ทั้งหมดได้ฟังเื่ราวที่พี่สิงห์ได้เล่ามาก็อยากไปไหว้สักการะมหาสถูปแห่งเมืองศรีเทพซึ่งอยู่ตอนเหนือของเมือง ทั้ง 5 คนเดินทางมาใกล้จะถึงมหาสถูป อาอู่รีบยกมือให้ทุกคนหยุดม้าทันที เหมือนกับว่ามีเื่สำคัญ และให้ทุกคนลงจากม้า
“ ทุกคนฟังให้ดี ข้ารู้สึกได้ว่าข้างหน้าป่าทึบ 2 ข้างทาง มีคนหลบซ่อนอยู่ประมาณ 40 คน ทั้งหมดมีหน้าไม้ครบมือ แต่งกายด้วยชุดสีดำทั้งหมด ไม่รู้พวกมันเป็ใครแต่ที่แน่ๆ พวกมันพร้อมจะยิงหน้าไม้ใส่พวกเราอย่างแน่นอน” อาอู่พูดเบาๆ แต่ได้ยินทุกคน
“ อาอู่รู้ได้อย่างไร เ้าเลี้ยงกุมารทองไว้หรือ” พี่สิงห์ถามอย่างรวดเร็ว
“ ไม่ใช่ ข้าส่งจิตไปตรวจสอบทางข้างหน้าทุกครั้งก่อนเดินทาง จึงได้พบสิ่งผิดปกติ พวกท่านอ้อมไปทางด้านหลังพวกมันฝั่งละ 2 คน ข้าจะเสกหุ่นพยนต์แทนพวกเราทั้งห้าคนให้มันผ่านเข้าไป พอพวกมันเริ่มจู่โจม พวกท่านก็ลุยใส่พวกมันได้เลย อย่าฆ่าพวกมันจนหมด เหลือไว้ สัก2-3คนไว้สอบสวนด้วย” อาอู่พูดจบก็คว้าต้นหญ้า มาผูกเป็หุ่นคล้ายตัวคน แล้วให้ทุกคนหยดเืเข้าใส่หุ่นไปคนละตัว จากนั้นอาอู่ก็เสกคาถา สร้างหุ่นพยนต์แทนตัว พอสวดคาถาเสร็จ
หุ่นหญ้าพยนต์ก็กลายร่างเป็ คนที่หยดเืใส่ไว้ทั้งหมด อาอู่สั่งให้มันเดินไปทางที่ถูกวางกับดักไว้ แล้วพยักหน้าให้เพื่อนทั้งสี่รีบไปตลบหลังพวกมันตามแผนที่วางเอาไว้ ส่วนอาอู่นั้น ยังอยู่รอที่เดิม รอให้พวกมันติดกับ แล้วค่อยจู่โจม
พอหุ่นทั้ง 5 ได้เข้าไปที่จุดกับดักของพวกมัน พวกคนร้ายก็ระดมยิงหน้าไม้เข้าใส่กลุ่มของหุ่นทั้ง 5 จนถูกยิงพรุนไปทุกคน จากนั้นพวกมันก็เข้ามาดูผลงานแต่ว่ากลับเห็นหุ่นฟางทั้ง 5 เท่านั้น กลับไม่เห็นคนแม้แต่คนเดียว ทุกคนเริ่มจับอาวุธ แต่ไม่ทันแล้ว กลุ่มของอาอู่ ทั้งสี่คน พุ่งเข้ามาจัดการทั้งหมดด้วยดาบเดียว
ไม่นานทั้ง 40 คนเหลือไม่ถึง 20 ต่างวิ่งกรูกันออกมา ทางข้างหน้าแต่ว่าอาอู่รออยู่ก่อนแล้ว จึงนำดาบนวโลหะออกมา แล้วฟาดฟันดาบออกไปเพียง 2 ครั้งคนทั้งยี่สิบคน ล้วนถูกฟันขาดสองท่อนไปทีเดียว 10 คน อีกสิบคนที่เหลือเห็นดังนั้นก็ทิ้งดาบแล้วแล้วเข้ามาคุกเข่าขอชีวิต ไม่กล้าหนีไปไหนอีก
เพื่อนทั้งสี่คนก็มายืนเคียงข้างอาอู่ทันที ทุกคนมองสภาพศพที่ถูกอาอู่ฟันจนขาดสองท่อน แล้วรู้สึกเสียววาบขึ้นมา นี่มันพลังดาบอะไรนี่ ทำไมมันถึงได้รุนแรงขนาดนี้ แต่ยังไม่มีใครกล้าพูดอะไรตอนนี้
“ บอกมา พวกแกเป็ใคร แล้ว ใครสั่งให้พวกแกมาลอบสังหารพวกข้า พูดความจริงมา แล้วข้าจะไว้ชีวิต” อาอู่ให้ทางเลือก
“ ข้ายอมพูด พวกเราเป็ทหารสังกัดแม่ทัพนาคร ท่านสั่งให้พวกเรามาลอบสังหารพวกท่าน” คนร้ายรับสารภาพอย่างง่ายดาย เป็ไปตามที่คิดไว้จริงๆ
“ เ้ารู้ไหมทำไม ้าให้พวกข้าตาย” พี่สิงห์ถามบ้าง
“ ข้าไม่รู้หรอก ข้าเพียงแต่ทำตามคำสั่งเท่านั้น” คนร้ายตอบตามจริง
“ แล้วพวกโจรปล้นชิงเกี่ยวข้องอะไรกับแม่ทัพนาครด้วยใช่ไหม” อาอู่ถามอีก
“ หัวหน้าโจรปล้นชิงสินค้าเป็น้องชายของท่านแม่ทัพนาคร ชื่อ นาเรศขอรับ”ทุกคนได้ฟังก็เข้าใจทันทีทำไมแม่ทัพนาครถึงได้มีทีท่าไม่พอใจที่ถูกถาม เื่โจรปล้นกลุ่มนี้
“ แล้วเ้าเมืองของเ้าไม่ทำอะไรเลยหรือ ถึงได้ปล่อยให้แม่ทัพนาครทำเื่ชั่วเช่นนี้” พี่เดชยังสงสัยอยู่
“ ท่านเ้าเมืองเป็เพื่อนกับแม่ทัพนาคร ท่านแม่ทัพว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น ท่านไม่มีทายาท เห็นว่าท่านอยากจะบวชตลอดชีวิต แล้วจะยกสมบัติให้ท่านแม่ทัพนาครอีกด้วย” ทั้งหมดฟังเื่นี้แล้วก็อดสงสารชาวเมืองยิ่งนัก ถ้าหากว่าในอนาคตมีผู้นำอย่างแม่ทัพนาครบ้านเมืองจะเป็เช่นไรกัน
“ พวกเราเอายังไงกันดีต่อ “ องค์ชายสาธิตเริ่มเอ่ยก่อน
“ พวกเราคงต้องเข้าไปทักทายแม่ทัพนาคร กันหน่อย กล้าบังอาจทำร้ายศิษย์สำนักตักศิลา คงต้องให้บทเรียนกันบ้าง พี่สิงห์ ถ้าเกิดแม่ทัพนาครตายไปสำนักเราจะเดือดร้อนไหม” อาอู่ลองถามดู แต่พี่สิงห์กับคนอื่นๆ ใมาก
“ ใจเย็นๆ อาอู่ ถึงแม่ทัพจะมีความผิดก็จริง แต่พวกเราก็ไม่เป็อะไร หากทำรุนแรงไป ทางเมืองศรีเทพคงต้องไปร้องเรียนที่ราชสำนักละโว้แน่จากนั้นพวกเขาต้องไม่ปล่อยคนที่ฆ่าแม่ทัพอย่างแน่ พวกเราไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเมืองละโว้” พี่สิงห์กล่าวเตือนสติอาอู่ ให้ใจเย็นๆ อาอู่พยักหน้า
ทั้งหมดได้เดินทางเข้ามาที่ทำการฝ่ายป้องกันเมือง อาอู่มาถึงก็ถูกทหารยามสั่งห้ามมิให้เข้าไป พลั่ก ๆ อาอู่ใช้ฝ่ามือกระแทกปลายคางทหารยามทั้งสองลองกระเด็นไปสงบนิ่งกับพื้น ทหารที่อยู่ด้านในนับสิบได้ยินเสียงออกมาดู เห็นเพื่อนลงไปนอนนิ่งกับพื้น ก็คว้าดาบเข้ามาใส่อาอู่ กับเพือน แต่ถูกอาอู่กับเพื่อนอัดไปนอนสลบคาที่แทบทุกคน อาอู่เดินเข้าในห้องโถงใหญ่ เห็นแม่ทัพนาครกับผู้ช่วยอีก 10 คนยืนขวางไว้
“ ท่านแม่ทัพนาคร ข้าแค่จะมาถามบางอย่าง ทำไมถึงได้ให้ลูกน้องต้อนรับข้าเช่นนี้ “ อาอู่พูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“ เ้ากล้าบุกที่ทำการป้องกันเมืองศรีเทพ ไม่กลัวข้าจะฟ้องไปที่เมืองละโว้หรือ”แม่ทัพนาครพูดน้ำเสียงที่เริ่มหวาดกลัว
“ ท่านส่งคนไปลอบสังหารข้า แล้วยังจะกล้าไปฟ้องเมืองละโว้ คิดว่าสำนักตักศิลาเป็ของพวกข้าเป็อะไร” พูดจบอาอู่ก็ใช้ไม้พญาคิ้วดำฟาดทหารที่ยืนด้านหน้าล้มลงไปนอนหมดสภาพกับพื้นทั้งหมด จากนั้นก็ฟาดไปที่แม่ทัพนาคร ที่แขนที่ขา จนแม่ทัพล้มไปนอนกับพื้นอาอู่เก็บไม้พญางิ้วดำ ไว้ แล้วใช้มือบีบคอแม่ทัพนาคร
“ บอกมา เหตุใดส่งคนไปลอบสังหารพวกข้า” อาอู่เอ่ยด้วยเสียงที่แข็งกร้าว แม่ทัพนาคร หวาดกลัวอย่างยิ่งไม่คิดว่าศิษย์จากสำนักตักศิลา จากแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
“ บอกแล้ว ข้าบอกแล้ว” อาอู่ปล่อยมือที่บีบออกมาร่างของแม่ทัพก็ร่วงลงสู่พื้นทันที เพื่อนทั้งหมดก็เข้ามายืนด้านข้างอาอู่ รอฟังแม่ทัพนาครพูดออกมา
“ หลังจากที่พวกท่านออกไปได้ไม่นาน ก็มีองค์ชายจากละโว้ จากสุโขทัย จากสุพรรณภูมิ และ จากศรีวิชัย ได้ว่าจ้างลูกน้องของข้าให้ช่วยจัดการกับพวกท่านข้าไม่เกี่ยวอะไรด้วย ข้าแนะนำให้พวกเขารู้จักกันเท่านั้น “ แม่ทัพนาคารอ้างลูกน้องร่วมมือกับเหล่างองค์ชายทั้งสี่ อาอู่ฟังแล้ว ก็รู้ว่าโกหก จึงถีบเข้าที่ยอดอกแม่ทัพจนกระเด็นไปกองกับพื้น
“ ทำเองแล้วไปอ้างลูกน้อง จำไว้หากข้ารู้ว่าเ้ายังทำชั่วอีก ข้าจะสังหารเ้าทันที”อาอู่กล่าวเตือนแม่ทัพนาครไว้ แล้วหันไปพยักหน้ากับกลุ่มเพื่อนแล้วออกจากที่นี่ทันที สร้างความโกรธแค้นให้แม่ทัพนาครยิ่ง จึงเรียกคนสนิทเข้ามา
“ เอ็งให้พิราบสื่อสารไปบอกให้นาเรศ กับอาจารย์บุญ อย่าให้พวกมันมีชีวิตรอดกลับไปยังสำนักตักศิลาได้เป็อันขาด” แม่ทัพนาครสั่งการด้วยความเคียดแค้น
อาอู่กับเพื่อน ออกมาจากที่ว่าการป้องกันเมืองศรีเทพ ก็ได้เดินทางกลับสำนักตักศิลาโดยทันที
“ แค้นใจยิ่งนักพวกมันถึงกับกล้าจ้างคนนอกให้มาสังหารพวกเรา” เสียงขององค์ชายสาธิต เอ่ยด้วยความโมโห
“ ข้าอยากจะจัดการพวกมัน” พี่เดชเอ่ยสั้นๆ อาอู่ต้องยกมือขึ้นให้หยุดม้าก่อน
“ พี่เดชใจเย็นก่อน ข้าให้สัญญาพวกมันหนีไม่พ้น กรรมที่พวกมันได้ทำไว้กับแม่ของพี่อย่าแน่นอน แต่เวลานี้พวกเราไม่ควรเปิดศึกกับใคร รอให้พวกเราเรียนจบก่อน แล้วค่อยไปจัดการกับพวกมัน” อาอู่เอ่ยเตือนให้พี่เดชใจเย็นๆ
“ อาอู่พูดถูก พวกมันกล้าทำเช่นนี้แสดงว่าทางการละโว้หรือไม่คนในสำนักตักศิลาต้องมีคนสนับสนุนพวกมัน พวกเราต้องระวังตัวมากขึ้น” พี่ฟ้าลั่นเอ่ยขึ้นบ้าง
“ ตอนที่เราออกมาจากที่ทำการแม่ทัพ ข้าเห็นมีนกพิราบสื่อสารบินผ่านไป พวกมันอาจส่งข่าวให้กองโจรมาจัดการกับพวกเราก็เป็ได้” พี่สิงห์เอ่ยด้วยความกังวล
“ ดี ให้พวกมันมาเถอะ จะได้กวาดล้างซะทีเดียว” อาอู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจจากนั้นทั้งหมดก็ควบม้าเดินหน้าต่อไป แต่ในใจเตรียมพร้อมกับการเผชิญหน้ากับกองโจรนับร้อย ระยะทางอีกไม่ไกลก็จะถึงเขตแดนเมืองละโว้แล้วยังไม่ปรากฏว่ามีกองโจรออกมาเลย อาอู่สั่งทุกคนให้พักค้างคืนที่ป่านอกเมืองละโว้ก่อนเพราะกลางคืนด่านปิดไม่ให้เข้าเมืองอยู่แล้ว แต่ว่าจุดประสงค์ของอาอู่คือ ให้โอกาสให้กองโจรนั้นตามทันมากกว่า
ในชายป่านอกเมืองละโว้ กองโจรของกลุ่มนาเรศเฝ้าซุ่มอยู่นับร้อยคน รอกลุ่มของอาอู่ออกมาจากป่า
“ พวกมันยังไม่ออกมาจากในป่า แสดงว่าพวกมันค้างคืนข้างในป่าแน่นอน” หัวหน้าโจรนาเรศเอ่ยกับอาจารย์บุญที่ใส่ชุดขาวไว้หนวดเครายาว มีประคำคล้องคอ ดูแล้วเหมือนผู้ถือศีลผู้หนึ่ง
“ อย่าห่วง พวกมันมีแค่ห้าคน ข้าจะส่งควายธนูทองแดง ไปจัดการมันคืนนี้เลย”อาจารย์บุญเอ่ยด้วยความมั่นใจ
“ พวกมันมาแล้ว” อาอู่บอกทุกคน
“ อยู่ไหน ทำไมไม่เห็นพวกมันเลย” พี่ฟ้าลั่นมองซ้ายขวา ไม่เห็นมีใคร
“ พวกมันดักรอที่ชายป่า ฝั่งทางออก คืนนี้พวกมันโจมตีพวกเราแน่” อาอู่เตือนทุกคน คืนนี้อาอู่นั่งสมาธิตรวจสอบกองกำลังทั้งหมดของกองโจรกลุ่มนี้ว่ามีเท่าไร ทันใดนั้นก็รู้ว่า มีสัตว์เวทย์กำลังวิ่งเข้ามาในกลุ่มเพื่อนด้วยความเร็วสูง
อาอู่ จึงรีบเอาดาบนวโลหะออกมาทันที..