หยวนหมิงเย่ยิ้มรับทั้งสองก่อนที่จะเชิญให้นั่ง
“ ข้าน้อยเยว่เทียนซานคาระวะคุณชายหยวน ”
“ ข้าน้อยเหยียนเซิ่นคาระวะคุณชายหยวน ”
จักรพรรดิเยว่เทียนซานก็ยังดูปกติแข็งแรงเช่นเดิม ส่วนทางด้านของราชครูเหยียนเซิ่นที่ดูเหมือนว่าเขาได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นปลายของระดับอาณาจักรสวรรค์ได้สำเร็จแล้ว
“ พวกเราเสียมารยาทแล้วที่มาโดยที่ไม่ได้แจ้งคุณชายหยวนล่วงหน้า ” จักรพรรดิเยว่เทียนซานกล่าว ราชครูเหยียนเซิ่นก็พยักหน้ารับเห็นด้วย
“ ไม่ต้องมากพิธีหรอก ข้าก็ไม่ใช่คนที่มากพิธีอะไรขนาดนั้น ” หยวนหมิงเย่หัวเราะ
เหม่ยเจียงนางรู้หน้าที่ นางชงชาให้กับทั้งสามก่อนที่จะถอยออกมาห่างๆ
“ ข้าขอบคุณคุณชายหยวนมากที่ไม่เอาความกับลู่เอ๋อร์ ” จักรพรรดิเยว่เทียนซานกล่าวออกมา เขาเองก็ได้รับรู้เรื่องนี้จากราชครูเหยียนเซิ่น
ลู่เอ๋อร์ที่จักรพราดิเยว่เทียนซานบอกก็คือเยว่หนานลู่หรือองค์หญิงสาม
เนื่องจากองค์หญิงสามสืบรู้มาว่าป้ายหยกที่หยวนหมิงเย่ใช้เข้ามาในเมืองหลวงคือป้ายหยกของราชครูเหยียนเซิ่นทำให้นางไปถามข้อมูลของหยวนหมิงเย่จากราชครูเหยียนเซิ่น
เมื่อราชครูเหยียนเซิ่นรู้เรื่องเขาก็รีบมาบอกกับจักรพรรดิเยว่เทียนซานทันที
ทั้งสองก็รีบมาที่นี้เพื่อที่จะขอให้หยวนหมิงเย่ยกโทษให้กับมารยาทขององค์หญิงสาม
ส่วนถ้าหากจะถามว่าทำไมถึงรู้ว่าหยวนหมิงเย่อาศัยอยู่ที่นี้ก็เพราะ ทั่วทั้งเมืองหลวงแสงจันทร์ย่อมมีสายสืบของหอเทียนอี้กระจายกันอยู่ ซึ่งหยวนหมิงเย่ไม่ได้คิดที่จะปกปิดตัวตนของตัวเอง จึงทำให้หอเทียนอี้ตรวจสอบได้และรายงานให้กับราชครูเหยียนเซิ่น
ส่วนตอนนี้องค์หญิงสามถูกตักเตือนและห้ามออกจากวังเป็นเวลาสิบวัน
“ เรื่องนั้นข้าไม่ได้คิดมากหรอก ข้าเองก็ย่อมเข้าใจความรู้สึกขององค์หญิงสามดี ถ้าหากข้ามีอำนาจแบบนั้นข้าอาจจะทำแบบนางทั้งก็ได้ใครจะไปรู้ ” หยวนหมิงเย่หัวเราะ
จักรพรรดิเยว่เทียนซานและราชครูเหยียนเซิ่นก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ
มีอำนาจงั้นหรือ คุณชายหยวนนี้แหละมีอำนาจมากที่สุดแล้วในอาณาจักรแสงจันทร์แห่งนี้
“ จะว่าไปที่นั่งพิเศษนั่นไม่จำเป็นหรอก ข้าไม่ต้องการที่จะกลายเป็นจุดสนใจของผู้อื่นน่ะ ” หยวนหมิงเย่กล่าวขึ้น
“ ถ้าหากคุณชายหยวนว่าอย่างนั้นพวกเราก็ย่อมทำตามความต้องการของคุณชายหยวน ” จักรพรรดิเยว่เทียนซานกล่าว
หลังจากที่พูดคุยกันสักพักจักรพรรดิเยว่เทียนซานและราชครูเหยียนเซิ่นก็ขอตัวกลับ
พริบตาเดียวก็ผ่านไปหลายวัน
ซึ่งตอนนี้ก็เหลือเพียงอีกครึ่งเดือนเท่านั้นก่อนที่งานชุมนุมแสงจันทร์จะเริ่ม ทำให้ช่วงเวลานี้เมืองหลวงแสงจันทร์ต่างก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่จะมารับชมงานชุมนุมในครั้งนี้
นอกจากนี้ทั้วทั้งเมืองหลวงก็มีรุ่นเยาว์จากกองกำลังนับไม่ถ้วนพากันตบเท้าเข้ามาในเมืองหลวง
หยวนหมิงเย่เอาแต่นั่งเขียนอักษรอยู่ที่ห้องของเขาอย่างเงียบๆ
ส่วนทางด้านของเหมินจ้าวและฟ่างหรู่ หยวนหมิงเย่อนุญาตให้ทั้งสองไปเที่ยวเล่นได้ตามสบาย
“ นายน้อย วันนี้คุณหนูไป๋ออกมาจากตำหนักหมื่นวิถีและตอนนี้นางก็กำลังเดินเล่นอยู่ในเมืองหลวงเจ้าคะ ” เหม่ยเจียงที่อยู่หน้าประตูกล่าวขึ้น
หยวนหมิงเย่หยุดชะงักก่อนที่จะยิ้มออกมา
“ งั้นก็ไปหานางกันเถอะ ” หยวนหมิงเย่พึมพำและเก็บของบนโต๊ะไว้ในอุปกรณ์มิติทันที
จากข้อมูลที่เขาได้รับมาตอนนี้ไป๋เหรินซีกำลังเดินเล่นพร้อมกับสหายของนางสองคนที่ตลาดดวงดารา นอกจากนี้ยังมีมู่อวิ๋นและลูกน้องของเขาอีกสามคนด้วยเช่นกัน
ตลาดดวงดาราเป็นตลาดที่ใหญ่โตที่สุดภายในเมืองหลวงแสงจันทร์ ภายในนั้นมีทุกสิ่งที่ต้องการ หอการค้าก็มีมากมายนับไม่ถ้วน ผู้คนเข้าออกไม่ต่ำกว่าหลักแสนต่อวัน ทำให้ตลาดแห่งนี้คึกคักเป็นพิเศษ และยิ่งช่วงนี้ใกล้งานชุมนุมแสงจันทร์ ก็ยิ่งทำให้มีผู้คนเข้าออกมากเป็นพิเศษ
หยวนหมิงเย่พาเหม่ยเจียงไปด้วย ส่วนชุนหานรับหน้าที่เฝ้าจวนของเขา
ไม่นานทั้งสองก็มาถึงตลาดดวงดารา
“ ที่นี้คึกคักน่าดูเลยนะเนี้ย ” หยวนหมิงเย่กล่าวออกมา เหม่ยเจียงพยักหน้ารับเห็นด้วย เพราะแค่ทางเข้าก็มีผู้คนเดินเข้าออกมากกว่าร้อยคนแล้ว
“ นายน้อยจะเดินทางไปหาคุณหนูไป๋เลยไหมคะ? ” เหม่ยเจียงถามขึ้น
“ ไม่ต้องรีบร้อนไป เดี๋ยวไปสักครู่เดี๋ยวก็ได้เจอกันเองแหละ ” หยวนหมิงเย่หัวเราะและเดินเข้าไปในตลาดดวงดารา
ไม่นานทั้งสองก็เดินเที่ยวชมบรรยากาศที่คึกคักภายในตลาดดวงดาราด้วยความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นสมบัติต่างๆที่ถูกนำมาวางขายตามท้องถนน
ถ้าหากสมบัติเหล่านี้ไปอยู่ในเมืองเล็กๆ พวกมันอาจจะทำให้ตระกูลใหญ่พากันแย่งกันซื้อ แต่เมื่อมันมาอยู่ที่เมืองหลวงแสงจันทร์กลับเห็นพวกมันได้ตามท้องถนนและแทบจะไม่มีใครให้ความสำคัญกับมันเลยด้วยซ้ำ
หยวนหมิงเย่เพียงแค่เดินชมเท่านั้น เพราะเขาไม่ได้ต้องการที่จะซื้อสมบัติเหล่านั้นถ้าหากมันไม่ใช่สมบัติที่ทำให้เขาสนใจมากพอ
สำหรับเหม่ยเจียง นางเดินซื้อของที่นางชื่นชอบ เนื่องจากนายน้อยให้อิสระกับนางอย่างเต็มที่
ไม่นานพวกเขาก็แวะเข้าร้านเครื่องประดับแห่งหนึ่ง ซึ่งร้านเครื่องประดับนี้เป็นร้านเครื่องประดับที่ขึ้นชื่ออันดับต้นๆของตลาดดวงดาราแห่งนี้
ร้านเครื่องประดับแห่งนี้มีชื่อว่า ‘ ร้านหยกฟ้าพิทักษ์ ’
ภายในร้านหยกฟ้าพิทักษ์มีเครื่องประดับมากมายนับไม่ถ้วนและส่วนมากก็ทำมาจากหยกวิญญาณ
หยกวิญญาณคือหยกพิเศษที่จะช่วยทำให้มีสมาธิในการบ่มเพาะพลังยุทธ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งมันมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ แต่ทว่าราคาของมันก็สูงลิ่ว เนื่องจากหยกวิญญาณนั้นหาได้ยากมากๆ พวกมันจะหาได้ตามเหมืองแร่วิญญาณเท่านั้น ซึ่งภายในอาณาจักรแสงจันทร์มีเหมืองแร่วิญญาณอยู่แค่สามแห่งเท่านั้น สองในสามนั้นถูกยึดครองโดยราชวงศ์เยว่ ส่วนอีกแห่งหนึ่งถูกยึดครองโดยตระกูลหลิน
ตระกูลหลินหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงและยังเป็นเจ้าของร้านหยกฟ้าพิทักษ์อีกด้วย
“ นายน้อยสิ่งนี้เหมาะแก่คุณหนูไป๋ยิ่งนัก ” เหม่ยเจียงยิ้มและช่วยนายน้อยเลือกซื้อเครื่องประดับให้กับไป๋เหรินซี
“ แน่นอน ” หยวนหมิงเย่หัวเราะและตั้งใจเลือกซื้อเครื่องประดับให้กับไป๋เหรินซี
ไม่นานทั้งสองก็ขึ้นไปที่ชั้นสองของร้านหยกฟ้าพิทักษ์
เนื่องจากชั้นแรกเป็นเพียงเครื่องประดับที่ทำขึ้นมาจากหยกธรรมดาเท่านั้นไม่ใช่หยกวิญญาณที่หยวนหมิงเย่ต้องการ
ผ่านไปสักพักในขณะที่หยวนหมิงเย่กำลังดูเครื่องประดับอยู่นั้น จู่ๆก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินขึ้นบันไดมาจากชั้นหนึ่ง
หยวนหมิงเย่เงยหน้าไปก็พบว่าเป็นไป๋เหรินซีและคณะ
“ ดูเหมือนว่าจะไม่ต้องไปหานางแล้วล่ะ ” หยวนหมิงเย่ยิ้ม
เหม่ยเจียงเงยหน้ามองไปก็พบว่าเป็นไป๋เหรินซีและสหายของนางนั่นเอง
“ นายน้อยนี้ช่างมีโชควาสนาด้านความรักยิ่งนัก ” เหม่ยเจียงหัวเราะคิกคัก
หยวนหมิงเย่ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ เหรินซี นี้คือสร้อยหยกนภา มันจะช่วยให้เจ้ารวบรวมพลังวิญญาณได้อย่างรวดเร็ว ” มู่อวิ๋นกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับนำสร้อยที่ถูกทำขึ้นมาอย่างปราณีตและมีหยกสีฟ้าอ่อนอยู่ตรงกลางดูสวยงามและน่าหลงไหล
มู่อวิ๋นแอบซื้อสร้อยหยกวิญญาณนภามาในราคาที่สูงลิ่ว เพื่อที่จะนำมาเซอร์ไพร์ให้กับไป๋เหรินซีนั่นเอง
สหายของไป๋เหรินซีที่เห็นดังนั้นก็พากันแสดงสีหน้าอิจฉาออกมา
“ เหรินซีรับไว้เถอะ คุณชายมู่อุส่าห์ซื้อมาให้เจ้าโดยเฉพาะเลยนะ ”
“ ใช่ๆ ข้าจำได้ว่าสร้อยคอเส้นนี้ราคาของมันอยู่ที่หลายสิบล้านตำลึงทองเลยนะ ”
สหายของไป๋เหรินซีพากันพูดเพื่อให้ไป๋เหรินซีรับสร้อยคอหยกนภาจากมู่อวิ๋น
“ ไม่ล่ะราคาของมันแพงเกินไปข้าไม่ต้องการ ” ไป๋เหรินซีส่ายหน้าปฏิเสธ
“ ไม่เอาน่าศิษย์น้องไป๋ ข้าตั้งใจซื้อมาให้เจ้าโดยเฉพาะเลยนะ หวังว่าศิษย์น้องไป๋จะรับเอาไว้ ” มู่อวิ๋นกล่าวพร้อมกับยิ้มออกมา
ไป๋เหรินซีก็ยังส่ายหน้าปฏิเสธอยู่ดี เพราะถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้ชอบมู่อวิ๋นอยู่แล้ว ในตอนนี้นางคิดว่าถ้าหากเป็นหยวนหมิงเย่ก็คงจะดีไม่น้อย
“ เหรินซี ”
จู่ๆก็มีเสียงดังขึ้นที่ด้านหลังของพวกเขา
ไป๋เหรินซีและกลุ่มของมู่อวิ๋นก็หันไปก็พบว่าเป็นหยวนหมิงเย่ยืนอยู่
“ หมิงเย่ ” ไป๋เหรินซีตกใจก่อนที่จะฉีกยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
ส่วนทางด้านของมู่อวิ๋น สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธและไม่พอใจทันที เพราะเขารู้ดีว่าหยวนหมิงเย่มีความหมายต่อไป๋เหรินซีมากแค่ไหน
ส่วนทางด้านของสหายไป๋เหรินซีและคนอื่นๆ ก็แสดงสีหน้าประหลาดใจที่ไป๋เหรินซียิ้มออกมาแบบนั้น เพราะตั้งแต่ที่รู้จักกัน ไป๋เหรินซีแทบจะไม่ยิ้มออกมาเลย แต่นี้เมื่อนางพบชายหนุ่มคนหนึ่งนางถึงกับยิ้มออกมาอย่างมีความสุขแบบนี้
ไป๋เหรินซีรีบวิ่งมาหาหยวนหมิงเย่ทันที
“ เจ้ามาที่นี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ” ไป๋เหรินซีถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ ข้ามาถึงได้ไม่นาน ข้ากำลังมาซื้อเครื่องประดับให้เจ้านี้แหละ และข้ากำลังเลือกอยู่เลยแต่เจ้าก็มาพอดี ”หยวนหมิงเย่ส่ายหน้า
“ อะไรกันเจ้ามาแต่ไม่บอกข้าเนี้ยนะ! ” ไป๋เหรินซีหยิกเอวหยวนหมิงเย่พร้อมกับถลึงตามองด้วยความไม่พอใจ
“ ถ้าหากข้าไม่ทำเช่นนี้จะทำให้เจ้าประหลาดใจได้อย่างไร? ” หยวนหมิงเย่กล่าวขึ้น
“ เจ้าบอกจะซื้อเครื่องประดับให้ข้าใช่ไหม งั้นข้าจะเลือกเลยแล้วกัน ” ไป๋เหรินซีหัวเราะอย่างมีความสุข
ทุกๆคนที่มองดูฉากนี้ต่างก็ทำอะไรไม่ถูก เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นไป๋เหรินซีแสดงท่าทีเช่นนี้มาก่อน มันเหมือนกับหญิงสาวตัวน้อยที่กำลังมีความสุข
“ นั้นใครกัน ทำไมเหรินซีถึงได้มีท่าทีแบบนั้น? ” สหายของไป๋เหรินซีมองหน้ากันด้วยความสงสัย
“ ข้าไม่เคยเห็นเหรินซีมีท่าทีแบบนี้มาก่อนเลย ข้านึกว่านางจะเป็นคนที่เย็นชาและไม่สนใจบุรุษ แต่นึกไม่ถึงเลยว่านางจะมีบุรุษในใจแล้ว ” สหายอีกคนหนึ่กล่าวออกมาด้วยประหลาดใจ
ส่วนมู่อวิ๋นเมื่อเห็นฉากนี้เขาก็ยิ่งแสดงสีหน้าอึมครึมมากกว่าเก่า
“ สารเลวนั้นเป็นใครกัน ทำไมไป๋เหรินซีถึงทำท่าทีแบบนั้นได้? ” ลูกน้องคนหนึ่งของมู่อวิ๋นกล่าวออกมาด้วยความเย็นชาและไม่พอใจ
หยวนหมิงเย่หลังจากที่พูดคุยกับไป๋เหรินซีแล้ว เขาก็แกล้งทำเป็นสังเกตเห็นมู่อวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“ อ่าวคุณชายมู่ ไม่ได้เจอกันนานเลย ” หยวนหมิงเย่ทักทายด้วยรอยยิ้ม
“ คุณชายหยวนไม่ได้เจอกันนานแล้วจริงๆ ” มู่อวิ๋นกัดฟันกล่าวออกมา
ทุกๆคนก็ประหลาดใจเพราะไม่คิดว่ามู่อวิ๋นจะรู้จักกับชายหนุ่มผู้นี้ด้วย
“ เจ้ามาที่นี้ก็คงเป็นเพราะงานชุมนุมแสงจันทร์สินะ ” มู่อวิ๋นกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ จะว่าอย่างนั้นก็ได้ เพียงแต่ข้าไม่ได้คิดที่จะเข้าร่วมงานชุมนุมหรอกนะ ” หยวนหมิงเย่กล่าว
ทุกๆคนก็พากันประหลาดใจและไม่เข้าใจว่าทำไมชายหนุ่มคนนี้ถึงไม่เข้าร่วมกับงานชุนนุมแสงจันทร์ เพราะงานชุมนุมแสงจันทร์นั้นสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองได้
จะมีก็แต่ไป๋เหรินซีและมู่อวิ๋นเท่านั้นที่พอจะเข้าใจว่าทำไมหยวนหมิงเย่จึงไม่คิดที่จะเข้าร่วมงานชุมนุมแสงจันทร์ เพราะในอดีตแม้แต่ตัวตนระดับจักรพรรดิก็ยังพ่ายแพ้ให้กับสาวใช้ของหยวนหมิงเย่
“ ไม่กล้าที่จะเข้าร่วมมากกว่ามั้ง? ” ลูกน้องของมู่อวิ๋นกล่าวขึ้นมาทันที เขารับรู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มด้านหน้านี้น่าจะเป็นศัตรูความรักของมู่อวิ๋น
“ ไม่กล้า? เปล่าเลยมันจะเป็นการรังแกกันมากกว่ามั้ง ” หยวนหมิงเย่หัวเราะออกมาและมองไปยังลูกน้องของมู่อวิ๋นคนนั้น
“ หมายความว่ายังไง? ” ทุกๆคนพากันสงสัยและประหลาดใจ
หยวนหมิงเย่ ไป๋เหรินซีและมู่อวิ๋นไม่ได้กล่าวอะไร
“ ว่าแต่เจ้ามาที่นี้คิดดีแล้วหรือว่าจะมีปัญหากับข้าที่เมืองหลวงแห่งนี้? ” มู่อวิ๋นถามขึ้นพร้อมกับมองไปที่หยวนหมิงเย่ด้วยความจริงจัง
เพราะตอนนั้นเขาอยู่ที่เมืองหลวงกุ่นจึงไม่กล้าที่จะแสดงความหยิ่งผยองได้เต็มที่เพราะอย่างที่กล่าว มังกรก็สามารถแพ้งูเจ้าถิ่นได้ แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกันแล้วเพราะตอนนี้พวกเขาอยู่ที่เมืองหลวงแสงจันทร์และอำนาจของตระกูลมู่ของเขาก็นับว่าอยู่บนจุดสูงสุดของเมืองหลวงแสงจันทร์
หยวนหมิงเย่ยิ้มและกล่าวขึ้นว่า “ ถ้าหากข้าไม่กล้าข้าจะมาที่นี้งั้นหรือ? ”
เมื่อทุกๆคนได้ยินก็มองไปที่หยวนหมิงเย่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ เพราะพวกเขาไม่คิดว่าชายหนุ่มคนนี้จะหยิ่งผยองต่อหน้ามู่อวิ๋นแบบนี้