เนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ

    23 นักพรต

            “เมื่อวานสอบปากคำโจรขโมยม้าได้ความอันใดเพิ่มเติมหรือไม่”จินลี่หยางหันมาถามเหอผิง ขณะเดินออกจากห้องทำงาน

            “ขอรับพี่จิน มันบอกว่ายังมีพวกมันอีกสองคนซ่อนตัวอยู่ที่เขาฝั่งตะวันตกแต่มันไม่รู้แน่ชัดว่าอยู่ตรงไหน เพราะแยกย้ายกันที่เชิงเขาหลังจากแบ่งเงินกันขอรับ”เหอผิงรายงาน

            “ได้ส่งคนไปตรวจดูหรือยัง”

            “เมื่อวานซุนเฉิงกับอาชวนไปที่หมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับเขาฝั่งตะวันตกมาแล้วเห็นชาวบ้านบอกว่ามีคนสองคนขึ้นไปบนเขาจริงขอรับแต่ซุนเฉิงกับอาชวนก็มิได้ตามขึ้นไป เพราะว่า เอ่อ…” เหอผิงอึกอัก จินลี่หยางหันมามองหน้า

            “มีอันใด”

            “พี่จิน เขาฝั่งตะวันตกน่ะเป็นที่ร่ำลือกันมานานแล้วว่าถ้าหากยังอยากมีชีวิตก็อย่าคิดขึ้นไปเจ้าสองคนนั้นก็เลย…..แหะๆ” เหอผิงหัวเราะแห้งๆ

            “เป็นทหาร สิ่งสำคัญคืออันใด ไยถึงกลัวข่าวลือเพียงเท่านี้ แล้วถ้าหากคนร้ายย้อนกลับมาปล้นและทำร้ายชาวบ้านอีกเล่า”จินลี่หยางหน้านิ่วคิ้วขมวด

            เขาก็พอเข้าใจว่าในแต่ละเมืองย่อมต้องมีเรื่องเล่าเป็นพื้นภูมิหลังของแต่ละสถานที่แต่นี่กลัวเรื่องเล่าชาวบ้านจนถึงขนาดไม่ยอมขึ้นไปจับโจร มันก็จะเกินไปหน่อยไหม

            “ไปตามซุนเฉิงมา แล้วเดี๋ยวขึ้นเขาฝั่งตะวันตกด้วยกัน” จินลี่หยางบอกเหอผิงและเดินไปที่คอกม้าเหอผิงรับคำเสียงอ่อย

     

            เมื่อเฉินอี้มาถึงอารามผิงจิ้งตงฮุ่ยฉือที่ยืนรอเขาอยู่ก่อนแล้วก็เดินนำให้เฉินอี้ตามเขาเข้าไปด้านใน

            เมื่อคำนับทักทายและดื่มชาให้หายเหนื่อยเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็เริ่มพูดคุยกัน

            “อาตมาต้องขออภัยที่ทำให้ท่านต้องลำบากเดินทางมาที่นี่ด้วยตนเอง”

            “มิเป็นไรขอรับท่านนักพรตเส้นทางที่ใช้เดินทางมาที่อารามนี้ก็ร่มรื่นและอากาศดีมิน้อยข้าเองก็คิดว่าคงจะต้องใช้เส้นทางนี้บ่อยๆ เสียแล้วขอรับ” เฉินอี้ยิ้ม 

            นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อพยักหน้าน้อยๆ“หากคิดถึงสิ่งใด ชีวิตก็จะดึงดูดสิ่งนั้น ทุกความคิดคือการอธิษฐานขอ”นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าวพลางยิ้ม

            เฉินอี้นิ่งคิดเล็กน้อย“ท่านนักพรตขอรับ ข้าขอถามท่านในบางเรื่องได้หรือไม่ขอรับ”

            “ถามมาเถิด” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อตอบ

            “เมื่อวานนี้ที่หอชิงอ้าย พลังเกราะคุ้มภัยนั่นเป็นของท่านใช่หรือไม่ขอรับ”

            “อืม” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อพยักหน้าน้อยๆ เฉินอี้รู้สึกประหลาดใจมาก

            “แต่…เป็นไปได้อย่างไรกันขอรับ ข้านึกว่า….” เฉินอี้ไม่กล้ากล่าวต่อเขานึกว่ามีแต่วิญญาณผู้พิทักษ์เท่านั้นที่สามารถใช้พลังนี้ได้

            “พลังนี้มีความคล้ายคลึงกับพลังของวิญญาณผู้พิทักษ์แต่ถ้าหากมนุษย์ใช้พลังนี้จะมีอานุภาพมากกว่า” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าว

            เฉินอี้กับอาหลิ่งลอบมองหน้ากันนักพรตผู้นี้รู้จักวิญญาณผู้พิทักษ์เช่นเดียวกันจะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาก็มีวิญญาณผู้พิทักษ์เช่นเดียวกันกับเฉินอี้

            วิญญาณผู้พิทักษ์มิใช่วิญญาณทั่วไปที่สามารถพบเห็นได้ เพราะในแต่ละปีของสวรรค์แทบจะไม่มีวิญญาณผู้พิทักษ์ผ่านการทดสอบจากฟานเจียงต้าเหรินเลย

            เท่าที่เฉินอี้พบเห็นวิญญาณผู้พิทักษ์มาก็มีเพียงอาหลิ่งกับหลิวซูเจี๋ยเท่านั้น

            “วิญญาณผู้พิทักษ์ คือดวงจิตของวิญญาณที่มีพลังแรงกล้าสามารถเปลี่ยนความปรารถนาที่ต้องการปกป้องของตนเป็นพลังเกราะคุ้มภัยได้นับว่าเป็นพลังวิญญาณอันประเสริฐ” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อ กล่าว

            “เมื่อครู่นี้ ท่านนักพรตกล่าวว่า หากมนุษย์ใช้พลังนี้จะมีอานุภาพมากกว่าความหมายคือ…” เฉินอี้ถาม

            “ก็ขนาดวิญญาณยังสามารถใช้พลังนี้ได้ เราเป็นมนุษย์ไยจะทำมิได้เล่า”ตงฮุ่ยฉือที่นั่งอยู่ข้างๆ กล่าวขึ้น

            “มนุษย์ก็ทำได้หรือ” เฉินอี้ประหลาดใจมาก

            “จะไปยากอันใด หากท่านอยากรู้ ท่านก็มา……….” ตงฮุ่ยฉือ กล่าวยังมิทันจบก็เหลือบไปเห็นสายตาอาจารย์ของตนพอดี จึงเงียบปาก

            “ต้องทำเช่นไรหรือขอรับ” เฉินอี้ถามนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อด้วยความอยากรู้

            ถ้าหากเขาสามารถสร้างพลังได้เองจริงๆเขาก็ไม่ต้องทำให้อาหลิ่งลำบากแล้ว

            “คำถามนี้และคำถามอื่นๆ ในใจท่านล้วนมีคำตอบแน่นอน”นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าว

            เฉินอี้เงียบไป

            คำถามในใจที่เขาอยากเอ่ยถามนักพรตเหลิงจิ้นเต๋อตอนนี้คงมากมายเท่าเมล็ดข้าวสวยในถ้วยกระเบื้องก็มิปาน

            “ความหมายของท่านนักพรตคือ………”

            “เมื่อถึงเวลาดอกไม้จะบานเอง ทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ล้วนขึ้นอยู่กับเวลา ไม่เร็วก็ช้าทุกอย่างย่อมดำเนินไปตามวิถีทางของมัน”

            เฉินอี้เงียบไปอีกครั้ง

            “ที่อาตมาเชิญเจ้ามาวันนี้ด้วยเพราะมีเรื่องอยากเตือนให้ท่านและวิญญาณผู้พิทักษ์ของท่านได้ระวังไว้”

            เฉินอี้ใจกระตุกหันไปมองหน้าอาหลิ่งทันควัน ท่านนักพรตมองเห็นอาหลิ่งจริงๆ ด้วย

            “จะมีอันใดเกิดขึ้นกับอาหลิ่งหรือขอรับ” เฉินอี้ถามขึ้นด้วยความกังวล

            “พลังของนางที่ใช้ปกป้องท่านเมื่อไม่กี่วันก่อนผู้มีคุณไสยมนต์ดำสามารถตรวจจับพลังนั้นได้เช่นเดียวกันกับอาตมาและคนผู้นั้นกำลังตามหาวิญญาณผู้พิทักษ์ของท่าน”

            เฉินอี้ตกใจมากอาหลิ่งเองก็มีสีหน้ากังวลขึ้นมาทันที

            “เขาต้องการวิญญาณอาหลิ่งหรือขอรับ” เฉินอี้แทบจะลุกจากเก้าอี้

            “หากผู้ใดที่สามารถควบคุมพลังวิญญาณระดับหลิงเหวินฉีเช่นนี้ได้ก็นับได้ว่าเป็นผู้มีสุดยอดอาคมแล้ว”

            “พลังวิญญาณระดับเหลิงเหวินฉีหรือขอรับ?”

            “วิญญาณผู้พิทักษ์ของเจ้า บำเพ็ญพลังวิญญาณมาห้าร้อยปีย่อมแข็งแกร่งเกินกว่าวิญญาณผู้พิทักษ์ตนใด”

            เฉินอี้มองหน้าอาหลิ่งนางเองยังมีสีหน้าแปลกใจในพลังของตนเองเสียด้วยซ้ำ

            “เช่นนั้น จะทำอย่างไรดีขอรับท่านนักพรตตัวข้าเองจะช่วยปกป้องนางได้หรือไม่ขอรับ” เฉินอี้กังวลมากจริงๆ

            นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อหยิบขวดแก้วใบเล็กออกมาจากย่ามของตนและส่งให้เฉินอี้

            เขารับมาถือไว้มันมีขนาดไม่ใหญ่มาก สามารถกำไว้ในฝ่ามือของเขาได้

            “นี่คือขวดแก้วหลิวหลีร่ายเวทย์ หากมิมีเหตุจำเป็นอันใด ก็ให้นางอยู่ในนี้ข้าได้ร่ายเวทย์เคลือบไว้รอบขวดแล้วมันจะช่วยป้องกันการตรวจจับพลังวิญญาณผู้พิทักษ์ของนางได้”

            เฉินอี้ยิ้มออกมาได้แล้ว“ขอบคุณมากขอรับท่านนักพรต แล้วมีสิ่งใดที่ข้าต้องระวังอีกหรือไม่ขอรับ”

            “ผู้ใช้คุณไสยมนต์ดำจะมิสามารถทำอะไรท่านได้ ตราบเท่าที่เขาไม่มีสิ่งของที่เป็นของท่านไว้ในครอบครองดังนั้น มันจะพุ่งเข้าหาจิตใจของท่านแทน ขอเพียงท่านมีจิตใจที่เข้มแข็งมิหวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยุ มันก็ทำอันใดท่านมิได้” นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อกล่าว

            “ขอรับ ขอบคุณท่านนักพรตขอรับ ที่ช่วยเหลือข้ากับอาหลิ่งหากมีสิ่งใดที่ข้าสามารถตอบแทนได้ ขอให้ท่านนักพรตบอกกล่าวกับข้าได้เลยนะขอรับ”

            นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อพยักหน้าน้อยๆ“เช่นนั้น ก็รบกวนท่านแล้ว”

     

            จินลี่หยางเหอผิง และซุนเฉิง ขี่ม้ามาถึงเชิงเขาซีฝู่

            เขาซีฝู่เป็นภูเขาที่กินอาณาเขตค่อนข้างกว้างขวางและสามารถใช้เป็นเส้นทางผ่านไปเมืองฉางผิงได้

            เขาซีฝู่เป็นที่นิยมในการหาของป่าและสมุนไพรทิศเหนือ มีลำธารไหลผ่าน ทิศใต้เป็นป่าเขียวชอุ่ม ทิศตะวันออกเป็นจุดที่สามารถมองเห็นภูเขาที่รายล้อมรอบๆตัว แต่ทางทิศตะวันตกเป็นเส้นทางที่ไม่ค่อยนิยมมากนักเพราะค่อนข้างอันตรายเนินเขาส่วนที่เป็นหินมีพืชพรรณแทรกขึ้นมา ทำให้เกิดอุบัติเหตุลื่นไถลลงไปได้ง่าย

            นอกจากนั้นเขาซีฝู่ทิศตะวันตกยังมีเรื่องเล่าขานว่า มีหญิงช้ำรักจากคู่หมั้นหมายของตนมาที่นี่เพื่อกระโดดเนินเขาปลิดชีพตนเองประชดรัก หากผู้ใดมาที่นี่ยามค่ำคืนจะได้ยินเสียงลมพัดใบไม้หวีดหวิว พอลองเงี่ยหูฟังดีๆจะได้ยินเสียงหญิงสาวที่ร้องคร่ำครวญราวกับแทบขาดใจดังคลอเคล้าในเสียงลมอยู่แผ่วๆ

    คล้ายกับเรื่องเนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ ที่คุณอ่าน