ตอนที่ 145
ชิงเทียนคิดว่าสิ่งที่หลี่จูเหลินพูดมาถูกต้องทั้งหมด หากกู่ไท่จูต้องการบรรลุเงื่อนไข อย่างน้อยเขาก็ควรมีกลยุทธ์มากกว่านี้ ไม่ใช่ว่าสักแต่จะพุ่งชนอย่างเดียว
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ" เนื่องจากต้องใช้ชีวิตอยู่ในป่า กู่ไท่หยางจึงไม่มีโอกาสได้สู้กับมนุษย์ กระบวนท่ารวมถึงวิธีการโจมตีที่แสดงออกมา สั่งสมจากทักษะการล่าสัตว์อสูร แน่นอนว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นการต่อสู้ที่ตรงไปตรงมา เขาจึงไม่เคยเรียนรู้วิธีใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อเอาชนะ
กู่ไท่หยางชกไปยังบริเวณใบหน้าของชายชรา แต่ก็ถูกอีกฝ่ายตั้งรับราวกับถูกอ่านการเคลื่อนไหว ทันใดนั้น หมัดของเขาก็เปล่งแสงสว่างจ้าออกมา จนทำให้หลี่จูเหลินสูญเสียการมองเห็นไปชั่วขณะ
ก่อนจะกระทืบเท้าอย่างเต็มแรง จนพื้นดินเกิดการปะทุราวกับภูเขาไฟ เปลวเพลิงที่พวยพุ่งออกมาสูงถึงสามจั้ง ทว่า สายลมรอบตัวหลี่จูเหลินกลับทำหน้าที่ไม่ต่างจากเกราะคุ้มกาย
“ค่อยดีขึ้นมาหน่อย" หลี่จูเหลินเผยยิ้มออกมา ในรัศมีสามฉื่อรอบตัวเขา เปรียบเสมือนอาณาเขตที่ไม่มีวันถูกทำลาย
ขณะเดียวกัน ศิษย์ฝ่ายนอกที่อยู่ในบริเวณ ถึงกับหยุดดูด้วยความสนอกสนใจ การเห็นหลี่จู่เหลินทดสอบศิษย์ใหม่ด้วยตนเอง ใช่ว่าจะมีโอกาสหาดูได้ง่ายๆ
“เด็กหนุ่มคนนั้นเป็นใคร"
"ความแข็งแกร่งระดับนั้น เทียบเท่ากับหัวกะทิหลักเดี่ยวเลยไม่ใช่รึไง"
“ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นผู้อาวุโสหลี่ ทดสอบเด็กใหม่ด้วยตนเองเช่นนี้"
การที่ศิษย์ใหม่ได้รับตำแหน่งหัวกระทิชั่วข้ามคืน มิใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ทว่า ส่วนใหญ่มักได้มาจากการประลองชิงตำแหน่งเสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ฝ่ายนอกหรือศิษย์ฝ่ายใน ต่างก็มีตำแหน่งหัวกะทิแค่ร้อยคนเท่านั้น อีกทั้งจำนวนศิษย์ฝ่ายนอกก็มากกว่าศิษย์ฝ่ายในหลายเท่า ทำให้การแข่งขันย่อมสูงเป็นธรรมดา
ในขณะที่บรรยากาศกำลังตรึงเครียด กู่ไท่หยางก็ราวกับจะฉุกคิดอะไรได้ หากกินที่ถูกน้ำหยดใส่ทุกวันยังสึกกร่อน การโจมตีไปยังจุดๆเดียวในเวลาไล่เลี่ยกัน อาจทำให้เขาเจาะแนวป้องกันเข้าไปได้ นี่แสดงให้เห็นแล้วว่าถึงกู่ไท่หยางจะสมองทึบ แต่เขาก็ไม่ได้โง่งมซะทีเดียว
นัยน์ตาของกู่ไท่หยาง ฉายแววมุ่งมั่นมากกว่าแต่ก่อน เพลิงที่เผาไหม้รอบตัว ทำให้ชายหนุ่มดูคล้ายกับดวงอาทิตย์ที่กำลังเชิดฉาย จากนั้นหมัดอันทรงพลังก็ปะทะเข้ากับกระแสลมที่แปรปรวน จนเกิดเสียงระเบิดตามมาเป็นระลอก
เพียงหมัดเดียว แต่กลับสร้างระเบิดอย่างต่อเนื่อง แม้แต่หลี่จูเหลินก็ยังอดชื่นชมไหวพริบของชายหนุ่มไม่ได้ เกราะสายลมเริ่มเสียหายจากแรงปะทะ จนในที่สุดแนวป้องกันก็พังทลายลง
หลี่จูเหลินยกมือขึ้นมาตั้งรับการโจมตี แม้ว่าเปลิวเพลิงของกู่ไท่หยาง จะสร้างบาดแผลให้เขาไม่ได้ แต่แรงปะทะก็ทำให้เขาถอยหลังไปถึงสามก้าว อย่างไรก็ตาม หลี่จูเหลินใช้พลังไม่ถึงสองส่วนด้วยซ้ำ ความพ่ายแพ้จึงไม่ใช่สิ่งที่น่าอายเลยแม้แต่น้อย
สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้บรรดาศิษย์ฝ่ายนอกที่มามุงดูหมดคำจะกล่าว หากเทียบระดับพลังและความแข็งแกร่ง กูไท่หยางอาจโค่นหัวกะทิสามอันดับแรกได้เลยทีเดียว
“เจ้าเป็นพวกเรียนรู้ตามสัญชาตญาณสินะ" หลี่จูเหลินเผยยิ้มออกมา ก่อนจะมอบตราของเหล่าหัวกะทิให้ชายหนุ่ม
รูปลักษณ์ของมันคล้ายกับตราประทับที่ชิงเทียนได้มาจากมู่เจียนฮั่ว ทว่า บนป้ายของกู่ไท่หยางกลับสลักว่าอันดับที่หนึ่งร้อย แน่นอนว่าหากต้องการอันดับที่มากกว่านี้ เขาจะต้องแย่งชิงมาด้วยความสามารถของตนเอง
ยิ่งอันดับสูงเท่าไหร่ ทรัพยากรบ่มเพาะที่แจกจ่ายแต่ละเดือนก็จะเพิ่มขึ้น นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม เหล่าหัวกะทิถึงหมกมุ่นอยู่กับการปะลอง
หลังจากที่มู่เจียนฮั่วเสียชีวิต ตำแหน่งของเขาก็ถูกแทนที่โดยลำดับที่ต่ำกว่า ตอนนี้จึงมีแค่ตำแหน่งเดียวที่ถูกเว้นว่างไว้
“ยินดีด้วย เจ้าผ่านการทดสอบ"
กู่ไท่หยางได้รับแต่งตั้งเป็นหัวกะทิอย่างเป็นทางการ นี่คือครั้งแรกที่เขาสนุกไปกับการต่อสู้ และต้องการทลายขีดจำกัดของตนเอง ด้วยการท้าดวลกับเหล่าผู้ที่มีพรสวรรค์
“ตอนนี้ตำแหน่งหัวกระทิไม่มีที่ว่างเหลืออยู่แล้ว แต่ถ้าหากเจ้าบรรลุเงื่อนไขของข้าได้ ข้าจะมอบสิทธิ์ท้าประลองแก่เจ้าแล้วกัน" หลี่จูเหลินหันมากล่าวกับชิงเทียน ก่อนจะยืนสงบนิ่งไม่ต่างจากตอนแรก ชายชราลดพลังลงมาเหลือแค่เพียงหนึ่งส่วน เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามเป็นเพียงขอบเขตเซียนขั้นต้น ทว่า นั่นกลับเป็นเป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์
“เช่นนั้นข้าขอล่วงเกิน" ชิงเทียนเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา ก่อนที่สายฟ้าสีทองจะปรากฏขึ้นที่ด้านหลัง คล้ายกับปีกวิหคที่พร้อมทะยานบิน
‘ศาสตราเทพฝ่าเวหา'
ร่างของชิงเทียนเลือนหายราวกับภาพลวงตา สายฟ้าที่ทิ้งเป็นทางยาว เสียดสีกับอากาศจนเกิดเสียงกัมปนาท เพียงพริบตาชิงเทียนก็สามารถเข้าประชิดตัว โดยที่หลีจู่เหลินไม่ทันได้ตอบสนอง ฝ่ามืออัดแน่นไปด้วยปราณอัสนี พุ่งชนเข้ากับกำแพงลม จนสามารถทะลวงผ่านถึงตัวชายชรา ด้วยความเร็วและพลังทำลาย การโจมตีของเขาจึงรุนแรงกว่ากู่ไท่หยางอย่างเทียบไม่ติด
หลี่จูเหลินไม่อยากจะเชื่อว่า ขอบเขตเซียนขั้นต้นจะมีพลังถึงขนาดนี้ แม้ท้ายที่สุดชายชราจะสามารถต้านทานเอาไว้ได้ แต่แรงปะทะก็ผลักร่างเขาให้กระเด็นอยู่ดี
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ออมมือ" ชิงเทียนประสานมือคำนับชายชรา
รอยเท้าของหลี่จูเหลิน ลากถอยไปไม่น้อยกว่าสิบก้าว หากไม่ได้ตรวจสอบพื้นฐานการบ่มเพาะมาก่อน เขาคงคิดว่าอีกฝ่ายเป็นยอดฝีมือที่แฝงตัวมา เหตุการณ์เช่นนี้ ไม่เคยมีหัวกะทิคนไหนเคยทำได้มาก่อน หลังจากการทดสอบจบลง ชื่อเสียงของชิงเทียนคงเลื่องลือไปทั้งสำนัก
“เจ้าสองคนชื่ออะไร"
“กู่ไท่หยาง"
“ฉู่ชิงเทียน"
ชายหนุ่มทั้งสองคนแนะนำตัว ชิงเทียนเลือกที่จะไม่ใช้ชื่อจริง อย่างไรซะในทวีปเทียนฉิน คนที่รู้จักเขาก็มีเพียงไม่กี่คน จึงไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อให้ซับซ้อนไปเพื่ออะไร
“หวังว่าในการสอบครั้งหน้า ข้าจะเห็นพวกเจ้าเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ฝ่ายใน" หลี่จูเหรินมอบป้ายหยกให้ชิงเทียน ทว่าคราวนี้ บนป้ายกลับสลักเอาไว้ว่าผู้ท้าชิงตำแหน่งหัวกะทิ หากมีป้ายนี้อยู่ชิงเทียนสามารถท้าดวลกับหัวกะทิได้หนึ่งครั้ง โดยที่อีกฝ่ายไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ
“เอาล่ะ...ไสหัวไปได้แล้ว ข้าจะอ่านหนังสือต่อ" หลี่จูเหลินไล่ชายหนุ่มทั้งสองคน รวมถึงศิษย์ฝ่่ายนอกออกจากสวนสมุนไพร
‘หากพัฒนาไปมากกว่านี้ เด็กคนนั้นคงได้เป็นกำลังหลักของสำนัก หรือข้าควรจะตัดไฟแต่ต้นลมดี' หลี่จูเหลินค่อนข้างลำบากใจ เขาต้องการกำจัดเสี้ยนหนามในอนาคต แต่ก็รู้สึกเสียดายฝีมือชายหนุ่มเช่นเดียวกัน
ลั่วหนิงฮวา พาชายหนุ่มทั้งสองไปรับชุดประจำสำนัก พร้อมกับหาที่พักให้จนเสร็จสรรพ ซึ่งการจริงจังกับหน้าที่ของเธอ ดูคล้ายฟ่านเสี่ยวโหรวเลยทีเดียว
หลังจากที่ชิงเทียนตีสนิมกับหญิงสาว เขาก็พยามถามข้อมูลหลายเรื่อง จนได้รู้ว่าผู้อาวุโสที่พึ่งประมือไปก่อนหน้านี้ คือคนที่จดหมายกล่าวถึง
ขณะเดียวกัน ชื่อเสียงของชิงเทียนและกู่ไท่หยางเพิ่มอย่างรวดเร็ว ทว่า ก็มีเพียงแค่ส่วนน้อยที่เชื่อข่าวลือนี้ บางคนถึงกับคิดว่าชิงเทียนอาจติดสินบนผู้อาวุโส เพื่อทำให้ตนเองผ่านการทดสอบ
****************************
อาณาเขตของสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ครอบคลุมภูเขาหลายสิบลูก ซึ่งส่วนใหญ่มีการถูกใช้เป็นที่พำนักของผู้อาวุโสทรงคุณวุฒิ ซึ่งจะดูแลในส่วนของศิษย์หลักที่มีจำนวนเพียงแค่หลักร้อย
“เห็นศิษย์ใหม่ปีนี้หรือยัง" ชายวัยกลางคนใช้มือไพล่หลัง พลางกวาดตามองจากบนยอดเขา
“คิดว่าข้าสนใจเรื่องนั้นรึไง" เหมี่ยวกวางไห่ กระดกเหล้าลงคอราวกับน้ำเปล่า บางทีเขาอาจคิดไปเองว่า การร่ำสุราบนยอดเขาจะทำให้สุรามีรสชาติที่ดีขึ้น “จะว่าไปตอนที่ข้าออกไปเที่ยวนอกสำนัก ก็บังเอิญเจอเด็กที่น่าสนใจมาเหมือนกัน"
ชายวัยกลางคนเผยยิ้มออกมา ตั้งแต่เหมี่ยวกว่างไห่เป็นผู้อาวุโสอยู่ที่นี่ เขาไม่เคยรับศิษย์แม้แต่คนเดียว “ข้าชักจะเห็นใจเด็กคนนั้นแล้วสิ"
“เหอะ!! อยากพูดอะไรก็พูดไป เพราะฉะนั้นเลิกบ่นเป็นคนแก่สักที"
คนที่เหมี่ยวกวางไห่ไปพบมาก็คือเยี่ยกวานจง เขาคือคนที่มอบคำเชิญให้เด็กหนุ่มคนนั้นกับมือ เนตรปราณคือพรสวรรค์ที่หายาก หากพัฒนาไปจนถึงระดับสูง มันสะสามารถสั่นคลอนได้ทั้งทวีปเลยทีเดียว
---------------------------