ตอนที่48 หญิงสาวเข้ามาตีสนิท
ทีแรกทุกคนต่างเห็นฉีเหล่ยสำแดงใช้เทคนิคทางการแพทย์อันเหนือล้ำเพื่อช่วยเหลือชีวิตผู้คน ทั้งยังตอนนี้ยังใช้ไหวพริบอันยอดเยี่ยมของตนไล่ต้อนจนเปิดโปงไอ้คนไร้ยางอายคนนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยชีวิตของหญิงสาวได้อย่างทันท่วงที พล็อตเรื่องทั้งหมดจบลงด้วยดี ภาพฉากดังกล่าวช่างระทึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง ผู้โดยสารทั้งหมดอดที่จะปรบมือส่งเสียงยกย่องมิได้
เสียงปรบมือและเสียงยกย่องเหล่านี้ดีดังก้องเข้าไปในหูของแพทย์หนุ่ม สิ่งเหล่านี้ไม่ต่างอะไรจากฝ่ามือขนาดย่อมเยากระหน่ำตบเข้ามายังใบหน้าจนฟันแทบหลุดร่วง ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่เหลือหน้าแม้แต่เงยมอง ต้องยกมือกุมเป้ากางเกงและค่อยเดินหนีบหว่างขาตัวเองกลับไปที่นั่งของตนเองด้วยความเจ็บปวด ไร้ซึ่งร่องรอยความสง่าราศีดั่งก่อนหน้าสักนิด
ลูกแตะก่อนหน้า ฉีเหล่ยได้ยินเสียงดังฟังชัด มันเป็นเสียงไข่แตกชัดเจน ยามนี้ถึงกับต้องกระเดือกน้ำลายอึกใหญ่เหลือบมองเรียวขาสวยคู่นั้นที่อยู่เคียงข้างอย่างลับๆเจือแววสะพรึง ถึงขั้นเหงื่อแตกพลักออกมา
โอ้ท่านบรรพบุรุษเฉินช่วยชีวิตลูกช้างแล้ว โชคดีจริงๆที่ฉันไม่ได้ทำอะไรให้เธอขุ่นเคืองใจ...
หญิงสาวคนนั้นฟื้นคืนสติขึ้นทันทีคล้อยหลังที่ฉีเหล่ยฝังเข็มเสร็จ แต่เนื่องด้วยเธอพยายามดิ้นรนอย่างหนักเพื่อถอยห่างจากประตูความเป็นความตาย จึงทำให้ร่างกายของเธออ่อนเพลียเป็นอย่างมาก ก็เลยลืมตาขึ้นมองภาพบรรยากาศตอนนี้ไม่ไหว
ถึงแบบนั้น เธอก็ยังได้ยินทุกข้อความสนทนาระหว่างฉีเหล่ยและแพทย์หนุ่มคนนั้นชัดแจ้ง และพึงตระหนักได้ว่า เขาคนนั้นแอบมองเธออยู่ตลอด ทำให้ทัศนคติของเธอที่มีต่อชายคนนั้นเปลี่ยนเป็นดูเลวร้ายอย่างยิ่ง ขณะฟื้นสติเธอก็ยื่นมืออกมาต่อหน้าทุกคน
“ขอบคุณที่ช่วย ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกสักทีนะ ฉันชื่อชูซินซู่”
ทัศนคติของเธอที่มีต่อฉีเหล่ยเปลี่ยนไปชนิดที่ว่ากลับลำ360องศาทำให้ตัวเขาเองงุนงงเล็กน้อย แต่หญิงสาวที่ยื่นมือสวยประดุจหยกขาวแบบนี้มาให้ ถึงยังไงเขาก็ไม่ควรจับมือเธอตอบ แต่ไม่ ไม่ควรทำแบบนั้นเช่นกัน หากไม่จับมือกับเธอคงดูไม่สุภาพอย่างยิ่งไม่ต่าง ดังนั้นเขาจึงยื่นมือออกไปจับและเขย่าเบาๆ คลี่ยิ้มแนะนำตัวขึ้นว่า
“ผม ฉีเหล่ย”
เพี๊ยะ!
แต่จู่ๆชูซินซู่ก็หวดฝ่ามือตบหน้าของฉีเล่ยไปอย่างแรงทีหนึ่ง เธอกัดฟันแน่นตะคอกขึ้นว่า
“ไร้ยางอายที่สุด! ก่อนหน้านี้นายพูดว่า หมอนั้นพยายามจะใช้โอกาสนี้ลวนลามฉัน พอตอนนี้กลับเป็นนายที่ลวนลามเอง?”
อะไรของเจ๊แก?
คราวนี้ฉีเหล่ยถึงกับปั้นหน้าสับสนหนัก เจ๊แกพูดว่าอะไรนะ? ลวนลาม? ฉันนี่เหรอลวนลาม? ได้ข่าวว่าคุณเจ๊เป็นฝ่ายยื่นมือมาเองไม่ใช่เหรอไง?
ทว่าไม่ทันที่ความเกรี้ยวโกรธจะค้างเติ่งบนใบหน้าสวยของเธอนานกว่านั้น จู่ๆท่าทางการแสดงออกของเธอก็พลันเปลี่ยนเป็นดูเขินอายขึ้นฉับพลัน เอ่ยเสียงหวานกล่าวกับฉีเหล่ยต่างจากตะกี้ลิบลับ
“ยังไงก็เถอะ..คนอื่นฉันคงไม่อนุญาต แต่ถ้านายต้องการลวนลามฉัน...ฉันจะลองเก็บไปคิดดูนะ”
เชี่ย?
ฉีเหล่ยอยากถ่มน้ำลายสักคำโตแล้ววิ่งไปยิงนักบินในห้องควบคุมให้รู้แล้วรู้รอดกันไปข้าง สัญชาตญาณเบื้องลึกในจิตใจของเขาได้เตือนเขาทันทีว่า ผู้หญิงคนนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่สุดในสามโลกตั้งแต่เขามีชีวิตจวบจนบัดนี้
ณ ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว ฉีเหล่ยรู้สึกช้ำในสาหัสอยู่เบื้องลึก ตรงกันข้ามกับชูซินซู่ที่ดูท่าทางสดชื่นจิตแจ่มใสดี
เธอยกมือเท้าแก้มตนเองเล็กน้อย จับจ้องไปยังชายตรงหน้าด้วยความสนอกสนใจ เธอรู้สึกว่าฉีเหล่ยคนนี้อันที่จริงก็หล่อเลยทีเดียว และสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือแม้ยังดียังหนุ่มยังแน่น แต่มีวิสัยทิศน์การวางตัวที่ดูสุขุมราวกับชายชราที่ผ่านโลกมาแล้วมากมาย
เธอเองก็เคยเห็นชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกกันอายุราว30-40ปีเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับฉีเหล่ยแล้ว ชายพวกนั้นกลับกลายเป็นเด็กน้อยอารมณ์แปรปรวนไม่คงที่ แถมบางคนยังเอาแต่ใจอย่างกับเด็กน้อย แตกต่างจากเขาที่ดูสุขุมเยือกเย็น หลากหลายอารมณ์สอดประสานลึกล้ำ...ช่างดูทรงเสน่ห์เหลือล้น
ภายใต้สายตาหวานสอดสะท้อนความเร้าร้อนอยู่เบื้องลึกของชูซินซู่ ฉีเหล่ยกดสายตาเหลือบมองไปที่ปลายสันจมูกทรงสวยของเธอ ทั้งยังเห็นริมฝีปากอวบอิ่มสุดเซ็กซี่ ก็ถึงกับรีบสวดมนต์ดึงธรรมะเข้ามาช่วยผ่อนปรนจิตใจให้สงบลงทันใด
แต่นี่กลับไม่ค่อยจะเห็นผล ก็เธออยู่ใกล้ชิดกับเขาซะขนาดนั้น เล่นเอาซะจนปลายจมูกของทั้งสองแนบชิดติดกัน
ฉีเหล่ยเอ่ยเตือนตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ภายในใจว่า ตนมีภรรยาแล้ว เวลาอยู่ข้างนอกแบบนี้ ตัวเขาเองก็ไม่ควรทำให้ภรรยาที่รักต้องผิดหวังสิ
แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยแหะ...สายตาอันแสนเย้าหยอกอารมณ์ผนวกกับท่าทีบบิดเก้อเขินแบบนี้ มันทำให้เธอดูมีเสน่ห์ขึ้นเป็นเท่าตัว ดั่งเช่นที่คิดแบบนั้น จู่ๆเธอก็เริ่มปลดกระดุมเสื้อขาวออกมาทีละเม็ด
พุทโธ ธัมโม สังโฆ...
ฉีเหล่ยเกือบจะต้องท่องบทสวดออกมาชุดใหญ่ เจ๊คนนี้ไม่อายเลยรึไง? มีผู้โดยรอยเฝ้ามองอยู่รอบตัวเลยนะ! ยังคิดจะทำแบบนี้จริงดิ?!
ก่อนที่เขาจะคิดเลยเถิดไปไกล ชูซินซู่ก็หยิบนามบัตรออกมาจากซอกหน้าอกทรงโตของเธออกมา
ฉีเหล่ยถึงกับกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ มือไม้สั่นพับยื่นออกมารับนามบัตรพร้อมกดสายตามองลงทันที
ตำแหน่ง รักษาการประธานบริษัทหยุนหนิงกรุ๊ป : ชูซินซู่
“นี่น้องชาย...”
จู่ๆชูซินซู่ก็เคลื่อนใบหน้าสวยเข้าแนบชิด เอ่ยเสียงกระเส้าอ่อนเร้าขึ้นข้างหูฉีเหล่ยว่า
“หลังจากที่พวกเราถึงเมืองหลวงแล้ว ถ้านายมีปัญหาอะไรด็ให้มาหาฉันได้ทุกเมื่อ ตราบเท่าที่ฉันไม่มีธุระยุ่งอะไร นายก็...โทรหาฉันได้ตลอด24ชม.ตามที่ต้องการ!”
ฉีเหล่ยถึงกับหัวเราะขื่นกับตัวเองภายในใจ รีบพยายามนั่งไขว้ห่างเพื่อปกปิดไอ้จ้อนที่ผงาดชูชันโดยไว ทว่าน่าเสียดายนักแลที่ไอ้จอนของเขาผงานซะสูงเกินหักหาม ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะที่ของเขาทั้งยาวทั้งใหญ่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะปิดบังให้มิดชิด ส่งผลให้ยังสามารถมองเห็น‘ร่องรอย’ได้บนเนื้อผ้ากางเกง
คราวนี้ที่เห็นดังนั้น ชูซินชู่รู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย เธอรีบติดกระดุมเสื้อกลับไปดังเดิมและเปลี่ยนเรื่องทันที
“น้องชาย แล้วนายมาทำอะไรที่เมืองหลวงล่ะ?”
“ฟู่วว~”
ฉีเหล่ยถึงกับถอนหายใจเสียงยาวด้วยความโล่งอก โชคดีจริงๆที่เธอยังเปลี่ยนเรื่องทันทีท่วงที ทำให้บรรยากาศกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกได้อีกครั้ง เขาคลี่ยิ้มกล่าวขึ้นว่า
“ผมได้รับเชิญให้ไปสอนที่มหาวิทยาลัยแพทย์น่ะครับ”
ชูซินซู่ถึงกับร้องอุทานเสียงหนึ่งด้วยความตะลึงใจ
“ไม่ยักรู้เลยว่า นอกจากนายจะมีฝีมือด้านการแพทย์ยอดเยี่ยมขนาดนี้ นายยังสามารถสอนคนอื่นได้ด้วยเหรอ?”
ฉีเหล่ยพลันคิดไปว่า ถ้าเธอรู้ว่าใครเป็นคนเชื้อเชิญเขามาที่นี่ มีหวังเธอหัวใจวายอีกรอบเป็นแน่
แต่อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่า อาการของชูซินซู่เมื่อครู่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ แต่สาเหตุเป็นเพราะอีกโรคหนึ่ง...
เครื่องเริ่มเทียบท่าอากาศยานลงจอดอย่างแช่มช้า
ถึงคราวที่พวกเขาทั้งคู่ลงจากเครื่องบินมา ชูซินซู่ก็เดินกอดแขนฉีเหล่ยแน่นดูเป็นธรรมชาติราวกับว่าพวกเขาเป็นคู่รักกันมานานหลายปีก็ไม่ปาน ยากที่ใครจะสามารถบอกได้ว่า แท้จริงแล้วพวกเขาสองคนเพิ่งรู้จักกันระหว่างเที่ยวบิน
ฉีเหล่ยรู้สึกได้ชัดเจนมากจริงๆ แขนของเขากำลังถูกไถ่อยู่กับหน้าอกทรงโตของชูซินซู่ เบียดเสียดเป็นครั้งคราว เล่นซะเอาแขนขาของเขาถึงกับอ่อนละทวย
ภาพฉากดังกล่าวนี้ทำให้แพทย์หนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังทั้งคู่ถึงกับฉายแววอิจฉาตาร้อนออกมา เขาได้สาบานกับตัวเองไว้ว่า ถ้ามีโอกาสได้พานกับไอ้เวรนี่อีกสักครั้งในเมืองหลวง เขานี่แหละจะทำให้มันต้องลิ้มรสความตายอย่างสาสมใจ!
ฮึก...เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา บาดแผลเก่าของน้องชายคนเล็กสร้างไว้ก็กำเริบขึ้นอีกครั้ง
คล้อยหลังเดินออกมาก็ตรงไปยังลานจอดรถของสนามบิน มีรถหรูยี่ห้อ BENTLEY MU SHANGที่เด่นสะดุดตากว่าใครๆเข้ามาจอดเทียบท่ารอรับอยู่หลายคัน ทั้งหมดนี้คือรถที่ขับมารับชูซินซู่โดยเฉพาะ
แม้ว่าฉีเหล่ยจะไม่ค่อยรู้เรื่องรถเท่าไหร่นัก แต่BENTLEY MU SHANGที่มีไอคอนฝังเพชรอยู่แบบนี้ ถ้าจำไม่ผิดจะมีแค่60คันบนโลกเท่านั้น แค่มีรถหรูระดับนี้มารับเธอที่สนามบิน ไม่ว่าใครต่างสามารถสัมผัสได้ถึงความพิเศษเหนือใครๆจากเธอคนนี้ได้เพียงปราดตาเดียว
เดิมทีชูซินซู่ไม่คิดที่จะแยกย้ายกับเขาตรงนี้ และต้องการให้ฉีเหล่ยตามเธอขึ้นรถมาเพื่อไปส่งยังที่พักของเขา แต่อย่างไร ฉีเหล่ยไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเขากำลังไปที่ไหน ก็เลยปฏิเสธคำชวนของชูซินซู่ไป
ชูซินซูที่ได้ยินแบบนั้นก็ทำอะไรไม่ได้บอกจากหยิบโทรศัพท์ของเขาขึ้นมาและบันทึกเบอร์มือถือและWechatของเธอโดยตรง จากนั้นค่อยส่งโทรศัพท์เครื่องนั้นกลับไปคืน พร้อมคลี่ยิ้มหวานกล่าวด้วยท่าทีร่าเริงขึ้นว่า
“น้องชาย นายต้องรับโทรศัพท์ฉันทุกเมื่อที่โทรไปไม่ว่าจะกรณีใดก็ตรามเข้าใจไหม? แล้วต้องตอบWechatของฉันให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะโรคที่ฉันกำลังเป็นอยู่มัน...เอาเถอะ ถึงตอนนั้นนายต้องช่วยชีวิตฉัน”
ฉีเหล่ยที่ได้ฟังดังนั้น อย่างน้อยที่สุดก็สามารถบอกสิ่งหนึ่งได้อย่างเต็มปากว่า กว่าครึ่งหนึ่งของประโยคนี้ เธอค่อนข้างจริงจังอย่างมาก
ชูซินซู่น่าจะเป็นหนึ่งในขั้วอำนาจใหญ่ในประเทศจีนและยังน่าจะมีสถานะที่ไม่ธรรมดาอีกด้วย เป็นใครก็ยังอยากที่จะมีชีวิตอยู่อีกสักปีสองปี
ถึงแบบนั้นโรคที่เธอกำลังประสบพบเจออยู่กับไม่ง่ายนักที่จะรักษา อาศัยเทคนิคการแพทย์แผนปัจจุบัน ทำได้เพียงควบคุมและชะลอได้เบื้องต้นเท่านั้น ทว่าไม่อาจรักษาให้หายขาดได้
อย่างไรเสีย สำหรับฉีเหล่ยแล้ว เขามักจะถามแค่ว่ามีอาการเจ็บป่วยใช่หรือไม่ แต่ไม่เคยพูดเลยสักครั้งว่า ไม่มั่นใจเช่นกันว่าจะรักษาให้หายขาดได้ไหม เพราะอะไรงั้นเหรอ? ก็เพราะว่าด้วยทักษะทางการแพทย์อันลึกล้ำของบรรพบุรุษสกุลเฉิน ไม่มีสิ่งใดที่เขาไม่สามารถรักษาได้ เพียงแต่บางโรคอากาศต้องใช้เวลาหน่อยก็เท่านั้น