บทที่7 ตอนที่42 : อักษรที่เหลือรอด
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ณ ตึกเมลฟิลด์ อันเป็นฐานที่มั่นขององค์กรเดอะดาร์คอัลฟาเบต ไอนนนิก็ได้ฟื้นขึ้นมาหลังจากสลบไปนานเนื่องมาจากฝีมือของโน้ก และเมื่อกลับมาได้สติ เขาก็เริ่มทำงานต่อในทันที โดยสิ่งแรกที่เขาทำก็คือเช็กข้อความที่คนในกลุ่มต้องการส่งผ่านตัวเขา และเมื่อตรวจสอบไปเพียงชั่วครู่เด็กชายหนวดงอนก็ได้พบกับข้อความบางอย่างที่ทำให้เขาตะลึงจนอ้าปากค้าง “ท่านดันทัวร์!!” เดอะไลนลิงค์เกอร์ตะโกนสุดเสียงเหมือนคนสติแตก จนทำให้ดันทัวร์ซึ่งกำลังทำพิธีกรรมอยู่ห้องข้าง ๆ นั้นเกิดสมาธิหลุดจนได้หลังจากได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย “โธ่เว้ย!! พังจนได้ อีกไม่นานก็จะจบพิธีอยู่แล้วแท้ ๆ แกเป็นบ้าอะไรวะ!?” ดิเอ็มเพอร์เรอร์บ่นด้วยความหงุดหงิดพลางลุกยืนขึ้นภายในวงเวทย์.. ร่างกายของเขาดูเปลี่ยนไปอย่างมาก เริ่มจากผิวกายจากที่เคยเป็นผิวสีซีดก็กลับกลายเป็นสีทับทิมที่เปล่งแสงระยิบระยับราวกับอัญมณีท่ามกลางแสงจันทร์สีเลือดที่กำลังสาดส่อง มัดกล้ามเนื้อขยายใหญ่ขึ้นจนเห็นเด่นชัดเจนในทุกสัดส่วน.. ดวงตากลายเป็นสีดำสนิท ฟันเขี้ยวยาวทะลุลงมาจนกระทบริมฝีปากล่างอันเอิบอิ่ม เส้นผมกลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์งอกยาวแตะถึงแผ่นหลัง เขาขยับร่างเพื่อไปหยิบกางเกงมาสวม ก่อนจะเดินเข้าไปยังห้องสื่อสารที่อยู่ข้าง ๆ ก่อนที่ดิเอ็มเพอร์เรอร์ในร่างสุดยอดกระชากไอนนนิขึ้นอย่างเอาเรื่อง.. “เฮิ้กกก..” คะ..คือว่า..” ชายผู้ทำหน้าที่คอยติดต่อสื่อสารระหว่างกลุ่มสะดุ้งเฮือกขึ้นมาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอิดโรย “คือว่าอะไร!?” ดันทัวร์เขย่าตัวสมุนอย่างรุนแรงก่อนจะถามซ้ำอีกครั้ง และในครั้งนี้ชายหนวดงอนก็ไม่ทำให้เจ้านายของเขาผิดหวัง “มะ.. มีข้อความฝากมาถึงคุณดันทัวร์ครับ แค่ก ๆ ” เขายังคงพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด “พวกมันกำลังจะไปปลดปล่อยคนในองค์การของเราให้เป็นอิสระด้วยเลือดวิเศษของไอ้เม็ดเลือดขาวครับ” แรงค์เจแห่งองค์กรเอ่ย ซึ่งเมื่อดิเอ็มเพอร์เรอร์ได้ยินเช่นนั้นแล้วจึงถามต่อด้วยอารมณ์ที่ร้อนกรุ่น “เลือดขวดแค่นั้นมันจะทำได้สักแค่ไหนกันเชียว! ตอนนี้เหตุการณ์เป็นยังไงบ้าง?” เขาตะคอกไปยังสมุนที่อยู่ตรงหน้า “ผมก็เพิ่งฟื้นครับ เลยไม่รู้เรื่องเหมือนกัน..” เด็กชายร่างใหญ่ตอบกลับเสียงระส่ำ “งั้นก็ใช้พลังของแกเรียกพวกมันสิวะ!” ชายที่ในตอนนี้มีผิวราวกับอัญมณีทับทิมยังคงตวาดใส่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการส่งสาร และไอนนนิผู้อิดโรยก็พยักหน้ารับคำทำตามคำบัญชาในทันที แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับแม้แต่น้อย.. “โธ่เว้ย! พวกแกไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกันหมด โผล่ออกมาเดี๋ยวนี้!” ดันทัวร์เดินตะโกนไปรอบ ๆ ปราสาทด้วยความหงุดหงิดเพื่อตามหาตัวผู้ที่ยังเหลือรอด.. แต่เสียงที่ชายผู้กระหายจะชำระแค้นพูดดังก้องกังวานไปทั่วปราสาทนั้นกลับสะท้อนกลับมาหาเขาเพียงแค่เสียงเอคโค่ “นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกันขึ้นวะเนี่ย!?” แวมไพร์หนุ่มตะโกนอย่างคลุ้มคลั่งพลันเดินกลับไปยังห้องของเขา “ผะ.. ผมขอโทษครับ ที่หมดสติไปในตอนที่สายของท่านรายงานเรื่องนี้มา.. แค่ก ๆ ๆ ” ชายหนวดงามพยายามพูดรับผิด “แกไม่ได้เป็นคนผิด เจ , คนที่ผิดมันคือไอ้พวกเฮงซวยนั่น พังหมด.. ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันสร้างขึ้นมา พังหมดแล้ว! ไอ้เวรเอ๊ย!! ใครที่บังอาจมาทำลายแผนการอันยิ่งใหญ่ของฉัน! มันต้องตาย!! ฉันจะฆ่ามันทิ้งซะ!!” ดันทัวร์แหงนหน้าขึ้นฟ้าพลันตะโกนลั่นออกมาอย่างสุดเสียงด้วยความโกรธ “เจ.. ฝากข้อความไปบอกสายลับของฉันว่าให้เลิกทำการแฝงตัว แล้วฆ่าพวกมันทิ้งให้หมด! เริ่มต้นด้วยไอ้เกษมก่อนเลย! ฉันไม่ต้องการใช้พลังของมันอีกแล้ว!” ดิเอ็มเพอร์เรอร์สั่งการด้วยความแค้น ณ ขณะเดียวกัน ที่ห้องฝึกต้นไม้อันเป็นแหล่งรวมกลุ่มของเหล่าผู้ต่อต้านดันทัวร์ “เฮ้เกษม.. ฉันมีเรื่องจะคุยด้วยหน่อยน่ะ ตามฉันมานี่ทีสิ” มีสท์เดินเข้าไปหาเพื่อนคนแรกในมหาวิทยาลัยของเธอพร้อมเอ่ยปากชวนด้วยอาการที่ค่อนข้างจะตื่นเต้น “มีอะไรหรอมีสท์? เดี๋ยวฉันตามไปนะ ขอโทรศัพท์ไปคุยกับพ่อก่อน ไม่ได้โทรหาแกนานแล้ว ตอนนี้แกคงเป็นห่วงฉันจะแย่แล้วล่ะ..” หนุ่มแว่นพูดพลางควักโทรศัพท์และปลีกตัวออกไป “ได้ ๆ เดี๋ยวฉันรออยู่หลังต้นไม้ต้นนั้นนะ..” สาวผมเปียเหงื่อแตกพลั่กก่อนที่เธอจะชี้ไปยังสถานที่นัดพบ และเดินไปรออย่างรวดเร็ว ซึ่งก็เป็นขณะเดียวกันกับที่มิมิโนะ ไบซ์ และโพซิเออร์ เดินทางกลับมาหลังจากออกไปเก็บต้นออก้า และรีบนำไปให้ไทรซ์ทานอย่างรวดเร็วเช่นกัน.. กลับไปที่ปราสาทร้าง อันเป็นอดีตตึกผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยออแกเนียน ‘เมลฟิลด์’ ระหว่างที่ดันทัวร์กับไอนนนิกำลังคุยกันอยู่นั้นเอง จู่ ๆ โน้กก็ได้เดินเข้ามาพร้อมด้วยหน้าตาสงสัย.. “เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่เหรอครับคุณดันทัวร์? แล้วคนอื่นหายไปไหนกันหมด?” เจ้าของลิ้นพิเศษเอ่ยถาม เมื่อแรงค์เจเห็นชายผู้ที่ทำให้เขาหมดสติเดินเข้ามาแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่จึงเกิดความสงสัยขึ้นเช่นกัน “ทำไม..คุณถึงยังไม่หายตัวไปเหมือนคนอื่นล่ะ?” ไอนนนิถามกลับ “ก็เพราะท่านดันทัวร์ไล่ให้ฉันไปให้พ้น ๆ สายตา ฉันก็เลยน้อยใจออกไปจากปราสาทแล้วกลับไปที่ห้องฝึกในหอพักน่ะสิ เพิ่งกลับมาตอนที่ได้ยินเสียงแกเรียกเมื่อกี้นี่แหละ” ชายนักชิมไวน์ตอบกลับด้วยเสียงหงอย ๆ “ถึงว่า.. ทำไมไอ้คุณเวิร์ดมันยังไม่ยอมลงโทษฉัน เพราะแกยังอยู่นี่เอง..” ร่างสีทับทิมก้มหน้าพลางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอันมืดทมิฬจนสมุนของเขาทั้งสองสัมผัสได้ถึงความอำมหิต “แล้วฉันก็นึกขึ้นได้พอดี ว่าอีกคนหนึ่งที่ผิด.. มันก็คือแก! ไอ้โน้ก!! เพราะแกเจเลยหมดสติ ฉันเลยไม่ได้รับข้อความจากสายสืบที่ฉันอุตส่าห์ทำมันให้แฝงตัวเข้าไปในกลุ่มของเกษมได้!!.. โทษของแกมีสถานเดียวเท่านั้น.. คือตาย!” ดันทัวร์เงยหน้าขึ้นพร้อมจ้องสายตาอันสุดแสนจะอาฆาตและสยดสยองไปทางเดอะซีลมาสเตอร์ “หยะหยะหยะ.. อย่านะครับท่านดันทัวร์ ถ้าผมตายคุณเวิร์ดจะเป็นอิสระนะครับ” โน้กเดินร่นถอยพลางผลักมือขึ้นและพยายามหาข้ออ้างเพื่อที่จะทำให้เขาได้มีชีวิตรอดต่อไป “โ ธ่ เ ว้ ย ย ย ย ! ! ! มันก็จริงของแก!! ” ดันทัวร์เกิดอาการหัวเสียที่สถานการณ์ในตอนนี้มันบังคับให้เขาทำอะไรที่เอาแต่ใจไม่ได้อีกต่อไป “แต่อย่างน้อยก็ลองให้ฉันได้สู้ครั้งสุดท้ายก่อน ฉันมีของดีที่จะมอบให้แกทั้งสองคน ตามฉันมาสิ..” ดิเอ็มเพอร์เรอร์ ผู้อับจนหนทางพูดพลางเดินกลับเข้าไปในห้องของเขา และชี้นิ้วให้เด็กชายร่างใหญ่ผู้ควบคุมการสื่อสารไปยืนอยู่ตรงกลางวงเวทย์อันเป็นจุดทำพิธี ก่อนที่ดันทัวร์จะคว้าออกาเน็มของเขาขึ้นและสวมใส่มัน ซึ่งผ้าคลุมนั้นก็ได้ยึดติดเข้ากับตัวของแวมไพร์หนุ่มด้วยความถวิลหา.. มันรัดแน่นและเปลี่ยนรูปของตัวเองให้เป็นเครื่องทรงของพระราชาในประเทศแถบยุโรปสมัยก่อน ตัวชุดมีสีดำทมิฬคอปกตั้งแนบเนื้อพอดีตัว ประดับด้วยอัญมณีทับทิมอันเป็นสีเดียวกับร่างของเขา ส่วนผ้าคลุมสีแดงสดนั้นก็ได้ลอยพลิ้วปลิวสยายอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าจะไม่มีลมที่พัดผ่านในบริเวณนั้นเลยก็ตาม ดิเอ็มเพอร์เรอร์ในชุดอันทรงพลังเดินเขาไปหาร่างใหญ่ที่ยืนสั่นงันงกอยู่ในวงเวทย์ด้วยความหวาดกลัว แวมไพร์ผู้กระหายเลือดง้างขากรรไกรอันน่าสยดสยองก่อนฝังเขี้ยวซ้ำลงไปที่รอยกัดเดิมบริเวณคอของชายหนุ่ม! ซึ่งหลังจากถูกงับ ตาของเหยื่อก็เหลือกโปนด้วยความเจ็บปวดทรมาน ก่อนที่ชายผู้กำลังอิดโรยจะล้มตึงลงไปนอนกับพื้น.. เขาร้องเสียงโอดโอยอย่างตะกุกตะกักคล้ายกับคนกำลังจะขาดอากาศหายใจ ไอนนนิดิ้นทุรนทุรายอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ร่างของเขาจะแน่นิ่งไป.. แต่เมื่อผ่านไปชั่วครู่เขาก็ได้พยุงตัวลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ ด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด “ผมรู้สึกถึงพลังใหม่.. ขอบคุณครับนายท่าน..” เด็กหนุ่มพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา และถึงแม้ว่าลักษณะทางกายภาพของเขาจะเหมือนเดิมทุกประการ แต่ท่าทีนั้นกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ชายหนวดโค้งผู้อ่อนแอคนเดิมที่เราเคยรู้จัก ได้ตายจากไปแล้ว.. “หึหึ.. และนี่คือพลังแห่งออกาเน็มของฉัน!! มันสามารถกระตุ้นพลังใหม่ให้กับอวัยวะพิเศษของคนอื่นได้ยังไงล่ะ!! ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ” ดันทัวร์หัวเราะพร้อมประกาศศักดาอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่จะมองไปยังสมุนผู้ที่เหลือรอดอีกหนึ่งคน “ตาแกแล้ว!” ดิเอ็มเพอร์เรอร์ชี้ไปยังโน้กพลางกระดิกนิ้วเรียก.. ชายพูดจงรักภักดีตกอยู่ในสถานการณ์แบ่งรับแบ่งสู้ ใจหนึ่งก็อยากจะได้พลังใหม่จนตัวสั่น กลับกันอีกใจหนึ่งก็สะพรึงกับบรรยากาศอันดำมืด แต่เขาไม่มีทางเลือก.. ชายนักชิมไวน์ต้องทำตามคำสั่งขององค์จักรพรรดิ เขาค่อย ๆ เดินเข้าไปในวงเวทย์ปิศาจพลางเปิดคอเสื้อออก และด้วยความกระหาย! ดันทัวร์ก็ได้งับเข้าไปที่ซอกคอของโน้กอย่างโหดเหี้ยมและรวดเร็ว! “อั๊ก!!” เหยื่อของคมเขี้ยวปิศาจสะดุ้งสุดตัวก่อนที่จะลงไปดิ้นทุรนทุรายอยู่กับพื้น ก่อนที่ร่างกายของเขาเริ่มดิ้นช้าลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดเคลื่อนไหว ทางด้านของดันทัวร์ก็ได้แต่เฝ้ารอให้ชายผู้ภักดีลุกขึ้นมาพร้อมกับพลังใหม่ แต่เวลานั้นมันได้ผ่านไปนานจนผิดสังเกต ลูกสมุนของเขาไม่มีปฎิกริยาตอบสนองใด ๆ เลยแม้แต่น้อย.. “ลุกขึ้นมาสิวะ!!!” ชายผิวซีดพุ่งเข้าไปเขย่าร่างอันแน่นิ่ง และหลังจากเขาเห็นท่าไม่ดีจึงได้ลองใช้มือคลำชีพจรดู อนิจจา.. ไม่มีสัญญาณชีพปรากฏ ดันทัวร์ได้สูญเสียกำลังรบอันน้อยนิดของเขาไปอีกจนได้ และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ การที่โน้กตายนั้นทำให้พันธะที่กักขังเอ็ดเวิร์ด สปีช ที่สามไว้ ถูกปลดผนึกออกไปโดยปริยาย.. “นี่มันอะไรกันวะ!! ไอ้กระจอกเอ้ย!! ทำไมถึงรับสิ่งที่ฉันมอบให้ไปไม่ได้!!” ดิเอ็มเพอร์เรอร์ทรุดลงคุกเข่าก่อนจะตะโกนตัดพ้อออกมาด้วยความสติแตก พลางทุบตีร่างอันไร้วิญญาณ..