คลังอสูรบรรพกาล

    ตอนที่ 110 : เริ่ม

     

           ข้ารักเจ้า

     

            ‘เหตุใดคำง่ายๆเช่นนั้นจึงไม่อาจเอ่ยออกไป’

     

            ‘เหตุใดตอนนั้นจึงไม่สังหารข้าแล้วทำตามใจคิด’

     

            ‘เหตุใดจึงต้องทิ้งให้ข้าจมอยู่กับความทุกข์ที่ตนเป็นคนเลือก’

     

           สตรีผู้งดงามราวนางสวรรค์ใคร่คิดคำถามมากมาย กระนั้นนางก็มิได้แสดงออกทางสีหน้า ทำเพียงนั่งนิ่งเงียบบนบัลลังก์ด้วยท่าทางเย็นชา กวาดสายตามองเหล่าผู้คนโดยไม่ใส่ใจ

     

           หลังขึ้นรับตำแหน่งประมุขวัง ซาเนียมักจะมานั่งที่ตำหนักแห่งนี้อยู่บ่อยครั้ง แน่นอนว่าหากมิได้มีงานสำคัญ ที่แห่งนี้มันจะเงียบเชียบไร้ผู้คน ต่างจากวันนี้ที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้าจำนวนมาก

     

            “ท่านประมุขวังโปรดอภัยให้พวกเราที่มิได้เดินทางมาในวันงาน”

     

           ชายชราคิ้วสามง่ามท่าทางใจดีกล่าวพลางลุกขึ้นกุมมือทำท่าคารวะ

     

            “มิต้องกังวลท่านอังเรอ ประมุขเรามิใช่ผู้คิดเล็กคิดน้อย เพียงพวกท่านเดินทางมาบอกลาก่อนเดินทางกลับธาราสวรรค์ ก็ถือเป็นการให้เกียรติวังเมฆาสูญสิ้นมากแล้ว”

     

           ผู้อาวุโสหนึ่งเทมเพริสยืนผสานมือตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

     

            “แน่นอน ข้าได้ยินมาว่าความงามของประมุขวังเป็นหนึ่งไม่มีสอง เลยคิดเดินทางมาชมกับตา เรียกได้ว่ามิผิดหวังจริงๆ”

     

           บุรุษผมเหลืองอ่อนกล่าวเสียงเรียบ พลางวาดมือหยิบชาขึ้นมาจิบ

     

            “หึ ไม่เห็นจะเท่าไหร่”

     

           จู่ๆเสียบ่นอันแผ่วเบาได้ลอยเข้าหูบุรุษผมเหลืองอ่อน นี่ทำให้เขาถึงกับหันมาถลึงตา ก่อนหญิงสาวผมแดงจะกล่าวต่อ

     

            “ข้าว่าเฟริสสวยกว่าตั้งเยอะ”

     

            “เฟด้า!”

     

           ครุสกล่าวเสียงดัง 

     

           อย่างไรเฟด้ากลับทำเพียงปั้นหน้ายุ่งหันมองไปทางอื่น พร้อมพ่นลมออกจมูก

     

            “หึ”

     

            “สำรวมเฟด้า”

     

           ชายชราคิ้วสามง่ามหรือในชื่ออังเรอกล่าวเสียงเคร่ง ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถทำให้สตรีผมแดงมีท่าทางโอนอ่อน นางยังคงนั่งหน้าบึ้งเบ๊ะปากคล้ายไม่สบอารมณ์

     

           บรรยากาศอำลาพอเป็นพิธีเกิดขึ้นอีกสักพัก ไม่นานอังเรอก็ขอตัวกลับ 

     

           ทั้งนี้หญิงสาวผมฟ้านามเฟริสผู้นั่งเงียบตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามา กลับหันมองไปทางสตรีบนบัลลังก์พลางจดจ้องใคร่ครวญด้วยท่าทางจริงจัง

     

           เห็นเช่นนั้นซาเนียจึงจ้องกลับ เมื่อนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลกับนัยน์ตาสีฟ้าโปร่งผสานกัน เฟริสก็เผยยิ้มพลางกล่าวเสียงเบาที่ไม่มีใครได้ยิน

     

            “ข้าจำเจ้าได้”

     

           แม้คำกล่าวที่หลุดออกจากปากบางอันงดงามจะไร้ผู้ฟัง กระนั้นกับสตรีผู้เป็นประมุขวังเมฆาสูญสิ้นกลับได้ยินอย่างชัดเจน นี่ทำให้นางหรี่ตาแคบด้วยความฉงน ทว่ายังไม่ได้ทำอะไร อังเรอก็หันมาผสานมือพร้อมกล่าวคำลา ก่อนหันตัวพาทุกคนออกไป

     

           ทิ้งไว้เพียงหนึ่งชายชราหนึ่งสตรีงามนั่งอยู่ในตำหนัก อย่างไรเมื่อสิ้นสุดภารกิจการรับแขก ผู้อาวุโสหนึ่งก็ขอตัวไปสะสางงานอื่นภายในวังต่อ แน่นอนว่าซาเนียมิได้ห้ามอะไร 

     

           ความจริงตั้งแต่ขึ้นเป็นประมุขวัง ระหว่างนางกับผู้อาวุโสหนึ่งแทบจะนับคำคุยกันได้ โดยประโยคยาวที่สุดที่นางเคยกล่าวคงเป็น

     

            “ข้าจะไม่แต่งกับหลานชายท่าน”

     

           ในเรื่องนี้ผู้อาวุโสเทมเพริสคิดไว้อยู่แล้ว จึงไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะระหว่างหลานชายเขากับสตรีผู้เป็นประมุขวังทั้งอยู่ในระดับคลายสมดุลด้วยอายุเพียงเท่านี้ คงยากที่จะให้ทั้งสองเคียงคู่กัน

     

           ไม่นานชายชราก็จากไป 

     

           ซาเนียจดจ้องร่างผู้อาวุโสหนึ่งก้าวเท้าหายลับเข้าป่าเมฆาคล้อย ทิ้งช่วงครู่จึงหันสายตากลับมามองเสาด้านข้างที่บัดนี้ได้มีทวนสีดำอันหนึ่งแขวนไว้

     

           นิ่งอยู่นาที ใบหน้าอันงดงามก็ฉีกยิ้มมุมปาก

     

            “จำได้แล้วอย่างไร”

     

           .

     

           .

     

           ณ ทะเลสาบประกายเพชร ด้านหน้าถ้ำพฤกษาม่วงอันเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้สีม่วงขึ้นโดยรอบ มีหนึ่งบุรุษหนึ่งชายชรานั่งจับเจ่าจิบชาด้วยท่าทางสงบ แม้จะผ่านมาได้หนึ่งวันหนึ่งคืน ทั้งสองกลับเปิดปากคุยกันน้อยคำ แน่นอนทุกครั้งที่เริ่ม ผู้พูดย่อมเป็นชายชรา และจักถูกตอบกลับมาด้วยความเงียบ 

     

           สุดท้ายผู้ครอบครองใบหน้ารูปไข่ก็รู้สึกทนไม่ไหว

     

            “นี่ก็ผ่านมากว่าสามเดือนแล้ว เหตุใดจึงมิให้คำตอบข้าเสียที”

     

           ลาม่อนกล่าวด้วยท่าทางจริงจัง แน่นอนคำถามนี้เกิดขึ้นจากการที่เขาชวนชิลไปยังหมู่เกาะหมื่นอสรพิษอันเป็นบ้านเกิด เนื่องจากเห็นถึงความสามารถในการใช้อาคม เลยไม่อยากปล่อยให้เสียของ ด้วยอายุและระดับความเข้าใจที่ไม่อาจวัด ทั้งยังสามารถใช้สมณะมหาจอมเวท บางทีบทอาคมเก่าแก่จำนวนมากที่แม้กระทั่งพวกตัวตนระดับสูงยังไม่อาจแก้ไข ชายหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนตรงหน้าอาจทำได้

     

            “เจ้าจะเงียบอีกนานเท่าใด หนึ่งวัน หนึ่งสัปดาห์ หรือหนึ่งเดือน บอกมา ข้าจักได้รอ”

     

           ชายชราใบหน้ารูปไข่เอ่ยอย่างเหลืออด ทว่าจู่ๆเสียงอันไม่คาดว่าจะได้ยินกลับดังขึ้น

     

            “ท่านเข้าใจคำว่านิรันดร์หรือไม่”

     

           ฟังดังนั้นลาม่อนจึงเบิกตากว้างหันมาทางชิลด้วยความงุนงง ค้างครู่หนึ่งเลยหันไปมองประกายผืนน้ำพลางกล่าว

     

            “มันคือความไม่สิ้นสุด”

     

            “บางทีอาจมากกว่า”

     

            “มากกว่าเช่นไร”

     

            “ไร้เหตุผล ก่อเกิดนิรันดร์ เหตุผลกำเนิด สิ้นสุดนิรันดร์”

     

           ฟังชิลกล่าวด้วยใบหน้าเลื่อนลอยขณะที่สายตายังจับจ้องแสงบนทะเลสาบ ลาม่อนก็ขมวดคิ้ว

     

            “เจ้าจะบอกว่านิรันดร์นั้นไร้เหตุผล”

     

            “ทั้งใช่และไม่ใช่”

     

           นัยน์ตาองุ่นเปล่งแสงล้ำลึก สักพักจึงหลับลง

     

            “ข้าจักไปกับท่าน”

     

            “ว่าอย่างไรนะ!”

     

           ลาม่อนหรี่ตาทำมือป้องหู ราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

     

            “อายุเยอะจนหูไม่ดีแล้วรึ”

     

            “เพ้ย! เด็กน้อย ขะ..”

     

            “แต่มีข้อแลกเปลี่ยน”

     

           ชิลกล่าวตัดบท พร้อมดันตัวลุกขึ้น

     

            “ข้าต้องการเรือหนึ่งลำไม่สำคัญว่าจะบินบนฟ้าหรือแล่นบนน้ำ พร้อมหนึ่งเม็ดยาคลายฟ้า และอีกหนึ่งคนดูแลนก ในเรื่องบทอาคมข้าจักช่วยท่านเพียงสิบบท เมื่อครบจำนวนข้าจะจากไปทันที”

     

           ชิลร่ายยืดยาวในสิ่งที่ต้องการ แน่นอนเขามีหินสวรรค์มากพอซื้อเรือหนึ่งลำได้สบาย แต่หากได้เรือมาโดยมิต้องเสียอะไร บางทีนั่นอาจเป็นทางเลือกที่ถูกมากกว่า แม้ใจจริงจะอยากเดินทางไปยังหมู่เกราะมังกรนิทราโดยไว กระนั้นการไปช่วยในสิ่งที่ลาม่อนเคยขอไว้ก็มิได้เลวร้าย อย่างไรชายชราผู้นี้ก็เคยช่วยเขาไว้หลายต่อหลายครั้ง

     

           แม้ข้อเรียกร้องจะดูสูงไปบ้าง สุดท้ายลาม่อนก็ตอบตกลง ด้วยความเชื่อมั่นในความสามารถชิลบวกความสนิทสนมเป็นทุน ทำให้เรื่องนี้ตัดสินใจได้ไม่ยาก อย่างไรเขาได้บอกกับชิลว่าจะออกเดินทางในอีกสามวันข้างหน้า โดยทั้งเรือและเม็ดยาจำต้องกลับไปรับที่ตระกูล แต่ในเรื่องคนดูแลนกเขามีอยู่ในใจแล้ว

     

           ฟังดังนั้นชิลก็พยักหน้าตอบรับ ก่อนเดินผละออกจากทะเลสาบประกายเพชร ถึงจะรู้สึกว่าเวลาสามวันเร็วไปอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้มีอะไรติดค้างแผ่นดินนี้แล้ว จะเหลือก็เพียง

     

            ‘คำร่ำลา’

     

           นัยน์ตาองุ่นกวาดมองเหล่าต้นไม้ระหว่างทางกลับด้วยท่าทางยากคะนึง ไม่นานก็ผ่านเข้าสู่เขตฝึกกองทัพ จนพบเข้ากับนายพันเอิล ทว่าทั้งคู่กลับทำท่าทางราวกับคนรู้จักเพียงผิวเผิน ต่างพยักหน้าให้กันเล็กน้อย และเดินสวนกันโดยมิได้กล่าวทักอะไร

     

           เหตุหนึ่งมาจากความขุ่นเคืองที่ชิลเป็นต้นเหตุทำให้ตระกูลแรนเชอต้องล่มสลาย ทั้งยังทำให้การอนเพื่อนของเขาต้องเสียชีวิตเนื่องด้วยพิษบาดแผลจากรากฐานฝึกฝนถูกทำลาย

     

           อย่างไรลึกๆเอิลก็ยังตกใจอยู่ไม่น้อยที่เด็กชายผู้ถูกตราหน้าว่าเสียชีวิตกลับมาด้วยรากฐานฝึกฝนอันสูงลิบ เพียงปีกว่าจากผสานกายขั้นแรกมาถึงวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นสูง เป็นอะไรที่ยากจะยอมรับ

     

           แม้จะเห็นท่าทางเช่นนั้นของบุคคลผู้เคยรู้จัก ชิลก็ได้หาสนใจ เขาทำเพียงเดินตรงออกจากอาณาเขตกองทัพด้วยท่าทางเรียบเฉย

     

           ปัจจุบันรากฐานฝึกฝนของเขาเพิ่มขึ้นมาอีกระดับ จนมาอยู่ในวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นสูง โดยสิ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนการเลื่อนระดับครานี้หาใช่สิ่งอื่นนอกจาก การรู้แจ้งซึ่งคำว่านิรันดร์

     

           แม้จะรู้สึกเสียดายอยู่มากที่ตนไม่ได้นำเหล่าศาสตราวุธในโบราณสถานกลับมาด้วย แต่ก็พอใจกับสิ่งที่ได้รับมาอยู่ไม่น้อย เพราะเพียงคำว่านิรันดร์ก็สามารถทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะสามารถเปิดประตูสู่คลายสมดุลได้สำเร็จในคราเดียว

     

           แม้ผู้อื่นที่มีพรสวรรค์หรือสัตตะจิตจะสามารถเข้าสู่คลายสมดุลอย่างง่ายดาย ทว่ากับชิลที่ไร้ซึ่งสิ่งทั้งสอง การไปถึงคลายสมดุลนับว่ายากระดับหนึ่ง ซึ่งการรู้แจ้งได้ช่วยปิดรอยรั่วนี้ได้อย่างดี

     

           เดินไปเดินมาก็กลับมาถึงห้องพัก พูดคุยกับเจ้ากลมที่นอนกลิ้งอยู่ใต้เตียงครู่หนึ่ง จึงทำสมาธิซึมซับพลังงานสวรรค์จนหลับไป

     

           รุ่งเช้ามาเยือนอีกครา วันนี้ได้มีการปิดถนนเลี้ยงบริเวณซอยร้อยมังกร เนื่องจากภรรยาหัวหน้าตระกูลฟอลลิชคนปัจจุบันตั้งท้องลูกชาย

     

           แม้ราฟี้กับโชผู้เป็นเสาหลักเก่าตระกูลจะถูกชิลสังหารไปแล้ว แต่นั่นไม่รวมถึงชาม เพราะเขาเป็นเพียงผู้เดียวที่รอด เนื่องจากตอนนั้นถูกคุมขังอยู่ในอาณาเขตวงเวทหน่วงรั้งของพอตแมน และด้วยความที่เป็นบุรุษผู้มากไปด้วยโชค หลังจากทางวังเมฆาสูญสิ้นเล่นงานตระกูลแรนเชอ เขาก็เข้าครอบครองกิจการทั้งหมดแทนที่ พร้อมแต่งงานใหม่กับสตรีอายุน้อยผู้หนึ่ง

     

           ชิลไม่ได้สนใจอะไรตระกูลฟอลลิชหรือแม้แต่ตระกูลแรนเชอ เหตุที่ครานั้นเข้าร่วมสงคราม เพราะต้องการช่วยเหลือริเช่เท่านั้น

     

           ถึงโดยรอบจะเต็มไปด้วยเสียงจอแจของผู้คนที่กำลังตรงไปยังงานเลี้ยง กระนั้นชิลก็ยังคงนั่งหลับตาซึมซับพลังงานสวรรค์อยู่กับที่ โดยมิได้ขยับไปไหน

     

           และแล้วก็ผ่านไปอีกสองวัน จนถึงกำหนดเดินทางไปกับลาม่อน

     

    คล้ายกับเรื่องคลังอสูรบรรพกาล ที่คุณอ่าน