แววตาของเธอเบิกกว้าง แสดงออกถึงความตะลึงงันที่เพิ่มพูนขึ้นมาจนถึงขีดสุด ครู่ต่อมาริมฝีปากของเธอเริ่มต้นสั่นไหว ส่งเสียงออกมาเพื่อเปล่งวาจาโดยได้ใจความว่า
“ไม่ผิดอย่างแน่นอน นี่คือจดหมายเชิญเพื่อเข้าสู่ห้องสมุดราตรี” สายตาจดจ้องไปยังสัญลักษณ์จันทร์เสี้ยว มือขวาหยิกแก้มราวกับกำลังทดสอบว่าตนมิได้ตกอยู่ในวังวนแห่งความฝัน
ในครู่ต่อมา สีหน้าของเธอพลันแปรเปลี่ยนไป พรั่งพรูรอยยิ้มอันอ่อนโยนให้ได้ยลโฉม ประหนึ่งว่ากวีคือแขกระดับสูง จึงได้เปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติตัวกับกวีไปจากฝ่าเท้าเป็นหน้ามือ
“เชิญทางนี้ค่ะ” เสียงของเธอพลันถูกเปล่งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น กวีจึงหมดสิ้นหนทางพลันเร่งติดตามเธอไปในทันที
ทั้งสองเข้าสู่ประตูลิฟต์ มือขวาของคุณพนักงานยื่นออกไปและกดปุ่มหนึ่งครา
บนแผงควบคุมมีเลขอยู่ตั้งแต่หนึ่งถึงสิบ เมื่อลองสังเกตให้ดี จะพบว่าปุ่มที่พนักงานสาวคนนี้กดลงไปก็คือเลขสิบ
เมื่อประตูลิฟต์เปิดขึ้นอีกครั้ง ทิวทัศน์ตรงหน้าพลันแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากแรกเริ่มที่เคยเป็นห้องโถงใหญ่ กลับกลายเป็นทางเดินทอดยาวออกไปซึ่งถูกปูเอาไว้ด้วยพรมแดงราวกับทางเดินภายในพระราชวัง
“นี่คือขอบเขตที่ดิชั้นสามารถเข้าไปได้ จากจุดนี้ ท่านจะต้องเดินทางไปด้วยตนเองค่ะ” เมื่อสิ้นเสียงกล่าว รูปลักษณ์ของพนักงานสาวจึงเลือนหายไปพร้อมกับประตูลิฟต์ที่ปิดลง
กวีเริ่มต้นก้าวเดินไปต่อ แม้จะมิอาจล่วงรู้ว่าสิ่งใดกำลังเฝ้ารออยู่ข้างหน้าก็ตามที
รอบข้างตกแต่งเอาไว้ด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ กระนั้นกลับเป็นเพียงทางเดินซึ่งทอดยาวออกไปไร้ที่สิ้นสุด
“ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่าจริงๆ” เสียงของกวีถูกกล่าวขึ้นมา ในใจเฝ้าครุ่นคิดว่าจะมีสิ่งใดเฝ้ารออยู่ ณ ปลายทาง จึงได้ใช้พื้นที่อันกว้างขวางมากพอจะสามารถจุคนได้นับพันคนเพื่อสร้างหนึ่งทางเดิน
ทุกครั้งที่ก้าวเดินไปต่อ สัมผัสที่เขารู้สึกได้กลับทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ พลังงานอันมหาศาลแผ่ขยายโดยมีต้นตอมาจากข้างหน้า
“ผีหรือปีศาจ จะเป็นอย่างไหนกันน่ะ”
ทรงพลังยิ่งกว่าราชันแห่งก็อปลินอินเซก้า ทว่าหากมีอสูรเช่นนั้นอยู่จริง แล้วเหตุใดพวกมันจึงมีตัวตนอยู่ภายในสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์กันเล่า
กวีก้าวเดินมาจนสุดท้าย เบื้องหน้าพลันปรากฏห้องโถงขนาดย่อมเยา ไร้ซึ่งเครื่องเรือนใดๆ มีเพียงประตูบานใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ณ อีกฟากหนึ่ง
“ยินดีต้อนรับค่ะ สู่ห้องสมุดแห่งราตรี หากไม่มากจนเกินไป รบกวนส่งจดหมายเชิญให้ดิชั้นได้ตรวจสอบด้วยค่ะ”
เสียงของใครสักคนดังก้องกังวานมาจากบริเวณด้านซ้ายของกวี พลันเริ่มต้นหันกลับไป เบื้องหน้าจึงปรากฏรูปลักษณ์ของหญิงงามทว่ากลับสวมใส่เสื้อผ้าคล้ายคลึงกับบริกร
ไม่ผิดอย่างแน่นอน สัมผัสที่กวีสัมผัสได้ล้วนมาจากหญิงงามผู้นี้ ถึงกระนั้น หากลองประเมินจากเครื่องแต่งกายที่เธอสวมใส่ หญิงงามผู้นี้ก็เปรียบได้ดังพนักงานสาวคนเมื่อครู่
ก็แสดงว่า เบื้องหลังของประตูคงมีบางสิ่งที่สำคัญ และหญิงสาวผู้นี้คงหาใช่บริกรทั่วไป หากแต่เป็นผู้พิทักษ์บานประตูซึ่งพร้อมจะลงมือสังหารผู้รุกรานเมื่อจำเป็น
กวียื่นม้วนกระดาษให้แก่เธอ เมื่อได้รับมา บริกรสาวจึงคลี่กระดาษออกมาพลางตรวจสอบเนื้อความภายใน
ในขณะที่กำลังอ่านเนื้อความในจดหมาย มือซ้ายของกวีเกร็งเอาไว้จนแข็งกร้าวและแหลมคมประหนึ่งใบมีด ราวกับว่า หากจดหมายฉบับนี้คือสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น เมื่อนั้นคอของกวีคงขาดสะบั้นออกจากบ่าในช่วงเวลาต่อมา
“เนื้อความถูกต้องค่ะ” เสียงของเธอถูกเปล่งขึ้นพลันปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า เมื่อสิ้นเสียง พลังงานเจ็ดได้แผ่พุ่งออกมาจากฝ่ามือขวาของเธอ และแผดเผาม้วนกระดาษให้เป็นจุณในหนึ่งชั่วพริบตา
“หลังจากนี้ชั้นจะเริ่มต้นอธิบายสิ่งที่ท่านต้องทำค่ะ” เมื่อม้วนกระดาษสูญสลายกลายเป็นอณู บริกรสาวผู้งดงามจึงเริ่มเปล่งวาจาขึ้นอีกครา ซึ่งกวีหาได้มีทางเลือกอื่นใด การจะต่อกรกับเธอคงเป็นได้เพียงความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง
“ได้โปรดรับสิ่งที่ชั้นกำลังจะมอบให้ด้วยค่ะ” เธอยื่นสองสิ่งให้แก่กวี ในมือขวาคือลูกแก้วสีดำเงางาม และในมือซ้ายกลับเป็นเพียงลูกกุญแจเพียงหนึ่งดอก
“เริ่มต้นจากกุญแจ นี่คือกุญแจสำหรับเปิดประตูบานที่อยู่ตรงหน้าของพวกเรา เมื่อได้ไปได้สำเร็จ ภายในจะปรากฏต้นไม้ใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางห้อง พวกเราเรียกมันว่าต้นไม้แห่งการสวดภาวนา ในขั้นตอนต่อไป ท่านจำต้องหยอดลูกแก้วสีดำลงไปในรูด้านหน้า ทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้ค่ะ”
ถ้อยคำของเธอแฝงเอาไว้ด้วยปริศนามากมาย กระนั้นกลับเปี่ยมไปด้วยความน่าสนใจในขณะเดียวกัน
พลันสิ้นเสียง บริกรสาวจึงก้าวเดินจากไปพลางเฝ้ารออยู่ ณ ริมทางเดิน เธอมองมาด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน ทว่ากลับตระเตรียมท่าทีให้พร้อมเข้าสู่สภาวะต่อสู้ได้ทุกเมื่อในกรณีหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
กวีเริ่มต้นเปิดตูและก้าวเดินเข้าสู่ภายใน มีเพียงความมืดมิดอันเป็นอนันต์เฝ้ารออยู่เบื้องหน้า ทว่าเมื่อก้าวเดินไปต่อเรื่อยๆ กลับมีเสียงสว่างกะพริบอยู่เป็นระลอก ณ บริเวณใจกลางห้อง
เบื้องหน้าปรากฏต้นไม้ใหญ่ดั่งเช่นที่บริกรสาวบอก ถึงกระนั้นกลับมิได้แตกต่างไปจากต้นไม้ธรรมดา
“เจอแล้ว รูนี้สินะ” กวียื่นมือออกไปพลางหยอดลูกแก้วลงไปในรูนั้น
ทันใดนั้น ต้นไม้ต้นใหญ่พลันเปล่งประกายแสงสว่างเจิดจรัสไปทั่วทั้งบริเวณ พร้อมกับกิ่งไม้ที่เลื้อยไปมาประหนึ่งอสรพิษ หนึ่งในกิ่งไม้ค่อย ๆ เคลือบคลานเข้ามาใกล้ พลันกวียื่นมือออกไป ผลไม้ลูกหนึ่งจึงร่วงหล่นลงมาพร้อมกับการกลับสู่สภาพเดิมของต้นไม้ใหญ่
คล้ายคลึงกับลูกแอปเปิล กระนั้นกลับมีลวดลายหมุนวนและมีสีทองประหนึ่งทุ่งรวงข้าวสาลี
“ซุ่มมม !!”
ผลไม้ประหลาดเปล่งประกายแสงสว่างเจิดจ้าจนกวีมิอาจต้านทานได้จึงต้องปิดตา พลันลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง กลับพบว่าผลไม้เมื่อครู่ได้แปรเปลี่ยนเป็นเคียวสีทมิฬซึ่งอยู่ในมือขวาของกวี
.
[ชื่อวัตถุโบราณ: เคียวมมรณะ ฮีราฟ
ระดับ: 4
ประเภท: อาวุธ(เคียว)
คำอธิบาย: พลังโจมตี+35 ทุกครั้งที่โจมตีจะมีโอกาส10%ทำให้ศัตรูติดสถานะ ‘อ่อนแรง’ ซึ่งมีผลทำให้พลังโจมตีทางกายภาพของศัตรูลดลง5%]
.
ไม่จำเป็นต้องคาดเดา สิ่งที่กำลังบังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าของกวีก็คือระบบกาชาดี ๆ นี่เอง
ถึงกระนั้น หากเรียงลำดับชั้นของวัตถุโบราณ การที่ตนได้รับวัตถุโบราณระดับสี่ก็บ่งบอกว่ากวีมิได้ดวงกุดดังที่คาดคิด
“ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ แล้วหวังว่าพวกเราคงได้พบกันใหม่อีกครั้ง” เสียงของบริกรสาวพลันถูกเปล่งขึ้น เมื่อเธอนั้นได้เห็นรูปลักษณ์ของเขาก้าวเดินออกมาจากบานประตู
กวีส่งคืนกุญแจพร้อมเดินจากไปพร้อมอาวุธชิ้นใหม่ในมือขวา แววตาของเขาเหลือบมองไปที่เธอจนกระทั่งเลือนหายไปจากสายตา ในใจพลางเฝ้าครุ่นคิด ว่าหากตัวเขาในยามนี้จำต้องเผชิญหน้ากับเธอ ชัยชนะจะตกเป็นของผู้ใด
ภายในลิฟต์
“ปรสิทเลือดอำพัน ฮีราฟ” เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้นมา เมื่อนั้นเคียวทมิฬจึงแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์กลายเป็นของเหลวและเลือนหายเข้าสู่ร่างกายในทันที
จากสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ปรสิตเลือดอำพันได้บรรจุอาวุธเข้าไปแล้วถึงสามชนิด เริ่มต้นจากดาบงูพิษทมิฬ เกลด้า ชิ้นต่อมาคือปืนลูกโม่กระสุนแสง ดูน และสุดท้ายคือเคียวมรณะ ฮีราฟ
ในครู่ต่อมา ณ ชั้นที่สามของหอสมุดนานาชาติ
“ทั้งหมดคือเจ็ดแสนเซนค่ะ เงินทั้งหมดได้ถูกจัดเก็บเอาไว้ภายในกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว รบกวนตรวจสอบความถูกต้องด้วยค่ะ”
เมื่อสิ้นสุดการเสี่ยงดวงประจำวัน เป้าหมายต่อไปจึงเป็นการแลกเปลี่ยนผลึกดอกบัวสีเพลิงให้กลายเป็นเงิน นับว่าเป็นเรื่องโชคดี เพราะผลึกดอกบัวเพลิงสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ถึงเจ็ดแสนเซน
.
< ก็หมายความว่า ถ้าเราเอาเจ้านี้ไปให้นักประเมิน บางทีก็อาจจะได้ราคาราว ๆ หนึ่งล้านเซนเลยสินะ >
.
กวีครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง ผลึกดอกบัวสีเพลิงที่ตนถือครองอยู่พึ่งได้รับมาจากดันเจี้ยนเมื่อไม่นานมานี้ สินค้าจึงอยู่ในสภาพดีเลิศ ทำให้ราคาประเมินจึงมีแนวโน้มจะเป็นไปในทิศทางที่ดีเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม กวีกลับยังคงยืนกรานคำเดิม เรื่องปากท้องจำต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก
พลันได้เงินมาอยู่ในมือ ภาพแรกที่กวีได้พบเห็นภายในหัวของตนกลับเป็นภาพของจอส หนึ่งในสหายร่วมรบผู้สิ้นชีวิตเพราะความชั่วร้ายของพวกเซลฟิส “ถ้าจำไม่ผิด ลูกของคุณจอสก็รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนี้สินะ” เขากล่าว
ก่อนที่จะลาจากหอสมุดแห่งนี้ไป กวียังใช้เงินราวห้าพันเซนในการจ่ายค่าบริการเพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลทั่วไป
เขาได้ลองศึกษาในหลาย ๆ อย่าง ทั้งข้อมูลอาณาจักรต่าง ๆ จากทั่วทุกหนแห่งของทวีปกูรันก้า ซึ่งมีประเทศน้อยใหญ่รวมแล้วมีมากกว่าหนึ่งร้อยสามสิบประเทศ
แต่ละสถานที่ล้วนต่างมีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง กระนั้นทุกชาติกลับมีภาษาที่คล้ายคลึงกัน ทำให้การสื่อสารระหว่างผู้คนในโลกใบนี้จึงมิได้ยากเย็นแสนเข็ญเท่าที่ควร
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากภาษา กลับยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่ทุกประเทศล้วนต่างมีร่วมกัน นั่นคือสมาคมนักบุกเบิก
ในช่วงหลายยุคสมัยที่ผ่านมา ผู้ท้าทายดันเจี้ยนล้วนถูกเรียกขานในหลากหลายชื่อ นักผจญภัย นักล่าสมบัติ หรือกระทั่งผู้ท้าทายสวรรค์
ทว่าในช่วงเวลาหลายสิบปี พวกเขาทั้งหมดกลับถูกเรียกขานด้วยเพียงหนึ่งนามพร้อมกับมีองค์กรเป็นของตนเอง..
‘นักบุกเบิก’
ราวสิบปีก่อนหน้าที่พวกกวีจะเดินทางมาถึง สมาคมนักบุกเบิกได้ขยับขยายออกไปกว้างใหญ่ไพศาลพร้อมกับสันติภาพที่เกิดขึ้นจากทั่วทุกมุมโลก
ถึงกระนั้น ผู้ริเริ่มจัดตั้งสมาคมกลับมีเพียงแค่หนึ่งเดียว นามของเขาคืออีวาน เฮลเซนเบิร์ก สุดยอดนักบุกเบิกระดับตำนานที่ยังมีชีวิต อายุอานามในปัจจุบันคือเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
ย้อนกลับไปเมื่อยุคอดีต ดันเจี้ยนนั้นมีตัวตนมาตั้งแต่เมื่อเนิ่นนานก่อนหน้าที่มนุษยชาติจะเริ่มต้นสร้างอารยะ คงอยู่และสลายหายไปเมื่อถึงเวลา และกลับคืนมายังผืนแผ่นดินอีกครั้ง ถึงกระนั้น กลับไม่มีผู้ใดที่จักสามารถพิชิตดันเจี้ยนได้แม้แต่คนเดียว
จนกระทั่งเมื่อราวห้าสิบปีก่อน ในช่วงเวลาที่อีวานยังมีกำลังวังชาอยู่เต็มเปี่ยม ในช่วงเวลาดังกล่าว เขาและพวกพ้องราวสิบชีวิตได้เดินทางเข้าสู่ดันเจี้ยนแห่งหนึ่ง พิชิตมันและสร้างจารึกชื่อของตนเอาไว้ในฐานะผู้พิชิตดันเจี้ยนกลุ่มแรกได้สำเร็จ
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อีวานในฐานะวีรบุรุษจึงริเริ่มเผยแพร่วิชาการต่อสู้ไปยังกลุ่มคนทั่วไป จึงได้จัดตั้งโรงฝึกของตน ผู้คนเริ่มต้นสนใจเคล็ดลับในความแข็งแกร่งของอีวาน เคล็ดวิชาดังกล่าวได้ถูกเรียกขานกันมาในชื่อเทคนิคการเคลือบมานาในภายภาคหลัง
มิได้มีเพียงเขา อีวานได้คิดค้นและดัดแปลงเทคนิคการเคลือบมานาจนสมบูรณ์ร่วมกับหนึ่งในพวกพ้องของตน เมื่อวันเวลาล่วงผ่าน ผู้คนก็เริ่มให้ความสนใจ ทำให้สำนักเล็ก ๆ ของพวกเขาพลันขยายใหญ่ขึ้นมาและจึงถูกเรียกขานกันว่าสมาคมนักบุกเบิกในท้ายที่สุด
ในช่วงเวลายุคปัจจุบัน เมื่ออีวานได้พบกับอลาดิน ผู้ดำรงตำแหน่งประธานธิบดีแห่งเมืองวาลอัลล่า ทั้งสองจึงตกลงปลงใจในการสร้างตึกสำนักงานใหญ่ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางเมือง
กระนั้นกลับช่างน่าเสียดาย เพราะในช่วงยุคก่อนนั้นยังมิได้ปรากฏเครื่องมือในการตรวจวัดระดับความเข้มข้นของมานา จึงมิอาจประเมินดันเจี้ยนแห่งแรกที่อีวานและพรรคพวกได้ร่วมกันพิชิต อย่างไรก็ตาม เสียงลือเสียงเล่าอ้างได้กล่าวกันว่ามันคือดันเจี้ยนระดับเจ็ด
ซึ่งหากนับตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน เมื่อไม่รวมกลุ่มของอีวาน กลับมีเพียงสิบกลุ่มเท่านั้นที่ได้ชื่อว่าผู้พิชิตดันเจี้ยนระดับสูงสุด พวกเขาทั้งหมดล้วนแล้วแต่อยู่กระจัดกระจายและปกครองกิลด์อันดับหนึ่งถึงสิบของโลก
กิลด์อันดับที่หนึ่ง สวนแห่งสวรรค์ ราเฟล ปกครองโดยเทพแห่งศาสตราวุธ อีเดน
กิลด์อันดับที่สอง ราชาทรราช เอเวล ปกครองโดยปีศาจร้ายแห่งใต้สมุทร เมกุล
กิลด์อันดับที่สาม มันกรพันตา เซนริว ปกครองโดยยอดบุรุษ ราไก
กิลด์อันดับที่สี่ มหายักษา บูบาทอส ปกครองโดยเทพพิทักษ์แห่งหินผา กิกันโต้
กิลด์อันดับที่ห้า ลานประลองยุทธ์ เหวินจิน ปกครองโดยปรมาจารย์ อู๋ จิง
กิลด์อันดับที่หก ราตรีสีเพลิง นาเบล ปกครองโดยบุรุษรัตติกาล ลัช
กิลด์อันดับที่เจ็ด ราหูอมจันทร์ ลูนาลิส ปกครองโดยเทพีแห่งแสงจันทร์ โรรี่
กิลด์อันดับที่แปด หอการค้าเจ็ดคาบสมุทร ปกครองโดยพ่อค้าเร่ อบิดัล
กิลด์อันดับที่เก้า อสรพิษกินหาง อูโรบูรัส ปกครองโดยพญาอสรพิษ เวน่อม
กิลด์อันดับที่สิบ คณะตัวตลกแห่งความมืด โจล่า ปกครองโดยตัวตลก ดไวท์
ความแข็งแกร่งของพวกเขาถูกกล่าวขานว่าทรงพลังเทียบเคียงได้กับกองกำลังระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือระดับผู้ปกครอง ทุกคนล้วนอยู่ในระดับออบซิเดียนจนถึงระดับแร่อดามันทิก้า
อย่างไรก็ตาม ในหมู่ผู้แข็งแกร่งย่อมมีผู้ซึ่งแข็งแกร่งที่สุด นามของพวกเขาคืออีเดนแห่งราเฟลและราไกแห่งเซนริว ท่ามกลางปีศาจร้ายผู้ปกครองทุกสรรพสิ่ง พวกเขาคือชายเพียงสองคนผู้มีระดับอยู่ในขั้นแร่อดามันทิก้าระดับที่ห้า!
“อย่างนี้นี่เอง เจ้าพวกนี้กล้าลงทุนตั้งแต่เลขเจ็ดหลักจนถึงสิบเอ็ดหลักให้ได้สิทธิ์ในการท้าทายดันเจี้ยนระดับสูง ถึงแม้จะเป็นเงินที่มาก แต่หากสามารถพิชิตได้ ผลที่ได้รับอาจจะมากถึง1.5เท่าจากเงินทุนแรกเริ่มได้เลย”
อาชีพนักบุกเบิกคืออาชีพที่เหล่าผู้คนต่างเฝ้าฝันถึง ยิ่งหากตนถูกเชื้อเชิญให้เข้าสู่กิลด์ระดับสูงคงเปรียบได้ดังการตกถังข้าวสาร
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้รับสิทธิ์นั้นมา ตัวกวีจำต้องได้รับใบอนุญาตมาอยู่ในมือเสียก่อน
“เอาล่ะ รีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่า” เสียงของกวีพลันถูกเปล่งออกมาพร้อมลุกออกจากโต๊ะคอมพิวเตอร์ แลดูว่าเขาคงเสียเวลามากเกินไปจนใกล้ถึงยามพลบค่ำ
แต่แล้ว แววตาของเขากลับแปรเปลี่ยนไป พร้อมกับเป้าหมายใหม่ที่ปรากฏขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ชั้นสี่ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
เบื้องหน้าคือทางเดินอันเงียบสงบ เสียงฝีเท้าก้าวเดินดังเป็นระลอกอย่างบางเบา สายตาของเขาเหลือบมองขึ้นไปเพื่อมองป้าย
‘4F-13 รากะ อุเมริ’
‘4F-14 นาธาน ราเบล’
และในท้ายที่สุด กวีจึงหยุดยั้งฝีเท้าของตนเมื่อได้เห็นป้ายของห้องถัดไป
‘4F-15 เวนดี้ ไอฟิว’
มือขวายื่นออกไปเพื่อเปิดประตู พลันก้าวเดินเข้าสู่ภายใน ภาพแรกที่เขาได้เห็นคือภาพของเจ้าหญิงนิทราผู้เข้าบรรทมมิได้สติ รอบแขนทั้งสองข้างเต็มไปด้วยสายระโยงระยาง พร้อมข้าง ๆ มีคุณป้าผู้แสนใจดีกำลังเฝ้ามองด้วยสายตาอาวรณ์
“เธอเป็นใคร ?” เสียงของคุณป้าพลันถูกเอ่ยขึ้นมา เมื่อได้เห็นว่ามีใครบางคนได้เปิดประตูเข้าสู่ภายใน
พลันสิ้นสุดคำถาม ริมฝีปากของกวีจึงขยับยกขึ้น กลายเป็นรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยน ครู่ต่อมาจึงเปล่งวาจาด้วยโทนอ่อนนุ่มประหนึ่งปุยฝ้าย
“ผมก็แค่.. เพื่อนคนหนึ่งของคุณจอสครับ”