ชายชราร่างยักษ์ผู้เต็มไปด้วยมัดกล้ามกล่าวด้วยทักษะคลื่นเสียงอสูร เขาผู้นี้สวมไว้ด้วยเกราะสีดำทมิฬ มีผมสีเทา นัยน์ตาสีโลหิต พร้อมใบหน้าที่ราวกับมีโทสะอยู่ตลอดเวลา
“เหอะ! จากไปเพียงยี่สิบปีจำเพื่อนเก่าผู้นี้ไม่ได้เสียแล้ว”
ลาม่อนยิ้ม พร้อมลอยไปยืนตรงหัวเรือ นี่ทำให้ชายชราหน้ายักษ์ถึงกับผงะด้วยความตกใจ กระนั้นท่าทางดังกล่าวกลับทำให้กลุ่มนักรบเกราะทมิฬด้านข้างถึงกับผงะไปด้วย เช่นกันนักรบเกราะทองเห็นดังนั้นจึงผงะตาม
ที่เป็นเช่นนี้เพราะชายชราหน้ายักษ์ มิเคยทำสีหน้าอื่นใดนอกจากโกรธเกรี้ยว เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาเมื่อเห็นสีหน้าอื่นอันยากจะมี จึงพากันตกใจอย่างช่วยไม่ได้ และด้วยเหล่านักรบเกราะทองเห็นกลุ่มคนระดับคลายสมดุลตกใจจึงพากันตะลึงต่อเป็นทอดๆ
ชิลกวาดตามองผู้คนระดับสูงโดยรอบทำท่าแปลกประหลาด ก็อดส่ายหัวไม่ได้ จากลางสังหรณ์คาดเดาได้เลยว่าสถานที่แห่งนี้ต้องเป็นบ้านเกิดลาม่อนไม่ผิด ทว่าสิ่งที่เขาคิดกลับพลาดไปบ้างเล็กน้อย
“คารวะพระเชษฐา!”
เสียงชายชราหน้ายักษ์ดังกังวานทั่วทิศ นี่ทำให้เหล่าทหารทั้งสองกองพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนก้มหัวลงกล่าวพร้อมเพรียง
“คารวะพระเชษฐา!!!”
ชิลเบิกตาหันมองชายชราตรงหัวเรือ ไม่นานสีหน้าก็กลับมาสงบดังเดิม เขาคาดไว้แล้วกว่าห้าในสิบส่วนว่าตระกูลลัชของลาม่อนจักต้องมีต้นตระกูลมาจากผู้ติดตามอาคัท แต่ก็ไม่คิดว่าสิ่งที่ตนคาดจะถูกต้องมากเพียงนี้
เพียงสองลมหายใจ ชายชราหน้ายักษ์ได้โบกมือสลายกำลังพลทั้งหมด พลางเคลื่อนร่างอันเต็มไปด้วยมัดกล้ามลงมายืนโค้งตัวตรงหัวเรือ
“ข้าน้อยไม่ทราบว่าท่านจะกลับมาวันนี้”
“ซีลอนเคยบอกแล้วมิใช่รึว่าให้เรียกข้าเพียงลาม่อน”
“มิกล้า”
ซีลอนเอ่ย พลางแหงนหน้าจดจ้องชายชราใบหน้ารูปไข่ที่ดูซูบผอมกว่าภาพจำในอดีต เลยปั้นหน้าเคร่งพลางกล่าว
“ข้าจะรีบไปทูลให้องค์ราชาทราบโดยด่วน หากรู้ว่าท่านกลับมา พระองค์คงดีใจมากเป็นแน่”
“ไม่ต้อง”
ลาม่อนกล่าวตัดบท พลางหันมองมาทางชิล นี่ทำให้นายพลซีลอนหันตามจนเจอเข้ากับเด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนที่ดูอย่างไรก็อายุไม่ถึงยี่สิบปีบริบูรณ์
“ข้าจักพาเขาไปเดินเล่นเสียหน่อย”
“เอ่อ.. เรื่องนี้”
“เป็นถึงนายพลเหตุใดต้องทำท่าอ้ำอึ้ง”
ฟังดังนั้นซีลอนก็เหลือบมองชิลคราหนึ่ง พยายามขมุบขมิบปากคิดกล่าวบางอย่าง ทว่าแม้จะเผยอปากขึ้นลงอยู่นานกลับไม่มีคำพูดหรือเสียงใดหลุดออกมา ส่งให้ลาม่อนหน้ามุ่ยกล่าวเสียงแข็ง
“ซิลอนความเด็ดขาดเจ้าหายไปไหน เป็นถึงนายคนจักทำสิ่งใดอย่าได้ลังเลมากความ”
“ข้าน้อยรับทราบ”
“เพ้ย! เมื่อไหร่จะเลิกแทนตัวว่าข้าน้อย ฟังแล้วขัดหูนัก!”
เห็นลาม่อนเริ่มมีอารมณ์ ชายชราหน้ายักษ์นามซีลอนจึงปั้นหน้าขึง ก่อนระเบิดพลังงานทมิฬดีดร่างขึ้นฟ้าหายลับไป
แม้รู้ลึกๆว่าตาเฒ่ากล้ามโตพยายามหนีอารมณ์อันขุ่นมัวของตน อย่างไรลาม่อนก็มิได้สนใจอะไรมาก เพราะสหายสมัยเด็กผู้นี้มักชอบหลบหลีกผู้คนที่ชอบพูดมากพร่ำบ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
“เฮ้อ~ ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน”
เขาถอนหายใจ พร้อมหันตัวเดินเข้ามาหาชิล
“ไปเถอะ”
“จะดีรึ คนใหญ่คนโตก็อยู่ เหตุใดจึงเห็นเรื่องพาข้าเดินเล่นสำคัญกว่า”
“จะสำคัญหรือไม่ขึ้นอยู่กับมุมมอง”
กล่าวเสร็จก็เดินผละหายเข้าไปยังห้องที่ออรุสอยู่หลายนาที จากนั้นจึงเดินออกมาพาชิลโดดลงเรือ ย่ำเท้าตรงผ่านปราสาทสูงเลยไปยังสวนหย่อมแห่งหนึ่งที่มีศาลาตั้งอยู่กลางทะเลสาบอันมากด้วยดอกและใบบัว
กระนั้นเมื่อมาถึงกลับพบว่าที่แห่งนี้ถูกจับจองโดยผู้อื่นเสียแล้ว
เห็นร่างผู้นั่งเอาเท้าจุ่มน้ำอยู่ริมศาลา จู่ๆลาม่อนที่ก้าวเท้านำหน้ากลับหยุดชะงักอย่างไร้เหตุผล
ส่งให้ชิลจำต้องมองตามสายตาจนพบเข้ากับสตรีน้อยวัยไม่เกินสิบปีที่กำลังนำเท้าเปล่าตีน้ำดังเปาะแปะอย่างสนุกสนานเพียงลำพัง โดยนางสวมไว้ด้วยชุดฮั่นฝูสีแดง มีเรือนผมสีดำอ่อน หน้าตาสดใสน่ารักสมวัย
“สงสัยข้าจะแก่เกินไปแล้ว ผิดทางๆ”
ลาม่อนเปิดปากหันมาปัดมือปัดไม้ พร้อมเดินเลี้ยวเข้าไปในซอยระหว่างกำแพงตำหนักด้านข้างโดยไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่ม
นัยน์ตาองุ่นหรี่มองเด็กสาวไร้เดียงสา ค้างชั่วครู่ก็เดินตามหลังลาม่อนไป ทราบอยู่เต็มอกว่าชายชราไม่ได้มาผิดทาง แต่เพียงต้องการหลบเลี่ยงบางสิ่งจนต้องเดินหลีกไปทางอื่น ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องไถ่ถาม เพราะไม่ได้อยากรู้อะไรขนาดนั้น
หนึ่งชราหนึ่งชายหนุ่ม เดินอย่างเงียบเชียบหลายนาที ไม่นานตำหนักสีเทาที่ดูมากอายุก็เผยให้เห็น
ทว่ายังไม่ทันได้เข้าใกล้เสียงอันทรงอำนาจก็ดึงขึ้น
“ลาม่อน!! เหตุใดเมื่อกลับมายังหมู่เกาะหมื่นอสรพิษจึงไม่มาทักทายข้า!”
จบประโยคคลื่นพลังสีขาวได้ระเบิดกระจายบนผืนฟ้า ครอบคลุมทั่วนภาบดบังดวงอาทิตย์และหมู่เมฆจนสิ้น คลื่นพลังที่สามารถกดข่มทุกสรรพสิ่งเช่นนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาได้จากผู้อยู่ในระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายหรือคลายสมดุล
‘ระดับสัมผัส’
ชิลที่กำลังฝืนตัวเองให้ยืน เร่งเปิดใช้กายาอมตะนิรันดร์ เพื่อให้ร่างกายแกร่งมากพอต้านคลื่นพลังกดทับบนฟากฟ้า
อย่างไรกับลาม่อนนั้นไม่ใช่ แม้จะอยู่ในระดับคลายสมดุลบทสาม ทว่าตัวเขามิได้มีพลังกายสูงมากนัก เป็นธรรมดาที่จะล้มลงไปหมอบอยู่บนพื้นด้วยใบหน้าแตกตื่นราวพิภพใกล้ดับสูญ
“อาจารย์ต้องการพบเจ้า!!”
สิ้นเสียง แสงสีขาวเหนือน่านฟ้าก็ได้หุบแคบ เคลื่อนรวมกันจนกลายเป็นบุรุษหนุ่มในชุดคลุมยาวขาว เขาผู้นี้มีดวงตาคม นัยน์ตาสีเงิน ผมสีเงินประกาย รูปร่างสมส่วน ใบหน้าคมคายหล่อเหลา หากเทียบเพียงเรื่องหน้าตากับเหล่าบุรุษทั้งหมดบนแผ่นดินทวิเทวา นับว่าชายผู้นี้ถือเป็นหนึ่งไม่มีสอง
“ศะ..ศิษย์พี่.. เหตุใด”
“หึ ยังจำข้าได้อยู่เรอะ!”
ชายหนุ่มชุดคลุมขาวหรี่ตา สักพักจึงเผยท่าทางหงุดหงิด
“คลายสมดุลบทสาม! ผ่านมายี่สิบปีเจ้าขยับเพียงขั้นเดียว!! น่าอายนัก”
ว่าแล้วก็ไม่รอให้ลาม่อนกล่าวตอบ พลันพุ่งตัวเข้าคว้าคอเสื้อชั้นในชายชราใบหน้ารูปไข่หิ้วขึ้นฟ้า กระนั้นหางตาก็เหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนยืนนิ่งสงบอยู่ด้านข้าง
‘วัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นสูง เหตุใดสามารถยืนได้’
นี่ทำให้ชายหนุ่มชุดขาวหันมองชิลด้วยแววตาใคร่รู้ ก่อนเร่งพลังงานสวรรค์มากขึ้นอีกเท่าตัว
“อึก”
ชิลรับรู้ถึงแรงกดทับอันมหาศาล ทว่าเขากลับไม่ยอมให้ตนล้ม พลางเงยหน้าสบตาบุรุษหนุ่มเรือนผมเงินตรงหน้า
เห็นสายตาและท่าทางอันมุ่งมั่น บุรุษชุดคลุมขาวจึงเบิกตากว้าง ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาได้ใช้พลังกดทับมากกว่าระดับสัมผัส แต่กลับไม่สามารถทำให้วัฏจักรเคลื่อนย้ายอันเล็กจ้อยล้ม ซึ่งปกติควรจะบาดเจ็บสาหัสเสียด้วยซ้ำ นิ่งค้างชั่วครู่เสียงลาม่อนก็ดังขึ้น
“ศิษย์พี่ เขามากับข้า! ท่านมิใช่คนชอบรังแกผู้มีรากฐานฝึกฝนต่ำกว่ามิใช่รึ”
นี่ราวกับเรียกสติกลับมา บุรุษหนุ่มชักหน้ากลับ พลางสลายแรงกดทับทันที กระนั้นเขายังคงจับจ้องไปที่ชิลด้วยท่าทางสนอกสนใจ
“เจ้าชื่ออะไร”
“ศิษย์พี่!”
“ข้าถามเขามิใช่เจ้า เงียบซะ!”
หลังคำกล่าว บุรุษหนุ่มชุดคลุมขาวก็โบกมือบีบอัดพลังงานสวรรค์จนกลายเป็นผ้าขนาดเล็กทรงสี่เหลี่ยม ก่อนเคลื่อนมันเข้าปิดปากลาม่อนที่กำลังดิ้นรนขัดขืนอยู่บนฟ้าในท่าถูกหิ้วคอ
เมื่อไม่สามารถส่งเสียง ทำให้ชายชราใบหน้ารูปไข่ยิ่งมากด้วยเสียงอู้อี้ พร้อมดิ้นไปมายกใหญ่ราวเด็กอยากได้ของเล่น จนผู้ถูกเรียกว่าศิษย์พี่รู้สึกรำคาญ เลยวาดมือฟาดเข้าท้ายทอย ส่งให้ลาม่อนผู้ยิ่งใหญ่ในสามอาณาจักรละแวกป่าพันวิญญาณสลบไป
มองระดับคลายสมดุลที่ถูกยกให้เป็นขั้นผู้มีอำนาจมากล้น ถูกโจมตีสลบด้วยการฟาดคราเดียว ชิลก็เปลี่ยนเป็นเงียบขรึมกว่าเดิม เขายังคงจับจ้องไปยังใบหน้าบุรุษชุดคลุมขาวที่บัดนี้ได้หันกลับมาสบตาเรียบร้อย
“ว่าอย่างไร.. ไม่สินี่ออกจะไร้มารยาทเล็กน้อย งั้นข้าจักบอกชื่อก่อน ตัวข้ามีนามว่า แกเดี้ยน”
“ชิล”
การกล่าวตอบโดยพลันด้วยถ้อยคำแสนสั้นของเด็กหนุ่มทำให้แกเดี้ยนเผยยิ้ม นี่แสดงให้เห็นว่าความจริงชิลมิได้เกรงกลัว เพียงแต่ระแวดระวังตัวเป็นอย่างมากจึงมิอยากกล่าวอะไรที่ไม่จำเป็น
“ไหนๆมากับศิษย์น้องข้าแล้ว งั้นก็ไปด้วยกันเลย”
“!!”
ยังไม่ทันได้ตอบโต้ ชิลก็โดนพลังงานสวรรค์สีขาวคลุมร่าง พาขึ้นฟ้าพุ่งหายเข้ากลีบเมฆด้วยความเร็วที่เกินกว่าจะตอบสนอง เพียงห้าลมหายใจต่อมา เขาก็ถูกโยนลงไปยังตีนเขาแห่งหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าคือใด ก่อนร่างในชุดคลุมขาวจะลอยเหาะขึ้นไปบนยอดเขาพร้อมลาม่อน ทิ้งให้เขายืนงงอยู่กับที่ราวตัวโง่งม
แน่นอนที่งงมิใช่เพราะแปลกสถานที่ แต่สาเหตุเพราะความเร็วในการข้ามภูเขาของบุรุษนามแกเดี้ยนมีมากกว่าเรือลำน้อยของลาม่อนเสียอีก แม้ไม่รู้ว่ามากกว่าเท่าใด แต่คล้ายจักสามารถไปยังที่ใดก็ได้ในเกาะด้วยเวลาไม่กี่วิ
“นั่นคือระดับสัมผัส ไม่สิบางทีอาจมากกว่า”