ตำหนักวิหารสวรรค์
หอตงนวลเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจของแคว้นเยี่ยนถึงแม้ตอนนี้หอตงนวลจะสูญเสียอำนาจการควบคุมนั้นไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีความนับถือหลงเหลืออยู่ต่อให้เป็นราชาไม่เอาไหนอย่างมู่ฉางเยียนก็ตาม แต่เขาก็ยังได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งแคว้นเยี่ยนเป็นราชาคนเดียวในแคว้นเยี่ยน
ที่หน้ากระจก ราชามู่ฉางเยียนทอดพระเนตรรอยดำหลายเส้นที่พระศอถึงแม้ตอนนี้พิษในพระวรกายจะยังกำจัดออกไม่หมด แต่อย่างน้อยพิษนั้นก็ไม่ทำอันตรายกับพระองค์แล้ว
มีชายชราผมขาวคนหนึ่งยืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทางนอบน้อม“ฝ่าบาท พิษในพระวรกายถูกกำจัดออกจนเกือบหมดแล้ว เพียงแค่ฝังเข็มอีกรอบ จากนั้นก็เสวยยาอีกหนึ่งเดือนเพียงเท่านี้ก็สามารถกำจัดพิษได้ทั้งหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ราชามู่ฉางเยียนทรงโบกพระหัตถ์ “ไม่...เก็บพิษเอาไว้ก่อนรอยพิษในร่างนี้ยังมีประโยชน์ต่อข้าอยู่”
ชายชราคนนี้ก็คือหมอหลวงฝีมือดีจูเก๋อเชียวหยุนนั่นเองเพียงครู่เดียวเขาก็เข้าใจความหมายของราชา จากนั้นจึงพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นกระหม่อมจะกลับไปหาวิธีนำพิษออก แต่ทว่ายังดูเหมือนมีพิษอยู่”
ราชามู่ฉางเยียนประทับนั่งลง“เรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับ จะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาด”
เมื่อจูเก๋อเชียวหยุนกำลังจะเอ่ยต่อทันใดนั้นก็เห็นขันทีอันเฉิงเดินเข้ามาจากด้านนอก เห็นอันเฉิงเงยหน้ามองฟ้า ราชามู่ฉางเยียนจึงตรัสขึ้น“เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ช่วงนี้ก็ต้องอาศัยเจ้าช่วยข้าแล้วล่ะ ตอนนี้ดีกว่าแต่ก่อนมากแล้วเมื่อกลับไปก็รีบส่งยามา แล้วเข้าวังได้เสมอ”
จูเก๋อเชียวหยุนโค้งตัว “กระหม่อมทราบแล้ว”
รอจนจูเก๋อเชียวหยุนจากไป ราชามู่ฉางเยียนจึงตรัสถามอันเฉิง“โรงพนันของตระกูลเกาเป็นอย่างไรบ้าง?”
อันเฉิงตอบกลับ “ทูลฝ่าบาทยังแข็งข้ออยู่...ครั้งนี้อันเจิงเหมือนจะมีความผิด เขายืนหยัดและแข็งข้อกับตระกูลเกามากท่านเสนาบดีเฉินไจ่เหยียนก็แสดงออกว่าอยู่ข้างเขา ฉะนั้นตระกูลเกาจึงไม่กล้าลงมือแต่ด้วยนิสัยของตระกูลเกา คิดว่าเรื่องนี้คงไม่มีทางจบอย่างง่ายดายแน่”
“จริงด้วย...คนที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จะบุกเข้าไปหลายครั้งแล้วแต่ถูกกระหม่อมห้ามไว้ กระหม่อมบอกพวกเขาว่า...อันเจิงจะกลับไปอย่างปลอดภัยแน่นอน”
ราชามู่ฉางเยียนพยักพระพักตร์ “อันเจิงยังมีประโยชน์อยู่ถึงแม้ข้าจะดูเขาไม่ออก และรู้ว่าการที่เขามาแคว้นเยี่ยนต้องมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างแน่แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน และตอนนี้ข้าก็กำลังต้องการคนก่อความวุ่นวายอยู่พอดีตระกูลเกาเหิมเกริมเกินไปแล้ว ควรให้เขารู้ความนึกคิดของราชสำนักบ้างหากตระกูลเกายังมีแนวโน้มจะอยู่ฝ่ายไทเฮาอีกกิจการที่อยู่ในแผ่นดินเยี่ยนก็ควรต้องเปลี่ยนมือบ้างแล้วล่ะ”
อันเฉิงทูลถาม “ฝ่าบาท แล้วอันเจิงล่ะ? ทรงเคยบอกว่าความเป็นมาของเขาผิดปกติไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ราชามู่ฉางเยียนตรัสตอบ “ข้าชอบใช้คนที่มีความเป็นมาแปลกๆ เพราะปัญหานั้นอยู่ที่ตัวเขา ไม่ใช่แผ่นดินเยี่ยนเสียหน่อย ตั้งแต่ที่อยู่โลกมายาข้าก็ดูออกแล้วว่าอันเจิงคนนี้ไม่ใช่เด็กที่ไร้เดียงสาเหมือนวัยของเขา ข้าสามารถให้อิสระกับเขาให้เขาทำในสิ่งที่อยากทำ และทำให้เมืองฟางกู้วุ่นวายมากขึ้นแบบนี้ก็มีประโยชน์ต่อข้าเหมือนกัน”
“อย่างนั้นตอนนี้...เราควรจะออกตัวอยู่ข้างอันเจิงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ราชามู่ฉางเยียนส่ายพระพักตร์“แน่นอนว่าไม่ต้อง...ไปบอกเป็นนัยกับหวังไคไท่ บอกว่าข้าไม่อยากให้อันเจิงตาย”
“กระหม่อมจะไปเดี๋ยวนี้”
เมื่อเดินออกจากหอตงนวลอันเฉิงถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ ฝ่าบาททรงอยากใช้อันเจิง ต่อให้จะไม่เชื่อใจและยังสงสัยความเป็นมาของเขาก็ตามที่ฝ่าบาททรงยอมเลือกใช้อันเจิงนั่นเป็นเพราะอันเจิงเป็นคนนอกของเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าอันเจิงจะก่อความวุ่นวายแค่ไหนไม่ว่าจะหาเรื่องมากเพียงใด หรือแม้กระทั่งสุดท้ายอันเจิงต้องตาย แต่สำหรับฝ่าบาทก็ไม่ถือว่าทรงได้รับผลกระทบอะไรเลยเพราะอันเจิงก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อที่นี่ไม่ว่าจะอยู่หรือตายก็ไม่มีผลกระทบอะไรอยู่ดี
ส่วนเรื่องที่ เพราะอะไรฝ่าบาทถึงรับสั่งให้ไปบอกเรื่องนี้กับหวังไคไท่...เพราะในบางเรื่องหวังไคไท่ก็ไม่ต่างจากอันเจิงเหล่ามหาอำนาจ ตระกูลใหญ่ และขุนนางระดับสูงในเมืองฟางกู้ล้วนเห็นหวังไคไท่เป็นคนนอก เป็นคนยากจนที่ปีนป่ายขึ้นมาถึงจุดนี้สำหรับตระกูลมหาอำนาจในเมืองฟางกู้ หวังไคไท่ก็ไม่ต่างไปจากหนอนตัวเล็ก ๆ เท่านั้น
หากราชาแคว้นเยี่ยนต้องเลือกเสียคนของพระองค์ไปสักคนอันเจิงและหวังไคไท่ก็เป็นตัวเลือกแรก ๆ อยู่แล้ว
ในโรงพนันตระกูลเกา
อันเจิงนั่งบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก มองรถม้าที่จอดอยู่ท่ามกลางสายฝนสัตว์ลากรถม้าช่างเย่อหยิ่งเสียจริง มันไม่แม้แต่จะมองอันเจิงเลยสักครั้งคนในรถม้าก็ไม่ได้ลงมาอีกเลย อันเจิงสงสัยว่าในรถม้าต้องไม่ได้มีเพียงเกาหยวนหูคนเดียวแน่นอน
ท่ามกลางสายฝนเกาเซิ้งชวยที่มีจิตใจพ่ายแพ้ต่ออันเจิงยืนอยู่ด้วยความเหงาหงอย เขายังคงยืนตัวตรงจับหอกในมือแน่นชายหนุ่มคนนี้...คาดว่าคงไม่อาจเรียกความมั่นใจของตัวเองกลับมาได้ในเวลาอันสั้น ทั้งหมดนี้เป็นเพราะประโยคเดียวของอันเจิง
เจ้าเดินมาด้านหน้าอีกสองก้าวซิ
เพียงแค่สองก้าวแต่ในที่สุดเกาเซิ้งชวยก็ไม่ได้ก้าวออกไป ในขณะที่เขาก้าวไปก้าวแรกเขามั่นใจว่าตัวเองต้องล้มอันเจิงได้อย่างง่ายดายแน่ ในเมื่อเขามีเบื้องหลังเป็นตระกูลใหญ่ที่อันเจิงไม่อาจมีได้การบ่มเพาะจากตระกูลเกา การส่งเสริมจากหยกแห่งวิญญาณมากมายทำให้เขามีพละกำลังที่มากกว่าคนรุ่นเดียวกัน
ส่วนอันเจิงอายุน้อยกว่าเขาหลายปี แล้วยังเป็นเด็กยากจนที่เติบโตมาจากโลกมายาอีกด้วย
แต่เมื่อเกาเซิ้งชวยจะก้าวออกไปเป็นก้าวที่สอง เขากลับเห็นแววตาของอันเจิงจากนั้นเขาก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที เขาไม่ควรหันไปมองแววตานั้นในแววตาของอันเจิง เขามองเห็นตัวเองพ่ายแพ้หลังจากการต่อสู้...นั่นเป็นความหวาดกลัวเป็นความกลัวที่ไม่มีเหตุผลและไม่สามารถอธิบายได้
เกาเซิ้งชวยรู้ว่าตัวเองแพ้แล้ว หากตนลงมือก็คงต้องแพ้อีกครั้งเขาจึงยืนอยู่ที่เดิมตลอด ยืนด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัว ราวกับกำลังลงโทษตัวเองที่อ่อนแอเกินไปไม่มีใครคิดจะมาปลอบใจเขาสักคน ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครสนใจเขาเลยด้วยซ้ำขณะนี้เกาเซิ้งชวยราวกับถูกโลกลืมไปแล้ว
ตรงกันข้ามกับเกาเซิ้งชวยอันเจิงลุกขึ้นอย่างกะทันหัน จากนั้นก็เดินเข้าไปด้านในโรงพนัน เขาเดินผ่านห้องที่ถูกทำลายจนเละเทะสุดท้ายก็หาห้องครัวจนเจอ เขาค้นแป้งออกมาจากลิ้นชัก ไข่ไก่ แล้วก็เนื้อที่ไม่ค่อยสดใหม่เท่าไหร่นัก
อันเจิงพับแขนเสื้อขึ้นและล้างมืออย่างตั้งใจจากนั้นก็ล้างเนื้อให้สะอาด เมื่อล้างเสร็จก็หั่นเป็นชิ้น ๆ เขาเริ่มผสมแป้ง...เติมน้ำนวดแป้ง การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างคล่องแคล่ว เด็กเหล่านั้นแอบดูเขาอย่างระมัดระวังท่าทางของเขาเริ่มดึงดูดความสนใจจากคนอื่น ผู้ชายแข็งกระด้างคนหนึ่ง เวลาตั้งใจทำอาหารก็ดูมีเสน่ห์ไม่น้อย
ด้านนอกเป็นชายร่างกำยำนับไม่ถ้วนที่ถือมีดอยู่ในกลุ่มนี้อาจมียอดฝีมืออยู่ไม่น้อย ด้านนอกยังมีรถม้าคันหนึ่งที่มีสัตว์อสูรระดับไม่ต่ำมาลากรถส่วนในรถม้าก็คือท่านเกาที่มีความสามารถท้าทายสวรรค์
ด้านนอกเต็มไปด้วยซากศพ และยังมีกลิ่นคาวเลือดลอยฟุ้งไปทั่ว
ส่วนทางห้องครัวอันเจิงล้างมืออย่างสะอาด จากนั้นก็เริ่มทำเส้นบะหมี่ คนส่วนใหญ่ไม่มีทางเข้าใจว่าเพราะอะไรในตอนที่หิวเรามักจะนึกถึงบะหมี่ร้อน ๆ ที่หอมอบอวลอย่างอดไม่ได้ในชามมีไข่หนึ่งฟอง มีหมูสองสามชิ้น หากมีผักอีกสักหน่อยก็จะดีมาก
โรยต้นหอมผักชีและเติมน้ำมันงาเล็กน้อย
ของในห้องครัวมีมากพอสมควรของพื้นฐานที่ควรมีก็ไม่ขาด อันเจิงนวดแป้งบะหมี่ หั่นเป็นเส้น เทลงหม้อ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงเรื่องแบบนี้อันเจิงไม่ถือว่าไม่มีประสบการณ์ ต่อให้เป็นตอนที่เขาเป็นผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีเขาก็มักจะใช้บะหมี่ร้อน ๆ หนึ่งชามมาคลายความเครียดของตนเสมอ
อันเจิงในตอนนั้นเฉยชาและเยือกเย็นส่วนอันเจิงในตอนนี้...อ่อนโยนและอบอุ่นกว่าตอนนั้นมาก อาจเป็นเพราะตู้โซ่วโซ่วที่ทำให้เขาเปลี่ยนไปอาจเป็นเพราะชวีหลิวซี กู่เชียนเยว่ หรือผู้เฒ่าฮั่วและอาจเป็นไปได้ว่าตัวอันเจิงเองที่ทำให้ตัวเองเปลี่ยนไป
อันเจิงเดินออกจากห้องครัว ยกโต๊ะที่ยังสมบูรณ์ขึ้นมาตั้งนำเก้าอี้มาวางล้อมรอบโต๊ะ จากนั้นก็ตั้งชามบะหมี่ไว้บนโต๊ะทีละถ้วย วางตะเกียบด้านข้างทั้งหมดถูกจัดเตรียมอย่างเป็นระเบียบ
“มากินข้าวได้แล้ว”
อันเจิงหันไปยิ้มกับเด็กเหล่านั้นในรอยยิ้มไม่มีความโหดเหี้ยมเลยสักนิดเดียว เด็ก ๆ ราวกับยังคงหวาดกลัวอยู่ไม่รู้ว่าควรออกมาดีหรือไม่ เด็กที่อายุมากที่สุดลังเลครู่หนึ่งแต่ก็ยอมเดินออกมาเขาโค้งตัวให้อันเจิงเล็กน้อย จากนั้นก็นั่งลงแล้วเริ่มกิน ขณะที่กินคำแรกยังดูระมัดระวังอยู่แต่หลังจากนั้นก็เร่งความเร็วขึ้น แล้วกินบะหมี่จนหมดชามอย่างเอร็ดอร่อย
เด็กคนอื่นเห็นดังนั้นก็รู้สึกว่าปลอดภัยจึงเลียนแบบเด็กคนแรก โดยการโค้งตัวให้อันเจิงก่อน จากนั้นค่อยนั่งลงกินบะหมี่บนโต๊ะอันเจิงถือถ้วยบะหมี่ของตนเดินออกมาที่หน้าประตู หันหน้าไปทางด้านนอกที่มีชายร่างกำยำยืนตากฝนอยู่แล้วเริ่มซดน้ำแกง ก่อนจะเขี่ยเส้นบะหมี่เข้าไปในปาก
เขาไม่ได้ใส่ใจชายร่างกำยำที่ยืนล้อมอยู่ด้านนอกแน่นอนว่า ท่ามกลางคนเหล่านั้น มีบางส่วนที่มองมาทางอันเจิงแล้วกลืนน้ำลายลงคอบางคนก็เลียริมฝีปาก แต่ทว่าสิ่งที่พวกเขาลิ้มรสได้ก็คือน้ำฝนที่หล่นลงมาจากฟ้าเท่านั้นเอง
มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น เกาเซิ้งชวยเดินมาตรงหน้าอันเจิง“ยังมีอีกหรือไม่?”
“มีอยู่ในหม้อ ตักเองก็แล้วกัน”
“อืม”
เกาเซิ้งชวยเดินไปที่ห้องครัว จากนั้นก็เลียนแบบท่าทางของอันเจิงเขาม้วนแขนเสื้อขึ้นเพื่อล้างมือ ก่อนจะตักบะหมี่ถ้วยใหญ่แล้วก็เดินมานั่งยอง ๆข้างอันเจิง ยังคงไม่พูดจาแล้วนั่งกินทีละคำอย่างเงียบ ๆ
หลังจากบะหมี่ถ้วยใหญ่ลงท้องจนหมดเกาเซิ้งชวยก็ถอนหายใจยาว จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วยกมือคารวะอันเจิง “ขอบคุณ”
อันเจิงพูดขึ้น“หากตระกูลเกาสอนคนอย่างเจ้าออกมาได้ ตระกูลเกาก็คงไม่ได้เลวร้ายมากนักหากเจ้าเป็นคนมีนิสัยเช่นนี้...ก็ถือว่าคบได้”
เกาเซิ้งชวยพูดอย่างจริงจัง “ข้าเชื่อว่าตระกูลเกาทำอะไรอย่างเปิดเผยเรื่องของเด็กพวกนี้ ตระกูลเกาไม่รู้เรื่องจริง ๆ”
อันเจิงพยักหน้า “ข้าเชื่อคนอย่างเจ้าแต่เรื่องของตระกูลเกา ข้าไม่รู้ว่าควรเชื่อดีหรือไม่”
เกาเซิ้งชวยเดินจากไปท่ามกลางสายฝนและไม่ได้หันกลับมาอีกเลยไม่รู้ว่าเขาไปที่ไหน วันนี้พวกเขาไม่ได้สู้กัน นี่อาจเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็ได้สิ่งที่ทำลายความมั่นใจของเขาก็คือแววตาของอันเจิง และสิ่งที่ฟื้นฟูจิตใจของเขาก็คือบะหมี่ถ้วยนั้นที่อันเจิงทำ
อันเจิงวางถ้วยบะหมี่ลงเด็กที่อายุมากที่สุดเดินเข้ามา จากนั้นก็เก็บถ้วยบะหมี่ของอันเจิงรวมถึงของเด็กทุกคนไปเขาเดินไปที่ห้องครัวแล้วเริ่มล้างถ้วย ตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนนี้เด็กคนนั้นไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเป็นไปอย่างระมัดระวังอันเจิงอดคิดไม่ได้ บิดามารดาของเด็กคนนี้ต้องเป็นคนที่มีระเบียบอย่างแน่นอนฉะนั้นถึงสั่งสอนบุตรชายให้มีกิริยามารยาทเช่นนี้ได้
หลังจากล้างจานจนเสร็จ เด็กคนนั้นก็เดินกลับมาจากนั้นก็อุ้มเด็กที่ตัวเล็กสุดแล้วพากันไปยืนด้านข้าง เด็กน้อยนอนหลับไปในอ้อมกอดของเขาหลังจากกินอิ่ม ความกลัวของเด็กเหล่านั้นก็เริ่มลดลง พวกเขาไม่มีใครพูดอะไรเลยสักคำต่างนิ่งเงียบจนทำให้อันเจิงรู้สึกเอ็นดู
หลังผ่านไปหนึ่งชั่วโมงคนที่ออกไปสืบเรื่องค้าขายเด็กก็กลับมาชายชุดดำเริ่มโยนตัวคนที่ถูกมัดลงมาหน้าโรงพนันทีละคน จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆเพียงไม่นาน คนที่ถูกมัดจำนวนสี่สิบถึงห้าสิบคนก็คุกเข่าเป็นแถวเต็มหน้าโรงพนันทุกคนต่างคุกเข่าด้วยอาการสั่นเทา สีหน้าขาวซีดไม่ต่างไปจากกระดาษ
อันเจิงกินบะหมี่จนอิ่มแล้วยังดื่มเหล้าไปอีกหนึ่งไหจากนั้นก็เดินออกมาด้านนอก พลางดึงมีดที่มีลำแสงคมเฉียบมาจากชายชุดดำคนหนึ่ง
“ตอนนี้เจ้าเสียใจกับการกระทำของตัวเองหรือยัง?” อันเจิงถามเหล่าคนที่คุกเข่าอยู่
คนเหล่านั้นพยักหน้าทันที “เสียใจแล้ว!”
อันเจิงถามอีก “หากให้โอกาสพวกเจ้าอีกครั้งยังจะทำเรื่องแบบนี้อีกหรือไม่?”
พวกเขารีบคำนับอย่างต่อเนื่อง “ใต้เท้า พวกข้าไม่กล้าทำอีกแล้วต่อให้จะเอามีดมาจ่อคอบังคับ พวกข้าก็จะไม่ทำอีกแล้ว”
อันเจิงส่ายหน้า “น่าเสียดาย เพราะข้าไม่อยากให้โอกาสพวกเจ้าอีกแม้แต่ครั้งเดียว”
เขายกมีดขึ้น ฟันลงจากนั้นหัวคนก็ร่วงลงบนพื้น
หัวของคนจำนวนสี่สิบถึงห้าสิบคนก็หล่นลงอย่างนั้นชายชุดดำที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็รู้สึกหนาวเหน็บทันที แล้วก็เริ่มสั่นเทาอย่างอดไม่ได้แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาหนาวเหน็บไม่ใช่น้ำฝน แต่มันออกมาจากข้างในใจต่างหากทุกครั้งที่มีดในมืออันเจิงฟันลงมา ก็ราวกับมีดเล่มนั้นฟันลงกลางใจพวกเขาเช่นกัน
ในใจทุกคนต่างคิดอย่างอดไม่ได้ โชคดีที่ตัวเองไม่ได้ทำเรื่องชั่วร้ายแบบนั้น
อันเจิงตัดหัวคนสุดท้ายจากนั้นก็ทิ้งมีดลงบนพื้น เขากวาดตามองชายชุดดำรอบ ๆ แวบหนึ่งคนเหล่านั้นเริ่มถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ราวกับถูกพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นไล่ต้อนไปด้านหลัง
เกาหยวนหูเดินลงมาจากรถม้าจากนั้นก็ยื่นร่มให้อันเจิงคันหนึ่ง “พอใจหรือยัง?”
อันเจิงส่ายหน้า “ผิดหวังมาก”
เกาหยวนหูชะงักไปจากนั้นก็มองซากศพบนพื้น “ใช่สิ...ข้าก็ผิดหวังมาก หากคนพวกนี้มีปัญญาจริง ๆเรื่องแบบนี้ก็คงไม่แดงขึ้นมาหรอก ไม่ว่าเราจะทำอะไรผิด แต่หากไม่มีใครเห็นก็จะไม่เกิดปัญหาก็เหมือนที่เจ้าต้มบะหมี่ ไม่มีใครรู้ว่าในชามนั้นสะอาดหรือไม่”
“ตอนนี้เจ้าคิดว่ามันพอหรือยัง?” เขาถามอันเจิง
อันเจิงมองมือตัวเองที่สายฝนยังล้างคราบเลือดออกไม่หมด“เรื่องฆ่าคนแบบนี้ ฆ่าเพียงคนเดียวข้าก็รู้สึกว่ามากเกินพอแล้ว ไม่มีหรอกความคิดที่ว่าพอหรือไม่พอหากในใต้หล้านี้สามารถจัดการปัญหาได้โดยไม่ต้องฆ่าคนก็คงดี”
เกาหยวนหูมองอันเจิงรู้สึกว่าอันเจิงมีความแตกต่างจากคนรุ่นเดียวกัน
สี่ปีก่อนตอนที่อันเจิงอยู่ในโลกมายาตอนนั้นมู่ฉางเยียนก็ดูออกแล้วว่ามีอะไรบางอย่างไม่ปกติ นั่นเพราะอันเจิงได้เกิดใหม่อีกครั้งนี่ไม่ได้หมายความว่าพลังของเกาหยวนหูสู้มู่ฉางเยียนไม่ได้ เพียงแต่ตอนนั้นอันเจิงยังไม่ได้ทำความคุ้นเคยกับตัวเองในร่างใหม่เท่านั้นแต่อันเจิงในตอนนี้ ไม่มีใครสามารถดูออกแล้วว่าเขามีความแตกต่างอย่างไร
ฉะนั้นเกาหยวนหูจึงเพียงแค่รู้สึกว่าอันเจิงดูโตกว่าคนอื่นที่มีอายุเท่ากันเท่านั้นเอง แต่เขารู้สึกว่าอันเจิงยังไม่เติบโตอย่างสมบูรณ์เพราะวันนี้อันเจิงปฏิเสธความหวังดีของตระกูลเกานั่นเป็นถึงโอสถวิญญาณระดับสีทองเชียวนะ หากอยู่ในตลาดมืดอาจต้องแลกมาด้วยหลายชีวิต
อันเจิงเดินไปยังด้านหน้าชายชุดดำที่ขวางอยู่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี แต่ทว่าพวกเขาก็แบ่งแยกเป็นสองฝั่งโดยไม่ได้นัดหมายหลบออกเป็นทางกว้างให้อันเจิงเดินผ่าน ชายร่างกำยำถือมีดคมกริบที่สามารถเฉือนเนื้อได้อย่างง่ายดายแต่ในตอนนี้ ทุกคนกลับไม่มีความกล้าที่จะยกมีดขึ้นเลย
คนจำนวนมากที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดและแอบดูเรื่องนี้ต่างก็ผิดหวังเล็กน้อยเดิมทีพวกเขาคิดว่าตระกูลเกาจะทำสิ่งที่น่าเหลือเชื่อกว่าอันเจิงเสียอีก ไม่มีใครคาดคิดว่าตระกูลเกาจะสงบได้ขนาดนี้
เกาหยวนหูกลับเข้าไปในรถม้าจากนั้นก็โค้งตัวพูดกับฮูหยินผู้เฒ่าบนรถม้าอย่างอ่อนน้อม“ข้าคิดว่าตัวเองทำผิดไปเรื่องหนึ่ง ท่านแม่...หลายปีก่อนคนของเราในโลกมายาส่งข่าวกลับมาว่าในโลกมายามีเด็กหนุ่มชื่ออันเจิง สามารถนำมาฝึกแล้วใช้ได้ แต่ข้าก็ไม่ได้ใส่ใจ”
ฮูหยินผู้เฒ่าใช้มือนวดขมับตัวเอง“นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเจ้า หากเป็นข้า...ข้าก็คงไม่สนใจเหมือนกัน ในใต้หล้าทุกเรื่องราวเปลี่ยนแปลงเสมอท่านเกาในโลกมายาจะมาเทียบกับเจ้าได้อย่างไร ที่เขารู้สึกว่าควรเก็บอันเจิงมาฝึกแล้วใช้งานนั่นเป็นเพราะเขามองในมุมของโลกมายา แต่เจ้าอยู่ที่นี่ต้องมองจากมุมของกิจการทั่วแผ่นดินเยี่ยน เรื่องนี้ก็ให้สิ้นสุดเพียงเท่านี้เถอะอันเจิงเตือนเรามากพอแล้ว...บอกคนอื่น ๆ ให้ซื่อสัตย์หน่อย มีคนมากมายที่เตรียมจะเขียนฎีกาเรื่องนี้อยู่”
เกาหยวนหูถาม“มีคนเสนอให้เรากำจัดอันเจิง เพราะศักดิ์ศรีของตระกูลเกาจะเสียไปไม่ได้อีก”
ฮูหยินผู้เฒ่าชี้โรงพนันที่พังทลายตรงหน้า“ตระกูลเกาไม่เพียงแค่เสียศักดิ์ศรีเพราะอันเจิง แต่ศักดิ์ศรีเราอยู่นั่น! สั่งการออกไปให้พวกที่ดูแลโรงพนันสาขาอื่นมาดูที่นี่หน่อย ให้ยืนตากฝนแล้วดูสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อฝนหยุดตกเมื่อไหร่ค่อยปล่อยกลับไป อีกอย่าง...เจ้าไปส่งเด็กเหล่านั้นกลับบ้านด้วยล่ะบอกว่าตระกูลเกาเป็นคนหาตัวเจอ จากนั้นก็บอกว่าตระกูลเกาฆ่าพวกชั่วนั่นไปหมดแล้วส่วนเรื่องอันเจิง...แน่นอนว่าจะเก็บไว้ไม่ได้”