"เจ้าเฝ้ายามข้าจะเคลื่อนย้ายลมปราณทำให้นางสงบ" ไม่รอให้สี่สิบเอ็ดตอบรับสิบเก้าเคลื่อนกายด้วยความเร็วเข้าหาสหายหนึ่งร้อยห้า นั่งลงฝั่งตรงข้ามเคลื่อนกำลังภายในแล้วส่งฝ่ามือออกไป
ช่วงแรกหลินหลานหรูสงบขึ้นมาได้บ้างแต่หว่างคิ้วยังขมวดย่น ไม่นานกระแสลมปราณก็สับสนซ้ำร้ายยังต่อต้านลมปราณของสิบเก้า
สี่สิบเอ็ดเห็นสหายทั้งสองอาการแย่กันทั้งคู่จึงละทิ้งหน้าที่กระโดดมานั่งลงข้างๆ สิบเก้าแล้วเคลื่อนย้ายลมปราณให้หลินหลานหรูอีกแรง
พลังลมปราณบริสุทธิ์สองสายไหลเข้าสู่ร่างชำระจิตมารได้แค่เพียงบางส่วน หลินหลานหรูกลับไม่ยอมให้ความร่วมมือ
นางปล่อยวางไม่ได้!
ความทรงจำในชาติก่อนแม้ไม่เด่นชัดแต่ยังคงอยู่ทุกภาพค่อยๆ ถูกกำจัดไปทีละส่วน ไล่ลำดับมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันทว่ามีเรื่องหนึ่งที่ไม่อาจผ่านและไม่อาจปล่อยวางได้...คนที่เป็นต้นเหตุทำให้นางหวาดกลัวจนต้องตายเมื่อชาติก่อน เป็นเขา?
มวลจิตมารเพิ่มพูนขึ้นเท่าทวีไอมารรุนแรงจนตีกลับลมปราณสองสายโดยไม่ตั้งใจ
สิบเก้ากับสี่สิบเอ็ดถูกไอมารปะทะจนลอยห่างไปหลายจั้งกระแสพลังชี่แปรปรวน ก่อนหมดสติไปทั้งคู่ด้วยอาการบาดเจ็บภายในสาหัส
หลินหลานหรูพลั้งมือทำร้ายสหายแววตาจึงเผยร่องรอยความเสียใจ กระอักเลือกไปคำใหญ่ก่อนยับยั้งไอมารแล้วดึงให้กลับมาอยู่ในการควบคุมนางอุตส่าห์เฝ้าฝึกวิชากว่าจะสำเร็จถึงขั้นที่แปด ยอมรับว่าลำบากไม่น้อยตอนนี้มาได้ครึ่งทางแล้วจะยอมถอยเพื่อให้ธาตุไฟเข้าแทรกหรือต่อให้เหลือวิธีสุดท้ายคือการขับพลังออก ซึ่งไม่ต่างจากทำลายวรยุทธ์ทั้งหมดอีกทั้งยังเสี่ยงพิการตามมาอีก นางจะให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้
เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอม!
"เด็กโง่ไยเจ้าต้องฝืนเอาชีวิตไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็น"
ท้ายประโยคนี้พลังทิพย์แข็งแกร่งสายหนึ่งหลั่งไหลเข้าสู่ร่างประหนึ่งสายน้ำสงบนิ่งแต่เยือกเย็นดุจธารน้ำแข็ง ทุกการเคลื่อนไหวของลมปราณลึกล้ำหนักแน่นก่อเกลียวคลื่นนุ่มละมุนโชยกระทบแผ่วเบา ราวกลุ่มควันหลากสีลอยอบอวลอ่อนๆ ในอากาศ
อู่เทียนไฉ่เคลื่อนพลังทิพย์ถ่ายทอดให้บุตรสาวบุญธรรมเบื้องลึกของจิตใจเกิดคลื่นอารมณ์สั่นไหวเล็กน้อยแต่มากพอให้คนโหดเหี้ยมอำมหิตเช่นเขารู้สึกรักและห่วงใยใครสักคน เมื่อคิดไปว่าหากเขามาไม่ทันต้องสูญเสียเจ้าเด็กน้อยแสนฉลาดไปอย่างไม่น่าให้อภัย
"ตั้งจิตให้นิ่ง"เขากำลังชี้นำ ผู้ที่เคยฝึกสำเร็จถึงขั้นสูงสุดมาก่อนย่อมเข้าใจถึงแก่นแท้ของวิชา"รวบรวมลมปราณยังจุดตันเถียน ปล่อยให้ไอมารเคลื่อนย้ายจากในสู่นอกรักษาสมดุลพลังที่จุดเทียนซูและอิ้นถาง อย่ารีบร้อน มีข้าอยู่อาหลันเจ้าอย่าห่วง"
น้ำเสียงนี้ช่างอ่อนโยนนักหลินหลานหรูปล่อยวางไปได้หลายส่วน พลิกฝ่ามือแล้วทำตามที่อู่เทียนไฉ่ชี้แนะไม่นานกระแสลมปราณของนางก็กลับมาสงบนิ่งยอมรับว่าพลังทิพย์ของเขาแข็งแกร่งอย่างมาก สามารถควบคุมจิตมารในใจของนางได้ทั้งหมดคงไม่ใช่เด็กสามขวบพลังทิพย์อ่อนหัดแล้ว
เมื่อเห็นว่าหลินหลานหรูพ้นช่วงที่เสี่ยงอันตรายแล้วอู่เทียนไฉ่จึงปล่อยให้นางฝึกวิชาขั้นสุดท้ายนี้ให้สำเร็จด้วยตัวเอง
เขาลุกขึ้นยืนแล้วรอนางห่างออกไปไม่ไกล เพียงเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวมาจากด้านหลัง
หลินหลานหรูโตขึ้นมากจากที่เคยสูงเพียงระดับเอวของเขา เวลานี้ความสูงของนางเพิ่มขึ้นมาเกือบถึงหน้าอกเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดหลังไม่ได้พบกันนานถึงสามปีจากเด็กน้อยกลายเป็นเด็กสาวผู้งามพิลาสโดดเด่น
แต่เหตุใดแผลเป็นบนใบหน้าของนางถึงไม่…?
หลินหลานหรูมองแขนซ้ายที่เส้นเลือดสีม่วงหายไปแล้วก่อนยิ้มกว้างด้วยความยินดี รู้สึกได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งค่อยๆไหลเวียนในร่างอย่างสมดุล
อู่เทียนไฉ่เห็นดังนั้นจึงคลี่ยิ้ม"ยินดีกับบุตรสาวของข้าที่ฝึกสำเร็จเคล็ดวิชามารขั้นสูงสุด จากนี้ประมุขพรรคคนต่อไปก็ยกให้เจ้าดูแลแล้ว"
หลินหลานหรูชะงักงันใบหน้าตึงเขม็งขึ้นทันใด ด้วยค้นพบความไม่ถูกต้องในประโยคยินดีนี้รอยยิ้มเมื่อครู่จึงหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่
"ข้ายังไม่ได้บอกเจ้าหรอกหรือ?" อู่เทียนไฉ่ปั้นสีหน้าแปลกใจระคนรู้สึกผิดแสร้งเสียใจจนเกินขอบเขตที่ไม่ได้บอกเรื่องทั้งหมดให้นางรู้"วิชาสูงสุดของพรรคมารใช่ว่าผู้ใดอยากฝึกก็ฝึกได้มีแต่ผู้ที่ถูกกำหนดให้รับสืบถอดตำแหน่งประมุขคนต่อไปเท่านั้นถึงจะได้รับอนุญาตในสิทธิ์นี้ผู้นั้นก็คือเจ้า ...ผู้ใดฝ่าฝืนกฎเจ้าคงรู้ถึงบทลงโทษในเรื่องนี้ดี"
ประโยคปิดท้ายของอู่เทียนไฉ่ราวกับเสียงอสนีบาตฟาดฟันลงกลางศีรษะกล่าวเช่นนี้แล้วเหลยเมี่ยวเล่า คนที่เกือบฝึกวิชามารขั้นสูงสุดสำเร็จก็คือเขาหลินหลานหรูอึ้ง ไอมารสีดำลอยวนรอบหมัดเล็กๆ ที่กำแน่นแนบข้างลำตัว
"เป็นท่านทำร้ายเหลยเมี่ยว?" ผลจากวิชามารทำให้นางเริ่มขาดการควบคุมเสียงที่เอ่ยเจือแววสังหารถึงสามส่วนหากเทียบความรู้สึกของนางกับผลึกแก้วแวววาวคงปริแตกขึ้นมาเล็กน้อย
อู่เทียนไฉ่เผยยิ้มบางแววตาทอประกายไม่น่าเชื่อถือในนั้นมีความเห็นแก่ตัวที่ตกตะกอนเป็นความโหดเหี้ยมแฝงอยู่ "อาหลันไม่ใช่ข้าบอกเจ้าไปแล้วหรือ คนที่ทำร้ายท่านปู่บุญธรรมของเจ้าก็คืออู่เสียวฉีเหตุใดยังข้องใจเรื่องนี้อีก"
นางนิ่งไปเนิ่นนานเลยทีเดียวสักพักต่อมาถึงกระจ่างในบางเรื่องไม่ใช่ว่านางกำลังยกหางผู้มีจิตใจคุณธรรมแต่อย่างใดแต่เป็นอู่เทียนไฉ่ที่เลวทุกกระเบียดนิ้ว อาจจะเลวยิ่งกว่าอู่เสียวฉีเสียอีก
ถึงตอนนี้นางสรรหาคำใดมาเอ่ยเปรียบเปรยเขาไม่ออกจึงได้แต่ยิ้มเหยียดตัวเองที่ตกลงไปในหลุมพรางของอู่เทียนไฉ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนปีนกลับขึ้นมาไม่ไหว"เช่นนั้นท่านช่วยไขความกระจ่างให้ข้าสักสองเรื่องได้หรือไม่"
"เจ้ากล่าวมาได้"
"เรื่องแรกอู่เสียวฉีหนุนหลังท่านให้ขึ้นเป็นประมุขพรรคมารขณะเดียวกันก็กำจัดเหลยเมี่ยวเพื่อท่านใช่หรือไม่ส่วนเรื่องที่สองข้าอยากรู้เป้าหมายที่แท้จริงของท่าน อู่เสียวฉีดีขนาดนี้เหตุใดท่านต้องคิดสังหารเขา"
"เรื่องแรกที่เจ้าถามเป็นจริงเช่นนั้น อู่เสียวฉีเห็นโอกาสเหมาะจึงช่วยข้าฝึกวิชามารขั้นสูงสุดขณะที่ประมุขคนก่อนกลับยกตำแหน่งประมุขพรรคมารให้ท่านอาสามหรือก็คือเหลยเมี่ยวภายหลังจึงมีการหารือระหว่างบรรดาเหล่าผู้อาวุโสพรรคมารรวมทั้งผู้นำนิกายมารทั้งสิบแปด ลงความเห็นว่าระหว่างข้าที่เป็นบุตรสายตรงกับท่านอาสามที่มีเพียงหนังสือเลือด หากคนใดฝึกวิชามารได้สำเร็จก็ให้รับตำแหน่งประมุขพรรคคนต่อไป
เรื่องนี้ผ่านมาสิบห้าปีแล้วอู่เสียวฉีไล่ล่าท่านอาสามที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในครั้งนั้นเพื่อทำลายวรยุทธ์ของเขา แต่ท่านอาสามหนีไปได้ ต่อมาจิตมารของเขาเปลี่ยนเป็นไอพิษเป็นตายขึ้นอยู่กับเวลา ข่าวคราวของท่านอาสามจึงเงียบหายลงเรื่อยๆ"
สิ่งที่อู่เทียนไฉ่เล่าสอดคล้องกับคำบอกเล่าของเหลยเมี่ยวจึงมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เขากล่าวมาเป็นความจริงทว่านางกลับเข้าใจมาตลอดว่าอู่เทียนไฉ่ยังฝึกวิชามารขั้นสูงสุดไม่สำเร็จแท้จริงเรื่องใดหลอกก็ยากจะรู้ได้ เป็นนางคิดการไม่รอบคอบ เรื่องง่ายๆเช่นนี้ยังดูไม่ออก
"ข้าไม่เคยโกหกเจ้า"เขาเห็นแววตาของนางบอกให้เขาต้องเอ่ยประโยคนี้"ส่วนเรื่องที่สองที่เจ้าอยากรู้ แน่นอนว่าข้าต้องอยากกำจัดอู่เสียวฉีเพื่อความมั่นคงในตำแหน่งประมุขของเจ้าอย่างไรล่ะ"
อู่เทียนไฉ่ตอบทั้งที่แววตายังมีประกายบางอย่างเก็บงำรอยยิ้มมีนัยแฝง ช่างไม่ช่วยให้คำพูดของเขาน่าเชื่อถือขึ้นเลย
หลินหลานหรูรู้สึกเหมือนถูกโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นกำลังล่ามข้อมือและเท้าทั้งสองรู้ตัวว่าตกเป็นเครื่องมือของประมุขพรรคมารก็เมื่อสายไปเสียแล้ว นางไม่อาจปลดโซ่ที่ล่ามอิสระของนางไว้กับเขาได้เลยจะดีหรือร้าย ความหยิ่งผยองของนางเริ่มหดหายไปเรื่อยๆ แล้ว
หลินหลานหรูเงยหน้าขึ้นดวงตาฉ่ำวาว "ท่านพ่อ... ท่านกำลังหลอกใช้ข้าท่านคงไม่คิดกักขังข้าให้จมอยู่กับท่านไปทั้งชีวิตกระมัง ข้ายังต้องแต่งงานมีสามีร่วมใช้ชีวิตไปด้วยกัน มีบุตรต้องเลี้ยงดูท่านทำเช่นนี้ผู้ใดจะกล้าแต่งให้ข้าเล่า"
อู่เทียนไฉ่ได้ยินนางเอ่ยถ้อยคำแปลกหูไปจากเดิมช่วงแรกก็อมยิ้มตาม พอนางเอ่ยจบเขาถึงกับหัวเราะ "อาหลันข้าเป็นบิดาบุญธรรมของเจ้า ย่อมอยากให้เจ้ามีความสุขอยากทำอะไรก็ตามแต่เจ้าเถิด"
นางไม่ไว้ใจรอยยิ้มใจกว้างเช่นนี้ของเขาประหนึ่งว่าไม่ว่านางจะทำอะไรตามที่ใจนางอยากทำแล้วกระนั้นทุกอย่างก็ยังอยู่ในแผนการของเขาทั้งสิ้น
แย่แล้ว ข้าแย่แล้วจริงๆมีบิดาเช่นนี้ช่างไม่ใช่โชคที่ดีของข้านัก... สีหน้าของนางเลวร้ายลงเรื่อยๆ
ท้ายที่สุดนางเลือกเมินหน้าหนีเขาหลอกให้นางฝึกวิชาและยัดเยียดตำแหน่งประมุขพรรคมารให้สำเร็จแล้วขั้นต่อไปจะทำอะไรอีกล่ะ "อู่เสียวฉีรู้เรื่องของข้าแล้ว?"
"ข้าบอกเขาตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน"
นั่นอย่างไรหลินหลานหรูเกือบเข่าทรุด "แล้วเหตุใดข้ายังรอดมาถึงตอนนี้"
"เขาไม่รู้ว่าเป็นเจ้า ข้าให้เด็กสาวนางหนึ่งอ้างเป็นเจ้าที่ร่างกายอ่อนแอพักอยู่บนยอดเขาในสำนัก ไม่ออกไปพบผู้คนและได้ประกาศแต่งตั้งเจ้าเป็นทายาทสืบทอดตำแหน่งประมุขต่อจากข้าเรียบร้อยแล้ว"
"ท่านคิดเองเออเอง!ไม่ถามความเห็นข้าสักคำ" นางกระทืบเท้าอย่างหงุดหงิดไอมารเข้มข้นขึ้นยากต่อการควบคุม
"บิดาย่อมมีสิทธิ์ตัดสินใจทุกอย่างแทนบุตรเจ้าไม่ได้อ่านคัมภีร์กตัญญูของขงจื่อรึ เรื่องง่ายๆแค่นี้แม้แต่หลักสามเชื่อฟังสี่จรรยา อยู่บ้านเชื่อฟังบิดาออกเรือนไปแล้วเชื่อฟังสามีเจ้ายังไม่รู้ หากยังไม่กระจ่างบนยอดเขาในสำนักข้ามีหลายเล่ม ว่างๆ ส่งมาให้เจ้าอ่านดีหรือไม่"ประมุขพรรคมารยั่วยุอารมณ์โกรธของนางคล้ายเห็นเป็นเรื่องสนุกทว่าแท้จริงแล้วหว่างคิ้วของเขากำลังขมวดคิดทดสอบระดับความรุนแรงของไอมารในร่างของนาง
"ท่านนับเป็นอะไร!เหตุใดข้าต้องเชื่อฟังท่าน ท่านมัน..."
ฟิ้ว...
อู่เทียนไฉ่ไม่รอให้นางคลุ้มคลั่งและยิ่งไม่ต้องการให้นางเอ่ยคำหยาบใดที่ไม่เคารพบิดาบุญธรรมเช่นเขาอีกขยับนิ้วเพียงเล็กน้อยมนตร์ดำสายหนึ่งพุ่งเข้ากลางหน้าผากของนางราวกับสายลมเคลื่อนที่เหนือหว่างคิ้วขึ้นไปเกิดความรู้สึกเย็นวาบแผ่ซ่านไปทั่วร่างรอยมารสีแดงเพลิงสว่างวาบบนหน้าผาก ลักษณะคล้ายกลีบดอกไม้มารมั่นถัวหลัวก่อนหายวับไปและไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้
หลินหลานหรูดึงผ้าคาดหน้าผากออกเร็วไวก่อนลูบๆ หาความผิดปกติตรงจุดที่รู้สึกเย็นก่อนหน้าอากัปกิริยาเลิ่กลั่กหวาดระแวงเจ้าสิ่งเย็นวาบประหลาดนั้น
"ข้าฝังปราณมารนี้ให้เจ้าพลังทิพย์ของข้าครึ่งหนึ่งจะช่วยควบคุมไอมารในร่างได้ชั่วคราวรอเจ้าโตกว่านี้สภาพจิตใจสงบมั่นคงกอปรกับหาวิธีควบคุมก็จะสามารถกำจัดเสียงเรียกร้องให้เข่นฆ่าเหล่านั้นได้"
หลินหลานหรูเหมือนเพิ่งรู้สึกว่าอารมณ์แปรปรวนยากเกินควบคุมเมื่อครู่สงบลงไอมารรอบตัวหายไป อีกทั้งยังรู้สึกโล่งใจที่เขาไม่ยัดเยียดสิ่งใดให้จนกลายเป็นทาส"ขอบคุณท่านประมุข"
"เรียกข้าว่าท่านพ่อ"
"ท่าน..."คำต่อท้ายช่างอยากจะเอ่ยในสถานการณ์ที่ต้องยอมรับบิดาชั่วร้ายเช่นนี้
"เรียกท่านพ่อ"อู่เทียนไฉ่กดเสียงต่ำย้ำกับนางอย่างเนิบช้า ลอบยิ้มกริ่มในดวงตาขัดกับสีหน้าที่เรียบขรึมในเวลานี้
หลินหลานหรูสูดลมหายใจเข้าลึกคราหนึ่งเพราะหลังจากเอ่ยประโยคนี้ เท่ากับนางยอมรับเป็นบุตรของอู่เทียนไฉ่แล้ว"ขอบคุณท่านพ่อ"
บนใบหน้าอู่เทียนไฉ่ประดับด้วยรอยยิ้มกว้างรู้สึกอิ่มเอมใจโดยที่ใครไม่รู้สีหน้าท่าทางดูอบอุ่นอ่อนโยนแต่ยังคงความสง่าผ่าเผยดุจเดิมขยับแขนเสื้อสีดำปักดิ้นเงินรอบขอบ ก่อนล้วงห่อยาออกมาให้นาง
"เอายานี้ให้สหายของเจ้ากินปรับสมดุลลมปราณที่กำลังสับสนให้คงที่ รักษาอาการบอบช้ำภายในพักสักสองสามวันคงหายเป็นปกติ"
หลินหลานหรูรับยามาอย่างยินดีกระนั้นก็ไม่วายสัมผัสกลิ่นตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเขาไม่ได้วางแผนอะไรอีกเมื่อสัมผัสได้ถึงตัวยาคร่าวๆที่ไม่ใช่ส่วนผสมของพิษจึงประคองสิบเก้ากับสี่สิบเอ็ดกินยาขณะเดียวกันก็เอ่ยไปพร้อม "ข้าจะควบคุมจิตมารนี้ได้อย่างไร"
"อีกสองเดือนจะถึงการทดสอบใหญ่เพื่อรับภารกิจนอกเกาะครึ่งปีสำหรับคนที่วัดระดับได้หนึ่งถึงยี่สิบจำนวนคนคุ้มกันบนเกาะจะลดความเข้มงวดลง"
"ท่านอยากให้ข้าวัดระดับให้ได้หนึ่งในยี่สิบหรือเรื่องนี้ไม่ยาก"
"ไม่ใช่"อู่เทียนไฉ่ดับฝันของนางลง "ให้เจ้าวัดระดับให้รั้งท้ายเท่าไรยิ่งดีส่วนเรื่องอื่นปล่อยให้ข้าจะจัดการ"
เรื่องนี้สิยาก นางหุบยิ้มฉับ
"ที่เจ้าต้องทำคืออาศัยช่วงที่อู่เสียวฉีและผู้คุมใหญ่ทั้งสิบแปดสาขาไม่อยู่ ลอบเข้าไปในหอเสอหลิงในนั้นมีบันทึกมารอยู่เล่มหนึ่ง อธิบายถึงวิธีการควบคุมจิตมารส่วนบนยอดสุดของหอมีอาวุธวิญญาณอยู่หลายชิ้น เลือกสักชิ้นที่เหมาะกับเจ้าแต่ให้ระวังสัตว์วิญญาณในนั้น มันอาจโจมตีเจ้าได้ทุกเมื่อ"
ภารกิจข้าเสี่ยงตายยิ่งกว่าภารกิจนอกเกาะครึ่งปีเสียอีก
หากเทียบกับเขตต้องห้ามที่มีแหล่งกำเนิดของหินวิญญาณอยู่หอเสอหลิงเห็นทีคงเป็นแดนมรณะที่เข้าไปแล้วแต่ออกไม่ได้
อู่เทียนไฉ่เล่าถึงชั้นต่างๆในหอเสอหลิง วิธีเปิดประตูเข้าไป และจะหาบันทึกมารได้อย่างไรจากนั้นจึงกำชับเรื่องที่สำคัญที่สุด "จงจำไว้ใช้เวลาในการเข้าและออกให้เร็วที่สุด เจ้ามีเวลาแค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้น"
"เพราะเหตุใด?" เวลาแค่หนึ่งชั่วยามน้อยเกินไปสำหรับค้นหาบันทึกมารในหอที่มีถึงเจ็ดชั้นและหากต้องเผชิญหน้ากับสัตว์วิญญาณข้างใน เกรงว่าหนึ่งชั่วยามคงเป็นไปไม่ได้
ทว่าอู่เทียนไฉ่ไม่อยู่ให้ถามเขาหายไปประหนึ่งกลุ่มควันดำลอยเป็นสาย พร้อมกับที่สิบเก้าเริ่มรู้สึกตัว
มีเวลาเหลือเฟือสำหรับเตรียมตัวทดสอบใหญ่ในอีกสองเดือนภารกิจนอกเกาะครึ่งปี เป็นสิ่งชี้วัดชีวิตหลังจากนั้น หากทำผลงานออกมาดีและฝีมือเข้าตาท่านประมุขพรรคอาจได้รับตำแหน่งหน้าที่สำคัญในพรรคมาร เด็กสาวทุกหมายเลขล้วนต่อสู้เพื่อสิ่งนั้นไม่เว้นแม้แต่สิบเก้าและสี่สิบเอ็ด เก็บตัวหายหน้าฝึกวิชาตลอดสองเดือน
ส่วนหลินหลานหรู...
"เหตุใดเจ้าเอาแต่นอน!"
หลินหลานหรูปรือตาขึ้นเล็กน้อยมองหาที่มาของเสียง เพื่อครู่ใช่เอ่ยกับนางหรือไม่ผ้าที่คลุมมาถึงครึ่งหน้าทำให้รอยแผลเป็นเหี่ยวย่นสีน้ำตาลบนแก้มถูกบดบังเมื่อถูกรบกวนบ่อยๆ ซ้ำๆ นางจึงหาเชือกมาม้วนใหญ่ ผูกปม สานตาข่ายเล็กๆ ทำเป็นเปลนอนง่ายๆขึ้น หาต้นไม้สูงๆ สักต้นแล้วแขวนนอนอยู่บนนั้น
ดวงหน้างามหลับตาพริ้มอย่างสบายอารมณ์สายลมเย็นพัดกล่อมให้นางหลับไปอย่างเกียจคร้าน
เด็กสาวกว่าห้าสิบหมายเลขสามปีมานี้ทั้งฝึกหนักและห้ำหั่นกันไม่หยุด จึงมีการแบ่งพรรคแบ่งพวกใช้โรงนอนทั้งสี่เป็นฐานที่ตั้ง แล้วสู้รบระหว่างกันเงียบๆ
ความจริงแล้ว หากปรองดองอยู่ภายใต้กฎสักหน่อยไม่ฆ่ากันตายก็คงมีชีวิตรอดครบทุกคนแต่ด้วยสิทธิ์ในตัวเลขต่างกันบีบให้พวกนางต้องลงมือเพื่อแย่งชิงนอกจากใช้ความรุนแรงเป็นตัวตัดสิน หลักการและเหตุผลล้วนโยนทิ้ง
จนกระทั่งวันทดสอบใหญ่มาถึงหลินหลานหรูเอาแต่นอนขี้เกียจไม่ได้แล้ว
หลินหลานหรูสวมเสื้อคลุมไหล่หนอนไหมปีศาจปกปิดอาณาเขตสังหารและกลิ่นอายวิชามารที่นางลอบฝึกเคลื่อนสายตากวาดมองผู้คุมทั้งหลาย จากผู้คุมใหญ่ที่มีสายตาไว้จับผิดนางไล่ไปจนถึงผู้อาวุโสอีกสามคน และท่านอาจารย์อีกห้าคนและที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนอีกสี่สิบห้าคน รวมจำนวนแล้วเยอะกว่าหมายเลขที่เข้าทดสอบเสียอีก
การทดสอบวันนี้เป็นการทดสอบครั้งสุดท้ายเพื่อตัดสินความสามารถตลอดจนผลการฝึกในระยะสามปีคงมีแต่พวกโง่งมกระมังที่เห็นเป็นเรื่องเล็ก
ครั้งนี้ต่างจากที่ผ่านมาเงื่อนไขคือชิงธงในผลึกแก้วที่แข็งยิ่งกว่าหิน เพิ่มระดับความยากขึ้นไปอีกด้วยการปีนหน้าผาสูงกว่าร้อยจั้งเบื้องล่างคือป่าไผ่หนาทึบตัดต้นบางส่วนให้เหลือปลายแหลมประหนึ่งไม้แหลมดักสัตว์ในหลุมพราง หากพลาดตกลงมาคือถูกเสียบตายสถานเดียว
ตลอดทั้งสถานที่ที่ถูกจัดเป็นสนามทดสอบยังซ่อนอาวุธลับไว้มากมาย หากไม่ระวังอาจแขนขาขาดได้
ด้วยทักษะวิชาตัวเบาของทุกคนธงแค่นี้คงไม่ยาก ทว่าธงยี่สิบผืนต่อเด็กสาวห้าสิบกว่าหมายเลขนับว่าโหดอยู่มากนางสัมผัสได้ว่าในอากาศมีพิษที่คล้ายในบึงอสรพิษฤทธิ์ของมันคือตัดกำลังคนให้อ่อนลงนี่ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาให้เร็วในการเก็บธง
กระนั้นการทดสอบก็ไม่ได้ง่ายสำหรับคนที่ไม่สามารถชิงธงมาได้หากไม่ผ่านการทดสอบตามเงื่อนไขจะต้องถูกตัดนิ้วเท้า เป็นบทลงโทษที่ใช้มาแล้วสองปีเงื่อนไขที่ว่านี้คือล้มสัตว์ใหญ่ในป่าไผ่เขียวด้วยมือเปล่า
ทันทีที่เงื่อนไขข้อนี้ถูกเปิดเผยออกมาเมื่อวันก่อนหลินหลานหรูถึงกับนิ่วหน้า ป่าไผ่เขียวใต้ตีนผาไม่มีต้นหญ้าสักต้นจะมีสัตว์ใหญ่ที่ใดกันเล่าให้ชิงธงยังง่ายกว่าอีก
"เจ้ามีอะไรอยากจะให้ข้าหรือไม่เช่น ยาถอนพิษ" สี่สิบเอ็ดเลียบเคียงถาม นางหวังโอกาสในการชิงธงเป็นอย่างมาก
"ข้าเตรียมไว้ให้พวกเจ้าคนละขวดแล้ว"หลินหลานหรูขยับเล็กน้อย ลอบส่งขวดยาให้สี่สิบเอ็ดจากนั้นค่อยเดินขึ้นหน้าไปหาสิบเก้า จังหวะที่ผู้คุมสั่งเริ่มนางก็ทะยานตัวออกไปพร้อมกับกระซิบบอกสหาย "โชคดี..."
สิบเก้าเผยรอยยิ้มบนใบหน้าเย็นชากำขวดยาในมือที่เพิ่งได้รับมาก่อนทะยานตัวตามทุกคนไปติดๆ
เริ่มต้นด้วยการฝ่าค่ายกลโลหิตในป่าไผ่เขียวหลินหลานหรูเดินไปอย่างไม่เร่งรีบ ได้ยินเสียงอาวุธลับแหวกอากาศมาเป็นช่วงป่าไผ่เขียวค่อนข้างกว้างและใบหนาทึบ มองไม่เห็นแม้แต่ท้องฟ้าค่ายกลทำให้การใช้วิชาตัวเบาในใจกลางป่าไร้ผลมีแต่ต้องหาหน้าผาสูงที่ปักธงในผลึกแก้วเท่านั้นถึงจะใช้วิชาตัวเบาได้
เจตนาแรกเริ่มของนางคือสละธงดังนั้นเมื่อสิบเก้ากับสี่สิบเอ็ดตามมาสมทบ นางจึงช่วยพวกเขาชิงธงทว่าการกระทำที่คอยตามหลังสหายของนางกลับไม่เข้าตาผู้คุมบางคนโดยเฉพาะผู้คุมใหญ่ที่เป็นศัตรูกับนางมาตลอดสามปีซึ่งเห็นนางเป็นคนโง่ที่ไร้ความสามารถ ในเด็กหกคนที่มีหมายเลขถึงหลักร้อย เหลือรอดแค่นางคนเดียว
'ความสามารถเริ่มต้นระดับร้อยเป็นพวกที่คอยพึ่งโชคเท่านั้นเอากระเบื้องมาขัดเป็นแก้ว ใสแวววาวได้ก็ยังเป็นแค่กระเบื้อง' ผู้คุมใหญ่เคยเอ่ยประโยคเหล่านี้ต่อหน้าทุกคนด้วยสายตาเหยียดหยามพลอยให้เด็กคนอื่นดูถูกนางไปด้วย
เมื่อเห็นสิบเก้ากับสี่สิบเอ็ดได้ธงไปแล้วหลินหลานหรูจึงกระโดดลงจากหน้าผา ล่าสัตว์ใหญ่เก็บลำดับต่อไปซึ่งเพื่อให้อันดับรั้งท้ายแล้วหลินหลานหรูเลือกที่จะใช้อุบายเพื่อหลบเลี่ยงการถูกลงโทษตัดนิ้วเท้าและถูกลดคะแนนให้เหลือน้อยที่สุด
โดยใช้มีดตัดต้นไผ่หาแมลงปีกแข็งที่มีชื่อพ้องเสียงกับคำว่า'ใหญ่' มาตัวหนึ่งรมควันพิษให้มันตายในสภาพที่ยังสมบูรณ์แล้วนำไปรับการลงคะแนนจากผู้คุมและผู้อาวุโสทั้งหลาย
แมลงปีกแข็งสีดำนอนสงบนิ่งบนฝ่ามือขาว
ผู้คุมใหญ่โมโหสุดขีดขณะที่ผู้คุมกฎหัวเราะชอบใจยกใหญ่อยากให้คะแนนนางสูงที่สุด บรรดาผู้อาวุโสหน้าเครียดมองผู้คุมใหญ่กับผู้คุมกฎไปมา เหมือนขั้วอากาศระหว่างร้อนกับเย็นที่เข้ากันไม่ได้สุดท้ายนางจึงไม่ได้สักคะแนน อุบายของนางใช้แค่เลี่ยงบทลงโทษเท่านั้น
และเมื่อการทดสอบเสร็จสิ้นความตั้งใจของหลินหลานหรูเป็นผลสำเร็จ ส่วนสิบเก้ากับสี่สิบเอ็ดรั้งอันดับหนึ่งในห้าอย่างไม่ต้องสาธยายความแข็งแกร่งมีเด็กสองคนถูกตัดนิ้วเท้าตามกฎไป