เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอมีชีวิตรักที่ดีกว่าเดิม [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 130 อึดอัดใจ

            เว่ยฉีหรานเลิกคิ้วเล็กน้อยหลุบตาลงมองม้วนจดหมายที่ผู้ติดตามมอบให้

            เขายื่นมือไปรับจดหมายพลางยกยิ้มมุมปาก แววตาพลันแปรเปลี่ยน ดั่งกระบี่คมที่ถูกชักออกจากฝักแกร่งกล้าจนไม่มีผู้ใดอาจหาญมาสบตาด้วย

            แรงกดดันอันหนักหน่วงข่มขวัญให้สมุนผู้นั้นต้องก้มหน้าลง ทั้งยังเผลอถอยหลังไปสองก้าวขณะเฝ้ารอด้วยความนอบน้อม

            ทันทีที่เห็นลายมือบนจดหมายคิ้วเขาก็ยิ่งเลิกสูง อดมิได้ที่จะยกกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาพินิจอย่างลึกซึ้ง...

            คนผู้นี้นับเป็นยอดฝีมือสามารถผสมผสานความอ่อนช้อยของสตรี และความแข็งแกร่งเยี่ยงบุรุษลายมือมีเอกลักษณ์โดดเด่น แต่ละเส้นขีดเขียนได้มั่นคงและสม่ำเสมอยิ่งส่วนใดเป็นเส้นโค้งในตอนท้าย ก็ยิ่งตวัดอย่างสง่างาม

            เนื้อความในจดหมายเขียนเพียงไม่กี่คำวรรคแรกถึงบิดาและอี๋เหนียง เนื้อหา ‘ข้าอยู่เมืองเย่มีความสุขดี ไม่ต้องกังวลอันใด’แต่ตัวอักษรนั้นน่าสนใจเลยทีเดียว ทั้งเรียบง่ายและประณีตเป็นอย่างมาก

            ชัดเจนแล้วว่าผู้เขียนอยู่ที่สำนักฝูเซิงในเมืองหลวง ทว่าจดหมายกลับบอกว่าอยู่ในเมืองเย่ดังนั้น น่าจะเป็นยอดฝีมือที่เข้าร่วมกับสำนักฝูเซิง

            เว่ยฉีหรานเก็บจดหมายไว้ในแขนเสื้อแล้วกำชับสั่ง “อย่ากระโตกกระตากเรื่องที่ข้ากลับมาแล้วแค่ไปกระซิบบอกไป๋หาน ว่าให้มาหาข้าที่เดิมก็พอ”

            พูดเสร็จเขาก็ขี่ม้าออกไปทางสวนด้านหลังจวน และเข้าไปในประตูลับที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่ามันเชื่อมไปยังห้องลับใต้ห้องหนังสือ

            ...

            ภายในห้องลับยังคงสว่างไสวเว่ยฉีหรานนั่งขัดสมาธิบนตั่ง พลางหลับตาฝึกฝนวิชา

            จากนั้นไม่นานไป๋หานก็เข้ามาจากทางลับในห้องหนังสือ นางเหลือบมองแผ่นหลังของบุรุษที่นั่งอยู่บนตั่งเงียบๆแม้แววตาจะเรียบเฉย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความยินดี

            บางครั้งหญิงสาวก็อยากให้ตัวเองโลภกว่านี้ ทว่าเพียงแต่คิดเท่านั้น...แค่ได้มองแผ่นหลังของเขา นางก็มีความสุขยิ่งนัก

            หากสามารถมองอีกฝ่ายได้เช่นนี้ไปตลอดชีวิตก็นับว่าไม่เสียชาติเกิดแล้ว...

            พอเว่ยฉีหรานสัมผัสได้ถึงลมหายใจของผู้มาเยือนก็ขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่ชอบใจ จากนั้น จึงค่อยๆ ปรับลมหายใจแล้วลืมตาขึ้นด้วยความเดือดดาล ดวงตาฉายแววเยียบเย็น

            แรงกดดันพุ่งปะทุจนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้

            ไป๋หานถอยหลังไปสองก้าวเพราะเกรงว่าเขาจะล่วงรู้ความรู้สึก จึงชิงพูดขึ้นก่อน “เจ้าสำนัก หากทำเช่นนี้ต่อไป ร่างกายของท่านจะแย่ได้”

            ทันใดนั้นเว่ยฉีหรานก็ยกมือขึ้นบีบคางอีกฝ่ายอย่างแรง เพื่อบังคับให้นางสบตากับเขาพลางเอ่ยเบาๆ “ข้าเคยเตือนเจ้าแล้ว ว่าอย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้อีก!”

            กรามของหญิงสาวถูกบีบกระดูกลั่นคล้ายเสียงแตกร้าว สร้างความเจ็บปวดเกินทน จนถึงขั้นหลั่งน้ำตา

            ไป๋หานถูกบังคับให้มองใบหน้าที่คุ้นเคยซึ่งอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ แม้จะกรีดร้องก็ยังลำบาก ได้แต่เค้นเสียงออกมาคำหนึ่ง “เจ้าค่ะ!”

            ดวงตาของเว่ยฉีหรานหรี่แคบ“เจ้าเคยบอกว่าในใจของเจ้ามีเพียงข้าชีวิตนี้จะอยู่เพื่อข้า ตายเพื่อข้า ดังนั้น เจ้าควรจะมอบใจภักดีให้กับข้า”

            เขากล่าว พลางโน้มตัวเข้าใกล้พร้อมปล่อยจิตสังหารออกมามากขึ้น “มิฉะนั้นข้าก็ไม่รังเกียจที่จะทำลายเจ้าด้วยมือของตัวเอง!”

            ไป๋หานไม่สงสัยเลยว่าอีกฝ่ายต้องทำเช่นนั้นแน่ เพราะอาจารย์ของนางพูดจริงทำจริงเสมอเป็นลูกศิษย์เพียงคนเดียวของเขาแล้วอย่างไร?เมื่อต้องฆ่านาง เขาก็คงไม่แม้แต่จะกะพริบตา…

            ไป๋หานหลุบตาลงด้วยความเศร้าอันทะลักล้น ภายในใจทุกข์ตรมนี่หรือคือบุรุษที่นางหลงรักมาตลอดหลายปี?

            “ศิษย์ทราบดีอาจารย์โปรดวางใจ ข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีก!”

            เขาไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยถึงนางจะมีใจให้ตนมานานแล้ว...

            เว่ยฉีหรานปล่อยนิ้วที่บีบคางหญิงสาวออกแล้วหันหลังให้ “ตอนกลับมาจากภารกิจในวังข้าอยากเห็นลายมือของศิษย์ใหม่ทุกคนในสำนักฝูเซิง”

            ไป๋หานไม่กล้าถามเหตุผลทั้งยังไม่กล้าเอ่ยปากถาม ว่าเขาจะกลับมาเมื่อใด ได้แต่รับคำสั่งเท่านั้น “เจ้าค่ะ! ท่านอาจารย์”

            หลังเว่ยฉีหรานเอ่ยจบก็โบกมือเป็นเชิงไล่ให้นางออกไป

            ไป๋หานโค้งคำนับถอยหลังไปไม่กี่ก้าว และหันหลังออกมาจากห้องลับอย่างรวดเร็วนางปิดกลไกลับที่ประตูหินตรงชั้นหนังสือด้านบน ก่อนทรุดตัวลงร้องไห้

            ‘น้ำตา’ เป็นสิ่งซึ่งแสดงถึงความอ่อนแอ นางจึงไม่เคยหลั่งน้ำตาเลยสักครั้งนับประสาอะไรกับการร่ำไห้ต่อหน้าผู้คน แต่วันนี้ทั้งสายตารังเกียจและความโหดร้ายของอาจารย์ กลับเป็นดั่งเข็มทิ่มแทงใจจนหญิงสาวรู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก แม้กระทั่งจะหายใจก็ยังติดขัด

            หนีเจียเอ๋อร์ที่อยู่นอกห้องหนังสือได้ยินเสียงร้องไห้เบาๆ จึงเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ กำลังจะยื่นมือไปเคาะประตูก็พลันหยุดชะงัก แล้วหันหลังเดินกลับไปทางบันไดอย่างเงียบๆ

            ขณะเดียวกันเมื่อมีศิษย์อีกสองคนมาหาไป๋หาน หนีเจียเอ๋อร์จึงเป็นฝ่ายเดินเข้าไปบอกว่าหากพวกเขาไม่มีเรื่องด่วนอันใด ก็อย่าเพิ่งไปรบกวนนางในยามนี้

            เพราะอีกฝ่ายกำลังตกอยู่ในความโศกเศร้าจนไม่อาจควบคุมอารมณ์ หนีเจียเอ๋อร์จึงไม่อยากให้คนเหล่านี้ไปรบกวนจึงเข้าไปขวางเอาไว้ ซึ่งไป๋หานก็ได้ยินเสียงสนทนาของพวกเขาแล้วเช่นกัน

            ไม่มีผู้ใดเคยใส่ใจตนเช่นนี้มาก่อนนางจึงรู้สึกอุ่นใจ ลุกขึ้นมาเช็ดน้ำตา และก้าวออกไป

            แอ๊ด...!

            เสียงประตูไม้เปิดพอหนีเจียเอ๋อร์หันไปมอง ก็พบว่าขอบตาของไป๋หานแดงก่ำบนคางของนางยังมีรอยนิ้วปรากฏชัดเจนอีกด้วย

            ด้วยสถานะของไป๋หานในสำนักฝูเซิงย่อมไม่มีใครขวัญกล้ามาทำเรื่องเช่นนี้ นอกเสียจากเจ้าสำนัก เว่ยฉีหรานชายผู้นั้นใส่ใจแต่เรื่องของตัวเอง ยามอารมณ์ไม่ดีขึ้นมา ย่อมลงมือได้

            หนีเจียเอ๋อร์อดที่จะมองเข้าไปในห้องหนังสือมิได้แน่ใจแล้ว ว่าตอนนี้เว่ยฉีหรานจะต้องอยู่ในห้องลับเป็นแน่

            เขากำลังทำอะไรในห้องลับแห่งนี้?

            หนีเจียเอ๋อร์เกรงว่าไป๋หานจะสงสัยจึงถอนสายตาอย่างรวดเร็ว

            “รองเจ้าสำนักโปรดรอสักครู่!” พูดจบ ก็วิ่งกลับไปยังห้องของตน

            ไป๋หานขมวดคิ้วมองแผ่นหลังผอมบาง ด้วยไม่รู้ว่าอาหนีต้องการจะทำอันใด?

            หลังจากไป๋หานจัดการธุระกับศิษย์สองคนจนเสร็จก็เห็นหนีเจียเอ๋อร์วิ่งกระหืดกระหอบกลับมา พร้อมขวดกระเบื้องสีขาวขนาดเล็กในมือแล้วยื่นมันมาให้

            “รองเจ้าสำนักนี่คือยาทาแก้อาการฟกช้ำ”

            ไป๋หานเบิกตากว้างลดสายตาลงไปที่คางตัวเอง แม้จะมองไม่เห็นแต่ก็รู้ทันที ว่าคงจะมีรอยฟกช้ำเด่นหราจนสะดุดสายตาผู้คน หญิงสาวจึงรับน้ำใจอีกฝ่าย พลางกล่าว “ขอบคุณ”

            หนีเจียเอ๋อร์ส่ายศีรษะคลี่ยิ้ม “เมื่อเทียบกับความเมตตาของรองเจ้าสำนักที่มีต่อข้าแล้วนับว่าเล็กน้อย”

            เมื่อไป๋หานเปิดขวดยากลิ่นหอมสดชื่นสายหนึ่งก็ลอยมากระทบใบหน้าเวลาทาบนผิวก็ให้ความเย็นชุ่มชื้นเบาสบายจนอดมิได้ที่จะประทับใจบุรุษผู้มีความสูงเท่าตัวเองตรงหน้า

            “เจ้าเรียนรู้การทำยามาจากผู้ใด?”

            หนีเจียเอ๋อร์ตอบอย่างใจเย็น“ครึ่งหนึ่งผ่านตำราแพทย์อีกครึ่งได้มาจากผู้อาวุโสที่เป็นเถ้าแก่ร้านขายยาขอรับ!”

            นางมิได้โกหกเพราะเรียนรู้ทักษะนี้มาจากตำราแพทย์ และไถ่ถามเถ้าแก่หูจริงๆ

            หญิงสาวตระหนักดีว่าความสามารถทางการแพทย์ของตนนั้น ยังตื้นเขินนักที่โชคดีรักษาพิษมหัศจรรย์ขององค์ชายน้อยได้ ก็อ้างอิงมาจากตำราทั้งสิ้น

            คงจะดีกว่านี้หากนางมีโอกาสเรียนวิชาแพทย์อย่างจริงจัง จากปรมาจารย์เลื่องชื่อสักคน...

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ ขอมีชีวิตรักที่ดีกว่าเดิม [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320