คลังอสูรบรรพกาล

    ตอนที่ 113 : มากกว่า

     

            ชายชราร่างยักษ์ผู้เต็มไปด้วยมัดกล้ามกล่าวด้วยทักษะคลื่นเสียงอสูร เขาผู้นี้สวมไว้ด้วยเกราะสีดำทมิฬ มีผมสีเทา นัยน์ตาสีโลหิต พร้อมใบหน้าที่ราวกับมีโทสะอยู่ตลอดเวลา

     

             “เหอะ! จากไปเพียงยี่สิบปีจำเพื่อนเก่าผู้นี้ไม่ได้เสียแล้ว”

     

            ลาม่อนยิ้ม พร้อมลอยไปยืนตรงหัวเรือ นี่ทำให้ชายชราหน้ายักษ์ถึงกับผงะด้วยความตกใจ กระนั้นท่าทางดังกล่าวกลับทำให้กลุ่มนักรบเกราะทมิฬด้านข้างถึงกับผงะไปด้วย เช่นกันนักรบเกราะทองเห็นดังนั้นจึงผงะตาม

     

            ที่เป็นเช่นนี้เพราะชายชราหน้ายักษ์ มิเคยทำสีหน้าอื่นใดนอกจากโกรธเกรี้ยว เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาเมื่อเห็นสีหน้าอื่นอันยากจะมี จึงพากันตกใจอย่างช่วยไม่ได้ และด้วยเหล่านักรบเกราะทองเห็นกลุ่มคนระดับคลายสมดุลตกใจจึงพากันตะลึงต่อเป็นทอดๆ

     

            ชิลกวาดตามองผู้คนระดับสูงโดยรอบทำท่าแปลกประหลาด ก็อดส่ายหัวไม่ได้ จากลางสังหรณ์คาดเดาได้เลยว่าสถานที่แห่งนี้ต้องเป็นบ้านเกิดลาม่อนไม่ผิด ทว่าสิ่งที่เขาคิดกลับพลาดไปบ้างเล็กน้อย 

     

            “คารวะพระเชษฐา!”

     

            เสียงชายชราหน้ายักษ์ดังกังวานทั่วทิศ นี่ทำให้เหล่าทหารทั้งสองกองพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนก้มหัวลงกล่าวพร้อมเพรียง

     

            “คารวะพระเชษฐา!!!”

     

            ชิลเบิกตาหันมองชายชราตรงหัวเรือ ไม่นานสีหน้าก็กลับมาสงบดังเดิม เขาคาดไว้แล้วกว่าห้าในสิบส่วนว่าตระกูลลัชของลาม่อนจักต้องมีต้นตระกูลมาจากผู้ติดตามอาคัท แต่ก็ไม่คิดว่าสิ่งที่ตนคาดจะถูกต้องมากเพียงนี้

     

            เพียงสองลมหายใจ ชายชราหน้ายักษ์ได้โบกมือสลายกำลังพลทั้งหมด พลางเคลื่อนร่างอันเต็มไปด้วยมัดกล้ามลงมายืนโค้งตัวตรงหัวเรือ

     

            “ข้าน้อยไม่ทราบว่าท่านจะกลับมาวันนี้”

     

            “ซีลอนเคยบอกแล้วมิใช่รึว่าให้เรียกข้าเพียงลาม่อน”

     

            “มิกล้า”

     

            ซีลอนเอ่ย พลางแหงนหน้าจดจ้องชายชราใบหน้ารูปไข่ที่ดูซูบผอมกว่าภาพจำในอดีต เลยปั้นหน้าเคร่งพลางกล่าว

     

            “ข้าจะรีบไปทูลให้องค์ราชาทราบโดยด่วน หากรู้ว่าท่านกลับมา พระองค์คงดีใจมากเป็นแน่”

     

            “ไม่ต้อง”

     

            ลาม่อนกล่าวตัดบท พลางหันมองมาทางชิล นี่ทำให้นายพลซีลอนหันตามจนเจอเข้ากับเด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนที่ดูอย่างไรก็อายุไม่ถึงยี่สิบปีบริบูรณ์

     

            “ข้าจักพาเขาไปเดินเล่นเสียหน่อย”

     

            “เอ่อ.. เรื่องนี้”

     

            “เป็นถึงนายพลเหตุใดต้องทำท่าอ้ำอึ้ง”

     

            ฟังดังนั้นซีลอนก็เหลือบมองชิลคราหนึ่ง พยายามขมุบขมิบปากคิดกล่าวบางอย่าง ทว่าแม้จะเผยอปากขึ้นลงอยู่นานกลับไม่มีคำพูดหรือเสียงใดหลุดออกมา ส่งให้ลาม่อนหน้ามุ่ยกล่าวเสียงแข็ง

     

            “ซิลอนความเด็ดขาดเจ้าหายไปไหน เป็นถึงนายคนจักทำสิ่งใดอย่าได้ลังเลมากความ”

     

            “ข้าน้อยรับทราบ”

     

            “เพ้ย! เมื่อไหร่จะเลิกแทนตัวว่าข้าน้อย ฟังแล้วขัดหูนัก!”

     

            เห็นลาม่อนเริ่มมีอารมณ์ ชายชราหน้ายักษ์นามซีลอนจึงปั้นหน้าขึง ก่อนระเบิดพลังงานทมิฬดีดร่างขึ้นฟ้าหายลับไป

     

            แม้รู้ลึกๆว่าตาเฒ่ากล้ามโตพยายามหนีอารมณ์อันขุ่นมัวของตน อย่างไรลาม่อนก็มิได้สนใจอะไรมาก เพราะสหายสมัยเด็กผู้นี้มักชอบหลบหลีกผู้คนที่ชอบพูดมากพร่ำบ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

     

            “เฮ้อ~ ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน”

     

            เขาถอนหายใจ พร้อมหันตัวเดินเข้ามาหาชิล

     

            “ไปเถอะ”

     

            “จะดีรึ คนใหญ่คนโตก็อยู่ เหตุใดจึงเห็นเรื่องพาข้าเดินเล่นสำคัญกว่า”

     

            “จะสำคัญหรือไม่ขึ้นอยู่กับมุมมอง”

     

            กล่าวเสร็จก็เดินผละหายเข้าไปยังห้องที่ออรุสอยู่หลายนาที จากนั้นจึงเดินออกมาพาชิลโดดลงเรือ ย่ำเท้าตรงผ่านปราสาทสูงเลยไปยังสวนหย่อมแห่งหนึ่งที่มีศาลาตั้งอยู่กลางทะเลสาบอันมากด้วยดอกและใบบัว

     

            กระนั้นเมื่อมาถึงกลับพบว่าที่แห่งนี้ถูกจับจองโดยผู้อื่นเสียแล้ว

     

            เห็นร่างผู้นั่งเอาเท้าจุ่มน้ำอยู่ริมศาลา จู่ๆลาม่อนที่ก้าวเท้านำหน้ากลับหยุดชะงักอย่างไร้เหตุผล

     

            ส่งให้ชิลจำต้องมองตามสายตาจนพบเข้ากับสตรีน้อยวัยไม่เกินสิบปีที่กำลังนำเท้าเปล่าตีน้ำดังเปาะแปะอย่างสนุกสนานเพียงลำพัง โดยนางสวมไว้ด้วยชุดฮั่นฝูสีแดง มีเรือนผมสีดำอ่อน หน้าตาสดใสน่ารักสมวัย

     

            “สงสัยข้าจะแก่เกินไปแล้ว ผิดทางๆ”

     

            ลาม่อนเปิดปากหันมาปัดมือปัดไม้ พร้อมเดินเลี้ยวเข้าไปในซอยระหว่างกำแพงตำหนักด้านข้างโดยไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่ม

     

            นัยน์ตาองุ่นหรี่มองเด็กสาวไร้เดียงสา ค้างชั่วครู่ก็เดินตามหลังลาม่อนไป ทราบอยู่เต็มอกว่าชายชราไม่ได้มาผิดทาง แต่เพียงต้องการหลบเลี่ยงบางสิ่งจนต้องเดินหลีกไปทางอื่น ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องไถ่ถาม เพราะไม่ได้อยากรู้อะไรขนาดนั้น

     

            หนึ่งชราหนึ่งชายหนุ่ม เดินอย่างเงียบเชียบหลายนาที ไม่นานตำหนักสีเทาที่ดูมากอายุก็เผยให้เห็น 

     

            ทว่ายังไม่ทันได้เข้าใกล้เสียงอันทรงอำนาจก็ดึงขึ้น

     

            “ลาม่อน!! เหตุใดเมื่อกลับมายังหมู่เกาะหมื่นอสรพิษจึงไม่มาทักทายข้า!”

     

            จบประโยคคลื่นพลังสีขาวได้ระเบิดกระจายบนผืนฟ้า ครอบคลุมทั่วนภาบดบังดวงอาทิตย์และหมู่เมฆจนสิ้น คลื่นพลังที่สามารถกดข่มทุกสรรพสิ่งเช่นนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาได้จากผู้อยู่ในระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายหรือคลายสมดุล

     

            ‘ระดับสัมผัส’

     

            ชิลที่กำลังฝืนตัวเองให้ยืน เร่งเปิดใช้กายาอมตะนิรันดร์ เพื่อให้ร่างกายแกร่งมากพอต้านคลื่นพลังกดทับบนฟากฟ้า

     

            อย่างไรกับลาม่อนนั้นไม่ใช่ แม้จะอยู่ในระดับคลายสมดุลบทสาม ทว่าตัวเขามิได้มีพลังกายสูงมากนัก เป็นธรรมดาที่จะล้มลงไปหมอบอยู่บนพื้นด้วยใบหน้าแตกตื่นราวพิภพใกล้ดับสูญ

     

            “อาจารย์ต้องการพบเจ้า!!”

     

            สิ้นเสียง แสงสีขาวเหนือน่านฟ้าก็ได้หุบแคบ เคลื่อนรวมกันจนกลายเป็นบุรุษหนุ่มในชุดคลุมยาวขาว เขาผู้นี้มีดวงตาคม นัยน์ตาสีเงิน ผมสีเงินประกาย รูปร่างสมส่วน ใบหน้าคมคายหล่อเหลา หากเทียบเพียงเรื่องหน้าตากับเหล่าบุรุษทั้งหมดบนแผ่นดินทวิเทวา นับว่าชายผู้นี้ถือเป็นหนึ่งไม่มีสอง

     

            “ศะ..ศิษย์พี่.. เหตุใด”

     

            “หึ ยังจำข้าได้อยู่เรอะ!”

     

            ชายหนุ่มชุดคลุมขาวหรี่ตา สักพักจึงเผยท่าทางหงุดหงิด

     

            “คลายสมดุลบทสาม! ผ่านมายี่สิบปีเจ้าขยับเพียงขั้นเดียว!! น่าอายนัก”

     

            ว่าแล้วก็ไม่รอให้ลาม่อนกล่าวตอบ พลันพุ่งตัวเข้าคว้าคอเสื้อชั้นในชายชราใบหน้ารูปไข่หิ้วขึ้นฟ้า กระนั้นหางตาก็เหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนยืนนิ่งสงบอยู่ด้านข้าง

     

            ‘วัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นสูง เหตุใดสามารถยืนได้’

     

            นี่ทำให้ชายหนุ่มชุดขาวหันมองชิลด้วยแววตาใคร่รู้ ก่อนเร่งพลังงานสวรรค์มากขึ้นอีกเท่าตัว

     

            “อึก”

     

            ชิลรับรู้ถึงแรงกดทับอันมหาศาล ทว่าเขากลับไม่ยอมให้ตนล้ม พลางเงยหน้าสบตาบุรุษหนุ่มเรือนผมเงินตรงหน้า

     

            เห็นสายตาและท่าทางอันมุ่งมั่น บุรุษชุดคลุมขาวจึงเบิกตากว้าง ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาได้ใช้พลังกดทับมากกว่าระดับสัมผัส แต่กลับไม่สามารถทำให้วัฏจักรเคลื่อนย้ายอันเล็กจ้อยล้ม ซึ่งปกติควรจะบาดเจ็บสาหัสเสียด้วยซ้ำ นิ่งค้างชั่วครู่เสียงลาม่อนก็ดังขึ้น

     

            “ศิษย์พี่ เขามากับข้า! ท่านมิใช่คนชอบรังแกผู้มีรากฐานฝึกฝนต่ำกว่ามิใช่รึ”

     

            นี่ราวกับเรียกสติกลับมา บุรุษหนุ่มชักหน้ากลับ พลางสลายแรงกดทับทันที กระนั้นเขายังคงจับจ้องไปที่ชิลด้วยท่าทางสนอกสนใจ

     

            “เจ้าชื่ออะไร”

     

            “ศิษย์พี่!”

     

            “ข้าถามเขามิใช่เจ้า เงียบซะ!”

     

            หลังคำกล่าว บุรุษหนุ่มชุดคลุมขาวก็โบกมือบีบอัดพลังงานสวรรค์จนกลายเป็นผ้าขนาดเล็กทรงสี่เหลี่ยม ก่อนเคลื่อนมันเข้าปิดปากลาม่อนที่กำลังดิ้นรนขัดขืนอยู่บนฟ้าในท่าถูกหิ้วคอ

     

            เมื่อไม่สามารถส่งเสียง ทำให้ชายชราใบหน้ารูปไข่ยิ่งมากด้วยเสียงอู้อี้ พร้อมดิ้นไปมายกใหญ่ราวเด็กอยากได้ของเล่น จนผู้ถูกเรียกว่าศิษย์พี่รู้สึกรำคาญ เลยวาดมือฟาดเข้าท้ายทอย ส่งให้ลาม่อนผู้ยิ่งใหญ่ในสามอาณาจักรละแวกป่าพันวิญญาณสลบไป

     

            มองระดับคลายสมดุลที่ถูกยกให้เป็นขั้นผู้มีอำนาจมากล้น ถูกโจมตีสลบด้วยการฟาดคราเดียว ชิลก็เปลี่ยนเป็นเงียบขรึมกว่าเดิม เขายังคงจับจ้องไปยังใบหน้าบุรุษชุดคลุมขาวที่บัดนี้ได้หันกลับมาสบตาเรียบร้อย

     

            “ว่าอย่างไร.. ไม่สินี่ออกจะไร้มารยาทเล็กน้อย งั้นข้าจักบอกชื่อก่อน ตัวข้ามีนามว่า แกเดี้ยน”

     

            “ชิล”

     

            การกล่าวตอบโดยพลันด้วยถ้อยคำแสนสั้นของเด็กหนุ่มทำให้แกเดี้ยนเผยยิ้ม นี่แสดงให้เห็นว่าความจริงชิลมิได้เกรงกลัว เพียงแต่ระแวดระวังตัวเป็นอย่างมากจึงมิอยากกล่าวอะไรที่ไม่จำเป็น

     

            “ไหนๆมากับศิษย์น้องข้าแล้ว งั้นก็ไปด้วยกันเลย”

     

            “!!”

     

            ยังไม่ทันได้ตอบโต้ ชิลก็โดนพลังงานสวรรค์สีขาวคลุมร่าง พาขึ้นฟ้าพุ่งหายเข้ากลีบเมฆด้วยความเร็วที่เกินกว่าจะตอบสนอง เพียงห้าลมหายใจต่อมา เขาก็ถูกโยนลงไปยังตีนเขาแห่งหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าคือใด ก่อนร่างในชุดคลุมขาวจะลอยเหาะขึ้นไปบนยอดเขาพร้อมลาม่อน ทิ้งให้เขายืนงงอยู่กับที่ราวตัวโง่งม

     

            แน่นอนที่งงมิใช่เพราะแปลกสถานที่ แต่สาเหตุเพราะความเร็วในการข้ามภูเขาของบุรุษนามแกเดี้ยนมีมากกว่าเรือลำน้อยของลาม่อนเสียอีก แม้ไม่รู้ว่ามากกว่าเท่าใด แต่คล้ายจักสามารถไปยังที่ใดก็ได้ในเกาะด้วยเวลาไม่กี่วิ

     

            “นั่นคือระดับสัมผัส ไม่สิบางทีอาจมากกว่า”

     

     

    คล้ายกับเรื่องคลังอสูรบรรพกาล ที่คุณอ่าน