บทที่ 35
เซลีนกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเพียงลำพังเป็นเวลาห้าวันแล้วที่เธอขาดการติดต่อกับกลุ่มของลูน่า ทุกๆวันเธอจะใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงเมื่อว่างจับจ้องที่อุปกรณ์สื่อสารโดยหวังว่ามันจะดังขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง
สถานการณ์ของหมู่บ้านเบรูอินำลังดำเนินไปได้ด้วยดี เมื่อหัวหน้ากลุ่มหัวขบถอย่างมัลคอมม์ถูกแยไปขังเดี่ยวพวกลูกสมุนก็มีท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนลงมากทำให้เธอสามารถควบคุมพวกเขาได้ง่าย แต่เธอก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมสมาคมถึงมอบหมายภารกิจที่ดูไม่สมเหตุผลมาให้พวกเธอดูแล
จริงๆเด็กสาวได้แอบมีการติดต่อกับหัวหน้าปาร์ตี้อื่นๆที่เคยร่วมงานด้วยกันมา ปาร์ตี้พวกนั้นส่วนมากมักะมีสมาชิกประจำไม่ต่ำกว่าสิบคนซึ่งอแต่ละปาร์ก็ล้วนได้รับภารกิจที่ดูไม่เหมาะสมกับตัวเองด้วยกันทั้งสิ้น อย่างกลุ่มวิหคราตรีปาร์ตี้นักผจญภัยระดับเงินที่มีเลเวลในกลุ่มเฉลี่ยอยู่ที่ 60 กลับได้ภารกิจปกป้องหมู่บ้านจากพวกมอนสเตอร์เลเวลแค่ 20 ทั้งที่ควรจะได้รับภารกกิจที่มีสเกลใหญ่กว่านี้
อย่างกลุ่มของเซลีนที่ได้รับภารกิจดูแลหมู่บ้านเบรูอินทั้งที่สมาชิกมีเลเวล 60 สองคนและช่างฝีมืออีกหนึ่งคนไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่เพียงพออย่างยิ่งเพราะพวกโจรมีจำนวนมากถึงหลักร้อยไม่ใช่แค่กลุ่มโจรกระจอก ข้อมูลที่เธอได้รับก่อนออกเดินทางนั้นเหมือนจะพยายามเขียนให้พวกโจรดูด้อยกว่าความเป็นจริง
เมื่อคิดได้แบบนั้นเซลีนก็เข้าใจว่าต้องมีใครสักคนพยายามทำให้สมาคมนักผจญภัยไขว้เขวด้วยการป้อนข้อมูลที่ไม่เป็นจริงแต่เธอไม่เข้าใจว่าคนคนนั้นต้องการจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร เด็กสาวไม่ชอบความรู้สึกที่เหมือนกับลังถูกชักจูงดวงตาสีมรกตกำลังมองไปเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอยในขณะที่มือทั้งสองกำอุปกรณ์สื่อสารเอาไว้แน่น
!
ทันใดนั้นเองเครื่องมือสื่อสารที่นิ่งงันมาเป็นเวลาห้าวันก็เกิดปฏิกิริยาเป็นครั้งแรก เด็กสาวมีท่าทีผ่อนคลายลงก่อนจะส่งพลังเวทย์เข้าไปเพื่อเริ่มต้นการสนทนา
“พวกเราพบค่ายโจรเงาทมิฬแล้ว ข้อมูลของสมาคมนั้นผิด พวกมันมีกันเป็นพันๆคนเอเลนกำลังเสี่ยงชีวิตเพื่อถ่วงเวลาพวกมันเอาไว้”
เสียงของลูน่าดังขึ้นเซลีนสัมผัสได้ถึงความร้อนลนและรู้สึกผิด
“ใจเย็นๆก่อนลูน่า ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน”
เซลีนพยายามปลอบใจเพื่อนสาวในขณะที่อดรู้สึกเป็นห่วงเอเลนไม่ได้ นอกจากเสียงลูน่าแล้วเธอยังได้ยินเสียงสิงสาราสัตว์ที่กำลังไล่ล่าแต่เซลีนทราบดีว่าพวกมันคงไม่ใช่อุปสรรค
“ชั้นอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณสองวัน เอเลนได้ข้อมูลมาว่าก๊อบลินไรเดอร์เคยคุ้มครองหมู่บ้านเบรูอินมาก่อน ปัจจุบันพวกเขาถูกกวาดล้างไปหมดเอเลนสันนิฐานว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลัง แร่เรบิดิสจำนวนมากถูกขุดเพื่อใช้เป็นสินค้าค่ะ”
“....รีบกลับมาที่นี่ก่อน ชั้นจะขอกำลังเสริมจากสมาคม นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้ว”
เซลีนกล่าวขึ้นเรื่องนี้ชักจะยุ่งยากมากขึ้นไปทุกทีแต่ลูน่ายังคงส่งเสียงตอบกลับมาด้วยความร้อนลน
“ล แล้วเอเลนละคะ”
เซลีนได้ยินดังนั้นก็อดยิ้มไม่ได้จึงรีบตอบกลับไปด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
“ไม่ต้องห่วงตานั่นว่าจะทำอะไรเกินตัวหรอก ตานั่นไม่ยอมทำอะไรที่เสี่ยงขาดทุนหรอกอีกสักพักตานั่นก็คงจะติดต่อมาเอง”
ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่เพราะความประมาทแต่เป็นความเชื่อมั่นที่เธอมีให้กับเอเลนว่าเขาจะสามารถเอาตัวรอดได้ แต่เมื่อเด็กสาวแอบเปิดหน้ต่างปาร์ตี้เงียบๆก็ต้องผงะดวงตาเบิกกว้างขึ้นล็กน้อยด้วยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ
ชื่อ เอเลน
ตำแหน่ง สมาชิกปาร์ตี้ (อันตรายพลังชีวิตเหลือต่ำ)
เลเวล 60
พลังชีวิต 5700 / 39070
มานา 10100 / 27600
คลาส ช่างฝีมือ(A)
พละกำลัง 2840
ความว่องไว 3100
สติปัญญา 1930
ความอดทน 3870
โชค 5
ค่าความชำนาญ 8100
ทักษะติดตัวที่ครอบครอง 25 ชนิด
ทักษะเรียกใช้ที่ครอบครอง 37 ชนิด
เซลีนพลันเผยสีหน้าดำมืดไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นจึงตัดสินใจไม่บอกกับลูน่าที่กำลังตรงดิ่งกลับมาที่นี่ ไม่เช่นนั้นลูน่าคงได้ดึงดันเพื่อกลับไปช่วยเอเลนแน่ๆ
ภารกิจคุ้มกันหมู่บ้านเบรูอินไม่ใช่เรื่องเล็กๆอีกแล้วเซลีนไม่เชื่อใจสมาคมอีกต่อไปจึงตัดสินติดต่อไปยังนักผจญภัยที่เธอพอจะรู้จักเพื่อขอความช่วย แม้การขอความช่วยเหลือจากนักผจญภัยคนอื่นๆจะเป็นการกระทำที่ระคายเคืองศักดิ์ศรีแต่เซลีนมีพื้นเพเป็นถึงขุนนางระดับสูงเธอไม่สนใจการกระทำหรือศักดิ์ศรีเธอต้องการเพียงผลลัพท์เท่านั้น
ส่วนในเรื่องของเอเลนเธอจับจ้องแถบพลังชีวิตของเขาอีกหลายนาทีด้วยความกังวลผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงพลังชีวิตของเอเลนค่อยๆเพิ่มขึ้นทำให้เด็กสาวโล่งอกแล้วรีบจัดการเตรียมการเพื่อรองรับนักผจญภัยที่กำลังจะมาสมทบอีกหลายๆกลุ่ม
ก่อนหน้านั้นไม่นานนัก
[ท่านเข้าสู่ดินแดนจินตภาพ ขุนเขาวงกตราตรีสนธยา]
[ค่าสถานะทั้งหมดลดลงครึ่งหนึ่ง]
[พลังชีวิตถูกเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณ จนกว่าจะหาทางออกจากดินแดนจินตภาพ]
[ท่านสามารถใช้งานยุทธภัณฑ์ได้เพียงหนึ่งชิ้น]
[น้ำยาฟื้นฟูทุกชนิดถูกระงับการใช้งาน]
[กาลอนันต์ ไม่ได้รับผลกระทบจากกฏเกณฑ์ของดินแดนจินตภาพ]
สิ่งสุดท้ายที่เด็กหนุ่มจดจำได้คือน้ำเสียงแหบพร่าของชายชราก่อนที่จะเกิดแสงสว่างวาบ เขารู้สึกคล้ายกับโลกหมุนก่อนที่ความรู้สึกเย็นยะเยือกจะแล่นปะทะร่างกายไร้เรี่ยวแรงเนื่องจากค่าสถานะที่ลดลง แต่กระนั้นเอเลนไม่มีเวลามาสนใจเสียงของโลกที่กำลังรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น
สถานะผิดปกติมีมากเกินไปเอเลนล้มลงนอนโดยไม่อาจขยับตัวได้ความทรมาณรูปแบบต่างๆเกิดขึ้นและหมดไปครั้งแล้วครั้งเล่าจนเมื่อเวลาผ่านไปครบสามร้อยวินาทีสถานะผิดปกติก็หมดไป
“ที่นี่ที่ไหน?”
เอเลนพึมพำด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงพยายามยันกายขึ้นนั่ง ดวงตาสีทับทิมกวาดออกไปรอบตัวเห็นแต่เพียงความมืดมิดแม้จะผนึกพลังมองด้วยดวงตาจึงเปลี่ยนมาใช้สัมผัสผ่านพลังเวทย์แทนพบว่าเขาอยู่ในถ้ำที่มืดมิดแห่งหนึ่งที่นอกจากเขาแล้วมีเพียงเสียงของน้ำหยดเท่านั้นระหว่างที่กำลังหวาดระแวงอยู่นั้นเองเสียงแฟบพร่าของชายชราก็ดังขึ้น
จงไต่ขึ้นมาจากก้นบึ้งแห่งความสิ้นหวัง
“ตาแก่โรคจิตเอ้ย”
เอเลนสบถเขาน่าจะคิดได้ว่ากำแพงเวทมนต์ในตอนท้ายที่ปกป้องริคาริโอเอาเป็นฝีมือของจอมเวทย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการโจมตีระยะไกล ตาแก่ที่โจมตีเขามีคลาสอย่างน้อยก็เป็นผู้ใช้เวทมนต์อย่างไม่ต้องสงสัย แถมยังแข็งแกร่งมากพอจะสร้างดินแดนจินตภาพขึ้นมาได้อีก
ดินแดนจินตภาพคือทักษะประเภทพื้นที่ที่จำลองสภาพแวดล้อมออกมาโดยใส่เงื่อนไขที่ทำให้ตนเองได้เปรียบและกดศัตรูให้เสียเปรียบ เป็นโลกอีกใบที่ตัดขาดจากมิติเวลาปกติ เป็นทักษะระดับสูงที่เป็นเหมือนกับท่าไม้ตายที่ใช้ออกมาแล้วสามารถพลิกสถานการณ์ได้แบบพลิกฟ้าคว่ำดิน
เอเลนสูดลมหายใจในเมื่อเรื่องมันเกิดไปแล้วจะมัวแต่หงุดหงิดไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร ที่สำคัญกว่าในตอนนี้ก็คือจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง
โลกจินตภาพเป็นทักษะที่ผู้ใช้ไม่ต้องจ่ายพลังตลอดเวลา ดูจากการที่เอเลนยังอยู่รอดปลอดภัยดีโดยยังไม่เห็นแม้แต่เงาหัวศัตรูก็พอจะคาดเดาได้ว่าเขตแดนจินตภาพขุนเขาวงกตราตรีสนธยาคือเขตแดนที่ทำหน้าที่กักขังเป็นหลัก หมายความว่าจะต้องมีทางออกอยู่ที่ไหนซักแห่ง
ฟังจากข้อความที่ชายชราพยายามส่งถึงเขาเมื่อสักครู่นี้นั้นไม่ใช่ข้อความที่มีเอาไว้เพื่อให้ศัตรูสูญเสียกำลังใจ ข่มขู่หรือใช้เพื่อลักไก่ แต่น่าจะเป็นคำใบ้ที่ผู้สร้างจำเป็นต้องใส่เอาไว้เพื่อไม่ให้เขตแดนจินตภาพโกงจนเกินไปเพราะหากเป็นเช่นนั้นเสียงของโลกจะไม่อณุญาตให้โลกจินตภาพใบนี้ดำรงอยู่
คำใบ้นั้นค่อนข้างชัดเจนในตัวเอเลนจะต้องขึ้นมาที่จุดสูงสุดของสถานที่แห่งนี้แต่ไม่ได้บอกว่าสถานที่แห่งนี้อยู่ลึกใครไหนหรือต้องขึ้นไปอย่างไร ดูจากลักษณะของสถานที่คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ตาแก่เลยตั้งเงื่อนไขเอาไว้ว่าค่าสถานะที่ลดลงรวมถึงจำนวนของยุทธภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้เพื่อลดโอกาสที่จะนำไปสู่ทางออก
ทันใดนั้นเองก็มรายชื่อของยุทธภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้ปรากฏขึ้นซึ่งก็คือทรัพย์สินทั้งหมดที่อยู่ในกระเป๋าของเขา โดยไม่ต้องใช้เวลาคิดเอเลนก็เลือกที่จะหยิบหอกเล่มสำคัญอย่างควินดีลออกมา
[ท่านได้เลือก คมเขี้ยวพยศแห่งท้องนภา ควีนดีล แล้วไม่สามารถเปลี่ยนได้]
“ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย”
เอเลนในตอนนี้ที่ทั้งเนื้อทั้งตัวนอกจากกาลอนันต์และควินดีลแล้วก็มีแต่เสื้อผ้าที่ใส่อยู่เมื่อครู่เท่านั้น เมื่อยู่ในดินแดนจินตภาพเขาจะต้องเล่นไปตามกฏของมันเว้นเสียแต่ว่าเขาจะมีพลังมากพอจะปฏิเสธกฏเกณฑ์นั้น
“เอเลนไม่เป็นไรน้า”
โนมและสลามันเดอร์ปรากฎตัวขึ้นช้ากว่าเขาเล็กน้อยถามขึ้น แน่นอนว่าตัวตนที่อยู่มาตั้งแต่สมัยโบราณอย่างภูติย่อมไม่ตกอยู่ภายใต้พลังของดินแดนจินตภาพ ทั้งสองยังคงใช้พลังออกได้ตามปกติแม้จะมีอาการอ่อนแรงจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้
“ชั้นสบายดี พวกนายเถอะเล่นซนมาขนาดนั้นไม่เหนื่อยเหรอ”
เอเลนถามขึ้นพลางยกมือขึ้นลูบศรษะของทั้งสองด้วยสายตาเอ็นดู ร่ากายเล็กกะทัดรัดราวกับตุ๊กตาใครๆเห็นก็ต้องหลงไหลเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเขาไม่เคยออกคำสั่งให้ทั้งสองออกไปต่อสู้อย่างจริงจังแต่คราวนี้เรื่องราวมันต่างออกไป
“ชั้นยังใช้พลังได้ไม่เต็มที่ คงต้องฝากทั้งสองคนให้ช่วยระวังหลังด้วยนะ”
“ไว้ใจพวกเค้าได้เลย”
ทั้งสองภูติตัวแสบรับคำอย่างหนักแน่นซึ่งดูน่ารักมากกว่าน่าเชื่อถือ เอเลนลุกขึ้นโคจรพลังไปทั่วร่างจัดระเบียบความคิดใหม่แล้วเดินตรงไปยังทางออกแห่งเดียวที่มี ทั้งสามไม่ไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืดมิดหากเป็นคนปกติคงกลัวจนฉี่ราดไปแล้วเพราะบรรยากาศที่วังเวงและไม่น่าไว้วางใจอย่างที่สุด
เมื่อก้าวออกมาจากห้องเริ่มต้นก็ถูกปิดตายด้วยก้อนหินโดยทันที เบื้องหน้าคือทางเดินแคบๆแค่สองเมตรที่สามารถเดินแยกออกไปได้หลายทาง เอเลนทดลองกระโดดข้ามจากทางเดินนึงไปยังทางเดินที่ซ้อนอยู่ด้านล่างปรากฏว่าเขาจะถูกพากลับมายังจุดเดิมทุกครั้ง
“เป็นกลไกที่น่ารำคาญจริง”
เอเลนบ่นเบาๆเขาค่อยๆเข้าใจการทำงานของดินแดนจินตภาพที่ค่อยสมกับชื่อวงกตจริงๆ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องเลี้ยวไปไหนเมื่อถึงทางแยกได้แต่ว่าทุกการกระทำจะช่วยให้เขาหลุดไปถึงจุดสูงสุดของขุนเขาได้เร็วขึ้น
ผ่านไปนานหลายนาทีภาพรอบด้านยังคงเหมือนกันหมดเช่นเดียวจนเอเลนอดไม่ได้ที่จะเกาหัวในใจนึกนับถือจอมเวทย์คนนั้นที่สามารถกำหนดโครงสร้างที่แสนซับซ้อนภายในวงกตจนยากแก่การหาทางออก ลำพังแค่เดินสุ่มมั่วๆปัจจัยเดียวท่จะช่วยให้หาทางออกเจอคือค่าโชคที่มีอยู่น้อยนิด
ทั้งสามไม่รู้ตัวเลยว่ามีบางสิ่งกำลังจับจ้องพวกเขาในความมืด บางสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ในยามปกติเมื่อเอเลนเดินผ่านไปได้สองก้าวมันก็ค่อยๆผุดขึ้นมาจากพื้นอย่างเงียบงันก่อนจะเหวี่ยงแขนที่มีปลายยาวและโค้งเหมือนเคียวแทงใส่แผ่นหลังของเอเลนจนทะลุหน้าอก
[วิญญาณของท่านถูกโจมตี]
33370
“แค่ก อะไรวะ”
ไม่มีแม้แต่เสียงไม่มีเลือด มีแต่ความเจ็บปวดที่ไหลเอ่อเต็มจิตสำนึกพรอ้มพลังชีวิตที่ถูกเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณลดลงจนถึงจุดที่เป็นอันตรายต่อชีวิตตอนนี้เขาไม่มีเกราะอ่อนลูกมังกรแล้วแถมน้ำยาเพิ่มพลังชีวิตก็ยังใช้ไม่ได้เด็กหนุ่มจำต้องพึ่งพาตนเองไปก่อนเขาฝืนความเจ็บปวดประโดดไปด้านหน้าตอนนั้นเองที่เขาเพิ่งจะรู้สึกถึงการมอยู่ของศัตรู
[โซลเบรกเกอร์ เลเวล 100 ปรากฏตัว]
โซลเบรกเกอร์
เผ่าพันธุ์ วิญญาณ สายพันธุ์ ทาสวิญญาณ
เลเวล 100
พลังชีวิต 782000 / 782000
มานา 59800 / 59800
พละกำลัง 2174
ความว่องไว 2840
สติปัญญา 2050
ความอดทน 1103
ตัวจริงของผู้ลอบโจมตีปรากฏแก่สายตา มอนสเตอร์รูปร่างเหมือนตั๊กแตนตำข้าวแต่มีขนาดใหญ่กว่ามากสีขาวราวกับว่าร่างกายของมันก่อตัวขึ้นมาจากม่านหมอก ดวงตาทั้งสองจับจ้องมายังเอเลนพร้อมกับสีใบมีดที่ปลายแขนทั้งสองราวกับกำลังข่มขู่เหยื่อของมัน
“จะตัวอะไรก็ไม่รู้แหละ แต่ขอพ่อซัดซักปาปก่อนก็แล้วกัน”
แม้จะตกใจที่พลังชีวิตปลิวหายไปรวดเดียวกว่าสามหมื่นจุดแต่เด็กหนุ่มก็ยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ หอกเล่มสำคัญโบกสะบัดราวกับพู่กันก่อนจะเปลี่ยนกลายเป็นอาวุธทำลายล้างเมื่อมันเลื่อนหลุดออกจากมือในท่าขว้าง ยิ่งเจ้าโซลเบรกเกอร์ยืนนิ่งไม่ขยับเอเลยก็ยิ่งย่ามใจ
0
“เฮ้ย!”
เอเลนร้องเสียงหลงเมื่อหอกเล่มสำคัญที่ทุ่มเทเรี่ยวแรงลงไปกลับทะลุผ่านร่างบางๆของตั๊กแตนยักษ์ไปหน้าตาเฉยทั้งยังไม่สร้างความเสียหายทางกายภาพให้แก่มันเนื่องจากเอเลนไม่ทราบถึงความพิเศษของมอนสเตอร์เผ่าวิญญาณ
เผ่าวิญญาณคือเผ่าพันธุ์พิเศษที่ไม่สามารถถูกโจมตีด้วยการโจมตีกายภาพใดๆได้ทุกชนิด หากไม่ใช่ทักษะที่มุ่งเน้นการโจมตีเข้าที่วิญญาณโดยตรงก็มีแต่ก็ผนึกพลังเท่านั้นที่พอจะทำให้ร่างวิญญาณรู้สึกเจ็บปวด เอเลนที่รู้ว่าตัวเอทำพลาดมหันต์ต้องมาฟังเสียงปากกระทบกันของโซลเบรกเกอร์ราวกับมันกำลังเยาะเย้ย
“ไอ้เวรนี่”
เด็กหนุ่มสบถแม้ค่าสถานะจะลดลงแต่ความชำนาญอาวุธของเขายังคงอยู่ในระดับเดิม ระยะห่างเพียงไม่กี่เมตรเอเลนสามารถใช้ท่าเท้าทะยานเมฆสร้างบันใดกลางอากาศดีดตัวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วราวกับกระสุนปืน ร่างสูงลอยข้ามการโจมตีแบบกวาดของโซลเบรกเกอร์ไปได้ก่อนจะกระโดดพุ่งเข้าคว้าควินดีลที่ปักอยู่ไม่ไกล
“สับเปลี่ยนไปใช้พลังโจมตีเวทย์”
เอเลนออกคำสั่งใบหอกกางเขนถูกกางออกแทบจะในทันที เด็หนุ่มกรีดหอกจากล่างขึ้นบนเฉือนเอาใบหน้าของโซลเบรกเกอร์จนสลายไปส่วนหนึ่ง
7103
“นี่ขนาดใช้การโจมตีด้วยเวทมนต์นะเนี่ย”
เอเลนเหลือบมองค่าความเสียหายอันน้อยนิดจำต้องเปลี่ยนความคิด ในใจอดนึกสรรเสริญเจ้าคนที่ออกแบบดินแดนจินตภาพที่สรรหามอนสเตอร์โรคจิตแบบนี้มาใช้เอาไว้เฝ้าทาง มิน่าเจ้ารองหัวหน้าโจรทั้สองคนนั้นถึงมีสีหน้ามั่นใจเสียเต็มประดา
นับเป็นโชคร้ายของเอเลนที่พบเข้ากับโซลเบรกเกอร์เร็วขนาดนี้ มันคือผู้คุมสูงสุดของดินแดนจินตภาพแห่งนี้เป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารที่เอาไว้ใช้ทำให้เหยื่อสูญเสียความหวังนารหนีออกไปจากดินแดนจินตภาพ ที่เอเลนยังไม่รู้อีกอย่างก็คือตามปกติแล้วเหยื่อทุกรายมักจะสิ้นใจในการลอบโจมตีครั้งแรก
ความพิเศษสุดของโซลเบรกเกอร์คือมันสามารถลบตัวตนของตัวเองออกจากประสาทสัมผัสทุกชนิดของเหยื่อได้ก่อนการโจมตีครั้งแรกจะเริ่มขึ้น การโจมตีแรกจะสร้างความเสียหายให้แก่วิญญาณอย่างแสนสาหัสหากเป็นในมิติปกติความสามารถนี้ของโซลเบรกเกอร์แทบจะไร้ประโยชน์เพราะทุกๆคนล้วนใช้พลังชีวิตไม่ใช้หลอดพลังวิญญาณ
หัวหน้าโจรจึงดัดแปลงดินแดนจินตภาพให้เข้ากับความสามารถของโซลเบรกเกอร์ เปลี่ยนตั๊กแตนโรคจิตเป็นผู้คุมที่สมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่มันไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นบังเอิญว่าเอเลนสามารถรอดพ้นเงื้อมมือของโซลเบรกเกอร์มาได้ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด
ระหว่างที่เอเลนกำลังพัวพันอยู่กับโซลเบรกเกอร์อยู่นั้นได้เด็กหนุ่มก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เนื่องจากในตอนนี้ได้มีโซลเบรกเกอร์ขยับมาอยู่ด้านหลังของเขาอย่างเงียบงันอีกตัวหนึ่ง จะหันไปป้องกันตัวตอนนี้ก็สายไปเสียแล้วสมองคิดหาทางออกแต่ไม่ว่าจะทางไหนก็ล้วนจบลงด้วยความตายของเขาทั้งสิ้น
อัครทูตเทพสงครามบ้าอะไรกันจะต้องสิ้นชื่อในวันนี้ เมื่อคิดแบบนั้นเอเลนก็อดละอายใจไม่ได้ที่ไม่อาจทำความปรารถนาของเทพีผู้มีบุญคุณกับเขาเป็นล้นพ้นให้สำเร็จ ไหนจะยังจะเรื่องที่เขาต้องหาตัวเจ้าของกาลอนันต์รวไปถึงตามหาพ่อและแม่
แม้จะเป็นอย่างนั้นในแววตาองเขาก็ยังไร้ซึ่งประกายแห่งการยอมจำนน แม้ครั้งนี้จะไม่มีผู้ช่วยเหลือ แม้ครั้งนี้จะไม่มีพรอมตะของเทพี เขาจะต้อรอดแม้ว่ะต้องและกับการขายวิญญาณให้ปีศาจ
เวลาเดียวกันนั้นเองที่ภูติทั้งสองพลันสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความรู้สึกในการอยากจะมีชีวิตต่อที่แรงกล้า พวกมันเองก็พยายามช่วยอย่างสุดกำลังแต่ก็ไม่อาจสร้างรอยชีดข่วนบนตัวของโซลเบรกเกอร์จนคิดถอดใจ แต่เมื่อเห็นเววตาไม่ยอมแพ้ของเด็กหนุ่มพวกมันก็ราวกับได้รับพลังะไรบางอย่าง
วงแหวนในดวงตาสีทับทิมสั่นไหวราวกับรับรู้ความปรารถนาในการมีชีวิต ดวงตาทั้งสองพลันร้อนวูบพร้อมกับเวลาโดยรอบที่ช้าลง ร่างกายเด็กหนุ่มปลดปล่อยกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับมหาภูติ สิ่งมีชีวิตระดับสูงที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่สมัยเทพเจ้า
[สถานะทางวิญญาณ มหาภูติ ถูกปลุกให้ตื่น]
[ท่านปรารถนาที่จะมีชีวิต]
[มหาภูติคือสิ่งมีชีวิตที่ทรงอำนาจและจะไม่ตายโดยง่าย]
[กำลังประมวลลหาทางรอดชีวิต]
.
.
.
[ท่านเพียบพร้อมด้วย พลัง ท่านแข็งแกร่งได้เองโดนไม่จำเป็นต้องพึ่งพา พรรคพวก]
[แต่ในดินแดนอันแสนโลกร้ายบางอย่างท่านก็ไม่อาจแบกรับเอาว้ได้เพียงลำพัง]
[พวกเขาเชื่อใจและและยอมรับในตัวท่าน]
[ภูติบริวาณพร้อมจะเป็นกำลังให้แก่ท่าน]
[ท่นได้รับความสามารถใหม่]
ทันใดนั้นเองแววตาเอเลนพลันกลายเป็นเหม่อลอย เขากำลังรับรู้ความสามารถใหม่ที่ส่งตรงเข้าสู่สมองของเขาโดยตรง เพียงหนึ่งวินาทีเท่านั้นที่เขาเรียนรู้การใช้ทักษใหม่จนหมดสิ้น
“ประสานศาสตราวิญญาณภูติ”
ไวเท่าความคิดร่างของโนมเปลี่ยนเป็นดวงแสงสีน้ำตาลพร้อมปลดปล่อยคลื่นพลังผลักโซลเบรกเกอร์ทั้งสองจนกระเด็นไคนละทาง ดวงแสงพลันปรากฏตราสัญลัษณ์แปลกตามันคือภาษาที่สาปสูญภาษาภูติโบราณที่มีแต่ภูติยุคเก่าแก่เท่านั้นที่ยังใช้กันอยู่เอเลนรับรู้ได้ด้วยใจว่าคำๆนี้มีความหมายว่าธรณีโอบอุ้ม ดวงแสงไหล่ซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเสื้อผ้าที่กำลังสวมอยู่
ศาสตราวิญญาณภูติ อาภรณ์วิญญาณอารักษ์
เสื้อผ้าที่สวมอยู่ถูกสวมทับด้วยชุดเกราะอัศวินเต็มตัวที่เปี่ยมไปด้วยพลังเวทมนต์มหาศาล โซลเบรกเกอร์ทั้งสองเพิ่งจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของภูติระดับสูงก็เริ่มสั่นด้วยความหวาดกลัว เผ่าวิญาณระดับชั้นคือที่สุดและเผ่าภูติกับเผ่าวิญญาณที่เป็นแหมือนเผ่าพี่เผ่าน้องก็ย่อมใช้กฏเกณฑ์เดียวกัน
สายพันธุ์นั้นล้วนบ่งบอกถึงระดับของพวกมัน ทาสวิญญาณคือวิญญาณชั้นล่างที่มีหน้าที่คอยรับใช้วิญญาณระดับสูงกว่าโดยไม่อาจขัดขืน ที่พวกมันยังยืนอยู่ตรงนี้ได้เพราะเอเลนไม่ใช่ภูติจริงๆแต่มีสถานะทางวิญญาณเป็นหาภูติ กลิ่นอายอันน่าอึดอัดนี้สามารถทำให้พวกมันชะงักได้เพียงชั่วครู่เพียงเพราะความสับสน
กี๊ซซ
โซลเบรกเกอร์กู่ร้องคำรามราวกับสัตว์ป่าพร้อมพุ่งจู่โจมเมื่อหลุดจากอาการสับสน ต่อให้อีกฝ่ายมีเกราะที่แข็งแกร่งอย่างไรก็ไม่อาจโจมตีพวกมันทั้งสองได้ ราวกับรู้ความคิดของโซลเบรกเกอร์เอเลนจึงยกมือข้างที่ถือหอกควินดีลขึ้นมาพร้อมกับพูดออกมาว่า
“ประสานศาสตราวิญญาณภูติ”
ครืน
ทันใดนั้นเองสลามันเดอร์ที่ลอยอยู่เหนือศีรษะพลันกู่ร้องเสียงร้องของเขาดังกองราวกับเสียงคำรามของมังกรก่อนทีจะเปลี่ยนร่างเป็นดวงแสงที่มีอักษรภูติ โซลเบรกเกอร์ทั้งสองถูกเสียงคำรามที่แฝงพลังเวทมนต์มหาศาลกระแทกอีกครั้งจนหน้าทิ่มดิน
ดวงแสงหลอมรวมเข้ากับหอก ควินดีลมีความยาวเพิ่มขึ้นมาจากเดิมเล็กน้อยคมหอกปรากฏพู่สีแดงที่สร้างขึ้นมาจากเปลวเพลิงแก่นผลึกมังกรกลายเป็นสีขาวสลับแดง เพียงวาดเบาๆห้วงอากาศก็กรีดร้องออกมาราวกับกำลังหวาดกลัว
ศาสตราวิญญาณภูติ หอกเพลิงชำระบาป
[รายละเอียดของ เขี้ยวพยศห้องท้องนภา ควินดีล มีการเปลี่ยนแปลง]
เมื่อครู่ที่โนมไม่อาจโจมตีโซลเบรกเกอร์ได้ส่วนหนึ่งก็เพราะพวกมันมีระดับที่ใกล้เคียงกับโซลเบรกเกอร์ คือแม้จะมีพลังมหาศาลแต่กลับมีลำดับชั้นที่ใกล้เคียงกันมีพลังมหาศาลแต่กลับไม่อาจใช้ออกแต่เมื่อพวกมันถูกเปลี่ยนมาเป็นอาวุธให้แก่มหาภูติแล้วมันก็อีกเรื่องหนึ่ง
เคร้ง
เอเลนกระแทกหอกลงกับพื้นส่งพลังเพลิงสลามันเดอร์กระจายออกไปเป็นวงกว้าง เพียงพริบตาภาพภายในขุนเขาวงกตราตรีสนธยาพลันปราฏกขึ้นในศีรษะคร่าวๆรวมถึงจำนวนของโซลเบรกเกอร์ทั้งหมดราวยี่สิบตัว
“เริ่มจากพวกแกก่อน”
เอเลนกล่าวเสียงเรียบ เพียงพูดด้วยถ้อยคำธรรมดากลับแผ่กลิ่นอายมหาภูติออกมาโดยไม่ตั้งใจ โซลเบรกเกอร์ทั้งสองพลันปรากฏความหวาดกลัวออกมาผ่านแววตาเป็นครั้งแรกสัมผัสได้ถึงความตายได้อย่างชัดเจนนับแต่นี้ต่อไปข้อได้เปรียบเรื่องการลบตัวตนไม่สามารถใช้ได้ผลกับเอเลนอีกแล้ว
โซลเบรกเกอร์ไม่เชื่อว่ามันจะทำอะไรมหาภูติไม่ได้ มันเกิดมาจากความภาคภูมิใจในความแหลมคมของท่อนแขน มันย่นระยะในพริบตาใบมีปลายแขนสะบัดไปมาเหมือนเส้ฟาดลงจากบนลงล่าง
“ไม่มีลูกเล่นเอาซะเลย”
เอเลนพึมพำยกท่อนแขนที่ว่างขึ้นมารับการโจมตีแบบทุ่มสุดตัว เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวเอเลนที่รับการโจมตีไม่ขยับไปจากตำแห่งเดิมแม้แต่มิลลิเมตรเดียว
โซลเบรกเกอร์ตาเบิกโพล่งกางปีกบินถอยไปด้านหลังอย่างลนลาน เอเลนไม่ใจดีขนาดที่จะปล่อยให้มันจากไปง่ายๆ เขาพุ่งตามติดไปอย่างไม่ลดละแทงหอกออกด้วยท่วงท่าที่สง่างาม
ฉับ
149012
กี๊ซซซ
โซลเบรกเกอร์กรีดร้องอย่างเจ็บปวดเมื่อมหาภูติคิดจะสังหารพวกมันย่อมไม่มีทางรอดชีวิต เพียงคมหอกเฉือนเบาๆก็สะท้านถึงดวงวิญญาณค่าความเสียหายที่ปรากฏทำให้วิญญาณมันแทบหลุดลอยโดยไม่รีรอเอเลนพลันทักษะหอกเพื่อจบงาน
อัสนีบาตสาดแสง
เคร้งๆๆๆๆ
หอกสีขาวสลับแดงเปล่งประกายถูกแทงออกไปถี่ยิบด้วยความเร็วราวกับสายฟ้าฟาดพร้อมตัวเลขค่าคามเสียหายมหาศาลที่สามารถจบชีวิตของโซลเบรกเกอร์ตนหนึ่งได้แทบจะในทันที ร่างของมันสลายไปเหลือไว้เพียงสิ่งของบางชิ้นเนื่องจากผลของคำอวยพรแห่งการสูญสิ้น ปล่อยให้โซลเบรกเกอร์อีกตนไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
เอเลนค่อยๆเบนศีรษะกลับมา โซลเบรกเกอร์อีกตนพลันสะดุ้งเฮือกเมื่อจ้องลกเข้าไปในดวงตาที่เป็นของมหาภูติตัวจริง เอเลนค่อยๆย่างสามขุมเข้ามาพร้อมหอกที่กำลังลุกโชด้วยเปลวเพลิงแห่งภูติ
“มามะ มาเป็นเหยื่อให้กับชั้นคนนี้มีชีวิตรอดต่อไปซะเถอะ”
กี๊ซซซซซซ
*************************************************************************
ช่วงบ่นท้ายตอน
แวะเอาตอนใหม่มาส่งครับ
Zero Times