ตอนที่ 9 ผู้ใหญ่บ้านมาแล้ว (2)
เว่ยซื่อเอ่ยแย้งสุดกำลัง แล้วพูดแถเสียงดัง “พวกเ้าอย่าไปฟังวาจาของเด็กชั้นต่ำเถียนไฉ่เวยนั่น นางเอาแต่พูดไร้สาระ! ผายลมชัดๆ!”
ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยเย้ยหยันเสียงเย็น “จากที่เ้าเรียกหลานสาวตัวเองว่าเด็กชั้นต่ำ ก็พอจะยืนยันได้แล้วว่าที่ไฉ่เวยพูดเป็ความจริง เ้าเคียดแค้นพวกไฉ่เวยแม่ลูกขนาดไหนกัน ถึงเรียกหลานสาวตนเองว่าเด็กชั้นต่ำได้ จะปฏิบัติกับหลินซื่อแม่ลูกอย่างอำมหิตก็ไม่ใช่เื่แปลกอันใด”
เว่ยซื่อปากอ้าตาค้าง
ระหว่างที่กลุ่มคนกำลังพูดกันอย่างเดือดดาล ผู้ใหญ่บ้านอวี๋เต๋อเสียนกับหมอก็เดินตามกันมาท่ามกลางชาวบ้านที่กำลังรุมล้อมอยู่
ผู้ใหญ่บ้านเห็นหลินซื่อสลบไม่ตื่น ก็เรียกให้หมอไปตรวจอาการหลินซื่อก่อน ส่วนเขาเข้ามาสอบถามว่าเื่ราวเป็มาอย่างไร
เว่ยซื่ออยากจะแย่งพูด ทว่าถูกพวกชาวบ้านที่โกรธแค้นจงใจเบียดไปด้านหลัง
ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ย “เื่เป็อย่างนี้ บุตรสาวและสะใภ้สามของเว่ยซื่อขโมยไข่ไก่กินเอง พวกนางแม่ลูกกลับป้ายสีเสี่ยวหม่าน ทั้งยังไม่ยอมให้คนทวงถามความยุติธรรม พอทวงถามก็งดข้าวทั้งสามแม่ลูก เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อไฉ่เวยเด็กคนนี้อยากไปขอความเป็ธรรมกับผู้ใหญ่บ้าน ตระกูลเถียนกลับตามออกมาทุบตีหลินซื่อสามแม่ลูกจนหลินซื่อสลบไปทั้งอย่างนั้น บนตัวไฉ่เวยยังโดนอีกหลายหมัดหลายเท้า แม้แต่ป้าจางที่ออกมาห้ามยังถูกเว่ยซื่อเตะไปด้วย!”
เว่ยซื่อร้องว่าถูกปรักปรำเสียงดังท่ามกลางกลุ่มคน “ผู้ใหญ่บ้าน ข้าไม่ได้ตีหลินซื่อกับไฉ่เวยเลย พวกเขากำลังปรักปรำข้า!”
พวกชาวบ้านพากันเอ่ยอย่างพร้อมเพรียง “พวกข้าเห็นเองกับตา ไม่ได้โกหกสักครึ่งประโยค!”
ผู้ใหญ่บ้านจ้องเว่ยซื่อด้วยใบหน้าเย็นเยียบ เว่ยซื่อเกล้ามวยผมกลมๆ ไว้หลังศีรษะ ทั้งยังปักปิ่นเงินวาววับ บนกายสวมเสื้อผ้าเนื้อดีปักลายดอกไม้สีน้ำเงินเข้ม ด้านล่างเป็กระโปรงผ้าหยาบสีดำลายดอก เสื้อผ้าทั้งตัวดูใหม่เจ็ดส่วน เทียบกับพวกชาวบ้านที่ใส่เสื้อผ้าปะชุนธรรมดาๆ แล้ว การแต่งกายของนางนับว่าโดดเด่นเกินหน้าเกินตาคนอื่นนัก
เมื่อมองไปทางหลินซื่อสามแม่ลูก แต่ละคนเสื้อผ้ายับยุ่ง แต่งตัวไม่ต่างจากขอทาน เพียงแต่ยังสะอาดสะอ้าน เห็นได้ชัดว่าที่ลือกันในหมู่บ้านว่าเบี้ยหวัดของบุตรคนรองล้วนมอบให้เว่ยซื่อทั้งหมดเป็เื่จริง ทว่าเว่ยซื่อกลับเคี่ยวกรำหลินซื่อสามแม่ลูกเช่นนี้ ช่างน่ารังเกียจนัก
เว่ยซื่อมีใบหน้าแหลมแก้มตอบ ดวงตาสามเหลี่ยมดูเ้าเล่ห์ แค่ดูจากโหงวเฮ้งก็ทำให้คนรู้สึกไม่ถูกชะตาแล้ว
ผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “เถียนเว่ยซื่อ เ้าเอาแต่พูดว่าชาวบ้านทั้งหมดที่นี่ล้วนปรักปรำเ้า หรือเ้ามีความแค้นกับพวกเขาทั้งหมด ดังนั้นพวกเขาถึงไม่ถูกกับเ้า แต่ต่อให้เื่นี้เป็ความจริง ก็พอให้ยืนยันแล้วว่าเ้านิสัยแย่นักถึงทำให้คนเกลียด ไม่เช่นนั้นเ้าคงไม่มีศัตรูมากมายเช่นนี้!”
เว่ยซื่อถูกผู้ใหญ่บ้านตอกกลับจนพูดไม่ออก
เวลานี้หมอตรวจอาการเสร็จพอดี เขาฝังเข็มให้หลินซื่อหลายเข็ม ทำให้หลินซื่อค่อยๆ ได้สติ ประโยคแรกที่เอ่ยก็เป็การร้องเรียกด้วยใบหน้าหวาดหวั่น “ขอร้องพวกท่าน อย่าตีลูกข้าเลย จะตีก็ตีข้าเถอะ!”
“ท่านแม่! ข้าไม่เป็อะไรแล้ว!” เถียนไฉ่เวยคว้ามือผอมแห้งดุจท่อนฟืนของหลินซื่อพลางร่ำไห้
ครั้งนี้นางไม่ได้แสดงอะไร นางน้ำตาตกเพราะซาบซึ้งในความรักอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็มารดาอย่างหลินซื่อจริงๆ
ความทรงจำที่เ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ให้นาง แม้หลินซื่อจะบอบบางขลาดเขลา แต่ก็ใช้ชีวิตตัวเองปกป้องบุตรสาวทั้งสองมาตลอด
เหมือนแม่ไก่ที่คอยปกป้องลูกเจี๊ยบของตน แม้จะมีความสามารถจำกัด แต่ก็ทุ่มเทสุดกำลังจริงๆ
หลินซื่อรีบลุกขึ้นนั่ง กวาดตามองเถียนไฉ่เวยขึ้นลงอย่างละเอียดรอบหนึ่ง จากนั้นดึงเสี่ยวหม่านมาดูดีๆ อีกรอบหนึ่ง พอเห็นว่าพวกนางไม่เป็อะไรจริงๆ ถึงได้วางใจ
พวกชาวบ้านที่มุงดูเห็นเช่นนั้นก็พากันปวดใจ หลินซื่อแม่ลูกน่าสงสารเกินไปแล้ว
“หญิงชั้นต่ำอย่างพวกเ้าถึงกับแสดงละครป้ายสีข้าต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านเชียวหรือ คอยดูเถอะข้าจะตีปากพวกเ้าให้เละ!” เว่ยซื่อถือรองเท้าเตรียมจะพุ่งเข้ามา
ผู้ใหญ่บ้านตวาดเสียงเหี้ยม “ยังไม่รีบขวางไว้อีก!”
ชายฉกรรจ์แข็งแรงบึกบึนเข้าไปคุมตัวเว่ยซื่อไว้ “เว่ยซื่อ ผู้ใหญ่บ้านอยู่ที่นี่ ไหนเลยจะให้เ้ากระทำอุกอาจได้!”
เว่ยซื่อท่าทีอ่อนลง รองเท้าร่วงแหมะลงพื้น