"ทำบ้าอะไรของคุณ! แค่นี้ยังเลวไม่พออีกเหรอ นี่มันในที่สาธารณะนะ เอามือออกไปเดี๋ยวนี้เลย" เธอพูดพลางเบี่ยงตัวไปมาเพื่อหลบหลีกเขาที่กำลังยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ ๆ
"ก็จะเลวให้เห็นไง ว่าไอ้ที่พูดปาว ๆ ว่าฉันเลว มันเลวยังไง เลวได้ใจเธอด้วยหรือเปล่า ถ้ายัง...ฉันก็จะได้ทำให้เห็นชัด ๆ ไปเลย!"
"ไอ้บ้า...ถอยออกไปเลยนะ ฉันไม่อยากให้คิโด้ต้องมาเห็นภาพอะไรแบบนี้" คำพูดของเธอ ทำให้เขารู้ตัว เหลือบไปเห็นไอคิโด้ที่ยืนมองตาแป๋วอยู่ด้วยความงุนงง แม้จะอยู่บริเวณตู้เกมแต่ก็ไม่ได้มีใครสนใจการกระทำของเขาและเธอ เพราะเสียงที่ดังอึกทึกคึกโครมของตู้เกมทำให้ไม่มีใครได้ทันสังเกตเห็น มีเพียงร่างน้อย ๆ ที่เงยหน้ามองดูคนทั้งคู่อยู่ก็เท่านั้น
“เราไปทานไอศกรีมกันดีกว่านะ” เควิ่นคลายมือออกจากร่างระหงของหยาดพิรุณอย่างรวดเร็ว แล้วเดินเข้าไปคว้าแขนของไอคิโด้แทน แต่เธอกลับเข้ามาขวางทางไว้
“นี่คุณ! ฉันไม่ให้ลูกฉันไป” เธอแย้ง แล้วจ้องมองเขาด้วยสีหน้าที่ขึงขัง
“เธอกำลังจะทำตัวเป็ยัยแม่มดใจร้าย แค่ทานไอศกรีมมันจะใช้เวลานานสักแค่ไหนกันเชียว!” เควิ่นยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ๆ เธอถอยห่างออกมาจากใบหน้าของเขาแล้วว่า
“จะกี่นาที ฉันก็ไม่อนุญาต…ไปครับคิโด้ กลับบ้านได้แล้ว” มือบางเข้าไปคว้าแขนน้อย ๆ แต่ไอคิโด้ขืนตัวเอาไว้ไม่ยอมไปด้วยง่าย ๆ
“ผมขอทานไอศกรีมก่อน ไม่ได้เหรอฮะ” เสียงใส ๆ ลูกอ้อนเดิม ๆ เอ่ยถามผู้เป็แม่ หยาดพิรุณมองหน้าตัวคนโตที่ยืนยิ้มกริ่ม ก่อนจะหันกลับมามองเ้าลูกชายก็ดูเหมือนว่าเธอจะไม่มีทางเลือก หากเธอไม่ยอม ก็จะกลายเป็ว่าเธอเป็แม่ที่ใจร้าย แต่หากว่าเธอยอมอีกฝ่ายก็จะได้ใจ เธอควรจะตัดสินใจยังไงดี หยาดพิรุณก้มหน้าลงด้วยท่าทางที่สับสน
“ไอคิโด้ครับ เดี๋ยวหม่ามี๊พามาทานวันหลังดีมั้ยครับ นี่จะสองทุ่มแล้วด้วย หม่ามี๊ทำงานมาทั้งวันตัวเหม็นจะแย่อยู่แล้ว แถมตอนนี้หม่ามี๊ก็ปวดท้องหิวข้าวอยากกลับไปทานข้าวที่บ้านแล้วด้วย คิโด้ไม่อยากกลับไปทานข้าวที่บ้านเราเหรอครับ” หยาดพิรุณย่อตัวลงทำเสียงอ่อย ๆ แววตาเศร้า ๆ ท่าทางออดอ้อนลูกชายตัวน้อยกลับไป พลางยกมือขึ้นมากุมที่หน้าท้องแบนราบ เพื่อเพิ่มความน่าสงสารให้กับกระเพาะน้อย ๆ ของตัวเอง ทั้งเควิ่นและไอคิโด้จ้องมองท่าทางเธอเป็ตาเดียว แต่คนตัวโตกว่ากลับรู้ทันว่าเธอกำลังเสแสร้งแกล้งทำ
“อยากสิฮะ” หยาดพิรุณเล่นไม้อ่อน จนไอคิโด้เริ่มที่จะยอมฟังเสียงของเธอบ้างแล้ว ร่างบางจึงเผยยิ้มออกมาเล็ก ๆ อย่างเป็ต่อแล้วชำเลืองสายตามองไปที่ร่างสูง เควิ่นส่ายหน้าไปมาอย่างยอมแพ้ เพราะหากเขาเจอลูกอ้อนใส ๆ กับเสียงหวาน ๆ ของเธอก็คงจะยอมศิโรบราบเช่นกัน
“ถ้างั้นเรากลับบ้าน ไปทานข้าวกันดีกว่านะครับ เดี๋ยวหม่ามี๊จะรีบกลับไปทำของโปรดให้คิโด้ด้วยดีมั้ย แล้ววันหลังเราค่อยกลับมาทานไอศกรีมกันแค่สองคนนะครับ” ไอคิโด้พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะหันไปหาร่างสูงที่ยืนหน้านิ่วด้วยอารมณ์ขุ่นมัวที่ไม่สามารถยื้อให้สองแม่ลูกนี้อยู่ต่อไปอีกได้
“คุณอาฮะ ผมไม่ไปทานไอศกรีมแล้ว ไว้เราค่อยนัดกันใหม่นะฮะ” คำพูดของเ้าตัวเล็กทำร่างใหญ่คลายยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่ก็ยังคงมีสีหน้าบึ้งตึงอยู่
“อย่างงั้นก็ได้ แต่วันนี้เธอต้องให้ฉันไปส่งที่บ้านนะ” เควิ่นบอกกับเ้าตัวเล็ก ไอคิโด้พยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว เพราะคิดได้ว่าโมเดล เลโก้ และของเล่นต่าง ๆ ยังอยู่บนรถของเขา
“ถ้างั้นเราให้คุณอาไปส่งนะฮะหม่ามี๊” คำพูดของไอคิโด้ทำหยาดพิรุณหูผึ่ง แล้วหันไปจ้องหน้าคนตัวสูงกว่าอย่างไม่พอใจ
“ไม่ครับ เราจะกลับกันเอง” หยาดพิรุณพูดพร้อมกับจูงแขนไอคิโด้ให้ไปด้วย
แต่ทันใดนั้น จู่ ๆ หยาดพิรุณก็ร้องเสียงหลงขึ้นมาและดูเหมือนว่าส้นรองเท้าที่สวมอยู่มันจะหักจนเสียทรงมาั้แ่ตอนที่ตกลงไปที่ร่องของฝาท่อระบายน้ำ ทำเธอข้อเท้าพลิกเสียการทรงตัวจนแทบจะหงายหลัง แต่ดีที่มือแกร่งของเควิ่นเข้ามาประคองเธอไว้ได้ทัน สายตาคมกริบของเขาเหลือบมองที่ส้นรองเท้าอย่างเป็ห่วง เพราะรู้ว่าเกิดจากอะไร
"ว้าย!"
หมับ!
“หยาด! คุณเป็อะไรหรือเปล่า เดินไหวไหมให้ผมไปส่งดีกว่านะ” เควิ่นถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล และท่าทีที่เป็ห่วงเธออย่างเห็นได้ชัด จนอีกฝ่ายรู้สึกแปลกใจ แต่ก็สงวนทีท่าเอาไว้
“ไม่ต้อง! นี่คุณเอามือออกไปจากตัวฉันเดี๋ยวนี้นะ...ไม่เห็นหรือไงว่าลูกชายฉันมองอยู่”
"อย่าอวดเก่งไปหน่อยเลย"
"ฉันไม่ได้อวดเก่ง แต่ฉันไม่อยากเข้าใกล้ผู้ชายเลว ๆ อย่างคุณ" คำพูดของเธอไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายร้อนรน แถมเขายังทำเป็ไม่สนใจ ก่อนจะใช้ท่อนแขนอันแข็งแกร่งช้อนร่างนุ่มขึ้นมาไว้ที่แผงอก พร้อมหันไปบอกกับร่างเล็กที่ยืนตาค้างมองคนเป็แม่ถูกคุณอาอุ้มลอยขึ้นเหนือพื้น
"กลับบ้านกันเถอะ"
“นี่คุณทำอะไรปล่อยเดี๋ยวนี้นะ...ฉันไม่ไป! ปล่อยฉัน!!!” เรียวขาทั้งสองข้างพยายามดิ้นรนอยู่บนแผงอกกว้างของเขา
“จะอะไรนักหนา จับแค่นี้ไม่ได้หรือไง หรือว่า...มันยังมีส่วนไหนบนตัวคุณอีกที่ผมยังไม่เคยจับ...หืม!” คำถามเบา ๆ ทำร่างบางสะท้านวูบเมื่อสมองพลันแล่นไปเห็นภาพความเลวร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อสี่ปีก่อน หยาดพิรุณถึงกับหน้าซีด
"ไปเร็วคิโด้...กลับบ้านได้แล้ว!" เสียงของเควิ่นทำเ้าตัวน้อยรู้ตัวเงยหน้าขึ้นสบตา แล้วกระชับสายเป้ที่สะพายอยู่ด้านหลัง ก่อนจะเดินไล่ตามไปแบบติด ๆ
“นี่คุณ ถ้าจะปากเสียแบบนี้ ปล่อยฉันลงไปเดี๋ยวนี้เลย” หยาดพิรุณยังคงดิ้นรน ท่ามกลางสายตาหลายต่อหลายคู่ที่เริ่มจะหันมาเห็น และให้ความสนใจการกระทำของทั้งสองคนบ้างแล้ว
“ต้องพูดเพราะระดับไหนครับ คุณผู้หญิงถึงจะยอมให้ผม…อุ้ม!” เควิ่นยังคงยียวนกวนประสาทเธอต่อไป ในขณะที่หยาดพิรุณเองก็ยังคงดิ้นขลุกขลักอยู่อย่างงั้น
"หม่ามี๊กอดคอคุณอาด้วยสิฮะ เดี๋ยวก็ตกลงไปหรอกฮะ" เสียงน้อย ๆ เอ่ยเตือนผู้เป็แม่หลังจากที่เห็นว่าเธอดิ้นไปมาอยู่บนแผงอกแกร่งจนกลัวว่าจะหล่นลงไปที่พื้น เควิ่นได้ยินแบบนั้นทำเขาอดที่จะอมยิ้มเล็ก ๆ ขึ้นมาไม่ได้ คำพูดของไอคิโด้ทำร่างสูงหันกลับมากระซิบเย้าแหย่ที่ข้างหูของหยาดพิรุณที่ยังคงเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
"นี่คุณ! ไม่ได้ยินที่ลูกเราบอกเหรอ เอามือขึ้นมาคล้องคอผมด้วยสิ...ตกลงไป ไม่รู้ด้วยนะ"
"ลูกเรา! บ้าหรือเปล่าคุณ" หยาดพิรุณเดือดจัดหันมาค้อนขวับใส่เขา เควิ่นกระตุกยิ้มแล้วพูดออกไปเบา ๆ ขณะที่สายตาจับจ้องมาที่คนบนท่อนแขน
"นี่ผัว! นี่ก็เมีย! นั่นก็ต้องลูกป่ะ" เควิ่นพูดออกมาอย่างไม่อาย
"ไอ้บ้า!"
หยาดพิรุณสบถออกมาเบา ๆ แต่ให้ได้ยินไปถึงหูของอีกฝ่าย เรียวปากหยักยิ้มกริ่มที่มุมปากพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ อยู่ในลำคอ แววตาหวานชำเลืองมองอย่างไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“คิโด้ขึ้นไปถอดชุดนักเรียนแล้วก็อาบน้ำนะครับ เดี๋ยวหม่ามี๊ตามขึ้นไปถูหลังให้ ตกลงมั้ย!” หยาดพิรุณบอกกับลูกชาย หลังจากที่เควิ่นขับรถพาทั้งคู่มาส่งถึงหน้าประตูบ้าน
“โอเคฮะ!” ไอคิโด้ตอบรับอย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน หยาดพิรุณก้มลงมองข้อเท้าของตัวเอง แล้วเดินตามเข้าไปแต่ถูกมือแกร่งคว้าเรียวแขนเล็กของเธอเอาไว้
“เดี๋ยวก่อนสิ! เอาของพวกนี้เข้าบ้านไปด้วย”
“อะไรคะ!” หยาดพิรุณถามพลางชำเลืองมองถุงกระดาษกล่องของเล่นที่เควิ่นซื้อให้กับลูกชายของเธอ
“ก็ของพวกนี้ไง” เควิ่นบอก สายตาคมกล้าปรายตาดูของที่ถืออยู่ในมือแล้วว่า
“ขอโทษนะคะ ลูกฉันไม่ใช่ขอทาน เราไม่้าของพวกนี้จากคุณ” พูดจบเธอก็สะบัดแขนทิ้งแล้วเดินขากะเผลกกลับเข้าไปในบ้าน แต่อีกฝ่ายทำท่าจะเดินตามเข้ามาด้วย หยาดพิรุณรู้ทันรีบหันขวับกลับไปมองทำทั้งสองคนเกือบจะชนกัน แต่ดีที่ฝ่ายนั้นเบรกตัวเองเอาไว้ได้ก่อน
“นี่หยาด! ไม่มีใครเขาคิดแบบนั้นเลยนะ ผมตั้งใจซื้อให้คิโด้ แล้วเราสองคนก็คุยกันเรียบร้อยแล้วด้วย อีกอย่างผมก็ซื้อให้ลูก ไม่ได้ซื้อให้คุณ ถึงคุณจะไม่รับคุณก็ควรจะให้อิสระกับลูกด้วยว่าเขา้ารับของพวกนี้หรือเปล่า” เควิ่นพูดอย่างใจเย็น เพื่อให้เธอทบทวนการตัดสินใจของตัวเองเสียใหม่
“แต่ฉันเป็แม่ ฉันมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับของจากใคร แล้วอีกอย่าง เวลาจะเรียกลูกชายฉันกรุณาอย่าพูดคำว่าลูกเฉย ๆ ให้พูดว่าลูกชายของฉัน หรือไม่ก็เรียกชื่อเฉย ๆ เท่านั้นก็พอ และต่อไปก็ไม่ต้องเอาของพวกนี้มาให้แล้วด้วย เพราะคุณไม่ได้เป็อะไรกับพวกเรา เลิกยุ่งกับเราสองคนสักที แล้วก็อย่ากลับมาที่นี่อีก เพราะเราไม่้าต้อนรับคนอย่างคุณ”
“ทำไม…รังเกียจอะไรผมนักหนา” เควิ่นถามกลับ หยาดพิรุณขมวดคิ้วอย่างสงสัย นี่เขาไม่รู้จริง ๆ หรือแกล้งโง่กันแน่
“ฉันพยายามที่จะพูดดีกับคุณมาโดยตลอด และมันจะเป็แบบนี้อีก แค่ครั้งสุดท้าย!” หยาดพิรุณพูดด้วยสีหน้าจริงจัง คนได้ฟังถึงกับผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เท่าที่จำได้เราแทบไม่เคยได้พูดคุยกันดี ๆ เลยสักครั้ง ฉันรู้ว่าที่ผ่านมาฉันทำผิดต่อเธอ และอยากจะรับผิดชอบกับเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เธอจะไม่ให้โอกาสฉันเลยหรือไง” เขาพูดด้วยสีหน้าและแววตาที่จริงจัง
“อย่างคุณเหรอ จะเอาอะไรมารับผิดชอบฉัน!” เธอเค้นเสียงถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
“แล้วอย่างฉัน มันเป็ยังไง” เควิ่นวางข้าวของลงที่พื้นแล้วสบตากับเธออย่างอ้อนวอน แต่หยาดพิรุณกลับหลุบสายตามองลงพื้นไม่ยอมจ้องหน้าเขาตรง ๆ
“คุณลืมอดีตพวกนั้นไปเถอะค่ะ เพราะฉันถือว่าที่ผ่านมาตัวเองดวงซวยมาก ๆ ที่เจอเื่เลวร้ายแบบนั้น คุณน่าจะดีใจด้วยซ้ำที่ฉันไม่เอาเื่คุณ” เธอบอกกับเขาแววตาไร้อารมณ์ความรู้สึกใด ๆ ไม่มีแม้แต่ความเกรี้ยวกราดเจืออยู่ในน้ำเสียงเลยแม้แต่น้อย
“แล้วตอนนี้ ยังอยากจะเอาเื่ฉันอยู่อีกหรือเปล่าล่ะ” ร่างสูงเดินเข้ามาถาม แต่เธอกระเถิบตัวถอยกลับเข้าไปในบ้าน ทว่าเขายังคงเดินตาม
“ไม่ค่ะ เราจะไม่พูดถึงเื่พวกนั้นอีก ขอแค่คุณอย่ามายุ่งวุ่นวายกับเราก็พอ ทำได้หรือเปล่าล่ะคะ” หยาดพิรุณถามกลับไป ก่อนที่แผ่นหลังบางของเธอจะชนเข้ากับกำแพงติดกับบันไดทางขึ้นไปชั้นสอง
พร้อมฝ่ามือใหญ่ของคนที่ตามเข้ามาด้วยที่พลันยกขึ้นก่ายกับผนังกำแพงแล้วยื่นปลายจมูกโด่งเข้าไปใกล้ ส่งผลให้อีกฝ่ายที่ถูกจู่โจมเข้าไปรู้สึกใจสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก มือบางพลันยกขึ้นมาดันไว้กับแผงอกแกร่งเพื่อทัดทานการกระทำของคนตรงหน้า
“ได้สิ! เราจะไม่พูดถึงเื่ในอดีต จะไม่มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสี่ปีก่อน เว้นเสียแต่ว่า...” เควิ่นยืนนิ่งหลังจากหยุดคำพูดทิ้งไว้แค่นั้น
“เว้นเสียแต่อะไรคะ!” เรียวคิ้วโค้งได้รูปสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อยระหว่างที่ถามเพื่อให้ตนคลายความสงสัย
“เว้นเสียแต่ว่า...ฉันกับเธอ จะทำให้มันไม่ใช่อดีตอีกต่อไป” ฝ่ามือใหญ่เลื่อนลงมาเชยคางมนให้แหงนขึ้นเพื่อจ้องมอง พร้อมกับกวาดสายตามองดูเครื่องหน้าเนียนกริบ เ้าของเรือนร่างเย้ายวนตรงหน้า ก่อนจะคว้าหมับเข้าที่เอวบางอีกครั้ง หยาดพิรุณถึงกับสะดุ้งโหยง
“นี่คุณจะทำอะไร อย่าเชียวนะ!” เธอร้องห้าม เพราะกลัวว่าเขาจะทำเื่บ้า ๆ ขึ้นมาอีก
“ฉันก็ทำให้มันเป็ปัจจุบันยังไงล่ะ ถ้าคิดว่าลืมอดีตได้ ฉันก็จะทำให้เื่ของเรามันสด...ใหม่ และร้อนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิม!”
เพียะ!
มือบางซัดเข้าที่ใบหน้าอันหล่อเหลาของอีกฝ่ายเสียงดังฉาดใหญ่
“หยาบคายที่สุด! ไม่มีใครสอนเื่มารยาทหรือยังไง ในหัวสมองของคุณมันถึงได้มีแต่เื่เลวทรามบัดซบอยู่แค่นี้ หรือสมองคุณมันฝ่อจนคิดไม่ได้เลยว่าคนอื่นเขาต้องเดินต่อไปข้างหน้า ถ้า้าจะลงนรกก็เชิญเอาตัวคุณลงไปแค่คนเดียว จะมาฉุดรั้งฉันกับลูกให้ลงไปด้วยทำไม ที่ผ่านมาฉันพยายามคิดว่าตัวเองแค่ดวงซวย ที่ต้องมาเจอผู้ชายต่ำช้าอย่างคุณ แต่มาตอนเนี่ย ฉันมั่นใจเลยว่าตัวเองคิดผิด!”