่อุ้มมาลงอ่างด้วยกันอีกรอบ
“ท่านอ๋อง!!” ฉีซื่อร้องเสียงหลงทันทีที่ตัวเองถูกอีกคนอุ้มลงอ่างไปด้วยกัน
“ข้าแค่อยากอาบด้วยกันกับเ้า เ้าอย่ารังเกียจที่ข้าสกปรกเลยน่ะ” อ๋องจินอู่ทำเสียงออดอ้อน
“ท่านอ๋อง ข้าอาบน้ำเสร็จแล้ว แต่ข้าต้องมาเปื้อนอีกครั้งเพราะท่าน ฮึ่ย!” ฉีซื่อหันไปหยุมหัวอ๋องจินอู่เล็กน้อยก่อนจะยอมให้อีกคนแต่โดยดี
หลังอาบน้ำเสร็จฉีซื่อก็เดินดุ่มๆ ไปแต่งตัว ส่วนอ๋องจินอู่ก็เดินตามหลังมาติดๆ เอาผ้ามาเช็ดผมให้ฉีซื่อ พอเช็ดเสร็จก็ก่อกวนโดยการสวมกอดจากทางด้านหลัง สร้างความลำคาญให้อีกคนเป็หยอกเย้าอีกแบบของอ๋องจินอู่ ถ้าวันไหนไม่โดนฉีซื่อดุเห็นทีจะทำอะไรไม่ถูกเลยทั้งวัน
“ท่านอ๋อง ท่านช่วยก่อกวนให้น้อยๆ หน่อย ข้ากำลังรีบ” ฉีซื่อหันมาดุ เพราะวันนี้เขาตั้งใจจะออกไปตลาดหาซื้อของเพื่อส่งกลับไปที่ร้านที่เมืองหลวงและ้าส่งข่าวคราวให้ทางตี้ไหลข่ารับรู้ด้วย รวมถึงฉีซื่อเองก็อยากรู้ข่าวคราวจากทางเมืองหลวงด้วยเช่นกันว่าสถานการณ์ที่ร้านเป็อย่างไร
“ข้าจะไปกับเ้า”
“ท่านจะไปก็ไป ข้าเคยห้ามท่านได้ด้วยหรือ” ฉีซื่อพูดพลางเดินไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมโดยมีอีกคนคอยเดินตามและสอดส่องดูความเรียบร้อย
ไม่นานทั้งคู่ก็เดินออกมาจากบ้านโดยฉีซื่อเดินเข้าไปนั่งด้านในรถม้า ส่วนอ๋องจินอู่นั่งอยู่ด้านนอกคอยบังคับรถม้านั่นเอง ระหว่างทางที่ไปอ๋องจินอู่ก็ขับร้องบทกลอนมากมายเป็มาการบอกรักคนที่นั่งอยู่ข้างใน ทำเอาคนที่อยู่ข้างในเมื่อได้ฟังก็เกิดอาการหน้าแดงจนทำตัวไม่ถูกขึ้นมาได้เลยทีเดียว
ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงตลาด พวกเขาเอารถม้าไปฝากจอดไว้ที่โรงเตี๊ยมก่อนที่ทั้งคู่จะออกเดินจับจ่ายซื้อของตาม้า ฉีซื่อเดินซื้อของอย่างเพลิดเพลิน ส่วนอ๋องจินอู่ก็เดินตามคอยช่วยหิ้วของ เดินจนเซ หิ้วจนตัวเอียง โดยปกติแล้ว ฉีซื่อไม่ค่อยได้จับจ่ายซื้ออะไรมากนักแต่ถ้าซื้อทีก็แทบจะเหมาทั้งตลาดเลยก็ว่าได้ แต่เงินที่ใช้ซื้อของส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เป็เงินของฉีซื่อเองทั้งนั้น แม้ว่าอ๋องจินอู่จะพยายามช่วยจ่ายให้ แต่อีกคนก็ไม่ยอมรับอยู่ดี
“อาฉี ของที่เ้าอยากได้ ซื้อครบถ้วนแล้วหรือยัง” อ๋องจินอู่เอ่ยถามพลางจัดของใส่ไปในรถม้า ซึ่งตอนนี้ด้านในไม่มีเนื้อที่ว่างหลงเหลืออยู่แล้ว
“คิดว่าน่าจะซื้อครบแล้วละ”
“แต่ว่าอาฉี ตอนนี้ด้านในเ้าไม่มีที่นั่งแล้วน่ะ เ้าคงต้องนั่งด้านนอกกับข้าแล้วละ” อ๋องจินอู่พูดพลางเดินไปเอาเบาะผ้ามาวางด้านหน้าไว้ให้ฉีซื่อนั่ง “ได้ซิ งั้นเดี๋ยวเราไปจุดขบวนพ่อค้าน่ะท่านอ๋อง ข้าจะเอาของในรถรถม้าไปฝากส่งเลย”
พูดจบฉีซื่อก็ะโขึ้นนั่งบนเบาะที่อ๋องจินอู่เตรียมไว้ให้ทันที ส่วนอีกคนที่โดดมานั่งข้างๆ แถมยังยิ้มหน้าบานไม่หยุด ก่อนจะเริ่มบังคับรถม้าตรงไปยังจุดหมายที่ฉีซื่อ้า และพอไปถึงฉีซื่อก็ลงไปจัดการตามความ้าของตนโดยมีอ๋องจินอู่คอยเดินตามประกบไม่ห่าง พอจัดการทุกอย่างเสร็จพวกเขาก็พากันเดินทางกลับทันที โดยครั้งนี้ฉีซื่อก็กลับไปนั่งด้านในรถม้าตามเดิม
“อาฉี ก่อนจะกลับข้าอยากพาเ้าไปที่ที่หนึ่ง” อ๋องจินอู่พูดขณะบังคับรถม้า บอกคนที่นั่งอยู่ด้านใน
“อืม...” ฉีซื่อตอบกลับมาสั้นๆ
ไม่นานอ๋องจินอู่ก็พารถม้าเคลื่อนตัวไปยังหุบเขาหิมะทันที ซึ่งอยู่คนละทางกับทางกลับกระท่อมของทั้งคู่ รถม้าเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ผ่านหุบเขา ผ่านป่าสนและพื้นที่โล่ง รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ จนไปหยุดอยู่ที่บึงกลางหุบเขาแห่งหนึ่ง เป็ภาพที่สวยงามมาก ูเาหิมะสีขาวสองลูก ตัดด้วยท้องฟ้าสีคราม ตรงกลางมีบึงสีฟ้าครามตั้งอยู่ ข้างๆ มีป่าสนเรียงรายตามเนินูเา
“สวยจริงๆ ข้าไม่รู้เลยว่าที่แห่งนี้อยู่ด้วย” ฉีซื่อตกตะลึงกับภาพทิวทัศน์ที่เห็นตรงหน้า
“เ้าชอบหรือไม่” อ๋องจินอู่ถามกลับทันที แต่เขาคงไม่ต้องรอคำตอบแล้ว เพราะสีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายบอกเขาหมดแล้ว
“ท่านรู้จักสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร” ฉีซื่อหันมาถามด้วยท่าทีที่ตื่นเต้น
“ข้ารู้จักโดยบังเอิญ ตอนที่เ้าให้ข้ามาส่งบะหมี่ บางทีขากลับข้าก็แวะเวียนไปเรื่อย จนมาเจอที่นี่เลยคิดว่า เดี๋ยววันหยุดจะพาเ้ามาสักครั้ง”
ฉีซื่อได้ฟังเสร็จก็ยิ้มร่าอย่างมีความสุข จากนั้นฉีซื่อก็เดินเล่นไปเรื่อยในละแวกแถวนั้น โดยมีอ๋องจินอู่นั่งมองอีกคนจากรถม้าไกลๆ สายตาของเขาที่มองดูฉีซื่อในตอนนี้ ต่างออกไปจากเดิมมาก เมื่อก่อนเขายอมรับว่า ไม่ได้มีใจคิดจะลงเอยกับฉีซื่อเสียด้วยซ้ำ แต่พอวันนี้เขายอมรับแล้วว่าเรานั้นรักและเอ็นดูฉีซื่อมาก ยอมรับอย่างเต็มปากแล้วว่าขาดคนคนนี้ไม่ได้เลยจริงๆ วันไหนไม่ได้ยินเสียง วันไหนไม่โดนดุ หรือวันไหนเขาไม่ได้วอแวใส่อีกคนเห็นที ชีวิตนี้คงว่างเปล่าน่าดู
... อาฉี ข้าอยากแต่งงานกับเ้า ข้าไม่รู้ว่าเ้าอยากจะกลับเมืองหลวงกับข้าหรือไม่...
“ท่านอ๋อง ท่านดูนี่ ข้าไปได้ของดีมาด้วย” ฉีซื่อวิ่งเอาผลไม้สีแดงมาอวดอ๋องจินอู่ จากนั้นฉีซื่อก็จะเอาเข้าปาก
“อาฉี อย่าเพิ่งกิน...” อ๋องจินอู่รีบท้วงห้ามไว้
“...” ฉีซื่อหยุดชะงักมองหน้าอ๋องจินอู่
“เ้ารู้จักมันหรือว่ามันคือสิ่งใด”
“ข้าไม่รู้ แต่ข้าเห็นเ้ากวางน้อยกินอยู่ ข้าเลยคิดว่าถ้าสัตว์กินได้ มนุษย์ก็ต้องกินได้ซิ”
อ๋องจินอู่ได้ฟังเขาก็แต่ส่ายหัวในความไม่รู้เื่ฉีซื่อ เขาเลยบอกให้ฉีซื่อนำไปทิ้งแล้วให้มากินของที่ตนซื่อมาจากตลาดจะดีกว่า อย่าไปเสี่ยงกินของที่ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อแบบนั้น ฉีซื่อเองก็ไม่ได้โต้แย้ง ยอมทำตามแต่โดยดี
“ตอนเดินตลาดข้าซื้อขนมและผลไม้ติดมือมาเยอะแยะเลย เ้าลองดูเถิด ว่าอยากจะกินอะไร” อ๋องจินอู่หยิบถุงผ้าออกมาจากในรถม้า แล้วเปิดห่อให้ฉีซื่อได้เลือกสรร
“ข้าไม่รู้ว่าท่านจะพาข้ามาเที่ยวต่อ ข้าเลยไม่ได้ซื้ออะไรมาเลย” ฉีซื่อพูดกลับในขณะที่สายตาและมือกำลังสาละวนอยู่กับการเลือกของกิน
ไม่นานฉีซื่อก็จัดการทั้งขนมและผลไม้ตรงหน้าไปเกือบหมด ทำเอาคนซื้อดีใจไม่น้อยที่ของที่ตนซื้อมานั้น ฉีซื่อจะยอมกินจนหมดแถมไม่มีบ่นสักคำว่าไม่อร่อย
“ท่านอ๋อง ท่านมีน้ำเปล่าหรือไม่” พออิ่มฉีซื่อกินอิ่มก็ถามหาน้ำเปล่าเอามากินล้างปาก
“น้ำที่เตรียมมาหมดแล้ว มีแต่เหล้าหมักผลไม้ ที่ข้าซื้อมา เ้าดื่มมันแทนก่อนได้ไหม”
“ไม่ ไม่ ไม่เอา....” ฉีซื่อปฏิเสธทันทีที่ได้ยิน เขายังจำได้ดีว่าครั้งก่อนที่เขาโดนอ๋องจินอู่มอมเหล้า มันสาหัสเอาเื่เลย
“มันกินแทนกันได้ เ้าอย่าคิดมาก ไม่เมาหรอก”
“ท่านอ๋อง ท่านมันคนเ้าเล่ห์ ท่านอย่ามาหลอกข้าเลย ครั้งนี้ข้าไม่หลงกลท่านแล้ว”
“เ้ามองข้าเป็คนนั้นจริงๆ เหรอ ครั้งก่อนที่เ้าดื่มแล้วเมาเพราะอากาศมันร้อน แต่ตอนนี้ ที่นี่อากาศเย็น ดื่มยังไงก็ไม่เมาหรอก แถมยังช่วยให้ร่างกายของเ้าอบอุ่นเสียด้วยซ้ำ เ้าว่าข้าแบบนี้ ข้าเสียใจนะ” อ๋องจินอู่ตัดพ้อ
“อากาศเย็น แล้วดื่มสุรา จะไม่เมาจริงๆ อย่างนั้นหรือ” ฉีซื่อบ่นพึมพำ
“ไม่เมาๆๆ ดื่มเลยๆๆ ค่อยๆ จิบน่ะ เดี๋ยวจะสำลักเอาได้” อ๋องจินอู่คะยั้นคะยอให้ฉีซื่อดื่ม
... ครอกๆๆ แค๊กๆๆ ... ไม่ทันขาดคำฉีซื่อก็สำลักเอายกใหญ่ อ๋องจินอู่รีบชักมือออกอย่างไว พร้อมกับตบที่หลังฉีซื่อเบาๆ แต่พออีกคนอาการสำลักเบาลงกลับหันไปแย่งถุงเหล้าในมือมาดื่มต่อจนหมด
“อาฉี ข้าให้เ้าดื่มแค่นิดหน่อย ทำไมเ้าทำแบบนี้ได้ละ ไม่ไว้หน้าข้าเลยน่ะ” อ๋องจินอู่พูดด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า แต่สายตาของเขาในตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความเ้าเล่ห์
“ไว้หน้า ฮึ! แหะๆๆๆ ม่ายมีใครอยู่ ท่านจะไปอายใครกัน” ฉีซื่อตอนนี้เริ่มจะเมามายขึ้นมาเล็กน้อย เขาปล่อยตัวตามสบายเอนหลังพิงรถม้า เสื้อคลุมหลุดออกมากตกอยู่ที่เอว ภาพตรงหน้าที่อ๋องจินอู่เห็นช่างยั่วตายั่วใจได้ไม่น้อยเลย
“อาโจว เ้าทำแบบนี้ เ้ากำลังยั่วยวนข้าอยู่น่ะ รู้ตัวไหม” จู่ๆ อ๋องจินอู่ก็เปลี่ยนมาเรียกชื่อจากอาฉีเป็อาโจวเสียแล้ว เพราะเขาจำได้ว่าฉีซื่อเคยพูดเอาไว้ว่าอาฉีเป็ของเขาแต่อาโจวยังไม่ได้เป็ของเขา ดังนั้นในสถานการณ์แบบนี้ มีโอกาสสูงมากที่วันนี้อาโจวอาจจะเป็ของเขาก็ได้
“ฮา...ข้า...จะยั่ว ท่านจะทำไม หากข้าไม่ยอมท่านจะทำอะไรได้” ฉีซื่อพอได้ยินอีกคนถามแบบนี้ก็นึกสนุกขึ้นมา ฉีซื่อเลยะโโผเข้ากอด ขึ้นคร่อมอีกคน เอาแขนทั้งสองข้างคล้องคออ๋องจินอู่เอาไว้
“ถ้าเ้าไม่ยอมข้ามีวิธีน่ะอาโจว...”
“ไม่มีทาง ยังไงข้าก็ไม่ยอ....” ฉีซื่อยังพูดไม่ทันจบก็ถูกอีกคนจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว
... ตุบ ตุบๆ ... เสียงนี้ดังมาจากภายในรถม้าพร้อมกับการสั่นไหวตามมาทีหลัง ภาพภายในตอนนี้ฉีซื่อถูกอีกคนกดทับเอาไว้ทั้งร่าง แถมตอนนี้เขายังโดนอีกคนกดจูบพร้อมกับป้อนเหล้าผ่านเข้าทางปากอีกด้วย
“อาโจว เ้าจะยอมแพ้ข้าได้หรือยัง”
“ไม่ ไม่มี ทาง...”
“อาโจว... ยังไงซะวันนี้เ้าก็จะต้องเป็ของข้า ยอมข้าเสียเถอะ”
“ท่านอ๋อง ท่านมันคนเ้าเล่ห์...อึก อื้ม...” อ๋องจินอู่ก้มลงจูบฉีซื่อต่ออย่างหนักหน่วง
“เรียกข้าพี่จิน เรียกพี่จินแบบที่เ้าเคยเรียกไง” อ๋องจินอู่กระซิบบอกข้างหู แต่อีกคนก็ไม่ได้ยอมเรียกง่ายๆ
“ไม่...ฮะ อ๊ะ อย่า อย่าลูบตรงนั้นน่ะ” ฉีซื่อร้องห้ามเสียงหลงหลังถูกอีกคนใช้มือลงไปลูบคลำแถวใต้สะดือแถวบริเวณหว่างขา แม้จะััจากภายนอกก็ทำให้ฉีซื่อรู้สึกได้ไม่น้อยเลย
“ยอมแพ้ข้าก่อนซิ แล้วข้าขะหยุด เรียกข้าว่าพี่จินก่อนซิ แล้วข้าจะหยุด”
“ฮ่ะ...ยะ...ยอม ยอมแล้ว ข้ายอมแพ้ท่านแล้วพี่จิน...” อ๋องจินอู่เมื่อได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มที่มุมปากอย่างผู้มีชัยชนะ พร้อมทั้งค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของตนเองออกจนหมดก่อนจะค่อยๆ โน้มตัวลงไปหาฉีซื่อพร้อมกับซุกไซร้ที่คอของฉีซื่ออย่างโหยหาและหื่นกระหาย ก่อนจะกระซิบที่ข้างหูของฉีซื่อ
“ข้าก็ยอมแพ้เ้าแล้วเช่นกัน อาโจว ข้ายอมให้เ้าแล้วทั้งตัวและหัวใจของข้า”