เสียงระฆังโบราณดังก้องกังวานสะท้านสะเทือนไปทั่วแปดทิศ
เหล่าผู้ฝึกตนแห่งแดนมนุษย์ผู้กุมเคล็ดวิชาสายสังหาร ต่างมีความรู้สึกไวต่อสรรพสิ่งรอบกายเพียงชั่วพริบตาก็เคลื่อนไหวเงาร่างนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานไปยังลานประลองราวกับพายุพัดหลายลูก
แม้จะมีผู้แข็งแกร่งระดับกึ่งเซียนส่งกระแสจิตบอกกล่าวแก่ทุกคนแต่กลับมิได้แจ้งว่ามหาเซียนบุกมา
เพียงต้องการให้เหล่าผู้ฝึกตนเหล่านี้สละชีพเพื่อฉุดรั้งฝีเท้าของมู่เสินฉวนไว้สักเล็กน้อย
เพื่อประวิงเวลาให้พวกมันปลุกเซียนโบราณที่ถูกผนึกไว้ในศิลากำเนิดเทพ!
มู่เสินฉวนเหลือบมองไปยังความว่างเปล่ารอบกายอย่างไม่ใส่ใจนักพลันพบว่ามีเหล่าผู้ฝึกตนแห่งแดนมนุษย์จำนวนมิใช่น้อยซ่อนตัวอยู่ในทุกหนแห่งสะสมพลังเทพ และเตรียมพร้อมที่จะจู่โจมอย่างสุดกำลัง
ทว่าระดับพลังของผู้ฝึกตนเหล่านั้นกลับต่ำต้อยอย่างยิ่งทั้งเทพสวรรค์ เอกะ ไฟศักดิ์สิทธิ์ ธรรมกาย หรือแม้แต่ถ้ำสวรรค์
ในสายตาของเขา ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงมดปลวก
เพียงใช้กระแสลมปราณเพียงเสี้ยวเดียวที่แผ่ออกมาจากมหาเซียนก็สังหารพวกมันได้เป็นจำนวนมาก
แต่กลับไม่มีผู้ฝึกตนที่เหนือล้ำสามขอบเขตออกมาขัดขวางเขาเห็นทีคงต้องการยื้อเวลาไว้
"ท่านประมุข?"
"น่าสนใจ ยังมีมหาเซียนดำรงอยู่หรือ?"
มู่เสินฉวนพึมพำเบาๆ
ตามพื้นฐานของแดนมนุษย์แล้วจำนวนเซียนมิได้น้อย ทั้งยังแข็งแกร่งกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตงฮวงบางแห่งเสียอีก
ผู้ที่พวกมันเรียกว่าท่านประมุขจะต้องเป็นมหาเซียนที่ถูกผนึกไว้เป็นแน่
ส่วนจักรพรรดิใกล้บรรลุวิถีคงเป็นไปไม่ได้
หากแดนมนุษย์มีผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิใกล้บรรลุวิถีดำรงอยู่จนถึงบัดนี้คงมิได้ซ่อนตัวอยู่บริเวณเขตต้องห้ามเช่นนี้
เมื่อจักรพรรดิใกล้บรรลุวิถีอุบัติขึ้นก็เพียงพอที่จะกวาดล้างใต้หล้า!
"มา!"
มู่เสินฉวนประสานมือกระตุ้นเคล็ดวิชามังกรสวรรค์ทันที
เสียงคำรามของมังกรดังกึกก้องไปทั่วหล้าในชั่วพริบตาคลื่นเสียงอันน่าสะพรึงกลัวกวาดล้างไปทั่วแปดทิศ
แม้แต่ต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้าและขุนเขาสีดำทะมึนโดยรอบก็ยังล้มครืนไปกันเป็นแถบๆ
เหล่าผู้ฝึกตนแห่งแดนมนุษย์นับไม่ถ้วนถูกแรงสะเทือนจนเลือดทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ดจิตวิญญาณแตกสลายทันใด
ร่างไร้วิญญาณร่วงหล่นลงมาจากความว่างเปล่าร่างแล้วร่างเล่าแม้แต่นักฆ่าในระดับเทพสวรรค์ก็ยังทานทนมิได้ ถูกเสียงคำรามฉีกร่างแยกวิญญาณดวงหน้ายังคงปรากฏสีหน้าหวาดผวา ก่อนจะร่วงลงกลับธุลีดิน
ชั่วขณะนั้น ศพทับเกลื่อนเต็มพื้นกลิ่นคาวเลือดฉุนคละคลุ้งไปทั่วบริเวณเขตต้องห้าม ประหนึ่งนรกมาเยือนพื้นดิน
มู่เสินฉวนประสานมือไว้ด้านหลังเดินฝ่ากองศพเหล่านั้นไป พลังจิตสัมผัสอันกว้างขวางสาดส่ายไปทั่วสารทิศ
ศึกครั้งนี้ เขาจะกำจัดสายวิชานี้ให้สิ้นไม่ปล่อยให้เล็ดลอดไปได้สักคน!
อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์เหยียบย่างอยู่บนผืนแผ่นดินแห่งนี้ชั่วขณะก็ยกมือขึ้นปลดปล่อยแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมา
ทุกครั้งที่ลงมือจะต้องมีเหล่าผู้ฝึกตนแห่งแดนมนุษย์กรีดร้องโหยหวน ก่อนจะตกตายไปทั้งอย่างนั้น
เขาเปรียบดั่งเทพสังหารที่จุติลงสู่แดนมนุษย์ปลิดชีพทุกผู้อย่างไม่ปรานี
สิบกว่าอึดใจผ่านไปนอกดินแดนบรรพชนอันกว้างใหญ่กลับไร้ซึ่งผู้รอดชีวิต
ดวงตามู่เสินฉวนฉายแววลึกล้ำเงยหน้าขึ้นจ้องมองไปยังส่วนลึกของแดนต้องห้าม มุมปากยกยิ้มเย็น
จากนั้นร่างของเขาก็พลันวูบไหวข้ามผ่านระยะทางนับพันลี้ มาถึงยังตำหนักใหญ่โอฬารในชั่วพริบตา
"มู่เสินฉวน!"
"เจ้ากระทำเรื่องโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้!"
"หากท่านประมุขของแดนมนุษย์ข้าฟื้นคืนชีพก็อย่าหวังจะหนีจากกรรมที่ตนเองก่อไว้!"
ชายชรากึ่งเซียนผู้มีดวงตาสีแดงก่ำหนึ่งแผดเสียงร้อง
แม้จะเอื้อนเอ่ยคำพูดที่ฮึกเหิมแต่ร่างอันชราภาพและค่อมงอนั้นกลับสั่นเทิ้มไม่หยุดขาทั้งสองก้าวไปข้างหลังแทนที่จะเป็นข้างหน้า
ใจกลางตำหนักอันใหญ่โตมีศิลากำเนิดเทพขนาดสูงเกินคนผู้หนึ่งตั้งตระหง่านอยู่
ภายในผนึกปรากฏชายผมขาวผู้สวมกวาน [1]หยกและถือคทาไว้ในมือ
ณ ขณะนั้น เหล่าเซียนที่เหลืออยู่เพียงสามคนและกึ่งเซียนอีกเจ็ดคนจากแดนมนุษย์ ต่างก็เบียดเสียดอยู่ข้างศิลาก้อนนั้นปลายนิ้วตวัดร่ายอย่างต่อเนื่องราวกับกำลังกระตุ้นเคล็ดวิชาโบราณอันลึกลับเพื่อใช้ในการปลุกชายผมขาวที่อยู่ในศิลากำเนิดเทพ
"กึ่งเซียนยังกล้าเรียกชื่อของข้าโดยไม่ให้เกียรติ!"
มู่เสินฉวนขมวดคิ้วในดวงตาพลันฉายลำแสงแห่งความโกลาหลออกมา
‘ฉัวะ!’ ชายชรากึ่งเซียนที่เพิ่งเอ่ยวาจานั้นร่างกายพลันระเบิดออก ชิ้นส่วนกระจัดกระจาย โลหิตไหลนองไปตามขั้นบันไดหยก
เหล่าเซียนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึงเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งเร่งความเร็วขึ้นอีกหลายส่วน
แกร็ก…
เปลือกหินหลุดร่อนอย่างต่อเนื่องเผยให้เห็นแสงอันเจิดจ้าออกมาราวกับกำลังผ่าเอาแร่ที่โรงเดิมพันออกมา
"ประมุขของพวกเจ้าชราถึงเพียงนี้"
"โลหิตเหือดแห้ง จิตวิญญาณริบหรี่"
"มหาเซียนผู้หนึ่งแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะทำลายหินก็ไม่มี"
"จะมาสู้กับข้าได้อย่างไร?"
มู่เสินฉวนถากถางเสียงราบเรียบ
เมื่อเหล่าเซียนแห่งแดนมนุษย์ได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าซีดเผือดความสิ้นหวังบังเกิดขึ้นในใจ
แต่ยังคงกัดฟันกรอดกระตุ้นพลังเทพทั้งหมดเพื่อสลายศิลากำเนิดเทพต่อไป
ศิลานี้ที่ผนึกท่านประมุขนั้นแตกต่างจากแร่ศิลาประเภทอื่นๆเขาเหลือเวลาให้มีชีวิตอยู่อีกไม่กี่ปี
เพื่อไม่ให้สูญเสียพลังชีวิตแม้เพียงน้อยนิด ศิลากำเนิดเทพนี้จึงเปลือกหนาเป็นพิเศษการที่จะทำลายจากภายนอกจึงต้องใช้เวลามากขึ้นไปอีก
ต่อให้พวกเขาจะรู้ถึงพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งของมู่เสินฉวนและแม้ท่านประมุขจะฟื้นคืนชีพไปก็อาจต้านทานไม่ไหว!
แต่นี่คือความหวังสุดท้ายของแดนมนุษย์!
หากต้านเอาไว้ไม่อยู่วันนี้สายวิชาของพวกเขาก็จะถูกกำจัดสิ้น!
"ไม่ต้องพยายามแล้ว"
"ข้าจะส่งพวกเจ้าไปสู่ปรโลกเอง!"
มู่เสินฉวนหมดความอดทนแบฝ่ามือใหญ่ราวกับหยิบดวงตะวันสีทองอร่ามขึ้นมา แล้วบดขยี้ลงไป!
‘โครม——’ กึ่งเซียนทั้งเจ็ดถูกขยี้จนแหลกละเอียดในชั่วพริบตา
เซียนทั้งสามส่งเสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทานทนอยู่ได้เพียงอึดใจเดียว ก็ถูกแสงสีทองบดขยี้จนดับสูญ!
ในขณะเดียวกัน
ศิลากำเนิดเทพขนาดความสูงคนผู้หนึ่งก็แตกออกชายผมขาวที่ถูกผนึกอยู่ภายในก็พลันลืมตาขึ้น
ดวงตาขุ่นมัวของเขากวาดมองไปยังศพที่กองอยู่เต็มพื้นก็เข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันทันที
"มหาเซียนแห่งยุค"
"คือแซ่มู่?"
ชายผมขาวมีดวงตาที่เปี่ยมด้วยรอยแห่งกาลเวลามองมู่เสินฉวนอย่างลึกซึ้ง แล้วถอนหายใจแผ่วเบา
"ดูเหมือนว่าเจ้ารู้เรื่องราวมาไม่น้อย"
มู่เสินฉวนหรี่ตาลง
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ถูกผนึกมาตั้งแต่ยุคโบราณหากแต่เป็นคนในยุคปัจจุบัน
"ช่างเถิด" ชายผมขาวส่ายหน้า
"วันนี้ หากสายวิชาล่มสลายความผิดก็อยู่ที่ข้า"
"ช่างน่าเศร้าข้ามิน่าข้องเกี่ยวในบ่วงกรรมนี้เลย"
กล่าวจบเขาก็ยกมือขึ้นปาตลับหยกขนาดเท่าฝ่ามือออกไปราวกับได้ละทิ้งทิฐิสุดท้ายที่จะมีชีวิตอยู่ในแดนมนุษย์และขอสลายไปด้วยวิถีแห่งสวรรค์
มู่เสินฉวนรับตลับหยกมาในใจนึกสงสัยอยู่ครามครัน
จากนั้นเขาก็เปิดตลับหยกออก
เห็นเพียงนิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนทองสัมฤทธิ์อยู่วงหนึ่งและเหนือสิ่งนั้นก็ปล่อยพลังแข็งแกร่งออกมา!!
---------------------------------------
[1] กวาน (冠)คือเครื่องประดับศีรษะในวัฒนธรรมจีนมีหลากหลายแบบเพื่อเอาไว้บอกถึงฐานะ