มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 171 หลงกล

    บทที่171 หลงกล


             

            “พิษที่เจ้าว่าเป็นอย่างไร"

            เพียงมาถึงเทพดาเร้นกายก็เข้าเรื่อง

             

            ฮุ่ยจวินจึงกล่าวเป็นเชิงแลกเปลี่ยน

            “แล้วท่านจัดการจุดชีพจรลมปราณพิเศษอย่างไร”

             

            เทพดาเร้นกายหรี่ตา

            “เจ้าเด็กนี่”

             

            “หากท่านช่วยนาง วิชาพิษรวมไปถึงกฎเกณฑ์ที่ข้ารู้ก็จะถ่ายทอดต่อท่าน"

             

            ขึ้นชื่อว่าแพทย์อันดับหนึ่งย่อมมิได้หมายความว่าจะเก่งวิชาพิษแพทย์กับพิษคือสิ่งตรงข้าม หนึ่งทำลายหนึ่งรักษา แพทย์อันดับหนึ่งจึงไม่ได้มีความรู้เรื่องพิษมากนักแต่สำหรับฮุ่ยจวินที่เผชิญพิษอันร้ายกาจของตระกูลซุนแห่งบึงลี้ลับมาแล้ว ได้ศึกษาในคัมภีร์พิษที่ตระกูลซุนเก็บเอาไว้มากมายมันจึงมีความรู้เรื่องพิษที่สูงกว่าเทพดาเร้นกาย นี่จึงเป็นสิ่งที่ใช้ต่อรองได้

             

            เทพดาเร้นกายตั้วซุนหงเสมอมาหากไม่ถูกชะตาก็ยากจะสนสิ่งใดวันนี้มันก็ยังไม่ถูกชะตาดรุณีในอาภรณ์ขาวที่บาดเจ็บสาหัส แต่มันไม่มีทางเลือกอื่นเพื่อช่วยเหลือสตรีที่มันรัก ศักดิ์ศรีหรือกฎเกณฑ์ของมันก็ไม่นับเป็นสิ่งใดได้ จึงนำวิธีที่ตนรักษาประคองอาการของประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์มาใช้กับไป๋เหิ่นซินทันทีจุดชีพจรลมปราณพิเศษมีความพิเศษสมชื่อ แต่เทพดาเร้นกายรักษาคนมาจนชินแล้ว วิธีที่มันรักษาก็นับว่าทดลองใช้จนเกิดผลดีที่สุดเช่นนั้นเพียงฝังเข็มรูปแบบใหม่ภายใต้สมุนไพรที่ขัดแย้งต่อคัมภีร์ชั้นสูง เพียงชั่วธูปไหม้นี้ก็สามารถยับยั้งพิษให้หยุดนิ่งได้ราวกับหยุดเวลา

             

            ฮุ่ยจวินจับตามองวิธีและความจำเพาะในการรักษารูปแบบใหม่นี้ของเทพดาเร้นกายชายหนุ่มจึงผงกศีรษะอย่างเข้าใจ

            “เช่นนี้นี่เอง"

             

            เทพดาเร้นกายได้ยินถึงกับรู้สึกสนใจในคำกล่าวของฮุ่ยจวินขึ้นมาทันที

            “เช่นนี้นี่เอง? หรือว่าเจ้าเพียงมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าข้าใช้กฎเกณฑ์และวิธีใด"

             

            ฮุ่ยจวินทำหน้าครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า

            “ข้าเคยเห็นแต่การใช้อ่อนง้างแข็ง ใช้แข็งง้างอ่อนไม่คิดว่าท่านจะบัญญัติกฎเกณฑ์และวิธีแห่งการรักษาใหม่ด้วยการใช้ตัวมันเองง้างตัวมันเองท่านเปิดจุดชีพจรเดินพิษไปยังเส้นชีพจรลมปราณที่เชื่อมโยงเป็นวงจร ปิดจุดชีพจรที่เชื่อมสู่เส้นทางอื่นให้พิษโคจรเป็นวงกลม ให้พิษหมุนวนแลสัมผัสซึ่งกันเพื่อปะทะกันเอง พิษปะทะพิษ ตัวมันเองง้างตัวมันเองจึงสามารถระงับพิษราวกับหยุดเวลาป้องกันการกำเริบของอาการในเร็ววันได้”

            ฮุ่ยจวินประสานมือแก่เทพดาเร้นกาย

            “สมกับที่ผู้อาวุโสเป็นแพทย์อันดับหนึ่งข้ากลับคิดไม่ถึงในกฎเกณฑ์และวิธีนี้แม้เพียงกระผีก"

             

            แทนที่เทพดาเร้นกายจะภูมิใจในวิชาแพทย์รูปแบบใหม่ของตนมือที่เหี่ยวย่นกลับชะงักพร้อมหัวคิ้วที่ขมวดแน่นจรดกัน มันที่รักษาประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์มาพักใหญ่แพทย์ศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีประสบการณ์ทางการแพทย์มาเนิ่นนานยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ตนทำทว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้กลับมองแค่ปราดเดียวก็มองออกถึงกฎเกณฑ์และวิธีการรักษาใหม่ของตนถึงขั้นมองออกถึงกระบวนการสุดท้ายของการรักษา หากตนรับมันเป็นศิษย์และมีเวลาบ่มเพาะมันนานมากกว่าตอนนั้นป่านนี้บุรุษหนุ่มตรงหน้าคงเป็นแพทย์ที่เหนือล้ำกว่าตนไปไกลโขแล้ว!

             

            เทพดาเร้นกายถึงกับทอดถอนใจชมเชย

            “เจ้าฉลาดขนาดนี้ใยจักต้องขอความช่วยเหลือจากใคร”

             

            ฮุ่ยจวินจึงแย้งว่า

            “มีความฉลาดแต่ไร้ซึ่งพื้นฐาน ความฉลาดนั้นจะมีประโชน์อันใดหากมิได้รับการชี้นำจากผู้อาวุโส ข้าก็คงเป็นคนฉลาดที่มืดแปดด้าน"

             

            “เฮอะ เข้าใจกล่าวดีหนิ"

            มือเหี่ยวย่นยกเข็มเงินสุดท้ายขึ้นเตรียมทะลวงจุดให้พิษหมุนเวียนปะทะกันตามที่ฮุ่ยจวินได้กล่าวเอาไว้

            “เข็มนี้เพียงจะช่วยนางให้มีชีวิตนานขึ้นอีกหน่อยต้องดูว่ากฎเกณฑ์และความรู้ด้านพิษเจ้าจะใช้ได้หรือไม่”

             

            หลังกล่าววาจา เทพดาเร้นกายก็ฝังเข็มลงทันใดปลายอันแหลมคมทะลวงจุดชีพจรลมปราณพิเศษ เปิดเส้นทางให้ชีพจรไหลเวียนบรรจบ พิษนี้ออกฤทธิ์เฉกเช่นเดียวกับที่ประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ประสบบุรุษชราจึงมั่นใจว่าเข็มนี้จะหยุดอาการที่กำเริบของพิษได้ ซึ่งผลก็เป็นเช่นนั้นจริงๆวิธีและกฎเกณฑ์ของบุรุษชราได้ผล เพียงแต่สิ่งที่ทำให้มันต้องร่ำร้องในใจว่าผิดท่าพลันบังเกิดพิษของดรุณีนางนี้ที่ประสบ ไม่ใช่เพียงพิษอันพิสดารเหมือนกับประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นแต่มันกลับซ่อนไว้ด้วยค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ชุดหนึ่ง

             

            ทั้งมันยังเป็นค่ายกลพิษที่ซ่อนเร้นยากต่อต้าน!

             

            นอกเหนือจากวิชาพิษใครจะคาดว่ายังฝังค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ซุกซ่อนได้อีกทั้งยังซ่อนภายใต้พิษได้อย่างแยบยลจนขนาดผู้มีปัญญาระดับสูงอย่างมันยังมิอาจสัมผัสได้มารู้ตัวอีกทีก็เป็นตอนไปกระตุ้นให้มันทำงานแล้ว!

             

            ด้วยระยะที่กระชั้นชิดเพียงนี้ ต่อให้มีพลังยุทธ์ระดับสูงก็ยากจะต่อต้านได้ทันสำมะหาอะไรกับผู้ที่อยู่ในมหาวิถีวจนะปัญญาที่มิได้ช่ำชองในด้านการต่อสู้ เทพดาเร้นกายจึงมีปฏิกิริยาตอบโต้ไม่ทันการณ์ค่ายกลพลังปาฏิหาริย์สำหรับป้องกันตนผนึกขึ้นไม่ทันท่วงที ค่ายกลพลังพิษนี้จึงระเบิดเป็นเส้นสายราวโลหิตทิ่มแทงเข้าใส่ดวงตาทั้งสองของมันก่อน!

             

            เปรี้ยง!!!

             

            “อ๊ากกก”

             

            ฮุ่ยจวินยังมิอาจปลดปล่อยลมปราณเจ็ดดาราได้ทันเทพดาเร้ยกายก็ถูกค่ายกลปาฏิหาริย์พิษทำร้ายแล้ว

            “ผู้อาวุโส!”

             

            เทพดาเร้นกายนอกจากสูญเสียดวงตา ตอนนี้มันเองก็ได้ถูกพิษอันพิสดารเฉกเช่นไป๋เหิ่นซินและประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว

             

            ฮุ่ยจวินรีบวางมือทาบแผ่นหลังของบุรุษชราพลังแฝงแห่งดาราดวงที่สามปลดปล่อย ดาราเบ่งบานผุดขึ้นที่ดวงตา พลังลมปราณที่ลึกล้ำนี้ยังพอระงับอาการบาดเจ็บได้ทว่ามิอาจหยุดพิษที่ไหลเวียนไปยังจุดชีพจรลมปราณพิเศษของบุรุษชราแม้แต่น้อย!

             

            คนจากแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์เมื่อได้เห็นก็ต่างทะยานกายออกมา

            “เกิดสิ่งใดขึ้น"

             

            เทพดาเร้นกายกัดฟันกรอดและคำรามก้อง

            “หลงกลมันแล้ว เป้าหมายของมันคือเล่นงานข้าหรือนี่!”

             

            ฮุ่ยจวินงุนงง

            “เป้าหมายของใคร”

             

            เทพดาเร้นกายแม้ตาบอด แต่ตลอดชีวิตมันจับเข็มเงินรักษาคนโดยไม่มองก็ได้เข็มเงินในมือจึงถูกใช้ออกเพื่อหยุดยั้งการรุกคืบของพิษในกายตนทันใด โดยมีฮุ่ยจวินที่ช่วยเหลืออีกแรง

             

            ลมหายใจของเทพดาเร้นกายตอนนี้หอบหนัก ความเจ็บปวดเริ่มแผ่ลามกลืนกินมันรีบเอ่ยออกมา

            “กฎเกณฑ์แห่งพิษว่าอย่างไร!"

             

            ฮุ่ยจวินรีบกล่าวอธิบาย

            “เจ้าอสรพิษสิบชนิดผสานเป็นหนึ่ง หากถูกใช้กับกฎเกณฑ์และวิธีตัวมันเองคัดง้างตัวมันเองตามที่ท่านคิดค้นคุณสมบัติของพิษสิบชนิดจะกลืนกินซึ่งกัน อสรพิษส่งเสริมไม่เพิ่มพูน มีแต่จะหักล้างเพียงแต่ว่าจะหาเจ้าอสรพิษที่ว่าจากที่ใด เดรัชฉานหนึ่งชนิดย่อมมีพิษหนึ่งขนาน เดรัชฉานใดจะมีพิษสิบอย่างที่ผสานอยู่ในตัวยิ่งเป็นเจ้าอสรพิษยิ่งหายาก ข้าจึงรู้เพียงข้อมูลแต่ไม่เห็นหนทาง"

             

            เทพดาเร้นกายได้ฟังจึงได้คิด แล้วย้อนถาม

            “เหตุใดเจ้าจึงรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่”

             

            “ข้าไปตามหาท่านที่ทุ่งร้าง บังเอิญผู้อาวุโสประหลาดท่านหนึ่งให้ข้อมูลมา"

             

            เทพดาเร้นกายฟาดมือลงบนพื้น

            “เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ติดกับพวกมันจนได้”

             

            “ท่านติดกับอันใด"

             

            เทพดาเร้นกายตวาดขึ้น

            “เจ้าไม่ต้องกล่าวมากความ หากมิใช่เพราะเจ้าพานังเด็กนี่มาหาข้าข้าคงไม่ประสบชะตากรรม… สตรีนางนี้มีชะตาไม่ต้องกับข้าจริงๆ ไม่คิดว่าจะเป็นตอนนี้ที่นางนำพาหายนะมาสู่ข้า"

             

            “ผู้อาวุโสข้าไม่เข้าใจ"

             

            เทพดาเร้นกายเดินสะเปะสะปะพร้อมกล่าวว่า

            “พิษสิบชนิดผสานเป็นหนึ่งนั่นหาไม่ยากเลยซักนิดเจ้าไม่รู้สึกคุ้นบ้างเลยหรือ"

             

            พอเทพดาเร้นกายกล่าวคำนี้ออกมา ฮุ่ยจวินก็พลันนึกถึงกลิ่นกายอันประหลาดและรูปร่างที่ราวกับอสรพิษของบุรุษชราที่อยู่กระท่อมร้างของเทพดาเร้นกายผู้นั้นฮุ่ยจวินจึงได้คิดตามทันที

            “หรือว่าโลหิตของมันคือคำตอบของพิษ”

             

            เทพดาเร้นกายกัดฟันกรอด

            “อยู่ปลายจมูกข้านี่เอง ตัวบัดซบ!”

             

            เทพดาเร้นกายทั้งเสียดวงตา ทั้งถูกพิษ และทั้งเสียท่าแก่บุรุษชราแปลกประหลาดผู้นั้นมันจึงเดือดดาลถึงขีดสุด อาศัยการดมกลิ่นใบหญ้าและสมุนไพรอันคุ้นเคย ทะยานกายหมายเดินทางสู่ทุ่งร้างไปยังกระท่อมที่พักพิงเดิมของตนมันถูกพิษแม้เจ็บปวดแต่ก็ยังประคองอาการได้ เสียดวงตาก็ยังใช้จมูกสูดกลิ่นได้ แต่เมื่อรู้ว่าโลหิตของบุรุษชรานั่นสามารถใช้ถอนพิษให้แก่ประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ได้มันก็ไม่รอช้าอีกต่อไป แค้นก็ส่วนหนึ่ง อยากช่วยประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็มีมากกว่าโดยไม่สนสภาพตัวเอง มันได้มุ่งหน้าหายลับไปแล้ว

             

            ฮุ่ยจวินมองไปที่เสวี่ยนฉีบนกำแพงแดนศักดิ์สิทธิ์

            “มีหนทางจะรักษาพิษให้แก่ทุกคนแล้ว ข้าจะติดตามไปช่วยท่านเทพดาเร้นกายแม่นางเสวี่ยนฉีข้าขอฝากแม่นางไป๋ได้หรือไม่”

             

            เสวี่ยนฉีมีสีหน้าลำบากใจ สตรีนางนั้นนำพาชะตากรรมมาสู่เทพดาเร้นกายแล้วหากยังนำพานางเข้าสู่แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์อีกใช่จะนำพาหายนะมาสู่แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ตามคำทำนายของเทพดาเร้นกายหรือไม่นางจึงตอบว่า

            “อย่างไรกฎเหล็กของเทพดาเร้นกายคือห้ามคนนอกเข้า”

             

            ฮุ่ยจวินไม่อยากทำให้ใครลำบากใจจึงย่อกายลงไปแบกไป๋เหิ่นซินขึ้นอย่างรวดเร็วไป๋เหิ่นซินจึงกล่าวว่า

            “หากจะให้ข้าอยู่กับคนเหล่านี้ ข้าขอตะเกียกตะกายไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า”

             

            ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ

            “เช่นนั้นเราจะไปด้วยกัน”

             

            แล้วชายหนุ่มก็ใช้ออกด้วยท่าเท้าหยียบม่านเมฆาในทันทีเห็นทางรักษาไป๋เหิ่นซินรออยู่ตรงหน้า มันจะช้าไม่ได้ อีกทั้งมันก็มีความรู้สึกผิดต่อเทพดาเร้นกายเป็นเพราะมันผู้อาวุโสจึงมีสภาพเช่นนั้น มันจะปล่อยให้ผู้อาวุโสเป็นอะไรกว่านี้มิได้

             

            ฮุ่ยจวินใช้ออกด้วยความเร็วที่ราวกับภูติพรายด้วยวิธีการรักษาของเทพดาเร้นกายมันจึงไม่จำเป็นต้องแบ่งสมาธิและพลังลมปราณมาประคองอาการของไป๋เหิ่นซินอีกเรื่องของไป๋เหิ่นซินคลายใจแล้วเปราะหนึ่ง สิ่งที่ทำให้มันต้องเป็นกังวลในตอนนี้ก็คือบุรุษชราที่แปลกประหลาดผู้นั้นจะยังอยู่ที่กระท่อมหลังเดิมหรือไม่ ประการสำคัญมันมีพื้นเพเป็นมาอย่างไรเหตุใดจึงมุ่งเป้าเล่นงานเทพดาเร้นกาย แล้วพลังพิษที่เกี่ยวข้องกับสตรีกลางคนนางนั้นเกี่ยวกันกับบุรุษชราแปลกประหลาดผู้นี้อย่างไรหากเกี่ยวพันธ์กันคงมิใช่เรื่องง่ายที่จะเอาโลหิตจากมัน

             

            ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ต้องคิดมาก สำคัญคือต้องไปหาบุรุษชราให้พบก่อนตอนนี้มีคนให้มันต้องช่วยถึงสามคนแล้ว

             

            .

            .

            .

             

            สตรีกลางคนที่ดูเจ้าอารมณ์นางหนึ่งจู่ๆ ดวงตาก็วาวโรจน์ขึ้นนางสัมผัสได้ถึงการทำงานของสุดยอดค่ายกลปาฏิหาริย์พิษของตน ซึ่งผู้ที่จะกระตุ้นค่ายกลนี้ได้นางมั่นใจว่ามีอยู่ผู้เดียว

             

            ในที่สุดมันก็หลงกลตนแล้ว

             

            สตรีนางนี้ลุกยืน ฉินซูหนี่ว์ที่อยู่ด้านหลังก็กล่าวถาม

            “อาจารย์ท่านจะไปที่ไหนหรือ"

             

            นางกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ

            “ถึงเวลาที่ข้าต้องไปชำระแค้นเก่า"

             

            “ที่ใด?"

             

            “ทุ่งร้าง"

             

            “ข้าขอติดตามท่านไปด้วย”

             

            “เฝ้าศิษย์น้องของเจ้าที่นี่... นั่นไม่ใช่เรื่องของเจ้า"

             

            กล่าวจบร่างของนางก็พลันวูบไหวเลือนหายไปจากบริเวณในทันทีโอกาสที่นางเฝ้ารอและถวิลหามากที่สุดได้เปิดออกแล้ว

             

             

             

             

             

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน