เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 73 ตำหนิ

            ในตอนนั้น ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังร่างเงาที่กำลังเดินเข้ามาใกล้

            หลิ่วเฟย สาวงามที่กำลังเดินเข้ามา หากไม่ใช่หลิ่วเฟยแล้วจะเป็นใคร?

            แต่สิ่งที่น่าตกใจก็คือหลิ่วเฟยไม่ได้มาแค่คนเดียวยังมีผู้ชายคนหนึ่งเดินนำหน้ามาด้วย ซึ่งคนคนนั้นก็คือ หลินเฟิง แน่นอนว่าผู้คนมากมายล้วนเคยเห็นหลินเฟิงมาก่อน!!!

            และเสียงที่ขัดจังหวะเหวินเริ่นเหยียนเมื่อครู่ ก็คือเสียงของหลินเฟิงนั่นเอง

            “หรือว่าหลินเฟิงเป็นคนรักของหลิ่วเฟย?”

            เมื่อทุกคนนึกถึงคำพูดของหานหมาน ก็อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าประหลาดใจออกมาพลางชำเลืองมองปฏิกิริยาของเหวินเริ่นเหยียน

            สีหน้าของเหวินเริ่นเหยียนยังคงสงบนิ่ง แต่ทว่าดวงตาสีฟ้าเข้มของเขากลับฉายแววเย็นชาขึ้นมา

            “เจ้าคือหลินเฟิง?” เหวินเริ่นเหยียนมองหลินเฟิงด้วยสายตาของผู้ที่เหนือกว่าขณะที่เอ่ยปากถามอย่างเย็นชา

            แต่สิ่งที่ทำให้เหวินเริ่นเหยียนประหลาดใจก็คือหลินเฟิงไม่ได้ให้ความสนใจกับเขา เพียงแค่เหลือบตามองและหันกลับไปดูหานหมานต่อ

             “เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?”

            “แค่บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น อย่าได้กังวล” หานหมานกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

            “อย่าได้ทำอะไรวู่วาม และหัดพูดให้น้อยลงหน่อย ข้ายังไม่อยากเห็นเจ้าตายนะ” หลินเฟิงจ้องหานหมานเขม็งขณะกล่าวเตือน หมอนี่เป็นตัวก่อปัญหาจริงๆถึงได้ป่าวประกาศออกไปว่าหลิ่วเฟยเป็นผู้หญิงของเขาซึ่งมันทำให้นางอับอายและโกรธอย่างมาก ดูได้จากจิตสังหารที่ในดวงตาของนาง

            “ก็ไอ้บ้าที่อยู่ตรงนั้นมันประกาศกับทุกคนว่าหลิ่วเฟยเป็นผู้หญิงของมัน” หานหมานกล่าวด้วยความโกรธ ทำให้เพลิงโทสะของหลิ่วเฟยปะทุขึ้นมานางตวัดสายตาไปมองเหวินเริ่นเหยียนทันที

            เหวินเริ่นเหยียนขมวดคิ้วเขาไม่คิดว่าศิษย์ที่เพิ่งบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณจะกล้าเมินเฉยต่อเขาในนิกายหยุนไห่นี้ไม่มีใครกล้าทำตัวจองหองต่อหน้าเขาแม้แต่ผู้อาวุโสเองก็ยังต้องไว้หน้าเขาอยู่หลายส่วน

            “ข้ากำลังถามเจ้า เจ้าไม่ได้ยินหรือ?”

            สิ้นเสียงของเหวินเริ่นเหยียน ทันใดนั้นอุณหภูมิภายในถ้ำก็พลันหนาวเหน็บขึ้นมาทุกคนลอบสวดมนต์ให้หลินเฟิงอยู่ในใจ ชายหนุ่มคนนี้สามารถควบคุมอำนาจของดาบได้ทั้งยังมีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา แต่นั่นก็ยังเทียบกับเหวินเริ่นเหยียนไม่ได้ดูเหมือนว่าเหวินเริ่นเหยียนต้องการที่จะสั่งสอนเขาแน่ๆ

            “เขาจะพูดอย่างไรก็ไม่ต้องไปสนใจเขา นั่นมันปากของเขา เขาจะพูดอะไรก็ได้เจ้าไม่ต้องไปหยุดเขาหรอก” หลินเฟิงยังคงกล่าวกับหานหมานและเมินเฉยต่อเหวินเริ่นเหยียน “อีกอย่างเขาบอกว่าหลิ่วเฟยเป็นผู้หญิงของเขา แล้วเจ้าจะกังวลไปทำไม???”

            “…” หานหมานมองหลินเฟิงอย่างตกตะลึง นี่…นี่ข้าทำเพื่อเจ้านะ!!! ทำไมเจ้าถึงเมินเฉยต่อความภักดีของข้าล่ะ?!

            “ข้า… กำลัง… ถาม… เจ้า…อยู่”

            เหวินเริ่นเหยียนกล่าวเน้นคำพูดอย่างช้าๆขณะปลดปล่อยลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวออกมาต่อหน้าผู้คนมากมายหลินเฟิงก็ยังไม่สนใจเขา มันทำให้เขาเสียหน้า

            “ข้าฟังอยู่” หลินเฟิงตอบกลับและหันไปมองเหวินเริ่นเหยียน“เจ้ากำลังถามข้าว่า ข้าคือหลินเฟิงใช่หรือไม่ ถูกไหม?”

            “หึ ก็ไม่ได้หูหนวกนี่” เหวินเริ่นเหยียนกล่าวอย่างเย็นชา

            “ในเมื่อเจ้าถามว่าข้าคือหลินเฟิงหรือไม่? แสดงว่าเจ้าไม่รู้จักข้าใช่ไหม?” หลินเฟิงถามอีกครั้ง

            เหวินเริ่นเหยียนมองหลินเฟิงเหมือนมองไอ้โง่คนหนึ่งสมองของมันมีปัญหาหรือเปล่า?

             “เหลวไหล”

            “เหลวไหล? ก็อาจจะ ในเมื่อพวกเราไม่รู้จักกันแล้วทำไมข้าถึงต้องตอบคำถามเจ้า?”

            หลินเฟิงมองเหวินเริ่นเหยียนและกล่าวเพิ่มไปว่า “หรือเจ้ามีปัญหา?”

            จบประโยคนี้ ลมปราณอันเฉียบคมก็พวยพุ่งออกมาจากร่างอย่างรวดเร็วและปกคลุมไปทั่วอากาศ

            บ้าไปแล้ว!

            ทุกคนจ้องมองไปที่หลินเฟิงอย่างตกตะลึง หมอนี่กล้ายั่วยุเหวินเริ่นเหยียนช่างไม่รักชีวิตเอาเสียเลย

            ใบหน้าของเหวินเริ่นเหยียนเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาวสลับไปมาดูน่าเกลียดนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าพูดกับเขาแบบนี้

            “หลินเฟิง เจ้าคุยโวโอ้อวดเกินไปแล้ว! ถึงขนาดกล้าหาเรื่องเหวินเริ่นเหยียนเช่นนี้เจ้าอยากตายหรืออย่างไร!!!” เฉินซิงก้าวเท้าออกมาขณะจ้องมองไปที่หลินเฟิง

            “เฉินซิง อดีตอันดับหนึ่งของศิษย์สายนอกผู้ครอบครองจิตวิญญาณแห่งศิลาอัจฉริยะที่ใครๆ ก็รู้จัก... แต่เมื่อไม่นานมานี้เจ้าได้พ่ายแพ้ให้กับหลินเชียนศิษย์จากนิกายเฮ่าเยว่อย่างน่าสมเพช ทั้งๆ ที่นางเพิ่งจะทะลวงสู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่1 ในสายตาของข้า การที่เจ้าใช้คำว่า ‘อัจฉริยะ’ นับว่าเป็นการดูถูกคำคำนี้เสียจริง!!!”

            หลินเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ก็ทำให้เฉินซิงอับอายและโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมากเรื่องนั้นนับว่าเป็นแผลใจสำหรับเขา

            “หมอนี่ช่างปากร้ายนัก” เมื่อหลิ่วเฟยได้ฟังประโยคที่หลินเฟิงพูดออกมาก็อดไม่ได้ที่จะนับถือ ฝีปากของหลินเฟิงช่างร้ายกาจยิ่งนักไม่เพียงแค่ยั่วโมโหเหวินเริ่นเหยียนเท่านั้นแต่ยังไปกระตุ้นความโกรธของเฉินซิงได้

            “เจ้าบอกว่าข้าเป็นแค่ใครสักคนหนึ่งที่เพิ่งบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่1 ได้ ดี! ในเมื่อเจ้ากล้าเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของข้างั้นใครสักคนหนึ่งที่เจ้าว่าก็อยากจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเจ้าเช่นกัน!!! เจ้ากล้าขึ้นไปประลองกับข้าบนลานประลองเป็นตาย ในหุบเขาเมฆพายุหรือไม่?”

            เจ้ากล้าขึ้นไปประลองกับข้าบนลานประลองเป็นตาย ในหุบเขาเมฆพายุหรือไม่!?

            จบประโยคนี้ภายในถ้ำก็พลันเงียบสงบขึ้นมา หลินเฟิงกำลังขอท้าประลองกับเฉินซิงและยังเป็นการประลองที่เดิมพันด้วยชีวิต!!!

            เฉินซิงรู้สึกได้ถึงลมปราณอันแข็งแกร่งของหลินเฟิง ประกอบกับความมั่นใจในน้ำเสียงที่พูดทำให้เฉินซิงเกิดความหวั่นไหวขึ้นมา เขาผู้นี้ได้บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 และมีรายชื่อติดอันดับอยู่บนผนังหิน แต่หลินเฟิงพูดเพียงไม่กี่คำก็ทำให้ความมั่นใจของเขาสั่นคลอนอย่างรุนแรง

            บนลานประลองเป็นตาย กล้าพอหรือไม่?

            เฉินซิงพยายามทำตัวผ่อนคลาย แต่หัวใจของเขากลับเต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่งด้วยความกลัว

            “มันไปเอาความมั่นใจเหล่านั้นมาจากไหนกัน?! หรือว่าอำนาจของดาบอย่างนั้นหรือ” เฉินซิงคิดในใจ

            “ถึงแม้ว่าอำนาจของดาบจะแข็งแกร่ง แต่ยู่ฮ่าวก็ไม่ได้อ่อนแอเลย ทั้งๆ ที่เป็นแบบนั้นยู่ฮ่าวกลับตายลงในดาบเดียว แสดงว่าต่อให้ยู่ฮ่าวแข็งแกร่งกว่าปกติแต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม”

            “อีกอย่าง ข้าไม่รู้ว่าเขาได้ใช้พลังทั้งหมดในการสังหารยู่ฮ่าวหรือไม่ถ้าหาก… ถ้าหากไม่ใช่ แสดงว่าเขาจะต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆแล้วแบบนี้ข้าจะต่อกรกับเขาได้หรือ?”

            ความคิดของเฉินซิงกำลังตีกันอยู่ในใจ ทำให้สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวขึ้นมาเขาเคยแพ้ไปแล้วครั้งหนึ่ง และแพ้ให้กับหลินเชียนต่อหน้าสาธารณชน ดังนั้นเขาจะแพ้อีกไม่ได้

            “น่าขัน นี่นะเหรออดีตอันดับหนึ่งของศิษย์สายนอก? พอก้าวเข้ามาเป็นศิษย์สายใน ก็ยอมเป็นขี้ข้าของคนอื่น เพียงแค่จุดนี้เจ้าก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งได้แล้วผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงใจของเขาต้องมั่นคงแน่วแน่ และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะไล่ตามความแข็งแกร่งบนเส้นทางแห่งนักรบแต่สำหรับคนที่เอาแต่ประจบประแจงคนอื่นเช่นเจ้า ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้หรอก”

            หลินเฟิงจ้องมองใบหน้าที่บิดเบี้ยวของเฉินซิง ก่อนจะปล่อยให้ลมปราณอันแข็งแกร่งพุ่งตรงไปยังเฉินซิงและกดทับร่างกายของเขาหลินเฟิงก้าวเท้าไปหาเขาอย่างช้าๆ ทีละก้าวๆ แม้จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่เฉินซิงกลับตื่นตระหนกขึ้นมา

            “ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง ใจของเขาต้องมั่นคงแน่วแน่และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะไล่ตามความแข็งแกร่งบนเส้นทางแห่งนักรบ” ประโยคนี้วนเวียนอยู่ในหัวของเฉินซิง และค่อยๆ กัดกร่อนความเชื่อมั่นของเขาไม่ผิด เมื่อก่อนเขาเคยทุ่มเทอย่างหนักในการบ่มเพาะและฝึกฝน จนทำให้คนอื่นๆ เรียกขานเขาว่า‘อัจฉริยะ’ แต่หลังจากที่เขาเลือกที่จะติดตามเหวินเริ่นเหยียน เพียงจุดนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้แล้วว่าเขายอมแพ้ต่อเหวินเริ่นเหยียน ทำให้ความเร็วในการบ่มเพาะลดลงเป็นอย่างมาก มิหนำซ้ำความมุ่งมั่นในอดีตก็ค่อยๆหายไป

            เขาจะสามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีและความมั่นใจในอดีตกลับมาได้หรือไม่? ไม่ใช่แค่เฉินซิงคนเดียวที่ได้รับผลกระทบจากคำพูดของหลินเฟิง ศิษย์คนอื่นๆเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มคิดทบทวนอยู่ในใจเงียบๆ

            “เขาพูดได้ดี” ในใจของหลิ่วเฟยเองก็ได้รับผลกระทบจากคำพูดของหลินเฟิงเช่นกัน อัจฉริยะที่แท้จริงมีใครบ้างที่ใจร้อน บ้าอำนาจทำตัวตามอำเภอใจและหยิ่งผยอง??? คนแบบนั้นไม่ได้เรียกว่าอัจฉริยะแต่เป็นคนชั้นต่ำต่างหาก

            “เฉินซิง เจ้ามันก็แค่คนชั้นต่ำที่คอยกระดิกหางให้เจ้านาย และพูดจาโอ้อวดไปวันๆตัวเจ้าไร้ซึ่งจิตใจที่แน่วแน่ ไม่หลงเหลือคราบอัจฉริยะในกาลก่อน ตัวเจ้าในตอนนี้เป็นได้แค่ไอ้ขี้ขลาดเท่านั้น!!!” หลินเฟิงกล่าวขณะที่เดินตรงเข้าไปหาเฉินซิงพร้อมลมปราณอันทรงพลังที่ทาบทับลงบนร่างของเฉินซิง

            “ขี้ขลาด… ขี้ขลาด…” คำพูดเหล่านี้ดังก้องอยู่ในหัวของเฉินซิงใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวด

            “อ๊าก…” ทันใดนั้นเฉินซิงก็ตะโกนออกมาทำให้ศิษย์ที่อยู่ใกล้ๆ ต้องยกมือปิดหู เสียงร้องอันบ้าคลั่งดังกึกก้องไปทั่วถ้ำก่อนที่เงาร่างหนึ่งจะทะยานหายไป...

            ภายในถ้ำเต็มไปด้วยความเงียบสงบ ทุกๆ คนที่เห็นฉากนี้ล้วนแล้วแต่ตกตะลึงทั้งนั้น

            ร้ายกาจมาก!

            หลินเฟิงไม่จำเป็นต้องต่อสู้ เพียงแค่ใช้คำพูดไม่กี่คำก็สามารถทำให้จิตใจของเฉินซิงพังทลายลงได้

            ในขณะที่ทุกคนกำลังมองไปที่หลินเฟิงก็เห็นรอยยิ้มที่เยือกเย็นบนใบหน้าของเขา รอยยิ้มนี้ดูคล้ายกับปีศาจที่ชั่วร้าย ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความลึกลับและว่างเปล่าราวกับไม่ใช่มนุษย์

            สัตว์อสูรปีศาจลึกลับมีความสามารถในการสร้างภาพมายาและหลินเฟิงใช้ความสามารถนั่นกับเฉินซิง ความสามารถนี้สามารถใช้ได้กับพวกจิตอ่อนเท่านั้นซึ่งเดิมทีจิตใจของเฉินซิงก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรอยู่แล้วดังนั้นหลินเฟิงจึงพูดไม่กี่คำก็ทำให้จิตใจของเขาปั่นป่วนและพังทลายลง

             “ไอ้สวะ!!!” เหวินเริ่นเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาดวงตาสีน้ำเงินของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาขณะจ้องมองไปที่หลินเฟิงอย่างโกรธเกรี้ยว

            “แม้ว่าเจ้าจะแข็งแกร่งกว่าเฉินซิงเล็กน้อยแต่เจ้าก็ยังอ่อนแอเมื่อเทียบกับข้า ในสายตาข้าเจ้าก็ไม่ต่างอะไรไปจากหนอนแมลงที่ข้าสามารถบดขยี้ได้ตลอดเวลาถ้าตอนนี้เจ้าคุกเข่าลงและร้องขอความเมตตาจากข้า ข้าจะละเว้นความตายให้เจ้า!”

            เหวินเริ่นเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยจิตสังหารไม่ใช่หลินเฟิงกล่าวว่า คนที่เป็นขี้ข้าของคนอื่นล้วนเป็นพวกชั้นต่ำ ดังนั้นเขาจึงต้องการสั่งสอนบทเรียนให้กับหลินเฟิงและต้องการให้หลินเฟิงคุกเข่าต่อหน้าเขา