“ซูลี่/ซินเยว่” ซ่งจื่อหยวนกับเหวินเฉียวตะโกนเรียกคนรักเสียงดัง พอทั้งคู่รู้ว่าแฟนสาวหายตัวไปพร้อมกัน พวกเขาก็แทบจะทำอะไรไม่ถูก ยังดีที่ซ่งจื่อหยวนจำคำที่หลินซูลี่กำชับไว้ได้ พวกเขาจึงได้แต่นั่งรออยู่ที่ร้านเพื่อให้สองสาวกลับมา
“ถ้าอีกชั่วโมงหนึ่งคุณยังไม่กลับมา ผมจะไปแจ้งความแล้วนะซูลี่” ซ่งจื่อหยวนพูดขึ้น
“ฉันบอกแล้วไงคะว่าฉันจะกลับมาหาคุณอย่างปลอดภัย”
“นายอย่าทำหน้าตลกอย่างนั้นได้ไหมอาเฉียว หรือนายไม่ดีใจที่เห็นฉันกลับมาอย่างปลอดภัย” ฟางซินเยว่พูดกับเหวินเฉียว
“หน้าฉันตลกมากเลยหรือซินเยว่ นี่ฉันกำลังร้องไห้อยู่นะ” เหวินเฉียวกอดฟางซินเยว่ไว้อย่างไม่คิดที่จะเกรงใจว่ายังมีคนอื่นยืนอยู่ตรงนั้นอีกหลายคน “ฉันรู้ใจตัวเองแล้วซินเยว่ ฉันไม่ได้แค่ชอบเธอนะ แต่ฉันรักเธอมากต่างหากล่ะ เธอรู้ไหมว่าฉันทุกข์ใจแค่ไหนช่วงที่เธอหายตัวไป”
“นายไม่ต้องจริงจังอย่างนั้นก็ได้” ฟางซินเยว่ไม่คิดว่าเหวินเฉียวจะตกใจมากขนาดนี้ “ฉันก็กลับมาอย่างปลอดภัยแล้วไง แต่ว่าตอนนี้นายปล่อยฉันก่อนนะ ฉันอายคนอื่นเขา ดูสิซูลี่กับจื่อหยวนยังยืนมองพวกเราอยู่เลย”
“ก็ปล่อยให้พวกเขามองไปสิ ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอไปไหนคนเดียวอีกแล้วนะ ต่อไปนี้เธอไปอยู่ที่บ้านฉันเลยก็แล้วกัน”
“นายจะให้น้องสาวของฉันไปอยู่บ้านนายในฐานะอะไรหรืออาเฉียว” ฟางหมิงเข้ามาทันได้ยินคำพูดของเหวินเฉียวพอดี “ซินเยว่จะไม่ไปอยู่ที่ไหนทั้งนั้น เพราะซินเยว่จะต้องไปย้ายของจากหอพักมาอยู่กับฉันที่นี่”
“ตกลงค่ะพี่ใหญ่ ฉันจะย้ายมาอยู่กับพี่ที่นี่นะคะ” ฟางซินเยว่ผลักเหวินเฉียวออก “อาเฉียวแค่ตกใจมากไปเท่านั้นค่ะ พี่ใหญ่อย่าถือสาเขาเลยนะคะ หรือว่าพี่ไม่ดีใจที่มีคนรักและเป็นห่วงน้องสาวของพี่มากขนาดนี้”
“ออกตัวแทนกันเสียแล้ว น่าน้อยใจจริงๆ เลย” ฟางหมิงแสร้งทำท่าน้อยใจ ซึ่งก็พลอยทำให้บรรยากาศในบ้านลดความตึงเครียดลงไปได้บ้าง “เอาล่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว อาเฉียวก็ควรกลับบ้านได้แล้ว จื่อหยวนกับซูลี่ก็ควรกลับแล้วเหมือนกัน ป่านนี้น้าซ่งคงรอแย่แล้วล่ะ เอาไว้พรุ่งนี้พวกเธอค่อยมาคุยธุระกันต่อดีกว่า”
“จริงค่ะจื่อหยวน พวกเรารีบกลับบ้านกันก่อนเถอะ ป่านนี้คุณแม่คงเป็นห่วงเราแย่แล้ว”
เพียะ!
“เธอมันไม่ได้เรื่องจริงๆ เลยนะไป๋เยี่ยนอิง งานแค่นี้ก็ทำไม่สำเร็จ” เฉินเฮ่าจงตบไป๋เยี่ยนอิงอย่างไม่พอใจ “ต่อไปนี้เธอไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีกแล้วนะ ฉันเบื่อเธอจะแย่แล้ว”
“คุณจะทิ้งฉันไม่ได้นะคะเฮ่าจง ฉันเป็นของคุณแล้วนะ”
“ถ้าเธอหวังว่าจะให้ฉันรับผิดชอบ เธอก็อาจจะต้องรอนานหน่อยนะ เพราะก่อนหน้าเธอ ฉันก็เคยผ่านผู้หญิงมาแล้วไม่รู้เท่าไหร่ เธอมันอยู่ท้ายแถวโน่น”
ไป๋เยี่ยนอิงพยายามจะกอดเฉินเฮ่าจงไว้ แต่เขากลับเบี่ยงหลบ “ไปไกลๆ ฉันเลย ฉันเบื่อผู้หญิงที่พูดจาไม่รู้เรื่องมากที่สุด”
“เมื่อก่อนไม่เห็นคุณเคยพูดกับฉันอย่างนี้เลยนะเฮ่าจง ผ่านไปแค่ไม่นาน ทำไมคุณถึงเบื่อฉันแล้วล่ะ”
“เพราะตอนนั้นเธอมีคู่หมั้นอยู่น่ะสิ ฉันรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ฉันต้องลงสนามเพื่อแย่งของของคนอื่นมา แต่ตอนนี้เธอกลายเป็นคนโสดและถูกคู่หมั้นถอนหมั้นไปแล้ว ฉันก็หมดความสนใจในตัวเธอเป็นธรรมดา”
ไป๋เยี่ยนอิงยืนนิ่งกับสิ่งที่ได้ยิน เธอหัวเราะออกมาอย่างคนเสียสติ “คุณไม่คิดที่จะรับผิดชอบฉันจริงๆ ใช่ไหม ถ้าหากเรื่องนี้รู้กันทั่วทั้งมหาวิทยาลัยล่ะ ชื่อเสียงคุณก็จะไม่เหลือเหมือนกัน”
“ในเมื่อฉันจะปล่อยเธอไปดีๆ แล้วแต่เธอก็ไม่ยอม ถ้างั้นเธอก็มาทำประโยชน์ให้ฉันสักหน่อยเป็นไง” เฉินเฮ่าจงลากไป๋เยี่ยนอิงออกจากห้องพักรับรองไปที่ห้องบัญชีของสถานบันเทิง
“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไมเฮ่าจง เราไปคุยกันที่อื่นเถอะนะ” ไป๋เยี่ยนอิงมองดูผู้ชายสามคนที่นั่งอยู่ในห้องบัญชีอย่างนึกกลัว
แต่เฉินเฮ่าจงก็ไม่ได้สนใจเธอ เขายังหันไปยิ้มและพูดกับคนในห้องอย่างคุ้นเคย “ผู้จัดการหลี่ ผมมาเคลียร์หนี้ที่ค้างอยู่น่ะครับ”
“เจ้านายสั่งไว้แล้วว่าหนี้ของนายสามารถจ่ายช้ากว่าคนอื่นได้” ผู้จัดการหลี่ตอบ พร้อมกับหันไปยิ้มให้ไป๋เยี่ยนอิง “ว่าแต่สาวสวยคนนี้เป็นใครหรือ”
“สินค้าใหม่น่ะครับ ผ่านผมแค่มือเดียว”
“นายตั้งใจจะให้เธอมาช่วยปลดหนี้ให้ล่ะสินะ” ผู้จัดการหลี่ยิ้มอีกรอบ “สวยๆ อย่างนี้ใช้เวลาไม่นานก็ปลดหนี้หมดแล้วล่ะ”
“พวกคุณกำลังพูดอะไรกันอยู่หรือคะเฮ่าจง” ไป๋เยี่ยนอิงรู้แล้วกำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เธอหันหลังเตรียมที่จะวิ่งออกจากห้องแต่ก็ถูกเฉินเฮ่าจงฉุดเอาไว้ “คุณปล่อยฉันนะ ฉันจะกลับบ้าน”
“คิดได้ตอนนี้ก็สายไปแล้วล่ะ ผู้จัดการหลี่บอกแล้วว่าใช้เวลาไม่นาน ใช้หนี้ให้ฉันเสร็จเธอค่อยกลับก็แล้วกัน” เฉินเฮ่าจงพูดจบก็ผลักไป๋เยี่ยนอิงออก ก่อนที่เขาจะเดินออกจากห้องไปอย่างอารมณ์ดี
“พี่ใหญ่ซู! พี่อยู่บ้านไหมคะ” แม่ซ่งเคาะประตูบ้านซูฉงเต๋อเสียงดัง “พวกลูกรอก่อนนะ วันนี้เป็นวันหยุด ลุงซูคงไม่ได้ออกไปไหนหรอก”
ซูฉงเต๋อรีบเดินมาเปิดประตูรั้วอย่างรีบร้อน แต่เพราะขาของเขาไม่ดีทำให้เขาเดินเร็วมากไม่ได้ “ทำไมพวกเธอมาหาฉันแต่เช้าอย่างนี้ หรือว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“เข้าไปคุยกันที่บ้านเถอะค่ะ ซูลี่มีเรื่องสำคัญจะเล่าให้พี่ฟัง เรื่องนี้มันสำคัญมาก” แม่ซ่งรีบตอบ
หลินซูลี่ส่งสมุดบันทึกของพ่อให้ซูฉงเต๋ออ่าน รวมถึงจดหมายสองฉบับที่เธอเอามาจากจ้าวหวั่นฮุ่ยด้วย
“ฉันเคยบอกพี่แล้วใช่ไหมว่าฉันไม่เชื่อว่าหลินเว่ยฉิงจะเป็นลูกสาวของพี่ แล้วมันก็เป็นอย่างที่ฉันคิดไว้จริงๆ ดีเท่าไหร่แล้วที่พี่ไม่เชื่อคำโกหกของจ้าวหวั่นฮุ่ย ไม่อย่างนั้นพี่ต้องเสียใจไปตลอดชีวิตแน่ และพ่อของซูลี่จะต้องไม่ยกโทษให้พี่แน่นอน” แม่ซ่งพูดขึ้น
“ขอบใจที่ตอนนั้นเธอช่วยเตือนสติฉัน ไม่อย่างนั้นฉันคงทำเรื่องผิดพลาดไปแล้วจริงๆ” ซูฉงเต๋อตอบทั้งที่เขายังอ่านสมุดบันทึกเล่มนั้นอยู่ในมือ “นี่คือลายมือของอาฮ่าวจริงๆ ฉันไม่คิดมาก่อนเลยว่าจ้าวหย่งกับจ้าวหวั่นฮุ่ยจะเลวทรามได้ถึงขนาดนี้”
“คุณลุงคะ ฉันคิดว่าการตายของพ่อฉันต้องเกี่ยวข้องกับสองคนนี้แน่นอนค่ะ” หลินซูลี่บอก “ในบันทึกเขียนบอกไว้อย่างชัดเจนว่าหลินเว่ยฉิงคือลูกของจ้าวหย่ง แต่มันจะเป็นไปได้หรือคะคุณลุง ในเมื่อจ้าวหย่งกับจ้าวหวั่นฮุ่ยเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน”
“เรื่องนี้ลุงก็ตอบเธอไม่ได้เหมือนกัน เพราะคนที่จะรู้เรื่องนี้ดีสุดน่าจะเป็นคุณท่าน ลุงขอเอาบันทึกกับจดหมายพวกนี้ไปปรึกษากับเพื่อนก่อนก็แล้วกัน”
“คุณลุงจะไปปรึกษากับคุณพ่อของพี่ปิงปิงใช่ไหมคะ” หลินซูลี่เดาได้ไม่ยาก เพราะเธอเคยเห็นผู้ช่วยฉั่วมากินอาหารที่ร้านหลายครั้งแล้ว และเธอก็เห็นบรรยากาศของสองพ่อลูกดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากทีเดียว
“อาฉั่วทำงานใกล้ชิดคุณท่านมากที่สุด หากในบันทึกคือเรื่องจริง ลุงคิดว่าการตายของคุณชายใหญ่ก็คงจะเกี่ยวข้องกับจ้าวหย่งและจ้าวหวั่นฮุ่ยเหมือนกัน เอาเป็นว่าเรื่องต่อจากนี้ลุงจะสืบหาความจริงต่อเอง พวกเธอแค่คอยฟังข่าวและระวังตัวเองไว้ให้ดีก็พอ”
“คุณชายใหญ่ พี่ชายของจ้าวหวั่นฮุ่ยน่ะหรือคะ
“ถูกแล้ว คุณชายใหญ่ที่ลุงพูดถึงคือพี่ชายแท้ๆ ของจ้าวหวั่นฮุ่ย” ซูฉงเต๋อมองหลินซูลี่อย่างสงสาร “คุณชายใหญ่คือคนที่ประสบอุบัติเหตุตกหน้าผาไปพร้อมกับพ่อของเธอ”
“จริงหรือคะคุณลุง! ตอนนั้นหนูจำได้ว่ามีผู้ชายคนหนึ่งตกหน้าผาไปพร้อมกับคุณพ่อ แต่หนูไม่คิดว่าจะเป็นพี่ชายของจ้าวหวั่นฮุ่ย เพราะหนูไม่เห็นว่าแม่เลี้ยงของหนูจะเสียใจกับการสูญเสียครั้งนั้นเลย เธอยังออกไปดื่มเหล้าและเข้าบ่อนไพ่นกกระจอกเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยค่ะ”
“เรื่องนี้ลุงก็ยังไม่มั่นใจนะ เป็นแค่การคาดเดาของลุงเท่านั้นเอง รอให้ลุงไปปรึกษาอาฉั่วก่อนก็แล้วกัน แต่พวกเธอต้องจำคำของลุงไว้ให้ดี ต่อไปนี้พวกเธอต้องระวังตัวเองไว้ให้มาก จ้าวหย่งเป็นคนอันตรายและน่ากลัวมากคนหนึ่ง ส่วนจ้าวหวั่นฮุ่ย...ลุงก็ไม่มั่นใจแล้วเหมือนกันว่าตอนนี้จิตใจของผู้หญิงคนนั้นเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน” ซูฉงเต๋อพูดขึ้นอย่างเคร่งเครียด