月火 เยว่หัว แม่ครัวจิ๋วแสบสะท้านภพ(Book2 On going...)

    บทที่ 53 คำราม

            บทที่ 53 คำราม

     

            “จริงๆหรือว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าสำแดงพลังออกมาอีกครั้ง” โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายนั้นได้บาดเจ็บอยู่หรือว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นเด็กก็ตาม ร่างของจางเหว่ยเดินมาถึงที่ที่เด็กหญิงกำลังพยายามยันกายลุกขึ้นยืน“เจ้าเชื่อจริงๆ หรือว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าทำเช่นนั้น!”

            พลั่ก!!

            สิ้นคำขอก็เตะเข้ากลางหลังของเด็กหญิงอย่างแรงจนนางกระเด็นออกไปไกลนับสิบจั้ง

            อ่อก...

            เยว่หัวกระอักลิ่มเลือดออกมาอึกใหญ่ พร้อมกับน้ำหูน้ำตาที่ไหลบ่าออกมาหนังพยายามที่จะลุกขึ้นอีกครั้งแต่ก็เหมือนว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดที่นางเคยมีได้หายไปจนหมดสิ้นแล้ว

            ‘ข้ามาได้แค่นี้จริงอย่างนั้นหรือ’

            “ข้าไม่รู้หรอกว่าทำไมคนยากตระกูลจันทราถึงได้มาอยู่ที่นี่และข้าก็ไม่คิดที่จะสนใจด้วยว่าทำไมเจ้าถึงได้อ่อนแอเช่นนี้...”เสียงพูดที่กลั้วหัวเราะอย่างสมใจ พลางเดินมาหาร่างของเด็กหญิงอย่างไม่เร่งร้อน “แต่ว่าสุดท้ายแล้วเจ้าจะกลายเป็นอาหารชั้นดีของข้าเป็นสัตว์นรกตัวแรกที่ได้ลิ้มรสเลือดของตระกูลจันทราอีกครั้งในรอบร้อยปี ทรัมป์ยังเป็นสายเลือด จันทราสีเพลิงที่ตายตกไปตั้งแต่เมื่อพันปีก่อนแล้วไม่เคยถือกำเนิดขึ้นมาอีกเลย ข้านี่มันโชคดีจริงๆ”

            “เจ้า...เจ้ามันเป็นตัวอะไรกันแน่”

            “เป็นคนจากตระกูลจันทราแต่ดันไม่รู้จักพวกข้า?” มันเหยียบร่างของเด็กหญิงพลางเลิกคิ้วถามด้วยความฉงนสนเท่“เป็นสายเลือดสายรอง? หรือว่า จะเอาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับตระกูลของเจ้าเลย?...”

            “...”

            “แต่ก็ช่างเถอะถึงอย่างไรมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับข้าอยู่แล้ว สุดท้ายแล้วเจ้าก็เป็นเพียงแค่อาหารมื้อหนึ่งของข้าเท่านั้น”

            “...”

            “นั่นสินะอย่างไรเจ้าก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ผู้พิทักษ์ของเจ้าเองก็ไม่อยู่แล้ว ข้าเพียงแค่เสียดายที่เจ้าพวกนั้นไม่ได้มาเห็นข้าที่ได้ลิ้มรสสายเลือดของจันทราสีเพลิง มันน่าเสียดายจริงๆ”

            “...”

            “ช่างมันเถอะ รีบกินรีบหลบไปฟื้นฟูพลังดีกว่าก่อนที่ไอ้หมาเวรนั้นจะกลับมาอีก”

            “...”

            แม้ว่าเด็กหญิงอยากที่จะดิ้นรนต่อต้านอีกฝ่ายสักแค่ไหนแต่ในตอนนี้นางไม่มีเรี่ยวแรงที่จะทำอะไรเลยทำได้แค่เพียงโทษตัวเองที่ไม่ยอมฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นทำได้แค่เพียงเสียใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

            อีกครั้ง...

            เป็นอีกครั้งที่นางต้องเสียใจอีกแล้ว...

            เป็นอีกครั้งที่นางทำพลาดเรื่องเดิมซ้ำซ้ำ...

            ถ้าหากว่านางแข็งแกร่งกว่านี้...

            ถ้าหากว่านางพยายามให้มากกว่านี้...

            ถ้าหากนางระแวดระวังภัยให้มากกว่านี้...

            แต่ตอนนี้นางก็ทำอะไรไม่ได้แล้วทำได้เพียงแค่ยอมรับสภาพว่าตัวนางเองที่ผิดพลาด ทำได้แค่ยอมรับว่าเป็นนางเองต่างหากที่ไม่ยอมทำอะไรเลยตั้งแต่แรกไม่อย่างนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็คงไม่จบลงแบบนี้...

            อีกครั้ง...

            เปรี้ยง!!

            แต่ในขณะที่ฝ่ามือสีดำกำลังจะเข้ามาถึงศีรษะของเยว่หัวเพื่อดูดกลืนพลังชีวิตพลังวิญญาณของเด็กหญิงก็ได้มีสายฟ้าสีทองเส้นใหญ่ฟาดลงมาใส่ร่างสีดำมืดเสียก่อน...

            .

            .

            .

            ย้อนกลับไปไม่กี่10 อึดใจก่อนหน้านี้

            ในสถานที่ไกลออกไปแสนไกลจากบ้านหลังน้อยที่ชายเขาในขณะที่ทุกคนกำลังขมักเขม้นแบกลำไผ่กลับหมู่บ้าน เจ้าสังที่รับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่างก็ร้องคำรามขึ้นออกมาอย่างบ้าคลั่ง

            แต่มันรู้ดีว่าตัวมันในตอนนี้ไม่สามารถพุ่งไปหาเด็กหญิงได้อย่างรวดเร็วมากพอจึงกู่ก้องคำรามขึ้นใส่ท้องฟ้าที่สว่างจ้าในยามเที่ยงส่งให้ท้องฟ้าบริเวณเหนือหัวของมันปรากฏหมู่เมฆมืดครึ้มขึ้นมาอย่างกะทันหัน โดยที่ภายในหมู่เมฆนั้นมีสายฟ้าวิ่งพล่านไปมาพร้อมกับเสียงที่ดังสนั่น

            โฮกกกก

            เจ้าสังร้องคำรามแล้วกระโจนขึ้นสู่ฟากฟ้าพร้อมๆ กับสายฟ้าสีทองขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางนับสิบจั้งที่ฟาดลงมาใส่ร่างของมัน

            แกร็ก...

            แกร็ก...

            แกร็ก...

            แกร็ก...

            แกร็ก...

            ในตอนนั้นเองที่ผู้คนซึ่งกำลังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้ยินเสียงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังแตกหักดังจนแสบแก้วหู

            “!!”

            ในตอนที่แสงสว่างค่อยๆเบาบางลงผู้คนที่ต่างมองไปยังต้นกำเนิดของแสงสว่างเป็นตาเดียวก็ต้องเบิกตากว้างอย่างไม่อยากที่จะเชื่อ

            เจ้าสัง...สุนัขพันธุ์ทิเบตันมาสทิฟฟ์ที่แต่เดิมขนาดของมันก็ตัวโตมากพออยู่แล้ว แต่ตอนนี้ตัวของมันกลับสูงใหญ่กว่าเดิมอีกเท่าตัวพร้อมๆ กับขนของมันที่กลายเป็นสีทองอร่ามตา และมีสายฟ้าสีทองไหลวาบผ่านทั่วร่างของมันคล้ายกับว่ามันในตอนนี้ไกลเกินกว่าจิตสำนึกของพวกเขาไปมากมายเกินไปแล้ว

            สีทอง...

            เป็นสีที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจากสัตว์อสูรปกติโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับสีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน สีครามหรือแม้แต่สีม่วง ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูรชนิดไหนหากมันยังไม่บรรลุไปยังขอบเขตที่สูงกว่านั้น มันก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือพลังของมันให้เหนือเกินกว่าจะรองรับพลังธรรมชาติได้ แม้แต่สัตว์อสูรสีม่วงที่ว่ากันว่าสามารถต่อสู้ได้ทัดเทียมกับผู้ที่บรรลุพลังระดับ9 ดาวไปแล้ว ก็ยังไม่อาจที่จะรองรับพลังธรรมชาติได้

            แต่การที่เจ้าหมาตัวนี้จู่ๆมันก็ได้ร้องคำรามขึ้นมา จนสามารถสร้างผลกระทบให้กับธรรมชาติโดยตรงแล้วยังเอาตัวขึ้นไปรับสายฟ้าสีทองนั้น ก่อนที่จะกลายร่างไปอีกครั้งหนึ่งอย่างน้อยที่สุดต่อให้พวกเขาไม่เคยได้พบได้เจอได้เห็นมาก่อนในชีวิต แต่อย่างน้อยพวกเขาก็คงต้องเคยฟังเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์อสูรระดับเซียนสัตว์อสูรที่สามารถก้าวผ่านความทุกข์ยาก แล้วก็บรรลุเข้าสู่ขอบเขตแห่งธรรมชาติได้

            หรือถ้าหากจะให้เข้าใจได้ง่ายๆก็หมายความว่า สัตว์อสูรที่คอยเล่นกับพวกเด็กๆ ที่มาอยู่ในหมู่บ้านของพวกเขาในตลอดระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมาอย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นสัตว์อสูรระดับเซียนขึ้นไป

            ยังไม่จบแค่นั้น...

            เพราะพวกเขายังไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลยว่ามีสัตว์อสูรระดับเซียนตนไหนที่3ารถสร้างความเปลี่ยนแปลงกับสภาพอากาศได้โดยเร็วเช่นนี้...

            “ท่านสังมันเกิดอะไรขึ้น”

            “...” เจ้าสังมิได้ตอบกลับมาหรือมิได้ร้องคำรามแต่อย่างใดมันเบนสายตาไปยังทิศทางหนึ่ง ก่อนที่ร่างของมันจะกลายเป็นเส้นสายฟ้าสีทองวาดหายไปกลางท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว

            เพราะว่าในหูของมันในตอนนี้ได้ยินเสียงเสียงหนึ่งดังก้องอยู่อย่างชัดเจน...

            ‘เจ้าเหลืออีกเพียงแค่ 3ครั้งเท่านั้น หากเจ้ายังฝืนปลดปล่อยพลังไปทั้งแบบนี้ อีกไม่นานสายสัมพันธ์ระหว่างเจ้าทั้ง2 ก็จะขาดสะบั้น จนกว่านางจะพยายามฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นเพียงพอที่ร่างกายจะตอบรับสายสัมพันธ์ของเจ้า มิฉะนั้นแล้วพวกเจ้าทั้ง 2 แยกต้องจากกันอีกครั้ง

            และครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของพวกเจ้า...’

            “ท่านหัวหน้านี้วันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”

            “นั่นสิจางหลง ข้าว่าจะต้องมีเรื่องเกิดขึ้นที่หมู่บ้านอย่างแน่นอน”

            “หรือไม่ก็ต้องมีเรื่องเกิดขึ้นกับนางเซียนน้อยแน่ๆ ไม่อย่างนั้นเจ้าสังไม่แสดงท่าทีอย่างนั้นอย่างเด็ดขาดอย่าว่าแต่การปกปิดตัวตนเพื่ออยู่กับมนุษย์เลยปกติแล้วสัตว์อสูรระดับเซียนขึ้นไปแทบจะไม่เคยลงมาเกลือกกลั้วกับมนุษย์อย่างพวกเราด้วยซ้ำ”

            “แสดงว่าเจ้าหมานั้นคือสัตว์อสูรระดับเซียนจริงๆอย่างนั้นหรือ...”

            “เจ้าโง่เห็นด้วยตาออกตนเองขนาดนี้แล้วเจ้ายังคิดว่ามันเป็นอย่างอื่นได้อีกหรือ”

            “...”

            “...”

            “...”

            “ตอนนี้ข้าว่าพวกเรารีบกลับหมู่บ้านกันก่อนเถิดทิ้งสิ่งของสัมภาระพวกนี้เอาไว้ก่อนอย่างไรพวกเราก็ต้องไปยืนยันก่อนว่าตอนนี้นางเซียนน้อยปลอดภัยดีแล้ว”เมื่อเห็นว่าชาวบ้านเริ่มกลับมาถกเถียงกันอีกครั้ง จางหลงจึงรีบหยุดทุกคนเอาไว้ก่อนเพราะว่าในตอนนี้มีเรื่องที่สำคัญกว่าอยู่ตรงหน้าพวกเขา

            “แสดงว่าพวกเราต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งเพื่อเอาไม้ไผ่พวกนี้หรือหัวหน้า... อีกไม่กี่วันก็จะเข้าหน้าหนาวแล้ว”

            “เจ้าโง่” จางหลงอดไม่ได้ที่จะตะโกนด่าใครคนหนึ่งจากหมู่บ้านของเขาเองที่เหมือนว่ามันจะคิดน้อยเสียเหลือเกิน

             “เพียงแค่พลังอำนาจของเจ้าหมานั่นกับความสามารถในการหาอาหารอย่างไม่มีขีดจำกัดของนางเซียนน้อย แล้วเจ้าคิดว่าถ้าหากเกิดเรื่องกับนางเซียนน้อยขึ้นจริงๆพวกเจ้าคิดว่าเจ้าหมานั่นจะทำอย่างไรกับพวกเราก็เล่าเพราะว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเกิดหลังจากที่มันมาคุ้มกันพวกเรา แทนที่จะคุ้มกันเจ้านายของมัน

            ...แค่นี้เรื่องยังไม่ใหญ่พอใช่หรือไม่หรือเจ้าอยากให้พวกเราทุกคนทั้งหมู่บ้านตายกันหมดก่อนหรือไง!!”

             

             

    คล้ายกับเรื่อง月火 เยว่หัว แม่ครัวจิ๋วแสบสะท้านภพ(Book2 On going...) ที่คุณอ่าน