“เมื่อวานสอบปากคำโจรขโมยม้าได้ความอันใดเพิ่มเติมหรือไม่”จินลี่หยางหันมาถามเหอผิง ขณะเดินออกจากห้องทำงาน
“ขอรับพี่จิน มันบอกว่ายังมีพวกมันอีกสองคนซ่อนตัวอยู่ที่เขาฝั่งตะวันตกแต่มันไม่รู้แน่ชัดว่าอยู่ตรงไหน เพราะแยกย้ายกันที่เชิงเขาหลังจากแบ่งเงินกันขอรับ”เหอผิงรายงาน
“ได้ส่งคนไปตรวจดูหรือยัง”
“เมื่อวานซุนเฉิงกับอาชวนไปที่หมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับเขาฝั่งตะวันตกมาแล้วเห็นชาวบ้านบอกว่ามีคนสองคนขึ้นไปบนเขาจริงขอรับแต่ซุนเฉิงกับอาชวนก็มิได้ตามขึ้นไป เพราะว่า เอ่อ…” เหอผิงอึกอัก จินลี่หยางหันมามองหน้า
“มีอันใด”
“พี่จิน เขาฝั่งตะวันตกน่ะเป็นที่ร่ำลือกันมานานแล้วว่าถ้าหากยังอยากมีชีวิตก็อย่าคิดขึ้นไปเจ้าสองคนนั้นก็เลย…..แหะๆ” เหอผิงหัวเราะแห้งๆ
“เป็นทหาร สิ่งสำคัญคืออันใด ไยถึงกลัวข่าวลือเพียงเท่านี้ แล้วถ้าหากคนร้ายย้อนกลับมาปล้นและทำร้ายชาวบ้านอีกเล่า”จินลี่หยางหน้านิ่วคิ้วขมวด
เขาก็พอเข้าใจว่าในแต่ละเมืองย่อมต้องมีเรื่องเล่าเป็นพื้นภูมิหลังของแต่ละสถานที่แต่นี่กลัวเรื่องเล่าชาวบ้านจนถึงขนาดไม่ยอมขึ้นไปจับโจร มันก็จะเกินไปหน่อยไหม
“ไปตามซุนเฉิงมา แล้วเดี๋ยวขึ้นเขาฝั่งตะวันตกด้วยกัน” จินลี่หยางบอกเหอผิงและเดินไปที่คอกม้าเหอผิงรับคำเสียงอ่อย
เมื่อเฉินอี้มาถึงอารามผิงจิ้งตงฮุ่ยฉือที่ยืนรอเขาอยู่ก่อนแล้วก็เดินนำให้เฉินอี้ตามเขาเข้าไปด้านใน
เมื่อคำนับทักทายและดื่มชาให้หายเหนื่อยเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็เริ่มพูดคุยกัน
“อาตมาต้องขออภัยที่ทำให้ท่านต้องลำบากเดินทางมาที่นี่ด้วยตนเอง”
“มิเป็นไรขอรับท่านนักพรตเส้นทางที่ใช้เดินทางมาที่อารามนี้ก็ร่มรื่นและอากาศดีมิน้อยข้าเองก็คิดว่าคงจะต้องใช้เส้นทางนี้บ่อยๆ เสียแล้วขอรับ” เฉินอี้ยิ้ม
นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อพยักหน้าน้อยๆ“หากคิดถึงสิ่งใด ชีวิตก็จะดึงดูดสิ่งนั้น ทุกความคิดคือการอธิษฐานขอ”นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าวพลางยิ้ม
เฉินอี้นิ่งคิดเล็กน้อย“ท่านนักพรตขอรับ ข้าขอถามท่านในบางเรื่องได้หรือไม่ขอรับ”
“ถามมาเถิด” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อตอบ
“เมื่อวานนี้ที่หอชิงอ้าย พลังเกราะคุ้มภัยนั่นเป็นของท่านใช่หรือไม่ขอรับ”
“อืม” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อพยักหน้าน้อยๆ เฉินอี้รู้สึกประหลาดใจมาก
“แต่…เป็นไปได้อย่างไรกันขอรับ ข้านึกว่า….” เฉินอี้ไม่กล้ากล่าวต่อเขานึกว่ามีแต่วิญญาณผู้พิทักษ์เท่านั้นที่สามารถใช้พลังนี้ได้
“พลังนี้มีความคล้ายคลึงกับพลังของวิญญาณผู้พิทักษ์แต่ถ้าหากมนุษย์ใช้พลังนี้จะมีอานุภาพมากกว่า” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าว
เฉินอี้กับอาหลิ่งลอบมองหน้ากันนักพรตผู้นี้รู้จักวิญญาณผู้พิทักษ์เช่นเดียวกันจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาก็มีวิญญาณผู้พิทักษ์เช่นเดียวกันกับเฉินอี้
วิญญาณผู้พิทักษ์มิใช่วิญญาณทั่วไปที่สามารถพบเห็นได้ เพราะในแต่ละปีของสวรรค์แทบจะไม่มีวิญญาณผู้พิทักษ์ผ่านการทดสอบจากฟานเจียงต้าเหรินเลย
เท่าที่เฉินอี้พบเห็นวิญญาณผู้พิทักษ์มาก็มีเพียงอาหลิ่งกับหลิวซูเจี๋ยเท่านั้น
“วิญญาณผู้พิทักษ์ คือดวงจิตของวิญญาณที่มีพลังแรงกล้าสามารถเปลี่ยนความปรารถนาที่ต้องการปกป้องของตนเป็นพลังเกราะคุ้มภัยได้นับว่าเป็นพลังวิญญาณอันประเสริฐ” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อ กล่าว
“เมื่อครู่นี้ ท่านนักพรตกล่าวว่า หากมนุษย์ใช้พลังนี้จะมีอานุภาพมากกว่าความหมายคือ…” เฉินอี้ถาม
“ก็ขนาดวิญญาณยังสามารถใช้พลังนี้ได้ เราเป็นมนุษย์ไยจะทำมิได้เล่า”ตงฮุ่ยฉือที่นั่งอยู่ข้างๆ กล่าวขึ้น
“มนุษย์ก็ทำได้หรือ” เฉินอี้ประหลาดใจมาก
“จะไปยากอันใด หากท่านอยากรู้ ท่านก็มา……….” ตงฮุ่ยฉือ กล่าวยังมิทันจบก็เหลือบไปเห็นสายตาอาจารย์ของตนพอดี จึงเงียบปาก
“ต้องทำเช่นไรหรือขอรับ” เฉินอี้ถามนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อด้วยความอยากรู้
ถ้าหากเขาสามารถสร้างพลังได้เองจริงๆเขาก็ไม่ต้องทำให้อาหลิ่งลำบากแล้ว
“คำถามนี้และคำถามอื่นๆ ในใจท่านล้วนมีคำตอบแน่นอน”นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าว
เฉินอี้เงียบไป
คำถามในใจที่เขาอยากเอ่ยถามนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อตอนนี้คงมากมายเท่าเมล็ดข้าวสวยในถ้วยกระเบื้องก็มิปาน
“ความหมายของท่านนักพรตคือ………”
“เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบานเอง ทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ล้วนขึ้นอยู่กับเวลา ไม่เร็วก็ช้าทุกอย่างย่อมดำเนินไปตามวิถีทางของมัน”
เฉินอี้เงียบไปอีกครั้ง
“ที่อาตมาเชิญเจ้ามาวันนี้ด้วยเพราะมีเรื่องอยากเตือนให้ท่านและวิญญาณผู้พิทักษ์ของท่านได้ระวังไว้”
เฉินอี้ใจกระตุกหันไปมองหน้าอาหลิ่งทันควัน ท่านนักพรตมองเห็นอาหลิ่งจริงๆ ด้วย
“จะมีอันใดเกิดขึ้นกับอาหลิ่งหรือขอรับ” เฉินอี้ถามขึ้นด้วยความกังวล
“พลังของนางที่ใช้ปกป้องท่านเมื่อไม่กี่วันก่อนผู้มีคุณไสยมนต์ดำสามารถตรวจจับพลังนั้นได้เช่นเดียวกันกับอาตมาและคนผู้นั้นกำลังตามหาวิญญาณผู้พิทักษ์ของท่าน”
เฉินอี้ตกใจมากอาหลิ่งเองก็มีสีหน้ากังวลขึ้นมาทันที
“เขาต้องการวิญญาณอาหลิ่งหรือขอรับ” เฉินอี้แทบจะลุกจากเก้าอี้
“หากผู้ใดที่สามารถควบคุมพลังวิญญาณระดับหลิงเหวินฉีเช่นนี้ได้ก็นับได้ว่าเป็นผู้มีสุดยอดอาคมแล้ว”
“พลังวิญญาณระดับเหลิงเหวินฉีหรือขอรับ?”
“วิญญาณผู้พิทักษ์ของเจ้า บำเพ็ญพลังวิญญาณมาห้าร้อยปีย่อมแข็งแกร่งเกินกว่าวิญญาณผู้พิทักษ์ตนใด”
เฉินอี้มองหน้าอาหลิ่งนางเองยังมีสีหน้าแปลกใจในพลังของตนเองเสียด้วยซ้ำ
“เช่นนั้น จะทำอย่างไรดีขอรับท่านนักพรตตัวข้าเองจะช่วยปกป้องนางได้หรือไม่ขอรับ” เฉินอี้กังวลมากจริงๆ
นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อหยิบขวดแก้วใบเล็กออกมาจากย่ามของตนและส่งให้เฉินอี้
เขารับมาถือไว้มันมีขนาดไม่ใหญ่มาก สามารถกำไว้ในฝ่ามือของเขาได้
“นี่คือขวดแก้วหลิวหลีร่ายเวทย์ หากมิมีเหตุจำเป็นอันใด ก็ให้นางอยู่ในนี้ข้าได้ร่ายเวทย์เคลือบไว้รอบขวดแล้วมันจะช่วยป้องกันการตรวจจับพลังวิญญาณผู้พิทักษ์ของนางได้”
เฉินอี้ยิ้มออกมาได้แล้ว“ขอบคุณมากขอรับท่านนักพรต แล้วมีสิ่งใดที่ข้าต้องระวังอีกหรือไม่ขอรับ”
“ผู้ใช้คุณไสยมนต์ดำจะมิสามารถทำอะไรท่านได้ ตราบเท่าที่เขาไม่มีสิ่งของที่เป็นของท่านไว้ในครอบครองดังนั้น มันจะพุ่งเข้าหาจิตใจของท่านแทน ขอเพียงท่านมีจิตใจที่เข้มแข็งมิหวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยุ มันก็ทำอันใดท่านมิได้” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าว
“ขอรับ ขอบคุณท่านนักพรตขอรับ ที่ช่วยเหลือข้ากับอาหลิ่งหากมีสิ่งใดที่ข้าสามารถตอบแทนได้ ขอให้ท่านนักพรตบอกกล่าวกับข้าได้เลยนะขอรับ”
นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อพยักหน้าน้อยๆ“เช่นนั้น ก็รบกวนท่านแล้ว”
จินลี่หยางเหอผิง และซุนเฉิง ขี่ม้ามาถึงเชิงเขาซีฝู่
เขาซีฝู่เป็นภูเขาที่กินอาณาเขตค่อนข้างกว้างขวางและสามารถใช้เป็นเส้นทางผ่านไปเมืองฉางผิงได้
เขาซีฝู่เป็นที่นิยมในการหาของป่าและสมุนไพรทิศเหนือ มีลำธารไหลผ่าน ทิศใต้เป็นป่าเขียวชอุ่ม ทิศตะวันออกเป็นจุดที่สามารถมองเห็นภูเขาที่รายล้อมรอบๆตัว แต่ทางทิศตะวันตกเป็นเส้นทางที่ไม่ค่อยนิยมมากนักเพราะค่อนข้างอันตรายเนินเขาส่วนที่เป็นหินมีพืชพรรณแทรกขึ้นมา ทำให้เกิดอุบัติเหตุลื่นไถลลงไปได้ง่าย
นอกจากนั้นเขาซีฝู่ทิศตะวันตกยังมีเรื่องเล่าขานว่า มีหญิงช้ำรักจากคู่หมั้นหมายของตนมาที่นี่เพื่อกระโดดเนินเขาปลิดชีพตนเองประชดรัก หากผู้ใดมาที่นี่ยามค่ำคืนจะได้ยินเสียงลมพัดใบไม้หวีดหวิว พอลองเงี่ยหูฟังดีๆจะได้ยินเสียงหญิงสาวที่ร้องคร่ำครวญราวกับแทบขาดใจดังคลอเคล้าในเสียงลมอยู่แผ่วๆ