อรุณรุ่งของวันที่สี่มาเยือนพร้อมกับม่านหมอกบางเบาที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือยอดสน แสงทินกรสีทองอ่อนละมุนสาดส่องลอดบานหน้าต่างเข้ามาในเรือนรับรองพิเศษ ขับไล่ความเยียบเย็นยามราตรีให้เลือนหายไป ทว่ากลับมิอาจขับไล่ความตึงเครียดที่โรยตัวปกคลุมอยู่ทั่วทุกอณูของห้องได้
ภายในห้องโถงอันโอ่อ่า บัดนี้เงียบสงัดจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจของตนเอง ปรมาจารย์หลิน และท่านเคนชินนั่งนิ่งสงบอยู่บนเบาะรองนั่งฝั่งประธาน แววตาของทั้งสองทอประกายลุ่มลึก ยากจะหยั่งถึงว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่ ซูเหวินจื่อที่นั่งอยู่เยื้องไปด้านข้างนั้นกำหมัดแน่นจนชุ่มเหงื่อ หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยความกังวลระคนคาดหวัง
มีเพียง “เซี่ยหยาง” ผู้เป็นศูนย์กลางของสายตาทุกคู่เท่านั้น...ที่ยังคงสงบนิ่งดุจผืนน้ำในฤดูสารท
เขาสวมใส่อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ขับเน้นให้ใบหน้างดงามนั้นดูผุดผ่องราวกับหยกสลักชั้นเลิศ เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ประสานมือคารวะปรมาจารย์ทั้งสองอย่างนอบน้อมที่สุด ท่วงท่านั้นงดงามและมั่นคง ปราศจากร่องรอยของความประหม่าใดๆ
“เรียนท่านปรมาจารย์ทั้งสอง” เสียงของเขาใสกังวานและราบเรียบ “ปริศนาของท่านผู้อาวุโสเคนชินนั้นลึกซึ้งยิ่งนัก ผู้น้อยได้ใช้เวลาสามทิวาไตร่ตรอง จนพอจะมองเห็นหนทางแห่งคำตอบแล้ว แต่การจะอธิบายด้วยเพียงวาจานั้น เกรงว่าจะมิอาจทำให้ทุกท่านเห็นภาพได้อย่างแจ่มชัด”
เขาหยุดไปชั่วลมหายใจ ก่อนจะเอ่ยขอในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด “ผู้น้อยจึงอยากจะขอรบกวนท่านปรมาจารย์...โปรดเมตตาจัดหา ‘กระดานหมากล้อม’ และ ‘ข้าวสารหนึ่งถ้วยเล็ก’ ให้แก่ผู้น้อยด้วยเถิดขอรับ”
ปรมาจารย์หลินและท่านเคนชินสบตากัน แววตาฉายความประหลาดใจระคนสนใจ ก่อนที่ปรมาจารย์หลินจะพยักหน้าให้ศิษย์รับใช้นำสิ่งที่เขาต้องการมาให้
ไม่นานนัก กระดานหมากล้อมไม้หนานมู่สีน้ำตาลเข้มมันวาว ที่ขีดเส้นตาราง 19 เส้นตัดกันอย่างคมกริบ ก็ถูกนำมาตั้งไว้เบื้องหน้าเซี่ยหยาง พร้อมด้วยถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวนวลที่บรรจุเมล็ดข้าวสารสีขาวสะอาดไว้จนเกือบเต็ม
เซี่ยหยางคุกเข่าลงเบื้องหน้ากระดาน เขามิได้รีบร้อน แต่กลับใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปบนผิวไม้ที่เย็นเฉียบของกระดานอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังทำความเคารพต่อปัญญาแห่งบรรพชน จากนั้น...การแสดงอันน่าทึ่งก็ได้เริ่มต้นขึ้น
เขาหยิบเมล็ดข้าวสารขึ้นมาเพียงหนึ่งเมล็ด...บรรจงวางลงบนจุดตัดแรกของกระดาน
เสียงเมล็ดข้าวเล็กๆ ที่กระทบกับผิวไม้ดัง "กริ๊ก" แผ่วเบา...แต่กลับก้องกังวานในความเงียบงันนั้น
“ณ จุดตัดแรก...หนึ่งเมล็ดขอรับ”
จากนั้น เขาก็หยิบข้าวสารขึ้นมาสองเมล็ด วางลงบนจุดตัดถัดไป
“ณ จุดตัดที่สอง...สองเมล็ด”
สี่เมล็ด...แปดเมล็ด...สิบหกเมล็ด...
สองมือของเขาเคลื่อนไหวอย่างมั่นคงและนุ่มนวล สัมผัสได้ถึงความเย็นและแข็งของเมล็ดข้าวแต่ละเม็ดที่ผ่านปลายนิ้วไป สายตาของทุกคนจับจ้องไปยังภาพนั้นไม่วางตา ในตอนแรก...จำนวนข้าวสารดูช่างน้อยนิดและน่าขัน แต่เมื่อการวางดำเนินไปจนถึงจุดตัดที่สิบ...กองข้าวสารเล็กๆ ก็เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
เซี่ยหยางยังคงวางต่อไป...สามสิบสอง...หกสิบสี่...หนึ่งร้อยยี่สิบแปด...
เมื่อถึงจุดตัดที่สิบห้า...ข้าวสารในถ้วยเล็กที่เคยดูเหมือนมากมาย...พลันพร่องลงไปเกือบครึ่ง! และเมื่อเขาพยายามจะนับข้าวสาร 32,768 เมล็ดเพื่อวางลงบนจุดตัดที่สิบหก...เขาก็หยุดมือลง
เขาชี้ให้ทุกคนได้เห็นภาพจริงที่ปรากฏเบื้องหน้า ภาพของจุดตัดช่วงต้นที่มีข้าวสารเพียงน้อยนิด เทียบกับจุดตัดช่วงปลายที่มีข้าวสารกองเป็นหย่อมๆ และข้าวสารที่เกือบจะหมดถ้วย
“ทุกท่านโปรดดูเถิดขอรับ” เขากล่าว “นี่เป็นเพียงสิบหกจุดแรกจากสามร้อยหกสิบเอ็ดจุดเท่านั้น แต่ข้าวสารหนึ่งถ้วยก็แทบจะไม่เพียงพอเสียแล้ว หลักการของมันคือ ‘การเพิ่มทวี’...จากหนึ่งก่อเกิดเป็นสอง จากสองก่อเกิดเป็นสี่ แต่ละก้าวที่เดินไปข้างหน้า จะมีขนาดใหญ่กว่าผลรวมของทุกก้าวที่ผ่านมาทั้งหมดรวมกัน”
เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับปรมาจารย์ทั้งสองอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะกล่าวบทสรุปแห่งปัญญาองค์แรกออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ดังนั้น คำตอบในเชิงคำนวณของปริศนานี้นั้น...หาใช่จำนวนที่มนุษย์จะสามารถนับได้ไม่...เพราะจำนวนเมล็ดข้าว ณ จุดตัดสุดท้ายนั้น...มากมายมหาศาลเกินกว่าข้าวสารทั้งหมดในยุ้งฉางทั่วทั้งแผ่นดินจะสามารถบรรจุได้พานพบ...มันคือจำนวนทางคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่จนมิอาจนำมาเปรียบกับสิ่งใดในโลกแห่งความเป็นจริงได้เลย...ขอรับ”
สิ้นคำตอบนั้น...ความเงียบที่หนักอึ้งยิ่งกว่าเดิมก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งห้อง...
ปรมาจารย์ทั้งสองนิ่งงันไป...มิใช่เพราะตัวเลขที่มากมาย...แต่เป็นเพราะวิธีการสาธิตและบทสรุปที่เรียบง่ายแต่กลับทรงพลังอย่างที่สุด...เขาไม่ได้แค่ “รู้” คำตอบ...แต่เขา “เข้าใจ” ในแก่นแท้ของมันอย่างถ่องแท้...
ทว่า...เซี่ยหยางกลับหาได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น...เขารู้ดีว่านี่เป็นเพียงเปลือกนอกของปริศนาเท่านั้น
เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย แสดงความเคารพอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและลึกซึ้งกว่าเดิม ทำลายความเงียบงันนั้นลงอย่างแผ่วเบา
“ทว่า...ผู้น้อยเชื่อว่าปริศนาของท่านผู้อาวุโสเคนชิน คงมิได้ต้องการเพียงคำตอบทางตัวเลขเป็นแน่แท้”
ประโยคนั้นเป็นดั่งกุญแจที่ไขไปสู่ประตูอีกบานหนึ่ง ทำให้ปรมาจารย์ทั้งสองต้องหันมามองเขาด้วยสายตาที่พินิจพิเคราะห์ยิ่งขึ้น...แววตาของพวกท่านคล้ายจะบอกว่า...เจ้าหนุ่ม...เจ้ามองเห็นสิ่งใดอีกเล่า?
เซี่ยหยางทอดสายตามองไปยังเมล็ดข้าวสารสีขาวบริสุทธิ์ที่วางอยู่บนกระดานหมากล้อมสีดำสนิท...ภาพของความแตกต่างสุดขั้วนั้น ได้จุดประกายแห่งปรัชญาขึ้นในแววตาของเขา
“หนึ่งเมล็ดข้าว...คือจุดเริ่มต้นที่ดูไร้ค่าและต่ำต้อยที่สุด” เขากล่าวช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “แต่เมื่อมันได้รับการเพิ่มทวี...มันกลับสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าแผ่นดินจะรองรับได้...นี่คือปรัชญาที่ว่าด้วย ‘พลังอันไร้ขีดจำกัดของจุดเริ่มต้นที่เล็กที่สุด’ ขอรับ”
เขาเงยหน้าขึ้น สบตากับท่านเคนชินอย่างไม่เกรงกลัว
“หากหนึ่งเมล็ดข้าวนั้นคือ ‘ความดีงาม’...เปรียบได้กับน้ำใจเพียงเล็กน้อยที่มอบให้แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก...หรือคำพูดแห่งสัจจะเพียงหนึ่งประโยคที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเท็จ...หากความคิดและการกระทำดีๆ เหล่านี้ได้รับการสนับสนุนและส่งต่อกันไปอย่างทวีคูณ...ในท้ายที่สุด...มันย่อมสามารถเติบใหญ่กลายเป็นป่าแห่งคุณธรรมอันไพศาล ที่มอบความร่มเย็นให้แก่อาณาประชาราษฎร์ได้อย่างมหาศาล”
น้ำเสียงของเขาเปี่ยมด้วยพลังและความเชื่อมั่น ภาพของป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ปรากฏขึ้นในใจของผู้ฟังทุกคน
“แต่ในทางกลับกัน...” น้ำเสียงของเขาพลันเยียบเย็นลงเล็กน้อย ทำให้ผู้ฟังรู้สึกถึงสัมผัสอันน่าสะพรึงกลัวของอีกด้านหนึ่งของเหรียญ “หากหนึ่งเมล็ดข้าวนั้นคือ ‘ความชั่วร้าย’...เปรียบได้กับวาจาใส่ร้ายเพียงหนึ่งคำที่ถูกกระซิบออกไป...หรือการคดโกงเพียงเล็กน้อยที่ถูกปล่อยให้ผ่านเลยไป...หากสิ่งเหล่านี้ถูกเพิกเฉยและปล่อยให้มันแพร่กระจายราวกับเชื้อโรค...ในท้ายที่สุด...มันก็จะเติบโตกลายเป็นกองทัพแห่งความฉ้อฉลและหายนะ ที่สามารถกัดกร่อนและพังทลายแม้กระทั่งราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้...ฉันใดก็ฉันนั้น”
ปรมาจารย์หลินถึงกับต้องลูบเคราของตนเองอย่างช้าๆ...สายตาที่มองเซี่ยหยางนั้นแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มันไม่ใช่สายตาของผู้ใหญ่ที่มองเด็กอีกต่อไป แต่เป็นสายตาของปราชญ์...ที่กำลังรับฟังแนวคิดของปราชญ์อีกผู้หนึ่ง
เซี่ยหยางกล่าวสรุปปรัชญาองค์ที่สองของเขา “ปริศนานี้จึงสอนให้ผู้น้อยได้ตระหนักว่า...สรรพสิ่งอันยิ่งใหญ่ในใต้หล้านี้ ล้วนมีจุดกำเนิดมาจากสิ่งที่เล็กที่สุดเสมอ...พลังอำนาจที่แท้จริงจึงหาใช่การควบคุมผลลัพธ์ที่ปลายทางไม่...แต่คือปัญญาในการมองให้ออกว่า...เราควรจะเพาะปลูก ‘เมล็ดพันธุ์’ ใด...และควรจะรีบดับ ‘เชื้อไฟ’ ใด...เสียตั้งแต่แรกเริ่ม”
สิ้นคำนั้น...ท่านเคนชินก็ทอดถอนใจออกมาอย่างยาวนาน...เป็นเสียงถอนหายใจที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและยอมรับอย่างสุดหัวใจ
“ล้ำลึก...” ปรมาจารย์หลินพึมพำออกมาเบาๆ “...ล้ำลึกยิ่งนัก”
บัดนี้...บรรยากาศในห้องหาได้มีความตึงเครียดหลงเหลืออยู่ไม่ กลิ่นอายที่อบอวลอยู่คือกลิ่นของความเข้าใจและปัญญาญาณอันบริสุทธิ์...เซี่ยหยางได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาไม่ได้มีเพียง “สมอง” ที่ใช้ในการคำนวณ...แต่เขายังมี “หัวใจ” ที่ใช้ในการเข้าถึงแก่นแท้ของสรรพสิ่งอีกด้วย...
และบัดนี้...ก็ถึงเวลาแล้วที่เขาจะใช้ “ปัญญา” ทั้งสองส่วนนั้น...เพื่อนำเสนอคำตอบสุดท้ายที่จะสั่นสะเทือนบัลลังก์แห่งความคิดของทุกคน...
กลิ่นอายแห่งปัญญาอันลึกซึ้งยังคงอบอวลอยู่ทั่วทั้งเรือนรับรอง ปรมาจารย์ทั้งสองกำลังพยักหน้าอย่างช้าๆ ซึมซับในปรัชญาแห่งการเริ่มต้นที่เซี่ยหยางได้นำเสนอ...ในความคิดของพวกท่าน...นี่คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาแล้ว
ทว่า...พญาหงส์ที่แท้จริง...ย่อมไม่หยุดโบยบินเพียงแค่บนฟากฟ้าแห่งความคิด...แต่จะร่อนลงสู่ผืนดินแห่งความเป็นจริงเสมอ
เซี่ยหยางโค้งคำนับอีกครั้งหนึ่ง น้ำเสียงของเขาในครานี้...แฝงไว้ด้วยความหนักแน่นและความปรารถนาดีต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง
“ท่านปรมาจารย์ทั้งสองขอรับ...และจากปรัชญาข้อนี้...ที่ว่าจุดเริ่มต้นเล็กๆ สามารถนำมาซึ่งผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่ได้นั้น...ทำให้ผู้น้อยได้ขบคิดถึงปัญหาที่แท้จริงของอาณาประชาราษฎร์...นั่นคือเรื่อง ‘ยุ้งฉางและทุพภิกขภัย’ ขอรับ”
คำพูดนั้นเป็นดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางวงสนทนา!
จากปริศนาบนกระดานหมากล้อม...เขากำลังจะก้าวไปสู่ปัญหาการปกครองแผ่นดิน!
ซูเหวินจื่อเบิกตากว้าง...เขารู้สึกได้ถึงสัมผัสของบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน...มันไม่ใช่การตอบคำถามอีกต่อไปแล้ว...แต่มันคือการแสดงวิสัยทัศน์!
เซี่ยหยางกล่าวต่ออย่างไม่หยุดยั้ง “แผ่นดินของเรานั้นกว้างใหญ่ไพศาล...บางปีแดนใต้ฝนแล้งจนแผ่นดินแตกระแหง...แต่แดนเหนือกลับอุทกภัยจนไร่นาจมอยู่ใต้น้ำ...แม้ราชสำนักจะมีเสบียงกรังในยุ้งฉางหลวง แต่กว่าจะลำเลียงไปถึงมือราษฎรที่อดอยากก็เนิ่นนานจนเกินการณ์...บางครั้ง...ข้าวสารเพียงหนึ่งถ้วยที่ไปถึงช้าเกินไป...ก็มิอาจต่อชีวิตคนที่อดตายไปแล้วได้”
เขาหยุด...แล้วทอดสายตามองเมล็ดข้าวบนกระดานอีกครั้ง
“แต่หากเรานำหลักการ ‘เพิ่มทวี’ ของปริศนานี้มาใช้ในทางกลับกันเล่าขอรับ?”
“ผู้น้อยขอเสนอแนวคิด ‘ยุทธศาสตร์ยุ้งฉางทวีคูณ’...แทนที่จะรอความช่วยเหลือจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว...เราควรออกกฎให้ทุกหัวเมือง...ทุกอำเภอ...ต้องมี ‘ยุ้งฉางเมล็ดพันธุ์’ เป็นของตนเอง ยามบ้านเมืองอุดมสมบูรณ์...ก็ให้จัดเก็บข้าวส่วนเกินไว้เพียงเล็กน้อย...เปรียบดั่ง ‘หนึ่งเมล็ดข้าว’ ในจุดตัดแรก...แต่เมื่อหัวเมืองข้างเคียงประสบภัยพิบัติ...ยุ้งฉางของเมืองที่ใกล้ที่สุดก็สามารถเปิดออกเพื่อช่วยเหลือได้ทันที...จากหนึ่งกลายเป็นสอง...จากสองกลายเป็นสี่...สร้างเครือข่ายแห่งการช่วยเหลือที่ส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ...ความมั่นคงของ ‘หนึ่งเมล็ดข้าว’ ในยุ้งฉางวันนี้...คือความอยู่รอดของหมื่นชีวิตในวันหน้า...นี่คือปัญญาแห่งการปกครองที่แท้จริง...ที่ผู้น้อยได้เรียนรู้จากปริศนาของท่านผู้อาวุโสขอรับ!”
สิ้นคำประกาศนั้น...
ราวกับเวลาทั้งโลกได้หยุดหมุน...
เสียงลมที่เคยพัดไหว...พลันเงียบสงัด เสียงธารน้ำที่เคยไหลริน...พลันไร้สำเนียง แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในห้อง...ดูราวกับจะหยุดนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ!
ความเงียบ...เข้าปกคลุมอย่างสมบูรณ์แบบ...
ปรมาจารย์หลินและท่านเคนชิน...นั่งนิ่งราวกับรูปสลักหิน! ดวงตาของทั้งสองเบิกกว้าง...จ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาที่ผสมปนเปกันไประหว่างความตกตะลึง...ความทึ่ง...ความชื่นชม...และสุดท้าย...คือความยำเกรงอย่างหาที่สุดมิได้!
นี่...นี่มันไม่ใช่คำตอบของนักเรียนที่ตอบคำถามอาจารย์!
แต่มันคือ...ข้อเสนอเชิงนโยบายของยอดนักปกครอง...ที่กำลังสนทนากับเสนาบดีเอก!
ฮ่า...ฮ่า...ฮ่าฮ่าฮ่า!
พลัน! เสียงหัวเราะอันดังกึกก้องของท่านเคนชินก็ระเบิดขึ้นทำลายความเงียบ! เขามิได้หัวเราะเยาะ...แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เปี่ยมด้วยความสุขเกษมและความพึงพอใจอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน!
“ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมที่สุดในใต้หล้า!” ท่านตบโต๊ะดังปัง! “นี่ไม่ใช่แค่คำตอบ...แต่มันคือปณิธานที่จะค้ำจุนแผ่นดิน! สหายหลิว! วันนี้พวกเราได้พบกับเพชรแท้แล้วจริงๆ!”
ปรมาจารย์หลินยังคงนิ่งงันอยู่ชั่วครู่...ก่อนที่ท่านจะค่อยๆ พยักหน้าช้าๆ...รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าของท่าน...เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหวังและความภาคภูมิใจ
ท่านลูบเคราของตนเองเบาๆ ก่อนจะกล่าววาจาที่ประทับแน่นลงไปในใจของทุกคนในที่นั้น...ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและกังวานราวกับระฆังใบใหญ่...
“สหายข้า...นี่มิใช่ ‘ว่าที่จองหงวน’...แต่คือ ‘ว่าที่เสาหลักแห่งบัลลังก์’ ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเราแล้ว”
สิ้นคำนั้น...ปรมาจารย์หลินก็ลุกขึ้นยืน...เดินไปยังตู้ไม้โบราณแล้วหยิบกล่องไม้ที่สลักเสลาอย่างงดงามออกมากล่องหนึ่ง...ท่านเปิดมันออก...เผยให้เห็น “ภาพวาดมังกรทะยานเมฆพู่กันเดียว” อันล้ำค่า
“ของสิ่งนี้...ข้ามอบให้เจ้า”
ท่านเคนชินไม่รอช้า เขาสั่งให้คนนำกระดาษและพู่กันมา...แล้วลงมือตวัดปลายพู่กันเขียน “กลอนตุ้ยเหลียน” คู่หนึ่งขึ้นสดๆ ณ เวลานั้น!
และสุดท้าย...ปรมาจารย์ทั้งสองได้หยิบสิ่งของชิ้นเล็กๆ ออกมาจากแขนเสื้อของตน...มันคือ “ป้ายหยกประจำตัว” สีเขียวมรกตและสีขาวน้ำนมอย่างละหนึ่งชิ้น...สัมผัสได้ถึงไอเย็นและความเก่าแก่ของมัน
“ป้ายหยกสองชิ้นนี้...จะทำให้เจ้าสามารถเข้าออกเขาซงซานแห่งนี้...และเข้าพบพวกเราได้ทุกเมื่อที่เจ้าต้องการ” ปรมาจารย์หลินกล่าว “นับจากวันนี้ไป...เจ้าคือ...ศิษย์คนสุดท้ายของพวกเรา”
เซี่ยหยางคุกเข่าลง...ยื่นสองมือออกไปรับของล้ำค่าทั้งสามอย่างนอบน้อมที่สุด...ในใจของเขานั้น...กำลังสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้น...
ชัยชนะในการประลองปัญญาครั้งนี้...ได้มอบรางวัลให้แก่เขา...มากกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้...นับร้อยนับพันเท่า!