ราตรีค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุมคฤหาสน์ตระกูลหลง หลงเทียนเฟยยังคงนั่งนิ่งอยู่ในเรือนพักของตนเอง กลิ่นชาที่เย็นชืดแล้วลอยอบอวลอยู่ในห้องที่เงียบสงัด แสงสุดท้ายของดวงตะวันสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา อาบไล้ร่างของเด็กหนุ่มให้กลายเป็นเงาสีทองที่ทอดตัวยาว
เขากำลังจนตรอก
ไม่ใช่การจนตรอกในสนามรบ แต่เป็นการจนตรอกบนกระดานหมากรุกแห่งโชคชะตาที่เขาไม่ได้เป็นผู้เลือกเดิน การหมั้นหมายนี้คือโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น และมันกำลังจะรัดคอเขาให้หายใจไม่ออก
ปฏิเสธโดยตรงย่อมไม่ได้ ความคิดนั้นแจ่มชัด ยอมรับก็ไม่ต่างจากการยอมจำนนต่อชีวิตที่น่าเหนื่อยหน่าย
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินไปมาอย่างช้าๆ เสียงฝีเท้าของเขาเงียบกริบ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยพายุที่บ้าคลั่ง เขาต้องหาทางออก ทางออกที่สาม...ทางออกที่จะทำให้ทุกคนยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
แล้วในวินาทีนั้นเอง ขณะที่สายตาของเขาทอดมองไปยังตำราเล่มหนึ่งที่กล่าวถึงเกียรติยศของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียร ความคิดหนึ่งก็พลันสว่างวาบขึ้นในใจ ดุจสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางราตรีอันมืดมิด
ใช่แล้ว...ในโลกที่เชิดชูผู้แข็งแกร่ง...จะมีเหตุผลใดที่ชอบธรรมไปกว่าการประกาศตนเพื่อการบำเพ็ญเพียรอีกเล่า
มุมปากของบุรุษหนุ่มพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์ที่สุดนับตั้งแต่เขาได้รับระบบมา
โถงประชุมใหญ่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงฝุ่นละอองที่ลอยล่องในลำแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างทรงสูง กลิ่นหอมเย็นของไม้จันทน์เก่าแก่ที่ใช้สร้างโถงปะปนกับกลิ่นชาชั้นดีที่ยังคงกรุ่นอยู่จางๆ
ณ ตำแหน่ง ประมุขตระกูล ท่านลุงใหญ่ หลงเจิ้นเหยียน นั่งนิ่งสงบดุจรูปสลัก ไอพลังปราณที่มองไม่เห็นจากผู้ฝึกตนขั้นจิตจำแลงแผ่ออกมา ทำให้อากาศรอบกายดูจะหนักอึ้งและเย็นเยียบลงไปหลายส่วน ข้างกายเขา ท่านพ่อหลงเทียนซิงมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ริ้วรอยรอบดวงตาดูจะลึกขึ้นกว่าปกติ
เมื่อหลงเทียนเฟยก้าวเข้ามาในโถง เขาก็พาบรรยากาศที่แปลกประหลาดเข้ามาด้วย ท่วงท่าของเขาไม่ได้เกียจคร้านเช่นเคย แต่กลับสงบนิ่งและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นบางอย่างที่ไม่มีผู้ใดเคยเห็นมาก่อน เขาเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าผู้อาวุโสทั้งสอง แล้วคุกเข่าลงอย่างช้าๆ ความเย็นของพื้นหินขัดมันสัมผัสผ่านหัวเข่า
"ท่านลุงใหญ่ ท่านพ่อ" เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อย
ด้วยใบหน้าที่ดูซื่อตรงและเจ็บปวดอย่างสุดซึ้งของเทียนเฟย ประกอบกับน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความสำนึกผิดอย่างแท้จริง คำร้องขอของเขาจึงเปรียบเสมือนค้อนที่ทุบทำลายกำแพงความเข้มงวดของเหล่าผู้อาวุโสลงในทันที
"ข้าได้ไตร่ตรองแล้ว" เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่กระจ่างใสนั้นดูแดงก่ำและมีหยาดน้ำตาคลออยู่หน่วยหนึ่ง "ข้าตระหนักถึงความไร้ค่าของตนเองและไม่คู่ควรกับคุณหนูหลี่ ชิงเหยาผู้สูงส่ง เพื่อเกียรติของตระกูลเราและเพื่อไม่ให้ตระกูลหลี่ต้องอับอาย ข้าจึงตัดสินใจที่จะละทิ้งทางโลกชั่วคราว ข้าปรารถนาที่จะเข้าสู่สำนักดาบเมฆาครามเพื่อบำเพ็ญเพียรอย่างจริงจัง หวังว่าวันหนึ่งข้าจะสามารถกลับมาเป็นคนที่คู่ควรกับนามของตระกูลหลงได้"
แผนการสำเร็จไปแล้วเก้าส่วน ความคิดภายในของเขาเย็นชาและเต็มไปด้วยการคำนวณที่ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง
คำประกาศนั้นทำให้ทั้งโถงประชุมตกอยู่ในความเงียบงัน
หลงเจิ้นเหยียนที่เคยมีสีหน้าเย็นชาถึงกับแสดงแววตาที่สั่นไหวออกมาอย่างไม่อาจเก็บงำ ในขณะที่หลงเทียนซิงผู้เป็นบิดาถึงกับต้องเบือนหน้าไปทางอื่นเพื่อซ่อนความตื้นตันใจที่พลุ่งพล่านขึ้นมา
บุตรชายผู้เกียจคร้านและไร้ค่าของพวกเขา...ในที่สุดก็คิดได้แล้ว
"ดี...ดียิ่งนัก เทียนเฟย" หลงเจิ้นเหยียนกล่าวขึ้นเป็นคนแรก ในที่สุดรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา "การที่เจ้ามีความคิดเช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุดของตระกูลหลงในรอบหลายปี"
พวกเขาไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธคำร้องขอที่ "ดีงาม" และ "ชอบธรรม" เช่นนี้ได้เลย
หลงเทียนเฟยก้มศีรษะลงซ่อนรอยยิ้มแห่งผู้ชนะที่มุมปาก
ในที่สุด...ข้าก็ได้ตั๋วหลีกหนีชั้นหนึ่งมาไว้ในมือแล้ว
(จบตอนที่ 52)