ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】

เล่มที่ 7 บทที่ 208 วัฏจักรแดนมนุษย์ แหวนทองสัมฤทธิ์

        เสียงระฆังโบราณดังก้องกังวานสะท้านสะเทือนไปทั่วแปดทิศ

        เหล่าผู้ฝึกตนแห่งแดนมนุษย์ผู้กุมเคล็ดวิชาสายสังหาร ต่างมีความรู้สึกไวต่อสรรพสิ่งรอบกายเพียงชั่วพริบตาก็เคลื่อนไหวเงาร่างนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานไปยังลานประลองราวกับพายุพัดหลายลูก

        แม้จะมีผู้แข็งแกร่งระดับกึ่งเซียนส่งกระแสจิตบอกกล่าวแก่ทุกคนแต่กลับมิได้แจ้งว่ามหาเซียนบุกมา

        เพียงต้องการให้เหล่าผู้ฝึกตนเหล่านี้สละชีพเพื่อฉุดรั้งฝีเท้าของมู่เสินฉวนไว้สักเล็กน้อย

        เพื่อประวิงเวลาให้พวกมันปลุกเซียนโบราณที่ถูกผนึกไว้ในศิลากำเนิดเทพ!

        มู่เสินฉวนเหลือบมองไปยังความว่างเปล่ารอบกายอย่างไม่ใส่ใจนักพลันพบว่ามีเหล่าผู้ฝึกตนแห่งแดนมนุษย์จำนวนมิใช่น้อยซ่อนตัวอยู่ในทุกหนแห่งสะสมพลังเทพ และเตรียมพร้อมที่จะจู่โจมอย่างสุดกำลัง

        ทว่าระดับพลังของผู้ฝึกตนเหล่านั้นกลับต่ำต้อยอย่างยิ่งทั้งเทพสวรรค์ เอกะ ไฟศักดิ์สิทธิ์ ธรรมกาย หรือแม้แต่ถ้ำสวรรค์

        ในสายตาของเขา ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงมดปลวก

        เพียงใช้กระแสลมปราณเพียงเสี้ยวเดียวที่แผ่ออกมาจากมหาเซียนก็สังหารพวกมันได้เป็นจำนวนมาก

        แต่กลับไม่มีผู้ฝึกตนที่เหนือล้ำสามขอบเขตออกมาขัดขวางเขาเห็นทีคงต้องการยื้อเวลาไว้

        "ท่านประมุข?"

        "น่าสนใจ ยังมีมหาเซียนดำรงอยู่หรือ?"

        มู่เสินฉวนพึมพำเบาๆ

        ตามพื้นฐานของแดนมนุษย์แล้วจำนวนเซียนมิได้น้อย ทั้งยังแข็งแกร่งกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตงฮวงบางแห่งเสียอีก

        ผู้ที่พวกมันเรียกว่าท่านประมุขจะต้องเป็นมหาเซียนที่ถูกผนึกไว้เป็นแน่

        ส่วนจักรพรรดิใกล้บรรลุวิถีคงเป็นไปไม่ได้

        หากแดนมนุษย์มีผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิใกล้บรรลุวิถีดำรงอยู่จนถึงบัดนี้คงมิได้ซ่อนตัวอยู่บริเวณเขตต้องห้ามเช่นนี้

        เมื่อจักรพรรดิใกล้บรรลุวิถีอุบัติขึ้นก็เพียงพอที่จะกวาดล้างใต้หล้า!

        "มา!"

        มู่เสินฉวนประสานมือกระตุ้นเคล็ดวิชามังกรสวรรค์ทันที

        เสียงคำรามของมังกรดังกึกก้องไปทั่วหล้าในชั่วพริบตาคลื่นเสียงอันน่าสะพรึงกลัวกวาดล้างไปทั่วแปดทิศ

        แม้แต่ต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้าและขุนเขาสีดำทะมึนโดยรอบก็ยังล้มครืนไปกันเป็นแถบๆ

        เหล่าผู้ฝึกตนแห่งแดนมนุษย์นับไม่ถ้วนถูกแรงสะเทือนจนเลือดทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ดจิตวิญญาณแตกสลายทันใด

        ร่างไร้วิญญาณร่วงหล่นลงมาจากความว่างเปล่าร่างแล้วร่างเล่าแม้แต่นักฆ่าในระดับเทพสวรรค์ก็ยังทานทนมิได้ ถูกเสียงคำรามฉีกร่างแยกวิญญาณดวงหน้ายังคงปรากฏสีหน้าหวาดผวา ก่อนจะร่วงลงกลับธุลีดิน

        ชั่วขณะนั้น ศพทับเกลื่อนเต็มพื้นกลิ่นคาวเลือดฉุนคละคลุ้งไปทั่วบริเวณเขตต้องห้าม ประหนึ่งนรกมาเยือนพื้นดิน

        มู่เสินฉวนประสานมือไว้ด้านหลังเดินฝ่ากองศพเหล่านั้นไป พลังจิตสัมผัสอันกว้างขวางสาดส่ายไปทั่วสารทิศ

        ศึกครั้งนี้ เขาจะกำจัดสายวิชานี้ให้สิ้นไม่ปล่อยให้เล็ดลอดไปได้สักคน!

        อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์เหยียบย่างอยู่บนผืนแผ่นดินแห่งนี้ชั่วขณะก็ยกมือขึ้นปลดปล่อยแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมา

        ทุกครั้งที่ลงมือจะต้องมีเหล่าผู้ฝึกตนแห่งแดนมนุษย์กรีดร้องโหยหวน ก่อนจะตกตายไปทั้งอย่างนั้น

        เขาเปรียบดั่งเทพสังหารที่จุติลงสู่แดนมนุษย์ปลิดชีพทุกผู้อย่างไม่ปรานี

        สิบกว่าอึดใจผ่านไปนอกดินแดนบรรพชนอันกว้างใหญ่กลับไร้ซึ่งผู้รอดชีวิต

        ดวงตามู่เสินฉวนฉายแววลึกล้ำเงยหน้าขึ้นจ้องมองไปยังส่วนลึกของแดนต้องห้าม มุมปากยกยิ้มเย็น

        จากนั้นร่างของเขาก็พลันวูบไหวข้ามผ่านระยะทางนับพันลี้ มาถึงยังตำหนักใหญ่โอฬารในชั่วพริบตา

        "มู่เสินฉวน!"

        "เจ้ากระทำเรื่องโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้!"

        "หากท่านประมุขของแดนมนุษย์ข้าฟื้นคืนชีพก็อย่าหวังจะหนีจากกรรมที่ตนเองก่อไว้!"

        ชายชรากึ่งเซียนผู้มีดวงตาสีแดงก่ำหนึ่งแผดเสียงร้อง

        แม้จะเอื้อนเอ่ยคำพูดที่ฮึกเหิมแต่ร่างอันชราภาพและค่อมงอนั้นกลับสั่นเทิ้มไม่หยุดขาทั้งสองก้าวไปข้างหลังแทนที่จะเป็นข้างหน้า

        ใจกลางตำหนักอันใหญ่โตมีศิลากำเนิดเทพขนาดสูงเกินคนผู้หนึ่งตั้งตระหง่านอยู่

        ภายในผนึกปรากฏชายผมขาวผู้สวมกวาน [1]หยกและถือคทาไว้ในมือ

        ณ ขณะนั้น เหล่าเซียนที่เหลืออยู่เพียงสามคนและกึ่งเซียนอีกเจ็ดคนจากแดนมนุษย์ ต่างก็เบียดเสียดอยู่ข้างศิลาก้อนนั้นปลายนิ้วตวัดร่ายอย่างต่อเนื่องราวกับกำลังกระตุ้นเคล็ดวิชาโบราณอันลึกลับเพื่อใช้ในการปลุกชายผมขาวที่อยู่ในศิลากำเนิดเทพ

        "กึ่งเซียนยังกล้าเรียกชื่อของข้าโดยไม่ให้เกียรติ!"

        มู่เสินฉวนขมวดคิ้วในดวงตาพลันฉายลำแสงแห่งความโกลาหลออกมา

        ‘ฉัวะ!’ ชายชรากึ่งเซียนที่เพิ่งเอ่ยวาจานั้นร่างกายพลันระเบิดออก ชิ้นส่วนกระจัดกระจาย โลหิตไหลนองไปตามขั้นบันไดหยก

        เหล่าเซียนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึงเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งเร่งความเร็วขึ้นอีกหลายส่วน

        แกร็ก…

        เปลือกหินหลุดร่อนอย่างต่อเนื่องเผยให้เห็นแสงอันเจิดจ้าออกมาราวกับกำลังผ่าเอาแร่ที่โรงเดิมพันออกมา

        "ประมุขของพวกเจ้าชราถึงเพียงนี้"

        "โลหิตเหือดแห้ง จิตวิญญาณริบหรี่"

        "มหาเซียนผู้หนึ่งแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะทำลายหินก็ไม่มี"

        "จะมาสู้กับข้าได้อย่างไร?"

        มู่เสินฉวนถากถางเสียงราบเรียบ

        เมื่อเหล่าเซียนแห่งแดนมนุษย์ได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าซีดเผือดความสิ้นหวังบังเกิดขึ้นในใจ

        แต่ยังคงกัดฟันกรอดกระตุ้นพลังเทพทั้งหมดเพื่อสลายศิลากำเนิดเทพต่อไป

        ศิลานี้ที่ผนึกท่านประมุขนั้นแตกต่างจากแร่ศิลาประเภทอื่นๆเขาเหลือเวลาให้มีชีวิตอยู่อีกไม่กี่ปี

        เพื่อไม่ให้สูญเสียพลังชีวิตแม้เพียงน้อยนิด ศิลากำเนิดเทพนี้จึงเปลือกหนาเป็นพิเศษการที่จะทำลายจากภายนอกจึงต้องใช้เวลามากขึ้นไปอีก

        ต่อให้พวกเขาจะรู้ถึงพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งของมู่เสินฉวนและแม้ท่านประมุขจะฟื้นคืนชีพไปก็อาจต้านทานไม่ไหว!

        แต่นี่คือความหวังสุดท้ายของแดนมนุษย์!

        หากต้านเอาไว้ไม่อยู่วันนี้สายวิชาของพวกเขาก็จะถูกกำจัดสิ้น!

        "ไม่ต้องพยายามแล้ว"

        "ข้าจะส่งพวกเจ้าไปสู่ปรโลกเอง!"

        มู่เสินฉวนหมดความอดทนแบฝ่ามือใหญ่ราวกับหยิบดวงตะวันสีทองอร่ามขึ้นมา แล้วบดขยี้ลงไป!

        ‘โครม——’ กึ่งเซียนทั้งเจ็ดถูกขยี้จนแหลกละเอียดในชั่วพริบตา

        เซียนทั้งสามส่งเสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทานทนอยู่ได้เพียงอึดใจเดียว ก็ถูกแสงสีทองบดขยี้จนดับสูญ!

        ในขณะเดียวกัน

        ศิลากำเนิดเทพขนาดความสูงคนผู้หนึ่งก็แตกออกชายผมขาวที่ถูกผนึกอยู่ภายในก็พลันลืมตาขึ้น

        ดวงตาขุ่นมัวของเขากวาดมองไปยังศพที่กองอยู่เต็มพื้นก็เข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันทันที

        "มหาเซียนแห่งยุค"

        "คือแซ่มู่?"

        ชายผมขาวมีดวงตาที่เปี่ยมด้วยรอยแห่งกาลเวลามองมู่เสินฉวนอย่างลึกซึ้ง แล้วถอนหายใจแผ่วเบา

        "ดูเหมือนว่าเจ้ารู้เรื่องราวมาไม่น้อย"

        มู่เสินฉวนหรี่ตาลง

        ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ถูกผนึกมาตั้งแต่ยุคโบราณหากแต่เป็นคนในยุคปัจจุบัน

        "ช่างเถิด" ชายผมขาวส่ายหน้า

        "วันนี้ หากสายวิชาล่มสลายความผิดก็อยู่ที่ข้า"

        "ช่างน่าเศร้าข้ามิน่าข้องเกี่ยวในบ่วงกรรมนี้เลย"

        กล่าวจบเขาก็ยกมือขึ้นปาตลับหยกขนาดเท่าฝ่ามือออกไปราวกับได้ละทิ้งทิฐิสุดท้ายที่จะมีชีวิตอยู่ในแดนมนุษย์และขอสลายไปด้วยวิถีแห่งสวรรค์

        มู่เสินฉวนรับตลับหยกมาในใจนึกสงสัยอยู่ครามครัน

        จากนั้นเขาก็เปิดตลับหยกออก

        เห็นเพียงนิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนทองสัมฤทธิ์อยู่วงหนึ่งและเหนือสิ่งนั้นก็ปล่อยพลังแข็งแกร่งออกมา!!

        ---------------------------------------

        [1] กวาน (冠)คือเครื่องประดับศีรษะในวัฒนธรรมจีนมีหลากหลายแบบเพื่อเอาไว้บอกถึงฐานะ

         

คล้ายกับเรื่องระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】 ที่คุณอ่าน