เชียงยืนฟื้นฮัก

    ตอนที่ 30 มุ่งมั่น

         เหมือนทุกอย่างจะง่ายไปซะหมด เส้นทางขึ้นเป็นใหญ่


    หาไม่มีใครมาขวางได้ อาศัยความทะยานอยาก


    มังคลามุ่งมั่นต่อวิถีราชา ตัดขาดศัตรูคู่แข่งให้หมด


    ฝั่งท้าวรณชัยตอนนี้ทำอะไรไม่ได้ ทั้งสังขารและบารมีเริ่มถดถอย


    ถึงจะมีจามรเทวีหนุนอยู่ หากพระนางเองยังย่ำแย่


    เพราะถูกอสูรในคราบองค์เลอสรวง ใช้สอยสนองกิจอย่างหนัก


    ยิ่งมาพักหลัง โดนสั่งให้อยู่ใกล้ ๆ สายตา ห้ามออกไปไหนมาไหน


    คล้ายกับกักบริเวณ เลยยากต่อการติดต่อผู้เคยสมาคม


         “กูสิเฮ็ดจังได๋ ดีน้อ”


    เช่นเดียวกับวันนี้ พระนางจามรเทวีเดินครุ่นคิดภายในห้อง


    รู้เต็มอกว่าสิ่งที่เห็น คือมีบางอย่างเข้าสิงสวามี


    สังเกตรู้ในพฤติกรรม อันต้องเป็นฝีมือปุโรหิตมังคลา


    ขณะกำลังกลัดกลุ้มพระทัย บานประตูถูกผลักเปิด


         “แม่หยัวเพคะ ช้าแล้ว”


    อีปุนทาสผู้คอยรับใช้ใกล้ชิด หมอบเข้ามาบอกเวลา


    อีกแล้วหรือ ที่ต้องขึ้นห้องถวายงานพอนึกถึง


    จามรเทวีรู้สึกสะอิดสะเอียนฝืนใจ ประเด็นไม่ได้รักหากเป็นแค่หน้าที่


    ตลอดมาพระนางยกให้ อดีตมเหสีคาระปงเป็นส่วนใหญ่ในภาระตรงนั้น


    บัดนี้รู้ซึ้งถึงความคับข้องทนแบก อันบอกแก่ผู้ใดไม่ได้


    ถ้าไม่ใช่บิดาท้าวแสงขร ผู้ครองเมือง*เพชบุระ


    วางแผนพยายามตีตัวออกห่างเจ้าอาณาจักรศรีเทพ 


    หวังขยับขยายลงมาครอบผสานกับทางอีสานตอนบน


    จึงบังคับให้ธิดามาถวายตัวต่อองค์เลอสรวง เพื่อเป็นประตูสู่ความสัมพันธ์


    อันจะทำให้ได้ดั่งประสงค์ ทั้งเป็นการตอบแทนบุญคุณ จามรจำยอมตามคำบุพการี


    หากลำพังดวงใจ พระนางสมัครรักใคร่ท้าวรณชัยเท่านั้น


    ชายซึ่งก่อปฏิพัทธ์ สอนให้รู้จักคำว่ารักแรกพบ 


         “ป่ะ ซั่น”


    เพียงทำได้แต่ขานรับ ยามต้องเข้าหาเพื่อร่วมสังวาส


    ทำหน้าชื่นเก็บความขมขื่นไว้ก่อน แลกกับการเอาตัวรอดไปวัน ๆ


    ...จิตพิสมัยในราคะ อชาตะฝักใฝ่กามรส


         “มาแล้วบ้อ เมียกู”


    ค่ำคืนวันเพ็ญจันทร์เต็มดวง เขตห้องบรรทมเปิดหน้าต่างบานกุลชรรับแสงเดือน


         “น้อมสักการะ เพคะ”


    นั่งลงก้มกราบ จามรฝืนอารมณ์กับความหยาบ


         “ฮิมาเถิน”


    พอประตูปิดอยู่ตามลำพัง อชาตะเร่งรัดสะบัดเปลื้องอาภรณ์ออกให้


    จู่โจมกระหายไม่ปราณี ข่มเหงตักตวงพิศวาส


         “โอ๊ย”


    เสียงร้องกับการกระทำดิบเถื่อน ซึ่งจามรเทวีพบเจอบนเตียง


    กัดฟันสู้ต่อความรุนแรง กลั้นน้ำตาทรมานภายในอก


         “โอ้วว์ สุขแท้”


    ตรงข้ามอสูรร่ำกระสัน จมดิ่งเสพเมถุนเป็นที่ตั้ง


    ด้านเปรมปรีอยากได้สำราญเพิ่ม สำหรับฝ่ายทุกข์ภาวนาให้หมดเวลาโดยเร็ว


    พลอยต้องหลอกตัวเอง จามรใช้มโนจินตนาเป็นว่าท้าวรณชัย 


    ชายอันเป็นที่รักมอบความสุขให้ กระทั่งผ่านพ้นสังเวียนขุมนรก


         “น้องนาง กลับห้องก่อนเพคะ”


    ห่มสไบพยายามจนลุล่วง จึงจะปลีกตัวเมื่อหมดวาระ


         “สิฟ้าวไปไส”


    ยังยื้อไว้ อชาตะอาลัยเสน่หา


         “ขอชำระกาย ให้เซาเมื่อยจักบาดแหน่”


    หวังจะได้เมตตาบ้าง หลังจากปรนเปรอขั้นสุดตัว


         “บ่ต้องไปไสดอก”


    ประโยคทรงตรัสจากองค์เลอสรวง ที่ติดกับดักกิเลสใคร่


         “อันว่า”


    เอ่ยสรรหาข้ออ้าง เพราะพระนางจวนเจียนไม่ไหวหากอยู่ต่อ


         “กูบอกให้อยู่นี่!”


    ขณะกำลังจะอ้าปากพูด จามรก็ถูกตวาดจากอสูรทันที


    ก้มมองพื้น น้อยใจในชะตาตัวเอง ใยช่างร้ายนักอันสวามีที่อยู่ตรงหน้า


    บังเกิดอัดอั้น ขั้นกระอักส่งผลทางกาย


         “ฮ๊วก ๆ”


    ลมตีขึ้นทรวงจึงอาเจียน“เสด็จอ้ายท่าน ขมาน้องนางเถิด”


    คำขอกับกริยาขับออกมาโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นอยู่


         “เอาจั๊กบาด ซะน้อ”


    ทรามด้วยคำพูดยังไม่พอ ท่าทางวาดมือยกกะจะฟาด


    ระหว่างนั้นดุจอาเพศ ผุดสื่อได้ระยะมีทายาท


    หัตถ์องค์เลอสรวงค้างเติ่งกลางอากาศ อุทานลั่นในปรากฏการณ์


         “กูสั่งไว้ให้อยู่ม่องนี่ อย่าสิคึดหนีไปไส”


    ประกาศิตสร้างความลำบากใจแก่จามรเทวีคณานับ


         “ญ้อนหยังเพคะ พ่อหลวงคึเว้าจังซี่”


    ตรงที่ห่วงไม่ใช่อะไร แต่เพราะท้าวรณชัยต่างหาก ต้องเยี่ยมเยือนถึงเรือนเกือบทุกวัน


    เนื่องสุขภาพเพิ่งฟื้นฟู จึงมีคำถามยังสาเหตุข้อห้าม


    ทั้งรู้แน่ชัดเป็นมังคลาจัดฉากทุกอย่าง แท้แล้วราชาหาใช่เลอสรวงพระองค์เดิม


         “หึ ๆ ๆ”


    ก้องเสียงหัวเราะให้ตนเองของอชาตะ ไม่นึกฝันจะมีวันนี้


         “กรรมพันธุ์กู ได่อยู่ในโตมึงแล้ว”


    ชี้ใส่นางสตรีที่ทายาทอสูรอุบัติ อาศัยในร่าง


    ผงะถอยผวา คำได้ยินจามรเทวีแทบอยากจะฆ่าตัวตาย


         “ห่าคั่วเอ้ย!”


    หลุดวาจาตามอาการโกรธ ก่อนเป็นลมล้มทรุดหมดสติ


    มีแต่อสูรยินดีในการนี้ อันตนก่อพันธะระหว่างมนุษย์ได้


    สร้างสายโลหิต ผ่านการสมสู่ผสมพันธุ์สืบทอด


    จากสายตาแข็งกระด้าง แปรเปลี่ยนอ่อนโยนมองร่างที่สลบ


         “เมียกู คึสิยากเจ่าแล้วหละ”


    อุ้มช้อนขึ้นมานอนบนเตียงบรรทม ห่มผ้าให้ด้วยห่วงใยดุจบันดลอสูรก็มีหัวใจ


    ...เรือนคุ้มบริเวณท้ายวัง ต่างเก็บตัวเงียบดั่งที่ตกลงกันไว้


    เพื่อให้ทางมังคลาปุโรหิตไม่ติดตาม โดยลักษณะคิดว่า


    บักลายสือถูกฆ่าตายแล้วในคุกหลวง เนื่องบังอาจอ้างตนเทียมเบื้องสูง 


    ส่วนท้าวเทศเกรงโทษหนัก ไม่กล้าเสนอหน้าเข้าเฝ้าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


    ประเมินผลสำเร็จ เพราะทุกมูลข่าวสารไม่มีใครกล่าวถึงเรื่องนั้นอีกเลย


    ขยาดต่อราชอาญา อีกเท็จจริงยังไม่ได้พิสูจน์เสียด้วยซ้ำ


    ก็เกิดการจับขังแล้วฆ่าปิดปาก โดยพยนต์กลายเป็นหุ่นรับแทน


    กลวิธีแยบยล อันคิดเปิดเผยตัวตนราชนิกูลต่อพระพักตร์อย่างโจ่งแจ้งของท้าวเทศ


    ต้องพับแผนไว้กลางคัน เนื่องความผิดแผกในองค์เลอสรวงที่ทรงจดจำโอรสไม่ได้


    ทั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกเคยพบกันมาก่อน วิสัยก่อให้มีพิรุธมากมาย


    ท้ายสรุปต้องหาถึงสาเหตุการเปลี่ยนแปลง จนค้นเจอกับตาผ่านคันฉ่อง


    โดยตาลุนกับเสือหาญ จับได้คาหนังคาเขาขณะมองกระจกสะท้อนเงาปีศาจ


    อาศัยมนต์บังกายช่วยสืบพฤติกรรม ขั้นรู้ถึงสัญญามังคลากับอสูรอชาตะ


         “จังได๋บาดหนิ ซุมเฮา?”


    เปิดบ้านเป็นที่สำหรับประชุมพูดคุย ท้าวเทศเอ่ยขึ้น


         “ข่อยสิไปท้าฮองวิชามัน ท้าวท่านเห็นนำบ่”


    เสือหาญอาสาก่อน ถามความเห็นต่อท้าวเทศ


    สลับกับความคิดตาลุน“อยู่หนิหละ ถ่าเบิ่งจนคักใจสา”


         “เจ่าญ่านหยัง อ้ายลุน”


    เลยได้รำคาญกับความชักช้าแค่เฝ้าดู เสือหาญทนไม่ไหว


         “มึงฮู้รึหยังหล่ะ?”


    จ้วงคืนด้วยคำพูดดัก ตาลุนติดตรงข้อสงสัย


         “อันเฮาเห็น ในแว่นคึมะลางมวลได๋”


    ย้ำกับสิ่งที่มองผ่านทางกระจกเงา ยังหาคำจำกัดประเภทเจตภูตเผ่าใด


    ซึ่งไม่เคยปรากฏพบเห็นมาก่อน หรือในตำรายังไม่มีบันทึกไว้


         “เออ เจ่าเว้ามากะถืก”


    ถูกทักจากตาลุน เสือหาญพลางขบคิด“ข่อยคิดฮอดปู่อาจารย์ แท้น้อ”


    เปรยรำพันถึงอาจารย์อมตะ ผู้สอนวิชาไสยศาสตร์ทั้งหลาย


         “ต้องมีหละแมะ สิ่งค้ำคูณข่มมันได่”


    ตาลุนหันมาทางบักลายสือ


         “แหวนวิเศษของพ่อเทวดานี่เด้ บักหาญ”


    แววหวังยังมี ตาลุยนึกออก“บักพราหมณ์นี่น๊า สิมีหยังเอามันอยู่”


    แต่เมื่อคิดวิธีปราบสำหรับมังคลานั้นถ้าจะยากกว่าด้วยซ้ำ


    ปะคาถา อาคมพอหอมปากหอมคอกันมาแล้ว 


    วีรกรรมตาลุยยังจำได้ ตอนอุตส่าห์ขี่ม้ามาหาเรื่องถึงถิ่น


    เพื่อล้างแค้นให้ผีลูกกรอก ที่ฟ้องโดยบักโผน


    สันดานไม่ยอมใคร ย่อมไร้สุขอยู่ไม่เป็นเพราะเย็นไม่พอ


    นิ่งฟังทั้งไตร่ตรอง ลายสือคราวต้องพูดเข้าประเด็น


         “คั่นสิได่พ่อหลวงคืนมา แนวได๋ก่อนเถินเฮา”


    ถ้าไม่พิจารณาดี ๆ คงมีอาฆาตบิดา ล้วนเหตุกระทำทั้งหมดมาจากอสูรครอบงำ


    มันพอเข้าใจเลยหมดข้อกังขา เนื่องรู้ในความเป็นไป 


    ประการอันไม่ได้เกิดจากเจตนาองค์เลอสรวงเลยสักนิด


         “เบิ่งแล้ว อย่าสิให้เป็นคึเก่า”


    ด่วนหุนหันพันแล่น ท้าวเทศมีบทเรียนในการรีบประกาศตัวบักลายสือ


    จนเดือดร้อนกันทั่วเนื่องผิดแผน พลาดท่าให้กับมังคลาที่เลี้ยงอสูรในมือ


    ครั้งนี้ต้องรอบคอบกว่าเดิมหลายเท่า นึกขึ้นถึงหอตำรา ตามวัดวาต่าง ๆ


    อาจมีสาระให้ค้นหาประวัติพื้นเพของเหล่า*ภพภูมิอสูรอยู่บ้าง


    อันจะสามารถแย่งเอาร่างที่ถูกสิง ให้ได้อิสระก่อนอื่น


    พะวงต่อองค์เลอสรวง ซึ่งตกเป็นหุ่นเชิดแก่มังคลาปุโรหิต


    มติสำคัญควรยับยั้ง ระวังตรงบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ


    ภารกิจตะเวนหาเกร็ดความรู้ ที่พอจะนำมาสู้กับมังคลา


    ท้าวเทศกะเกณฑ์ อาศัยป่วยการเมืองทำทีหลบหน้าหายตา


    ไม่มาวุ่นวายในเขตราชวัง หาเหตุผลโดยนำตัวเองออกห่างภัยให้ไกลสุด


    แบ่งกลุ่มตะลุยหาตำราเกี่ยวเนื่องประเภทภูตผี ปีศาจ ศึกษายังธรรมสถานต่าง ๆ.


    *เพชบุระ คือจังหวัดเพชรบูรณ์ในปัจจุบัน เดิมชื่อ เพชบุระ


    ปรากฏในจารึกลานทองคำสมัยสุโขทัย แปลว่าเมืองแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร


    เป็นเมืองเก่าแก่ที่อุดมสมบูรณ์ในแถบลุ่มน้ำป่าสัก 


    ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมทวารวดีและเขมรโบราณ


    เคยเป็นเมืองหน้าด่านและพักทัพสมัยอยุธยา-ธนบุรี 


    ในปัจจุบันมี พุทธอุทยานเพชบุระ ประดิษฐานพระพุทธมหาธรรมราชาจำลอง


    *ภพภูมิอสูร กล่าวถึงเรื่องภพภูมิหลายๆท่านอาจจะพอคุ้นเคยกันอยู่แล้ว 


    สำหรับบางท่านพอรู้แค่บางส่วน ซึ่งในคติความเชื่อของคนเรานั้น


    นับว่ามีอยู่จริงแน่นอน เพียงแต่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า


    ในบางภพภูมิของภพกายละเอียด เช่น สัมภเวสี 


    เทวดา มาร พรหม เปรต สัตว์นรก นาค ครุฑ คนธรรพ์ เป็นต้น


    อันภพภูมิอสูร มีสภาวะเป็นอย่างไร


    ตามความเชื่อในศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ อสูรคือเทวดากายทิพย์จำพวกหนึ่ง


    มีนิสัยดุร้าย เป็นปฏิปักษ์กับเทวดาพวกอื่นซึ่งอาศัยบนสวรรค์ 


    ลักษณะกายภาพอสูรเพศหญิง จะถูกเรียกว่า อสุรี


    พบในคัมภีร์ฤคเวทตอนต้น ใช้คำว่า อสูร หมายถึงเทพชั้นหัวหน้า


    เช่น พระอินทร์ พระพิรุณ พระอัคนี และเป็นคำเดียวกับคำว่า อหุระ 


    มาจากพระนาม พระอหุระมาซดะ หรือพระเป็นเจ้าในศาสนาโซโรอัสเตอร์ 


    สมัยต่อมา อสูร กลับใช้หมายถึง ศัตรูของเทพ 


    ซึ่งพระประชาบดีทรงสร้างขึ้นมาจากลมหายใจของพระองค์


    โดยคำว่า อสุ หมายถึงลมหายใจของพระประชาบดี


    คัมภีร์ชั้นหลังต่อมา เช่น ฤคเวทภาคหลัง อาถรรพเวท และปุราณะต่าง ๆ


    มีการตีความหมายใหม่เป็นอสุระ แปลว่า ไม่ใช่เทพ (อ- อุปสรรค/น นิบาต (ไม่ใช่, ไม่) + สุระ (เทพ)


    คือเป็นอริกับเหล่าเทพ และปรากฏตำนานหลายเรื่อง


    ได้กล่าวถึงสงครามเหตุความขัดแย้งระหว่างเทพกับอสูร 


    ตัวอย่างเช่น ตอนกวนเกษียรสมุทรในกูรมาวตาร เทวาสุรสงคราม เป็นต้น


    อสูร จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความชั่ว ความโหดร้าย 


    ต่างจากเทวดา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความดีและความเมตตา


    ศาสนาพุทธเชื่อว่า แต่เดิมอสูรเป็นเทวดาอาศัยในเมืองสุทัศน์ 


    บนยอดเขาพระสุเมรุ มีท้าวเวปจิตติเป็นจอมเทพ 


    ต่อมาถูกมฆมานพ ที่มาเกิดเป็นพระอินทร์และบริวารมอมเหล้าจนไม่ได้สติ 


    จึงถูกจับโยนลงมาอยู่ใต้เขาพระสุเมรุ ด้วยอำนาจบุญเก่า


    จึงเกิดเป็นเมืองใหม่ โดยจำลองเหมือนเมืองสุทัศน์ อยู่ใต้เขานั้นเป็นที่อาศัยของเหล่าอสูร 


    เหล่าอสูรต่างเข้าใจมาตลอด มวลตนยังอยู่บนเขาพระสุเมรุ 


    กระทั่งเมื่อเห็นต้นแคฝอย ในบริเวณเมือง ออกดอกบานสะพรั่ง


    อสูรจึงระลึกได้ว่า ตนเองอยู่ใต้เขา เพราะในเมืองสุทัศน์มีต้นปาริชาต 


    สร้างความเจ็บใจแก่อสูรทั้งหลาย ขั้นแต่งกองทัพจะยกไปหมายชิงเอาเมืองสุทัศน์คืน


    จึงเรียกมหากาพย์ เทวาสุรสงคราม อันเป็นสงครามระหว่างเทพกับอสูร


    ทั้งสองฝ่ายผลัดกันแพ้ชนะเรื่อยมา เหล่าใดแพ้ก็จะหนีกลับเข้าเมือง 


    ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถตีเข้าเมืองได้ ต้องยกทัพกลับไป 


    นามสองเมืองจึงชื่ออยุชฌปุระ หมายถึงเมืองที่ไม่มีใครรบชนะได้


    คัมภีร์มโนรถปูรณีระบุไว้ อสูรผู้เป็นหัวหน้า (อสุรินฺท) มี 3 ตน 


    ได้แก่ ท้าวเวปจิตติ พระราหู และท้าวปหาราทะ


    ท้าวเวปจิตติ เป็นราชาของพวกหมู่อสูร จึงมีสมญานามว่า อสุรราช


    ผู้ยิ่งใหญ่แห่งภพอสูร มีฤทธิ์และอำนาจมาก ทั้งอานุภาพเกรียงไกร   


    องค์เวปจิตติ นามเดิมคือ ท้าวสมพร เป็นจอมอสูร 


    คราวหนึ่งเกิดสงครามระหว่างเทพกับอสูร เมื่ออสูรพ่ายแพ้แล้ว 


    มักไปทำลายอาศรมของฤาษี ด้วยความโกรธแค้นอย่างหนัก


    เพราะจากการที่ถวายคำปรึกษา แก่ท้าวสักกะจอมเทพเท่านั้น


    บรรดาฤาษีจึงพากันเข้าเฝ้าท้าวสมพร เพื่อขอประทานความปลอดภัย 


    แต่ท้าวสมพรปฏิเสธความช่วยเหลือ พวกฤาษีจึงพลั้งวาจาสาปแช่ง ก่อนหายตัวลากลับอาศรม 


    อิทธิฤทธิ์ในคืนนั้นก่อท้าวสมพรตกใจตื่น ร้องด้วยความกลัวถึงสามครั้ง 


    อุปไมยจึงเป็นที่มาของนาม เวปจิตติ (ผู้มีใจหวั่นไหว)


    ท้าวเวปจิตติ มีธิดาอยู่องค์หนึ่งคือพระแม่สุชาดา 


    ต่อมากลายเป็นชายาเอกของท้าวสักกะ อันประวัติลูกเขย พ่อตาคู่นี้


    มีบ้างทะเลาะกันเป็นธรรมดา บางครั้งมักเที่ยวไปด้วยกันอย่างสันติ


    ทางตำนานในศาสนาฮินดู ท้าววิประจิตติเป็นบุตร


    ที่ทรงฤทธิ์ที่สุดของพระกัศยปะกับนางทนุ ด้วยถือเป็นพวกทานพ 


    ท้าววิประจิตติได้เป็นพระราชาปกครองพวกทานพแทนท้าวปุโลมัน 


    เนื่ององค์พระเชษฐา ถูกพระอินทร์สังหารกลางสนามรบ


    คัมภีร์ปัทมปุราณะระบุว่า ท้าววิประจิตติมีบุตรคือพระราหู 


    นอกจากนี้เรื่องราวในมหาภารตะยังกล่าวว่า ท้าววิประจิตติได้มากำเนิดเป็นท้าวชราสันธ์อีกด้วย


    พระราหู อสูรสำคัญอีกตนหนึ่งในพระพุทธศาสนา


    บริบทในพุทธศาสนา ราหู หรือพระอสุรินทราหู


    ซึ่งเป็นอุปราชคู่กับท้าวพรหมทัตตาสูร อยู่เมืองอสูรทางทิศเหนือ 


    เป็นเทวดาตระกูลเนวาสิก ที่มีท้าวเวปจิตติเป็นใหญ่ 


    ต่อมาท้าวสักกะได้ยึดอำนาจและขับไล่พวกเทวดาตระกูลเนวาสิก 


    ให้ลงมาจากเขาพระสุเมรุ ในขณะที่กำลังเมาสุรา 


    ก่อหมู่เทวดาเหล่านี้ ประกาศตนใหม่ว่าเป็นพวกอสุรา หรือ อสูร 


    และสร้างเมืองอสูรขึ้นในหุบเขาตรีกูฏ ใต้เขาพระสุเมรุ


    ด้านคัมภีร์อนาคตวงศ์ ระบุไว้พระโคตมพุทธเจ้า


    ทรงตรัสกับพระสารีบุตรว่า อสุรินทราหูนั่นเอง


    จะได้อภิญญาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ในยุคกาลอันมีนาม พระนารทสัมพุทธเจ้า


    สูง 20 ศอก พระชนมายุ 10,000 ปี มีไม้จันทน์เป็นแก่นสารแหล่งตรัสรู้ 


    บรรลุบำเพ็ญปรมัตถบารมี ในสมัยพระกัสสปะพุทธเจ้า 


    องค์โพธิสัตว์ได้บังเกิดเป็นกษัตริย์ นามว่า พระยาสิริคุตตมหาราช ครองเมืองมัลลนคร 


    มีพระราชอัครมเหสี นามเรียกลัมภุราชเทวีเป็นคู่ครอง


    ประกอบทั้งพระราชโอรสและพระราชธิดา นามว่า นิโครธกุมารและโคตมีกุมารีตามลำดับ


    วันหนึ่งพราหมณ์ 9 ท่าน เดินทางมาทูลขอราชสมบัติและพระนคร 


    พระองค์ราชทานด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์


    แล้วพาครอบครัวออกบวช ย้ายไปอาศัยอยู่ที่อาศรมในป่า 


    ครั้งนั้นมียักษ์ชื่อยันตะ ร่างกายสูงถึง 120 ศอก 


    มาขอพระราชโอรสและธิดาทั้งสอง พระองค์ เพื่อเป็นอาหารประทัง 


    ยันตะยักษ์ ยังกล่าวอีกว่า ถ้าได้ถวายพระราชโอรสและพระราชธิดาแล้ว 


    บั้นปลายอนาคตจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่นอน 


    เมื่อพระยาสิริคุตตมหาราชได้ฟังเช่นนั้น รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก 


    เลยตอบตกลง ทรงเอ่ยนัยยะชี้แจง ไม่ใช่ไม่รักลูกทั้งสอง


    หากแต่ท่านเป็นผู้ที่รักในพระโพธิญาณยิ่งกว่าสิ่งใด จึงตัดใจสละบุตรให้ยักษ์


    แถลงสัจจะหลั่งน้ำเหนือมือของยักษ์ พร้อมประกาศแก่เทวดา


    รวมทั้งพระแม่ธรณีให้เป็นสักขีพยาน แห่งมหาทานยิ่งใหญ่นี้ 


    พอเมื่อยักษ์ได้รับมอบพระกุมารีทั้งสองแล้ว จับเคี้ยวกินต่อหน้าต่อตาพระโพธิสัตว์ 


    พระโพธิสัตว์เห็นเลือดที่ไหลจากปากของยักษ์ ก็มิได้หวาดกลัว


    ด้วยจิตใจอันเปี่ยมล้นมุ่งศรัทธา และนับเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตพระองค์ที่ 5 


    โดยเริ่มจากพระศรีอริยเมตไตรยเป็นพระองค์ที่ 1


    (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     


     



     


     


     


     


     


     


     

    คล้ายกับเรื่องเชียงยืนฟื้นฮัก ที่คุณอ่าน